เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 17 ตุลาคม 2026 เวลา 20:00.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 0 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 0 คน )
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,291
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,281
    ค่าพลัง:
    +27,030
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๙


    ​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,291
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,281
    ค่าพลัง:
    +27,030
    วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๑๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เมื่อครู่นี้ กระผม/อาตมภาพเพิ่งเดินทางกลับจากวัดศรีโลหะราษฎร์บำรุง อำเภอท่าม่วง เพราะว่าเดินทางไปร่วมเป็นเจ้าภาพงานสวดพระอภิธรรมศพ "คุณแม่สุนีพร ถิ่นวัฒนากูล" โยมแม่ของเสธฯ วิเชียร (พันเอกวิเชียร ถิ่นวัฒนากูล) ผู้ทรงคุณวุฒิสภาวัฒนธรรมอำเภอทองผาภูมิ ปรากฏว่ากำลังมีงานแห่เจ้าของงานกินเจปีนี้ ทำให้รถติดค่อนข้างที่จะมาก

    ประเพณีกินเจดังที่เคยได้กล่าวไปบ้างแล้วว่า เกิดจากประเทศจีน เนื่องจากว่าทางผู้ล้มล้างราชวงศ์หยวน ยกเอาจุดเด่นขึ้นมา ก็คือมีการกินเจ และใช้เรื่องพวกอิทธิปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ดึงดูดผู้คนเข้าร่วมขบวนการได้มาก

    เรื่องพวกนี้ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายอ่านในวรรณกรรมสามก๊ก ซึ่ง "เจ้าพระยาพระคลัง (หน)" ได้แปลขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ประมาณปีพุทธศักราช ๒๓๔๕ จะเห็นว่ามีโจรโพกผ้าเหลือง ซึ่งความจริงโจรโพกผ้าเหลืองนั้นก็เกิดจาก ๓ พี่น้อง ก็คือ "เตียวก๊ก" ไปได้ตำรามาจากในถ้ำ ศึกษาเรียนรู้วิชาการต่าง ๆ แล้วก็เอามาแสดงให้คนเห็น จนได้รับการยกย่องและเคารพนับถือมาก ชาวบ้านเรียกว่า "จางเทียนซือ"

    คำว่า "จาง" เป็นภาษาจีนกลาง ก็คือแซ่เตียวในภาษาแต้จิ๋ว หรือฮกเกี้ยนนั่นเอง ซึ่งถ้าเป็นบ้านเราเมืองเราก็คงเรียกประมาณว่า "ผีบุญ" อะไรประมาณนั้น แต่คราวนี้เราต้องเข้าใจว่าเรื่องพวกนี้นั้น ไม่ว่าจะบ้านเขาหรือว่าบ้านเราก็มี บ้านเราก็มี "หลวงปู่แช่ม" วัดฉลอง ที่เสกผ้าขาวให้บรรดาลูกศิษย์เคียนหัว แล้วสามารถต่อสู้กับพวกกองโจรอั้งยี่จีนได้

    เรื่องเหล่านี้จะว่าไปแล้ว เป็นเรื่องที่ไม่เกินความสามารถของบุคคลทั่ว ๆ ไป เพราะว่าวิชาการทั้งหลายเหล่านี้ สมัยก่อนเขาศึกษาหาความรู้กันทั้งสิ้น เป็นส่วนหนึ่งของตำราพิชัยสงคราม ก็คือ "การแต่งคนแต่งทัพ" คำว่า "แต่งทัพ" ก็คือการจัดขบวนพยุหะต่าง ๆ ในการเข้ารบกับฝ่ายตรงข้าม สภาพภูมิประเทศอย่างไรจะใช้พยุหะแบบไหน บรรดาแม่ทัพนายกองต้องมีความเชี่ยวชาญระดับมองทีเดียวก็ต้องรู้ทันที
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,291
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,281
    ค่าพลัง:
    +27,030
    ส่วนการแต่งคนนั้นก็คือสามารถที่จะใช้วิชาการต่าง ๆ ในการคุ้มครองป้องกันบุคคลฝ่ายของตนเองให้ปลอดภัยได้ ถ้าหากว่าเป็นสายของ "หลวงปู่ปาน" วัดบางนมโค ก็คือ "ธงมหาพิชัยสงคราม" ที่ยืนยันว่าผืนเดียวคุ้มกันได้ทั้งกองทัพ ถ้าหากว่าต่ำลงมาในปัจจุบันที่มีอยู่และพอจะหาได้ ก็มี "ตะกรุดแม่ทัพ" ของ "หลวงพ่อกวย" วัดโฆสิตาราม มี "ตะกรุดมหาโจร" ของ "หลวงพ่อคง" วัดวังสรรพรส มี "ตะกรุดโทน" ของ "หลวงพ่อเชื้อ" วัดใหม่บำเพ็ญบุญ เป็นต้น

    ความจริงเป็นตำราเดียวกัน วิชาเดียวกัน แต่เรียกไปคนละอย่างเท่านั้นเอง ก็คือถ้าเป็นแม่ทัพนำคนออกรบ ก็สามารถที่จะคุ้มครองป้องกันได้กระทั่งบุคคลที่ร่วมกองทัพไปด้วย เขาถึงได้เรียกว่าตะกรุดแม่ทัพ

    ส่วนของทาง "หลวงพ่อคง" วัดวังสรรพรสนั้น หมายถึงบรรดาแม่ทัพนายกอง ที่นำคณะของตนออกไปปล้นค่ายของศัตรู ก็เลยเรียกว่าตะกรุดมหาโจร ด้านของ "หลวงพ่อกวย" และ "หลวงพ่อเชื้อ" ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าคุ้มครองป้องกันบริวารได้เท่าไร

    แต่ "หลวงพ่อคง" วัดวังสรรพรส บอกอย่างชัดเจนว่าคุ้มครองลูกน้องได้ ๑๐ คน ก็คือถ้าหากว่าหัวหน้าออกไป นำลูกน้องไปด้วยไม่เกิน ๑๐ คน สามารถคุ้มครองป้องกันอาวุธให้กับลูกน้องได้ทั้งหมด โดยเฉพาะของ "หลวงพ่อคง" วัดวังสรรพรส มีคนนำไปทดลองเผาไฟมาแล้วว่าดีจริงหรือไม่ ? แล้วท้ายที่สุดก็ต้องกลับไปกราบขอขมา ทั้ง ๆ ที่สมัยนั้น การเดินทางไปวัดวังสรรพรสยากเย็นเข็ญใจเป็นที่สุด..!

    วิชาแต่งคนนั้น ที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือสมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เนื่องจากว่าบรรดากองทัพนั้นส่วนใหญ่ก็เกณฑ์มาจากหัวเมือง แต่ละคนก็มีของขลังของครูบาอาจารย์ตัวเองติดตัวมาทั้งสิ้น ถึงเวลามีการกระทบกระทั่งจึงไม่เกรงใจใคร พูดง่าย ๆ ว่ายังไม่ทันจะออกรบก็ตีกันเองก่อนแล้ว ในหลวงรัชกาลที่ ๑ จึงสั่งริบวัตถุมงคลทั้งหมด แล้วพระองค์ท่านก็เสกน้ำมันเจิมให้ทุกคน อักขระที่เจิมก็คืออุณาโลม ถ้าพวกท่านสังเกต ตราพระปรมาภิไธย หรือตราแผ่นดินในรัชกาลที่ ๑ จะเป็นรูปอุณาโลม
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,291
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,281
    ค่าพลัง:
    +27,030
    เมื่อจัดการเสกน้ำมันเจิมให้ทุกคนแล้ว ก็ให้ทดสอบกันตรงนั้นเอง ก็คืออยากรู้ว่าเหนียวจริงหรือไม่ มีหอกมีดาบอะไรก็จ้วงกันเข้าไปให้เต็มที่ ปรากฏว่าทุกคนเหนียวเสมอกัน ท่านจึงให้โอวาทว่า "ตอนนี้ทุกคนถือว่าเป็นลูกศิษย์อาจารย์เดียวกัน ก็คือลูกศิษย์ของฉัน ต้องรักใคร่สามัคคีกัน ไม่ใช่ทะเลาะเบาะแว้งกัน" เพราะว่าข้อห้ามของท่านข้อเดียวก็คือ ห้ามทะเลาะเบาะแว้งกันในหมู่ลูกศิษย์ นั่นเป็นจิตวิทยากองทัพอย่างหนึ่ง ที่จะสร้างความสามัคคีขึ้นในหมู่คณะ แล้วพระองค์ท่านก็เก่งจริง สามารถแต่งคนจากที่ไม่มีอะไรเลย ให้หนังเหนียวเสมอหน้ากันได้

    ดังนั้น..วิชาการเหล่านี้ ถ้าหากว่าเราอ่านในสามก๊ก จะเห็นว่ามีอยู่เป็นจำนวนมาก แม้กระทั่งการที่ "ขงเบ้ง" ไปปราบพวกคนเถื่อน พวกนั้นก็มีการเสกถั่วเป็นทหาร มีการตัดกระดาษรูปคนเป็นทหาร ถ้าเราดูในขุนช้างขุนแผนก็จะเห็นว่า "ขุนแผน" แค่เอาก้านอ้อไม่กี่อันมาปักพื้น พอเสกข้าวสารซัดไป ก็กลายเป็นค่ายคูหอรบที่แข็งแรงมั่นคง เอาฟางไม่กี่เส้นผูกลวก ๆ เป็นรูปคน เสกไปก็กลายเป็นทหารเฝ้าค่ายให้ได้ สรุปก็คือกองทัพ "ขุนแผน" ที่ไปตีเชียงใหม่มีไม่ถึง ๔๐ คน ทหารส่วนใหญ่ที่เขาเห็นว่ามีมากมายก็คือหุ่นทั้งนั้น..!

    ในเมื่อวิชาการทั้งหลายเหล่านี้ทำให้คนเชื่อถือ ก็มาเข้าเป็นพวกของฝ่ายกบฏกันมาก แต่กองโจรโพกภาคเหลือง เขาถือว่าเป็นกองทัพธรรม มาปลดความทุกข์ยากของชาวบ้าน จึงกำหนดให้บริวารของตนเองกินเจ ถ้าหากว่าใครถือได้เคร่งครัด เทพเจ้าก็จะคุ้มครองป้องกันให้ปลอดภัย แต่เห็นว่ารบกันทีไรก็มีเจ็บมีตายกันอยู่เสมอ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?

    เรื่องนี้เกิดจากสองสาเหตุด้วยกัน สาเหตุแรกก็คือ
    กำลังใจไม่มั่นคง ทำให้เครื่องรางของขลังคุ้มกันไม่ได้ ขณะเดียวกัน อีกฝ่ายหนึ่งกำลังใจอาจจะเหนือกว่า หรือรู้วิธีถอนของคัดของ ก็จะทำให้สิ่งที่คุ้มกันด้วยอำนาจไสยศาสตร์นั้น ไปพ่ายแพ้บุคคลที่มีกำลังจิตหรือสมาธิสูงกว่า

    ประการที่สองก็คือมีบุคคลอยู่ประเภทหนึ่งที่เกิดมาเพื่อเป็นผู้นำคนอื่นโดยเฉพาะ คนทั้งหลายเหล่านี้จะกำลังใจเกินคน ดังนั้น ต่อให้ใช้อาวุธธรรมดาก็สามารถทำลายพวกวิชาคงกระพันมหาอุดได้
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,291
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,281
    ค่าพลัง:
    +27,030
    "พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ" เคยเล่าให้ฟังว่า ในสมัยที่ท่านขึ้นจากเรือรบ แล้วทางตำรวจขอตัวไปช่วยราชการ ถ้ามีบรรดาโจรหนังเหนียวที่ไหน ซึ่งอาศัยอำนาจวัตถุมงคลของตนเองไปเที่ยวปล้นฆ่า สร้างความเดือดร้อนแก่คนอื่น ตำรวจทั่วไปปราบไม่ได้ ก็จะให้หลวงพ่อทั้งสามท่านไปช่วยกัน ท่านบอกว่ายิงตายไปเกือบ ๓๐ ศพ แล้วก็เป็นเหตุให้ช่วงที่ปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ เจ้าพวกนี้มาคอยขวาง ทำให้การปฏิบัติธรรมหาความก้าวหน้าไม่ได้ จนกระทั่งท้ายสุด ต้องรับปากบวชพระอุทิศส่วนกุศลไปให้ เขาถึงยอมให้อภัย..!

    แล้วก็มีผู้กว้างขวางอยู่ท่านหนึ่ง จะบอกว่าเป็นโจรก็ไม่ได้ แต่ว่ากลับเป็นคนคุ้มครองพวกโจร ก็คือด้วยความที่อยู่ยงคงกระพัน ไม่ว่าจะอาวุธอะไรก็ไม่ได้กินเลือด ก็เลยทำให้พวกโจรเคารพนับถือ ถึงเวลาปล้นวัวปล้นควายไป ก็จะแจ้งกับบุคคลผู้นี้ว่าถ้าเจ้าของมาตาม ก็ให้บอกว่าต้องการค่าไถ่เท่าไร ? เมื่อได้เงินมาก็มารับวัวควายคืนไป

    แม้ว่าจะทำตรงไปตรงมา แต่ก็สร้างความเดือดร้อนแก่คนหมู่มาก แต่ทางตำรวจไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ ทั้งที่บุคคลนี้ไม่เคยถือปืนเลย แกถือมีดพร้ายืนอยู่หัวบันไดแค่เล่มเดียว บอกว่า "ใครจะจับก็ขึ้นมา ถ้าเหยียบบันไดเมื่อไรกูฟันหัวขาด..!" ถึงขนาดตำรวจใช้ "ปืนพระราม ๖" ที่ในหลวงรัชกาลที่ ๖ อธิษฐานจิตไว้ให้ปราบพวกโจรหนังเหนียว แล้วก็ได้ผลอย่างชะงัด ก็คือส่วนใหญ่แล้วเหนียวเท่าไร ถ้าโดนปืนพระราม ๖ ก็ตายคาที่ แต่กลับยิงคนผู้นี้ไม่ออก..!

    "หลวงพ่อวัดท่าซุง" บอกว่าไปถึงพอเห็นเข้า ก็รู้ว่าบุคคลนี้ยังไม่หมดอายุ ฆ่าไม่ได้ ในเมื่อความรู้สึกชัดเจนขนาดนั้น แต่รับหน้าที่มา จึงเรียกอีกฝ่ายออกมา เขาก็มายืนค้ำหัวบันไดเหมือนเดิม เมื่อถามว่า "ไอ้หนู..พวกเอ็งมาทำอะไร ?" หลวงพ่อท่านก็ตอบว่า "มาขอเลือดลุงเซ่นปืนสักหน่อย..!" ทำให้ผู้กว้างขวางท่านนั้นหัวเราะ บอกว่า "อย่าว่าแต่ได้เลือดข้าเซ่นปืนเลย แค่เอ็งยิงออก ข้าก็ยอมแพ้"

    หลวงพ่อท่านถึงได้บอกว่า "ถ้าอย่างนั้นก็ขออภัย" แล้วก็ชักปืนยิงเฉียดสะโพกอีกฝ่ายหนึ่งแค่พอได้เลือด ฝ่ายนั้นทิ้งพร้าแล้วนั่งยอง ๆ ยกมือไหว้ บอกว่า "คนดีเขามาแล้ว" หลวงพ่อท่านจึงเกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายช่วยราชการตำรวจ ซึ่งภายหลังเจริญขึ้นถึงนายร้อยตำรวจเอก และมียศเป็นท่านขุน
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,291
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,281
    ค่าพลัง:
    +27,030
    เราจะเห็นว่าบุคคลประเภทหนึ่ง ถ้าหากว่าเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ บางทีเรื่องของเครื่องรางของขลังก็กันอะไรไม่ได้ เพราะว่ากำลังใจเหนือคน กระผม/อาตมภาพสอบถามหลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านว่า "ได้ใช้คาถาคัดของหรือเปล่า ?" ท่านบอกว่า "ไม่เคยใช้" ท่านเกิดมีลายมือเส้นหนึ่ง ซึ่งหมอดูที่มีความรู้จริง บอกว่าเป็น "ลายมือพิฆาต" ใครที่มีลายมือเส้นนี้ ถ้าหากว่าฝ่ายตรงข้ามเหนียวเท่าไร เราจะใช้มีดใช้ปืนอะไรก็สามารถทำร้ายได้ทั้งหมด

    จึงเป็นอะไรที่อยากจะบอกกล่าว เพราะวันนี้เห็นขบวนกินเจเขาแห่กันเต็มตลาดไปหมดว่า ความเชื่อถือในการกินเจต่าง ๆ มีพื้นฐานมาตั้งแต่สมัยโจรโพกผ้าเหลืองก่อนช่วงสามก๊ก แล้วก็สืบเนื่องมาเรื่อย จนกระทั่งภายหลังโดนไล่ปราบปราม แล้วก็กลายเป็นนิกายอสูร หรือนิกายแสงสว่าง

    อย่างที่พวกเราถ้าเคยอ่านหนังสือกำลังภายในแล้วก็จะเจอว่า ทำไมพวกนี้กลายเป็นที่รังเกียจมาก ? โผล่หน้ามาเมื่อไรก็โดนฝ่ายธรรมะไล่ปราบ ทั้ง ๆ ที่บางทีเขายังไม่ทำอะไรเลย ก็เพราะมีคำสั่งทางราชการให้กวาดล้างให้หมด ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ แล้วแตกกอต่อยอดจากนิกายแสงสว่างหรือหมิงเจี้ยว ลงมาเป็นนิกายพระสังกัจจายน์ คือหมีเล็กเจี้ยว ลงมาเป็นนิกายบัวเขียว หรือชิงเหลียนเจี้ยว เหล่านี้เป็นต้น แต่ขอให้รู้ว่าทั้งหมดทั้งมวลก็มีพื้นฐานมาจากโจรโพกผ้าเหลืองทั้งสิ้น ก็คือ คนโพกผ้าเหลืองที่ลงอักขระเลขยันต์แล้วก็หนังเหนียวนั่นเอง

    ปัจจุบันนี้เรื่องของการกินเจในแผ่นดินจีนแทบจะไม่มีแล้ว เพราะว่าส่วนใหญ่โดนทำลายไปหมดช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม แต่กลายเป็นว่าบ้านเรามีเทศกาลนี้ สร้างความร่ำรวยให้ในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเทศกาลกินเจที่ภูเก็ต จึงได้เล่าเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยให้พวกเราได้ฟังเอาไว้
    ส่วนการศึกษาวิชาการทั้งหลายเหล่านี้ ก็ไม่ใช่ทางหลุดพ้นที่แท้จริง ถ้าหากว่าศึกษาดีใช้ถูก ก็เป็นที่เคารพนับถือของผู้คน แต่ถ้าเอาไปรังแกคน วันดีคืนดีก็จะมีคนเก่งกว่ามาปราบเราเอง..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันเสาร์ที่ ๑๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...