ปกิณกธรรมช่วงบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรม วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ปี ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 9 สิงหาคม 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,010
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,231
    ค่าพลัง:
    +27,001
    โอ้โห..อ่านจบ สว่างไปสามโลกเลย..! ที่หามาแทบเป็นแทบตายว่าจะสู้กับเรื่องของผู้หญิงอย่างไร อุตส่าห์ไปเรื่องของอสุภกรรมฐานก็สู้ไม่ได้ กายคตาสติก็สู้ไม่ได้ ถึงขนาดประเภทพังตัวเองเป็นชิ้น ๆ เป็นส่วน ๆ ประกอบขึ้นมาใหม่ รื้อออก ทำใหม่ นับครั้งไม่ถ้วน ก็ไม่ได้ผล แต่พอได้ยินเรื่องนี้ สว่างไปสามโลกเลย

    ซึ่งก็คือตัวพรหมวิหาร ๔ รักเขาเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน
    คนนี้อายุประมาณรุ่นแม่..ก็เห็นเขาเป็นแม่
    คนนี้อายุประมาณรุ่นพี่..ก็เห็นเขาเป็นพี่
    คนนี้อายุประมาณรุ่นน้อง..ก็เห็นเขาเป็นน้อง
    คนนี้อายุรุ่นลูก..ก็เห็นเขาเป็นลูก

    ไม่น่าเชื่อและทำให้เชื่อ..! ฟังดูงง ๆ ไหม..? ไม่น่าเชื่อก็คือพรหมวิหาร ๔ สามารถระงับกามราคะได้เด็ดขาดขนาดนั้น และที่ทำให้เชื่อก็คือหลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านบอกว่า "กรรมฐาน ๔๐ ทุกกอง ถ้าพิจารณาเป็น เข้าถึงความเป็นพระอรหันต์ได้ทั้งหมด" ถ้าหากว่าพรหมวิหาร ๔ ไม่สามารถตัดราคะได้ แล้วจะผ่านไปถึงพระอรหันต์ได้อย่างไร..?

    ตรงนี้เองที่ทำให้เห็นแง่มุมชัดเจนว่า บางทีถ้าเราสู้ตายตามที่ครูบาอาจารย์บอก ได้ตายจริง ๆ แต่ถ้ารู้จักพลิกแพลงหามุมที่เหมาะสมแก่ตัวเอง สภาพจิตเห็นแล้วยอมรับได้ จะง่ายกว่ากันตั้งเยอะ

    ก็ฝากไว้เป็นข้อคิดสำหรับพวกเราทุกคน มาวัดทั้งทีก็หาประโยชน์ให้ได้ ตัวเองสู้ไม่ได้ ตัวอย่างที่ครูบาอาจารย์ยกให้ฟังก็มีอยู่ ถ้าหากว่าไปตรงกับจริตนิสัยของใคร ก็อนุโมทนาด้วย ถ้าไม่ตรงมึงก็หาทางเองเถิด
     
  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,010
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,231
    ค่าพลัง:
    +27,001
    ก่อนทำวัตรเย็น วันจันทร์ที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๙​



    รู้สึกว่ามากันพร้อมขึ้นมาหน่อยหนึ่ง เรียกว่านิสัยคางคก ยางหัวไม่ตก ไม่รู้สำนึก เคยได้ยินไหม..? ถ้าหากว่าตัวเราเองสอนตัวเองไม่ได้ สั่งตัวเองไม่ได้ แล้วจะให้ใครเขามาจ้ำจี้จ้ำไชอยู่ทุกวัน..? ต้องรอให้ด่าก่อนแล้วค่อยรู้สึกตัวแบบนี้ ใช้ได้หรือ..?

    พระพุทธเจ้าท่านยังตรัสไว้ว่า "อัตตนา โจทยัตตานัง" เราต้องกล่าวโทษโจทก์ตนเองอยู่เสมอ ส่วนไหนที่บกพร่องทำให้เราไม่ก้าวหน้า ต้องหาส่วนนั้นให้พบ แล้วก็ทำให้ได้ เพราะว่าครูบาอาจารย์ก็ล่วงลับไป..ล่วงลับไป หลายต่อหลายท่านปฏิบัติธรรมมานับสิบ ๆ ปี ที่เอาดีไม่ได้สักครั้งก็เพราะว่าสั่งสอนตัวเองไม่เป็น ถึงเวลาพอสิ้นครูบาอาจารย์ไป ก็มานั่งคร่ำครวญเสียดายอีก

    แล้วระหว่างที่ท่านมีชีวิตอยู่ เราไม่พยายามกอบโกยเอาไว้ให้มากที่สุด ถึงเวลาแล้วจะพึ่งใครได้ ฟังบาลีให้ชัด ๆ ว่า อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ตัวเรานั่นแหละเป็นที่พึ่งของเรา โก หิ นาโถ ปโร สิยา ใครอื่นจักเป็นที่พึ่งของเราได้

    พระพุทธเจ้าก็ยังตรัสว่า อักขาตาโร ตถาคตา แม้ตถาคตก็เป็นเพียงผู้บอกเท่านั้น คราวนี้ถ้าพระองค์ท่านบอกแล้วเราไม่ทำตาม ก็ไร้ประโยชน์ จะไปรอครูบาอาจารย์ต้องบอกอย่างนั้น ต้องแสดงนิมิตอย่างนี้ สำหรับท่านอื่นอาจจะเมตตา แต่กระผม/อาตมภาพมีแต่อุเบกขา ในเมื่อไม่เอาดีก็ปล่อยไป ใครจะไปจ้ำจี้จ้ำไชไหว บอกไปก็ไม่ทำ ทำก็ไม่จริงไม่จัง เหนื่อยใจเปล่า ๆ
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,010
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,231
    ค่าพลัง:
    +27,001
    ดังนั้น..ถ้าหากว่าฉวยโอกาสที่ครูบาอาจารย์ยังอยู่ ก็ต้องเร่งรัดการปฏิบัติให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ส่วนใหญ่พวกเราอยู่ในประเภท "ดีชั่วรู้หมดแต่อดไม่ได้" แล้วก็มักจะให้อภัยตัวเองเสมอ โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นแหละคือกิเลสชักนำ

    กิเลสนั้นมีมารยามาก พอหลอกให้เราทำอะไรละเมิดศีลละเมิดธรรมได้ครั้งหนึ่ง ก็เป็นอันว่าชีวิตนี้หมดแล้ว เพราะต่อไปก็จะอ้างว่าครั้งที่แล้วยังทำได้เลย แล้วเราก็จะผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ในที่สุดก็ติดปลักโคลน จมอยู่ตรงนั้น ไปไหนไม่รอด

    อย่างที่เพิ่งจะไปทิเบตมา ยังหน้าไหม้อยู่เลย คนทิเบตไม่เห็นมีใครต้องไปเคี่ยวเข็ญให้เขาทำดี เขาตั้งหน้าตั้งตาทำเองอยู่ตลอดเวลา ส่วนของพวกเราต้องรอโอกาส อย่าลืมว่าการปฏิบัติธรรมก็เหมือนกับการกิน อาหารยังต้องกินอย่างน้อยวันละ ๓ มื้อ แล้วถ้าหากว่าอาหารใจเราเอง กินบ้างไม่กินบ้าง แล้วจะเหลืออะไร..?

    กลายเป็นคนดำรงชีวิตอยู่ก็ขาดทุนไปเรื่อย เนื่องเพราะว่ากิเลสกินเราอยู่ทุกเวลาทุกนาที ส่วนเราเองนาน ๆ จะลุกขึ้นมาสู้กิเลสสักที แถมยังสู้ได้ไม่ตลอดรอดฝั่งด้วย ฟังแล้วเศร้าใจ

    อย่างที่เคยบอกไปนับครั้งไม่ถ้วนก็คือ การปฏิบัติธรรมต้องเอาชีวิตเข้าแลก ไม่ใช่ลำบากนิดก็ท้อ ยากหน่อยก็ถอย ในเมื่อแม้แต่พระพุทธเจ้ายังเป็นเพียงผู้บอก แล้วเราจะให้ครูบาอาจารย์มาคอยเข็น คอยฉุด คอยรั้ง อยู่ตลอดเวลา เป็นไปได้ไหม..? พอถึงเวลาครูบาอาจารย์ล้มหายตายจากไป ก็มาตีอกชกหัวตัวเอง ว่าทำไมท่านรีบไปเหลือเกิน..?

    อย่างกระผม/อาตมภาพนี่สอนมา ๔๐ กว่าปีแล้ว ปากเปียกปากแฉะจ้ำจี้จ้ำไชพวกเรามาตลอด ถ้า ๔๐ กว่าปีแล้วยังบอกว่ารีบไปอีก ตูก็ไม่รู้ว่าจะพูดภาษาอะไรดีแล้ว..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,010
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,231
    ค่าพลัง:
    +27,001
    ทำอย่างไรที่เราจะกำหนดภาพพระให้ได้ตลอดเวลา ทำอย่างไรที่เราจะอยู่กับลมหายใจเข้าออกให้ได้ตลอดเวลา นั่นคือสิ่งที่เราจะต้องหาวิธี หาเทคนิค ในการที่จะทำให้ตนเองจดจ่ออยู่กับความดีงามเหล่านี้ ไม่ใช่สักแต่หายใจทิ้งไปวัน ๆ

    เวลาพระท่านทำวัตร ก็จะมีการพิจารณาว่า เวลาล่วงไป ล่วงไป เราทั้งหลายทำอะไรอยู่ ? นั่นก็คือการเตือนสติตนเอง ตัวเราติเตียนตัวเราเองโดยศีลได้หรือไม่ ? ผู้รู้ติเตียนเราโดยศีลได้หรือไม่ ? คุณวิเศษของเรามีหรือไม่ ? เพื่อที่จะได้ไม่เก้อเขินเมื่อเพื่อนสหธรรมิกไต่ถาม เขาไม่ได้ให้ท่องเฉย ๆ แต่ให้เป็นสิ่งที่เตือนสติเราอยู่ตลอดเวลา

    โดยเฉพาะชีวิตนี้เป็นของน้อย จะมรณะลงไปเมื่อไรก็ไม่รู้ แล้วเรายังมัวแต่ประมาทอยู่ ถึงเวลาถ้าลงอบายภูมิก็เสียชาติเกิดอีก ถ้าแค่เสียชาติเกิดก็ยังไม่เท่าไร เพราะโอกาสแก้ตัวยังมี แต่ถ้าลงอบายภูมิ เขาคิดทบต้นทบดอกทุกอย่าง พระพุทธเจ้าปรากฏไปแล้วหลายพระองค์ เรายังไม่ได้โผล่ขึ้นมาเลย..!

    แล้วแต่ละคนก็คุณงามความดีมากมายเสียขนาดนั้น เขาก็ต้อนรับเป็นแขกวีไอพี ยินดีที่จะให้อยู่นาน ๆ แล้วอีกเมื่อไรจึงจะได้เกิดขึ้นมา..! เพราะว่าถ้าลงนรกก็ต้องมาเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน ไล่ไปตามลำดับ ตามกรรมที่เบาลงเรื่อย กว่าจะได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดในยุคมิคสัญญีหรือเปล่า กว่าจะได้พบพระพุทธศาสนา ไม่รู้ต้องเวียนว่ายตายเกิดทนทุกข์อีกนานเท่าไร..?

    ในเมื่อทุกอย่างอยู่ตรงหน้าแล้ว ทำไมไม่รีบไขว่คว้าให้เต็มที่..? ก็ฝากเอาไว้ให้พวกเราคิดในตอนนี้ ทำวัตรกันได้แล้ว
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,010
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,231
    ค่าพลัง:
    +27,001
    ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงบ่าย วันอังคารที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙​

    มากันแค่นี้ ? แล้วที่เหลือไปไหนกันหมด ? วันนี้วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พรุ่งนี้วันอาสาฬหบูชา ซึ่งจะตรงกับวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ - ๘ เพราะว่าปีนี้มีเดือน ๘ สองหน วันถัดไปก็เป็นวันเข้าพรรษา เราก็จะหยุดยาวต่อเนื่องกัน ๓ วัน แต่ด้วยความที่เราปฏิบัติธรรมกันมาตั้งแต่วันเสาร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม แล้วก็จะไปสิ้นสุดลงในวันที่ ๓๐ กรกฎาคม คือวันเข้าพรรษา ก็แปลว่างวดนี้เราปฏิบัติธรรมกัน ๕ คืน ๖ วัน..!

    คราวนี้ ๕ คืน ๖ วัน มีใครลองพิจารณาดูบ้างไหมว่า เราปฏิบัติแล้วรักษาสภาพจิตใจ ให้อยู่กับศีลกับภาวนาได้สักกี่ชั่วโมง ? ไม่ต้องถึงวันเอาแค่ชั่วโมงก่อน เพราะว่ากิเลสกินใจเราทุกเวลาทุกนาที ถ้าหากว่าเรารักษากำลังใจได้วันหนึ่งแค่ระดับชั่วโมง ก็แปลว่ามีโอกาสแพ้กิเลสอย่างชนิดที่หมดทางสู้..!

    บุคคลที่จะชนะกิเลสได้ กำลังใจต้องจดจ่ออยู่กับ ศีล สมาธิ และปัญญา ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ทุกวัน อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เนื่องเพราะว่าถ้าสภาพจิตได้รับการขัดเกลาฝึกฝนมาดีแล้ว ก็จะเกิดอาการตื่นรู้ ก็คืออยู่ในลักษณะของ "พุทโธ" ที่แปลจากบาลีเป็นไทยคือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

    ผู้รู้..ในที่นี้คือมีสติระลึกได้อยู่เสมอว่าเราทำอะไร ? เพื่ออะไร ?
    ผู้ตื่น..ก็คือสภาพจิตจะตื่นอยู่ตลอดเวลา หลับอยู่ก็รู้ว่าตัวเองหลับ จะตื่นยังต้องสั่งให้ตัวเองตื่น
    ผู้เบิกบาน..ก็คือจิตใจไม่มีอะไรข้องเกี่ยวร้อยรัดได้ มีแต่ความสดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,010
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,231
    ค่าพลัง:
    +27,001
    แต่การที่เราจะไปถึงตรงจุดนั้นได้ ก็ต้องยอมลำบากก่อน สภาพจิตของเราที่ต้องผ่านการฝึกฝน ระยะแรกก็ต้องยากลำบาก เพราะทุกอย่างจะต้องฝืนความรู้สึกของตัวเอง

    คำว่าฝืนความรู้สึก ทุกคนก็คงจะเข้าใจ เพราะว่าอะไรที่อยากทำก็ไม่ได้ทำ ต้องควบคุม กาย วาจา ใจ ของตนให้อยู่ในกรอบเสมอ เหมือนอย่างกับการปีนเขาหรือว่ายทวนน้ำ ที่ต้องลำบากเสียก่อน แต่ถ้าถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ความสำเร็จที่ได้มาก็จะทำให้เราเกิดปีติ มีแต่อยากจะทำให้มากยิ่ง ๆ ขึ้นไป

    ซึ่งใครที่ปฏิบัติมาในระยะต้น ๆ แล้วเกิดปีติ ต้องระมัดระวังให้มาก เพราะว่าบางทีเราไม่เบื่อไม่หน่ายในการปฏิบัติ ทั้งวันทั้งคืนจดจ่ออยู่กับการภาวนา ลืมการพักผ่อน ซึ่งถ้าหากอยู่ในลักษณะแบบนั้น ต้องหาเวลาพักผ่อนให้พอ ไม่เช่นนั้นแล้วร่างกายอาจจะทนไม่ไหว แม้ว่าตอนที่เราพักถ้าสภาพจิต
    จะตื่นอยู่เหมือนกับไม่ได้นอน แต่ร่างกายที่นอนได้พักแล้ว เพียงแต่สภาพจิตไม่ได้หลับเหมือนกับคนทั่ว ๆ ไป

    ช่วงที่ปฏิบัติหนัก ๆ กระผม/อาตมภาพพักคืนหนึ่งประมาณ ๒ ชั่วโมง ขอยืนยันว่าอยู่ได้ ก็คือปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ทั้งวันทั้งคืน ไม่ได้สนใจว่ามืดหรือสว่าง ถึงเวลาก็พักผ่อนประมาณ ๒ ชั่วโมง ตั้งกำลังใจว่าครบ ๒ ชั่วโมงเราจะลุกมาปฏิบัติต่อ ซึ่งถ้าทำได้จริง ๆ เราสามารถที่จะบอกตัวเองได้ว่าจะลุกเวลาไหน สภาพจิตจะเตือนเราให้ลุกตามเวลานั้นอย่างชนิดตรงเป๊ะ ไม่มีคลาดเคลื่อน ซึ่งตัวกระผม/อาตมภาพเองทดสอบแล้วทดสอบอีกมาแล้ว
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,010
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,231
    ค่าพลัง:
    +27,001
    มีอยู่เที่ยวหนึ่งไปเชียงใหม่ ๕ วัน ๕ คืน ปรากฏว่ามีเวรมีกรรมตรงที่ต้องนั่งเป็นเพื่อนคนขับไปตลอดทาง เพราะว่าคนอื่นหลับกันหมด หลับกันแบบ "ไม่สนโลก" ขนาดอาตมภาพรู้สึกว่าตัวเองไม่ไหวแล้ว วันที่ ๓ เข้าไปแล้ว ขอให้พรรคพวกมาเปลี่ยนบ้าง จากนั่งอยู่ด้านหน้ารถตู้ เดินไปยังไม่ถึงด้านหลังรถตู้เลย คนมาเปลี่ยนที่นั่งอยู่ข้างหน้าหลับไปแล้ว สมควรตายมาก..!

    ท้ายสุดถ่างตาไป ๕ วันกับ ๕ คืน ขากลับรถยางแตกด้วย กว่าจะเปลี่ยนยาง กว่าจะกลับถึงวัด ตีหนึ่งกว่าเกือบตีสอง ตีสี่ต้องไปส่งลูกสาวขึ้นรถเมล์ ให้เขากลับกรุงเทพฯ ไปเรียนหนังสือ คนที่อดนอนมา ๕ วัน ๕ คืน แล้วเพิ่งจะได้นอนตอนประมาณตีสอง แล้วตีสี่ต้องตื่น บางทีถ้าเป็นญาติโยมนี่ ตั้งนาฬิกาปลุกสามเครื่องก็คงไม่ลุก แต่ของอาตมาลุกตรงเวลาเป๊ะ..!

    เพราะว่าสภาพจิตของเรา ถ้าฝึกฝนดีแล้ว เหมือนอย่างกับมีตัวสั่งการอยู่ข้างใน พอถึงเวลาจะทำอะไร ก็กำหนดใจเอา ดังนั้น..ญาติโยมแทบจะไม่มีโอกาสเห็นอาตมภาพมานั่งตรงนี้หลังเวลา เพราะว่าก่อนเวลาก็จะมาแล้ว

    ถ้าใครฝึกซ้อมมาจนถึงตรงจุดนี้ ก็คือหลับและตื่นสภาพจิตตื่นเท่ากัน เราถึงจะมีโอกาสชนะกิเลสได้ เนื่องเพราะว่าถึงเราสามารถระมัดระวังกิเลสได้ตลอดเวลาที่ตื่นอยู่ กิเลสมักจะไปกินเราตอนหลับ

    บางคนกลางวันสำรวมมาก เดินระมัดระวัง มดสักตัวก็ไม่เหยียบ กลางคืนฝันว่าฆ่าเขาไปทั้งกองทัพเลย..! บางคนสำรวมยิ่งกว่าพระอีก เพศตรงข้ามไม่กล้าแม้แต่จะมองให้เต็มตา กลางคืนขึ้นมาไล่ปล้ำลูกชาวบ้านเขาไปแล้ว..! นั่นคือสภาพจิตที่ยังไม่ตื่น จึงทำให้เราไม่สามารถจะบังคับควบคุมได้
     
  8. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,010
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,231
    ค่าพลัง:
    +27,001
    ถ้าสภาพจิตหลับและตื่นรู้เท่ากัน เราจะมีสติอยู่เสมอ ทันทีที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายสัมผัส สภาพจิตซึ่งประกอบไปด้วยสติและปัญญา จะแยกแยะภายในเวลาไม่ถึงวินาทีว่า ถ้าเราคิดแบบนี้แล้ว กิเลสจะเจริญงอกงามอย่างนี้ ถ้าเราคิดแบบนี้แล้ว กุศลจะเจริญงอกงามอย่างนี้ ก็จะทิ้งด้านอกุศล หันมาเก็บเอาเฉพาะด้านที่เป็นกุศลเท่านั้น หรือไม่ก็เป็นผู้สำรวมอินทรีย์ ก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่รับรู้สิ่งภายนอกไปเลย เพราะว่าขี้เกียจมาแยกแยะ..!

    แต่ขอบอกว่าตอนที่เราสัมผัส แล้วสภาพจิตแยกแยะภายในไม่ถึงวินาทีนั้น ถ้าเราเขียนเป็นตัวหนังสือจะได้หลายหน้ากระดาษ เพราะจิตของเราว่องไวและแหลมคมมาก จะบอกเลยว่าทันทีที่เรานึกคิดปรุงแต่งอย่างนี้..อย่างนี้..อย่างนี้..จะเกิดรัก เกิดโลภ เกิดโกรธ เกิดหลง ขึ้นมา แต่ถ้าหากว่าเรานึกคิดปรุงแต่งอย่างนี้..อย่างนี้..อย่างนี้..สภาพจิตของเราจะอยู่ด้านกุศล

    ถ้าหากว่าเจ้าของจิตอยู่ในลักษณะของนักปฏิบัติธรรมที่แท้จริง ก็จะเน้นด้านกุศล ละทิ้งด้านที่เป็นอกุศล หรือไม่ก็ตัดทิ้งไปทั้งหมด ไม่รับรู้ไปเลย เพราะขี้เกียจไปยุ่งด้วย ถ้าทำมาถึงตรงนี้โอกาสที่เราจะชนะกิเลสก็เริ่มมี
    เนื่องเพราะว่ากรรมใหม่เราไม่สร้าง รู้เท่าทันแล้วว่าจะก่อให้เกิดโทษอย่างไรบ้าง แล้วสร้างแต่ความดี แล้วกรรมเก่าที่ทำมาค่อย ๆ ขัด ค่อย ๆ ลด ค่อย ๆ ละ ไปเรื่อย เมื่อไม่มีใครไปเติมเชื้อให้ ก็เหมือนอย่างกับสิ่งมีชีวิตไม่ได้กินอาหาร ท้ายที่สุดกิเลสก็เฉาตายไปเอง..!
     
  9. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,010
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,231
    ค่าพลัง:
    +27,001
    ดังนั้น..บางท่านชนะกิเลสตอนไหนยังไม่รู้ตัวเลย เพราะกิเลสตายเสียก่อน แต่บางท่านกว่าจะชนะได้ก็แทบเป็นแทบตายเลย เพราะเกิดจากวิสัยเก่าของตนเอง ว่าสร้างมาในลักษณะแบบไหน

    สร้างมาในแนวปฏิบัติง่าย ๆ บรรลุง่าย ๆ
    หรือสร้างมาในแนวปฏิบัติง่าย บรรลุยาก
    หรือว่าเป็นแนวปฏิบัติยาก บรรลุง่าย
    หรือว่าปฏิบัติก็ยาก บรรลุก็ยาก

    นั่นเป็นจริตนิสัยเฉพาะของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน เมื่อพวกเราทำมาถึงในระดับนี้ แค่เอาสติเข้าไปประคับประคองรักษาอารมณ์ใจของเราเอาไว้..รับรู้แล้วปล่อยวาง..รับรู้แล้วปล่อยวาง..ไม่ไปปรุงแต่งด้วย ต่อให้มีเชื้อไฟกองใหญ่แค่ไหนอยู่ตรงหน้า ถ้าไม่มีใครเอาไฟไปจ่อ ก็ไม่สามารถจะติด จะเผา จะผลาญ เราได้ เราก็จะสามารถหลุดพ้นจากกองทุกข์ ไปสู่พระนิพพานได้อย่างที่หวัง

    ฟังดูเหมือนกับไม่ยาก ลองค่อย ๆ ทำดูแล้วกันว่ายากหรือเปล่า ? เพราะอย่างที่บอกไปว่าขึ้นอยู่กับว่าจริตของเราทำมาแบบไหน ถ้าไปเจอประเภทชอบปฏิบัติลำบากแล้วบรรลุยาก เพื่อนฝูงจะก็คงเผ่นไปไกล ๆ ปล่อยให้ลำบากไปคนเดียว
     
  10. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,010
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,231
    ค่าพลัง:
    +27,001
    จะว่าไปแล้วพวกเราทั้งหลายในระยะเวลาหยุดยาว ๆ แทนที่จะไปเที่ยว ไปกิน ไปหาความสุขใส่ตัว เรามีปัญญารู้ว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นไม่ยั่งยืน เราก็มาเข้าวัดปฏิบัติธรรม ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็อย่าทิ้งโอกาสของเรา

    ไม่ใช่รอเวลาเช้าแปดโมง หลวงพ่อมานั่ง เราค่อยตามมา สิบโมงเลิกแล้ว ไปบำรุงกิเลสต่อ นั่งส่องเฟซบุ๊กบ้าง เขี่ยไลน์บ้าง นินทาคนอื่นบ้าง เดี๋ยวเที่ยงมานั่งรอหลวงพ่อใหม่ ปฏิบัติแทบตายยันบ่ายสามโมงเลิก เวลาที่เหลือก็ไม่ได้รักษาอารมณ์ใจเอาไว้ ก็เท่ากับไปทำในสิ่งที่ล้างผลาญความดีตัวเอง ก็คือแทนที่จะเอากำลังความดีที่ปฏิบัติได้ไปใช้ในการกดกิเลส หรือตัดละกิเลส เราก็เอาไปสนองกิเลส อยากกินอะไรหาให้กิน อยากจะนอนก็รีบนอน อยากจะนินทาใครก็ว่าเสียเต็มที่ อยากจะดูซีรีส์แนวตั้งก็เล่นดูจนถึงสี่ทุ่มห้าทุ่ม ไม่จบไม่เลิก..!

    ถ้ากำลังใจมุ่งมั่นได้ขนาดนั้น แค่พลิกมุมกลับมาปฏิบัติธรรมด้วยความมุ่งมั่นระดับเดียวกัน เชื่อว่าป่านนี้บรรลุกันไปเยอะแล้ว..!

    ดังนั้น..ขอให้พวกเราลองนึกดูว่า
    ในเมื่อเคยชั่วจริง ๆ จัง ๆ มาแล้ว จะลองทำดีแบบจริง ๆ จัง ๆ ดูบ้างได้หรือไม่ ? เพราะว่าใช้กำลังใจเท่ากัน เพียงแต่ว่าในการทำความดีนั้นเป็นการฝืนใจตนเอง เป็นการฝืนสภาพสังคม เนื่องเพราะว่าไม่ได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบ จึงต้องเห็นประโยชน์ว่าเราทำแล้วได้อะไร

    เกิดมาชาตินี้ทุกข์ยากแทบล้มประดาตาย บางคนก็น้ำตาไหลแล้วไหลอีก น้อยใจตัวเอง น้อยใจครอบครัว ต้องถามตัวเองว่าทุกข์พอหรือยัง ? เข็ดแล้วหรือยัง ? ถ้าทุกข์พอแล้ว เข็ดแล้ว ก็ตั้งหน้าตั้งตาหนีให้สุดชีวิต ไม่เช่นนั้นแล้วพลาดเมื่อไร เราจะทุกข์หนักกว่านี้ถ้าลงอบายภูมิ หรือไม่ก็ทุกข์แบบนี้ถ้ามาเกิดใหม่

    ต้องทำตัวเป็นผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร ที่บาลีท่านใช้คำว่า ภะยะทัสสาวี บุคคลผู้เห็นภัย ก็คือเห็นภัยในวัฏสงสารนี้ ว่าจะก่อทุกข์ก่อโทษให้เราอย่างไร แล้วก็ไม่ไปยุ่ง ไปเกี่ยว ไปข้อง ไปแวะอีก ตั้งหน้าตั้งตาหนีอย่างเดียว จนกว่าจะพ้นไป

    ลำดับต่อไปสมาทานพระกรรมฐานแล้วเข้าสู่การปฏิบัติรอบบ่ายของเรา
     
  11. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,010
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,231
    ค่าพลัง:
    +27,001
    ก่อนทำวัตรเย็น วันอังคารที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙​

    มีคนเขาบอกว่า "หลวงพ่อเล็กตรงเวลาจนน่าเกลียด" ก็สมควรให้เขาว่าอยู่..ใช่ไหม ? เด็ก ๆ รุ่นหลังไม่ค่อยได้เรียนอะไรเหมือนคนรุ่นเก่า ๆ ก็เลยไม่เห็นคุณค่าของความตรงเวลา

    ในเรื่องของการทหาร "วัน ว. เวลา น." เป็นเรื่องที่ต้องรักษาอย่างเคร่งครัด
    ว.ก็คือ วัน น.ก็คือนาฬิกา ก็คือเวลา ยิ่งถ้าเป็นการ "เข้าตี" เมื่อถึงเวลาจะมีการระดมอาวุธหนักทุกชนิดเข้าใส่เป้าหมาย ถ้าเขานัดเราเคลื่อนที่เวลาไหน แล้วเราผิดเวลา เราอาจจะตายเพราะกระสุนของฝ่ายตัวเอง..!

    อย่างเช่นว่าถ้าจะเข้าตีค่ายของข้าศึก เราวางกำลังดักไว้ด้านหน้า แล้วก็จะรุกคืบจากด้านหลัง พอถึงเวลาปืนใหญ่จะ "ยิงฉาก" ตลบหลัง ไม่ให้ข้าศึกถอยหนีได้ แล้วเราลองนึกดูว่า ถ้าเขานัดหกโมงตรงให้รุกคืบหน้า แต่เราไปตอนตีห้าครึ่ง ก็มีสิทธิ์ตายเอง เพราะว่าปืนใหญ่จะลงกบาลพอดี..! หรือถ้าหากว่าไปตอนหกโมงครึ่ง ข้าศึกก็ถอยหนีหมดแล้ว

    ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมนั้น ความตรงต่อเวลาไม่ได้หมายถึงเฉพาะเวลาของนาฬิกา แต่หมายถึงว่าเมื่อถึงเวลาแล้วต้องทำ ฟังแล้วเหนื่อยใจไหม ? ไม่ใช่ไปผลัดวันประกันพรุ่ง
    ทำตัวเป็นคนขี้เกียจ มักอ้างว่าหนาวนัก มักอ้างว่าร้อนนัก มักอ้างว่าหิวนัก มักอ้างว่าระหายนัก มักอ้างว่าสายเสียแล้ว มักอ้างว่ายังเช้าอยู่ ก็ไม่ต้องทำอะไรกันสักที..!

    คำว่า กระหาย นี่คนรุ่นหลังใช้กัน สำหรับคนรุ่นเก่าคำนี้ไม่มี ก.ไก่ จึงเป็นแค่ "ระหาย"
     
  12. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,010
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,231
    ค่าพลัง:
    +27,001
    ดังที่ได้บอกไปแล้วว่ากิเลสมีมารยามาก ถ้าเราไปผ่อนให้แม้แต่ครั้งเดียว จะกลายเป็นข้ออ้างว่า "คราวก่อนยังได้เลย คราวนี้อีกนิดหนึ่งน่า..!" นิดเดียวนั่นแหละตัวพาให้เสียหาย แบบที่คนจีนเขาบอกว่า "รูมดเล็ก ๆ นิดเดียว ก็ทำให้เขื่อนพังทลายได้" ก็เพราะว่าน้ำจะเซาะออกทางรูนั้นแล้วทำให้รูกว้างขึ้น ใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ท้ายที่สุดเขื่อนก็พัง..!

    คราวนี้ถ้านักปฏิบัติธรรมเกิดอาการเขื่อนพัง บางคนก็เรียกว่าจิตตกบ้าง สมาธิตกบ้าง กรรมฐานแตกบ้าง ก็อันเดียวกันนั่นเอง

    แล้วส่วนใหญ่พวกเราก็ดันไร้ปัญญาเสียอีก ก็คือหาเหตุไม่เป็นว่าพังเพราะอะไร ?!! มีใครรู้ตัวบ้างว่าครั้งก่อนกรรมฐานเราพังเพราะอะไร ? ในเมื่อเราไม่รู้ตัว ก็จะปิดช่องโหว่ของตัวเองไม่ได้ ในเมื่อปิดจุดอ่อนไม่ได้ กำจัดจุดอ่อนไม่ได้ ก็พลาดท่าเสียทีเขาอยู่ร่ำไป บาลีเขาว่า ปุนัปปุนัง แล้ว ๆ เล่า ๆ ก็คือโดนแล้วโดนอีก ไม่รู้จักเข็ด ไม่รู้จักเลิก..!

    ดังนั้น..การปฏิบัติธรรมจึงไม่ใช่ทำแบบคนตาบอด ก็คือมั่วไปเรื่อย ถึงเวลาได้ดีขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าดีเพราะอะไร ? ถึงเวลาความดีพังลงไป ก็ไม่รู้อีกว่าพังตอนไหน ? พังเพราะอะไร ? แล้วถ้าเป็นแบบนั้นจะเอาตัวรอดได้อย่างไร ?
     
  13. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,010
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,231
    ค่าพลัง:
    +27,001
    วิธีประกันความเสี่ยงที่ง่ายที่สุดก็คือ เกาะลมหายใจเข้าออกไว้ ตราบใดที่ความรู้สึกของเรายังอยู่กับลมหายใจเข้าออก ตราบนั้นจิตยังเป็นสมาธิอยู่ โอกาสที่จะพังยังมาไม่ถึง แต่ถ้าเผลอเมื่อไรก็พังอีก..!

    สิ่งที่จะทำให้สมาธิของเราพัง ภาษาบาลีเขาว่า นิวรณ์ (หรือ นิวารณะ) เครื่องกั้นความดี ประกอบไปด้วย

    ๑. กามฉันทะ ความยินดีในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ ยินดีตรงไหนก็พังตรงนั้น

    ๒. พยาบาท ผูกโกรธ ผูกอย่างไร ? โกรธแล้วไม่รู้จักเลิก มีอาฆาตเหมือนไฟสุมขอนเอาไว้ กลายเป็นเผาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เป็นปุถุชนโกรธได้ แต่โกรธแล้วรีบลืมให้เร็วที่สุด อย่าไปฝังใจว่ากูต้องเอาคืนให้ได้..! ถ้าลักษณะนั้นก็คือพยาบาท หรือพยาปาทะ การผูกโกรธ

    ๓. ถีนมิทธะ บางคนแปลว่าความง่วงเหงาหาวนอน อาตมภาพแปลว่าความขี้เกียจชวนให้เลิกปฏิบัติ ชัดกว่าไหม ? ก็คือชวนให้เราขี้เกียจ ตอนนี้ไปนอนก่อนเถิด นอนภาวนาก็ได้ ยังมีปลอบใจเราอีกนะว่าเรายังมีความดีอยู่หน่อยหนึ่ง อย่างน้อยก็ได้ภาวนา เผลอหน่อยเดียวหลับตอนไหนก็ไม่รู้ ? เพราะฉะนั้น..ความง่วงเหงาหาวนอนหรือความขี้เกียจชวนให้เราเลิกปฏิบัติธรรมนี่แหละ ก็คือตัวถีนมิทธะ
     
  14. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,010
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,231
    ค่าพลัง:
    +27,001
    ๔. อุทธัจจกุกกุจจะ เป็นสองศัพท์ด้วยกัน ก็คือ อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน กุกกุจจะ ความหงุดหงิดรำคาญ สองอย่างรวมเป็นอย่างเดียวก็เหลือทนอยู่เหมือนกัน พวกเราก็มักจะถึงเวลาแล้วนั่งไม่ติด หาข้ออ้างไปทำโน่นทำนี่ไปเรื่อย ไปทำเรื่องสำคัญทั้งนั้น ลองว่าอ้างได้นี่สำคัญทั้งหมด ทั้ง ๆ ที่ดูแล้วเหลวไหลไร้สาระสิ้นดี แต่พอกิเลสบอกว่าสำคัญ..เราก็ดันไปเชื่ออีก..!

    ๕. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย โดยเฉพาะสงสัยว่าปฏิบัติธรรมแล้วจะได้ผลจริงหรือไม่ ? บางคนก็สงสัยใหญ่โตเลยว่า พระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่ ? พระธรรมมีจริงหรือไม่ ? พระสงฆ์มีจริงหรือไม่ ? เสียเวลาไปสงสัย

    ห้าตัวนี้โผล่มาเมื่อไรเป็นเรื่องเมื่อนั้น แสดงว่าใจเราหลุดออกจากสมาธิแล้ว ตัวอื่น ๆ อาจจะดูยาก เราก็ดูตัวกามฉันทะ เพราะว่าเป็นอารมณ์หยาบที่เกิดขึ้นแล้วเห็นง่ายที่สุด ปฏิกิริยาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายฟ้องชัดที่สุด กามฉันทะมาเมื่อไร แปลว่าคุณความดีอื่นหายหมดแล้ว..!
     
  15. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,010
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,231
    ค่าพลัง:
    +27,001
    ในเมื่อมีเครื่องวัดแล้ว ก็ต้องรู้จักระมัดระวัง โดนจูงจมูกไปไกลเท่าไรก็ตาม รู้ตัวเมื่อไรให้รีบกลับมาอยู่กับลมหายใจเข้าออกเสียใหม่ เพราะว่าลมหายใจเข้าออกเป็นเครื่องกั้นนิวรณ์ กั้นกิเลสหยาบได้

    ตราบใดที่ยังอยู่กับลมหายใจเข้าออก สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะเข้ามาไม่ได้ หลุดเมื่อไรเข้ามาทันที เข้ามาแล้วไม่ออกง่าย ๆ ด้วย บางคนกรรมฐานพังไปเป็นเดือนเป็นปี โดยเฉพาะยิ่งอยากได้ดีเหมือนเดิม ยิ่งพังหนักเข้าไปใหญ่..!

    เนื่องเพราะว่าตัวอยากกลับไปดีเหมือนเดิมนั้นคือตัวฟุ้งซ่าน ต้องวางกำลังใจสบาย ๆ ว่า
    เรามีหน้าที่ภาวนา จะได้หรือไม่ได้ก็ช่างมัน ถ้าทำกำลังใจแบบนี้ได้ สมาธิก็จะคืนมาเร็วมาก

    ได้เวลาแล้ว..มาทำวัตรเย็นกันก่อน
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...