เรื่องเด่น ปกิณกธรรม เรื่อง เรื่องหลวงปู่หลวงพ่อในพม่า วิชาปรอท

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 30 สิงหาคม 2026 at 14:31.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,992
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,230
    ค่าพลัง:
    +26,999

    ปกิณกธรรม เรื่อง เรื่องหลวงปู่หลวงพ่อในพม่า วิชาปรอท

    โครงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสำหรับพระวิปัสสนาจารย์
    สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๔
    (จังหวัดนครปฐม จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดสมุทรสาคร)
    ระหว่างวันที่ ๒๓ - ๒๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    ณ วัดท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,992
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,230
    ค่าพลัง:
    +26,999
    มาเจอกันก่อนทำวัตรเช้าเหมือนเดิม ดูทุกท่านแล้วชื่นใจครับ คือส่วนใหญ่แล้วพวกเรามาปฏิบัติธรรมด้วยความเต็มใจ เพราะฉะนั้น..ในเรื่องของเวลาไม่ต้องตักเตือนกัน ส่วนใหญ่แล้วก็มาเอง เรียกว่ามาโดยมิได้นัดหมาย ไม่รอสัญญาณระฆัง

    คราวนี้มาว่ากล่าวในเรื่องของประเทศพม่ากันต่อ พม่านั้นเป็นประเทศที่แปลกมาก ถามว่าแปลกตรงไหน ? ก็คือในระบบการปกครองของรัฐ รัฐบาลไม่สามารถที่จะสั่งการส่วนภูมิภาคได้ และพระมีอำนาจเหมือนกับรัฐซ้อนรัฐ คำว่าพม่าส่วนกลางไม่สามารถสั่งการส่วนภูมิภาคได้ ก็คือว่า ของพม่าเขาแบ่งพื้นที่ทหารออกเป็น ๑๓ กองทัพภาค ก็คือจะมีแม่ทัพภาคอยู่ ๑๓ คน แต่ละคนก็จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันดูแลพื้นที่รอบประเทศ

    ด้านที่ติดกับประเทศไทยตั้งแต่ตะนาวศรี ที่ภาษาพม่าเรียกว่า "ตะนินตายี" ขึ้นไปจนถึงแม่สอด เป็นส่วนของกองทัพภาคตะวันออกเฉียงเหนือของพม่า แปลกไหมครับ ? พม่าอยู่ภาคตะวันตก แต่ส่วนที่ติดเราก็คือตะวันออกของพม่า แล้วพม่าอยู่คนละโซนเวลากับเรานะครับ ถ้าหากว่าท่านไปพม่า เวลาเขาจะช้ากว่าครึ่งชั่วโมง เพราะฉะนั้น..ถ้าหากว่าฉันเพลที่ด่านเจดีย์ ๓ องค์ ข้ามไปฝั่งพม่าแล้ว เที่ยงครึ่งยังฉันต่อได้ครับ เพราะว่าของเขาเพิ่งจะเที่ยงตรง..!

    คราวนี้บรรดาแม่ทัพภาคมีอำนาจเหมือนกับเจ้าประเทศราช ก็คือในเขตพื้นที่ของตนเองนั้น มีอำนาจสั่งการทุกอย่าง เก็บภาษีทุกประเภทใส่กระเป๋าตัวเอง แม้กระทั่งสามารถออกทะเบียนรถให้วิ่งได้ในเขตทัพภาคของตน เรื่องของรถ คนพม่ามีความฝันว่า ถ้าจะซื้อรถต้องได้รถที่เป็นโครงสร้างพม่าและเครื่องไทย เพราะว่าพื้นที่ของพม่ากันดารมาก ก็ไม่ได้กันดารอะไรมากหรอก ถ้าหากว่ารัฐบาลยอมลงทุน แต่เขาไม่ยอมลงทุนครับ

    ผมเดินทางไปพม่าอยู่ ๖ ปี ๒ ปีสุดท้ายเริ่มดีขึ้น เพราะว่าไปทางเรือ ๔ ปีแรกไปทางรถ จากด่านเจดีย์ ๓ องค์ พม่าเรียก "พะยาตงซู" "พะยา" ก็คือเจดีย์ ก็คือพระหรือว่าพระสงฆ์ ใช้คำว่าพะยาเหมือนกันหมด "ตง" ก็คือ ๓ ที่คนไทยเรียกว่าตอง เช่น ไพ่ตอง "ซู" ก็คือองค์ พะยาตงซูก็คือด่านเจดีย์ ๓ องค์ วิ่งไปถึงเมืองแรก ชื่อ "ตันบวยเซียต" คนไทยอ่านตามภาษาอังกฤษทีละคำว่า "ตันบูซายัต" เพราะฉะนั้น..ที่ผมพูดกับตัวหนังสือ บางทีเป็นสำเนียงพม่าเขา ไปหลายปีติดสำเนียงเขา ก็พอ ๆ กับไอ้ "มอละเหมี่ยย" หรือว่า "มะละแหม่ง" ของเรานั่นแหละครับ

    จากด่านเจดีย์ ๓ องค์ถึงตันบวยเซียต ระยะทาง ๑๐๗ กิโลเมตร บ้านเราวิ่งกี่ชั่วโมงครับ ? ผมว่าหลวงพ่อหลายรูปใช้เวลานั่งรถไม่ถึงชั่วโมงหรอกครับ คนขับตีนหนักฉิบหายเลย..! ที่พม่ายุคนั้นที่ผมไปนี่ บางทีต้องเดินทาง ๒ วันครับ ไอ้ ๑๐๗ กิโลเมตร อย่างน้อยก็ต้องค้างคืนกลางทางคืนหนึ่งครับ เพราะว่าไม่มีทางครับ เขาวิ่งไปตามป่าแล้วก็ขุดไปเข็นไป ขี้โคลนท่วมหัวกันเลยครับ..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,992
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,230
    ค่าพลัง:
    +26,999
    "หลวงปู่วัดเขาตามะยะ" คำนี้ก็อย่างที่ผมบอกครับ พม่าอ่านตัว S ภาษาอังกฤษเป็นเสียง ต.เต่า ถ้าหากว่าอ่านแบบไทยก็คือ "สามัญญะ" แต่พม่าอ่านว่า "ตามะยะ" ก็คือภูเขาธรรมดา ๆ เล็ก ๆ เตี้ย ๆ ลูกหนึ่ง ขึ้นบันไดตั้งแต่ตีนเขาไปถึงยอดเขาก็แค่ ๑๐๐ กว่า ๒๐๐ ขั้นเท่านั้นเอง

    แต่ภูเขาลูกนี้โด่งดังมาก เพราะว่าหลวงพ่อวัดเขาตามะยะท่านไปสร้างวัดไว้ที่นั่น มีคนไปอยู่กับท่านเป็นแสน ๆ คนเลยครับ แล้วคนเป็นแสน ๆ นี่หลวงพ่อท่านเลี้ยงทุกวันครับ ที่นั่นตี ๔ พระต้องฉันแล้ว ไม่ฉันไม่ได้ บังคับเลย ตี ๔ พระฉัน พอพระฉันเสร็จ ก็สามเณร แม่ชี ฆราวาส กว่าจะเก็บล้างเสร็จนี่ ต้องวางสำรับมื้อเพลแล้ว เพราะว่าคนเป็นหมื่นเป็นแสนไปกินพร้อม ๆ กันครับ ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่าง ไม่ว่าถ้วยจานชามช้อนเป็นสเตนเลสทั้งหมด นั่นคือประสบการณ์จริงของคนใช้งานครับ เพราะว่าคนมาก ๆ มัวแต่มาบรรจงล้างก็ไม่ทัน เขาใช้วิธีใส่เข่งแล้วเขย่าเอา ถ้าหากว่าเป็นถ้วยชามกระเบื้อง มีหวังแตกบรรลัยหมดครับ..!

    ถ้าใครเคยไป "เมืองอมฤตสาร์" ของประเทศอินเดียบ้างครับ ? ที่บริเวณสุวรรณวิหาร ซึ่งเป็นของแขกซิกข์ ที่นั่นเขาก็มีโรงทานใหญ่ที่สุดในโลกครับ เลี้ยงคนวันละ ๒ แสน ๓ แสนคนเหมือนกัน ผมเข้าไปถึงผมหัวเราะเลยครับ อ้อ..ประสบการณ์จริงเหมือนกัน ถ้วยจานชามช้อนทุกใบคือสเตนเลสครับ

    หลวงพ่อวัดเขาตามะยะหุงข้าวเลี้ยงญาติโยมวันละ ๒๔๐ ปีบครับ ข้าวสารใส่ปีบพูน ๆ ปีบหนึ่งก็ราว ๆ ๒๐ กิโลกรัม ๒๔๐ ปีบเท่าไรครับ ? หลายตันอยู่นะครับ แล้วท่านเอาข้าวมาจากไหน ? ผมก็ไม่รู้ท่านเอามาจากไหน แม่ครัววิ่งไปถึง "หลวงพ่อ..ข้าวหมดแล้ว" ท่านบอก "เฮ้ย..ยังมีอยู่ มึงตาลายเอง" กลับไปเห็นก็เห็นข้าวเต็มยุ้งครับ แล้วตอนที่หมดนั้นหมดอย่างไร ?!

    หลวงพ่อวัดเขาตามะยะสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับประเทศพม่า เสียดายที่ท่านมรณภาพแล้วครับ ผมมีโอกาสไปกราบท่านได้ไม่กี่สิบครั้ง เพราะว่าทุกครั้งที่ไป ผมต้องไปค้างคืนที่วัดท่านอย่างน้อย ๓ คืน หลวงพ่อท่านพูดไทยชัดมากครับ ตอนแรกผมยังคิดว่าต้องใช้ภาษาอังกฤษ หรือภาษาปะโอ เพราะท่านเป็นคนปะโอ

    หลวงพ่อท่านเอาชาวบ้าน ๒ - ๓ แสนคนนั่นแหละครับสร้างถนน ท่านซื้อยางมะตอย ซื้อหินคลุก ซื้ออะไรมา ๓ วันได้ ๒ ไมล์ ก็ประมาณ ๓ วันได้ ๓ กิโลเมตรครับ รัฐบาลพม่าสั่งห้ามสร้าง เพราะว่าจากเมืองพะอางที่วัดท่านมาก็คือ "เมืองโกกะเร่ย" คนไทยเรียก "เมืองกรุกกริก" ทะลุมาก็คือเมียวดี แล้วทะลุมาก็คือแม่สอด ถือว่าใกล้แม่สอดมากครับ ห่างกันประมาณขั้นอยู่ ๒ อำเภอ ก็ราว ๆ ทองผาภูมิวิ่งไปถึงตัวเมืองกาญจน์เท่านั้น
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,992
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,230
    ค่าพลัง:
    +26,999
    รัฐบาลสั่งห้ามสร้างครับ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่เสียสตางค์สักบาท เพราะกลัวว่าชาวบ้านมาเห็นความเจริญฝั่งไทยแล้วจะไปประท้วง รัฐบาลแบบนี้ก็มีนะครับ แล้วก็ใช้วิธีส่งทหารไปจับท่านเพื่อเอาไปขัง เนื่องจากว่าคนอยู่กับท่านเป็นแสน ๆ ถ้าท่านนำไปประท้วงนี่รัฐบาลอยู่ยากนะครับ ท่านกำลังก่อสร้างอยู่ รถยีเอ็มซีวิ่งเข้ามา ๒ คัน ทหารกระโจนลงมาพร้อมปืนพรึบพรับ ๒ หมวด ๔๐ กว่าคน..!

    ไอ้ผู้บังคับกองร้อยมาถึงก็ "หลวงพ่อ..เจ้านายให้มานิมนต์ไป" หลวงพ่อบอกว่า "กูไม่ว่าง..กูต้องก่อสร้าง" ทหารบอกว่า "เจ้านายบอกว่า ถ้าหลวงพ่อไม่ไปให้บังคับ" ท่านถามว่า "มึงจะเอาอะไรมาบังคับกู ?" ทหารบอกว่า "พวกผมมีปืนนะครับหลวงพ่อ" ท่านบอกว่า "ปืนมึงไม่มีลูก ทำไมกูต้องกลัวด้วย ?" เชื่อไหมครับ ทหารทั้ง ๒ หมวด ๔๐ กว่าคน ปืน ๔๐ กระบอก เหลือแต่แมกกาซีนเปล่า ๆ ไม่มีลูกสักนัด..! แล้วจะอยู่อย่างไรละครับ ? เป็นแสนตีนรออยู่ข้างหน้า ก็ต้องถอยครับ ทำอย่างนี้ ๒ ครั้งไม่สำเร็จ

    ตอนนั้นหลวงพ่อท่านอายุ ๘๘ แล้ว ผมถามหลวงพ่อท่านอายุเท่าไร ท่านบอก "ชิดเส่ชิด" ก็คือ "๘๘" ผมกลับมาเมืองไทยไม่กี่วัน หลวงพ่อท่านมรณภาพ มรณภาพได้ ๒ วัน หลวงพ่อท่านฟื้น ผมเข้าใจชัดเลยครับว่าทำไมต้องฟื้น ? คือหาคนแทนท่านไม่ได้จริง ๆ ครับ เพราะว่าเป็นศูนย์รวมกำลังใจของคนเป็นแสน ๆ รถเมล์ทุกสายในประเทศพม่า ต้นทางอยู่ที่วัดเขาตะมะยะ แล้วก็วิ่งไปทั่วประเทศ ทุกคนที่ไปหลวงพ่อสั่งไว้เลย เข้าโรงครัวไปกินอาหาร ไม่ต้องไปสั่งร้านข้างนอก หลวงพ่อเลี้ยงไหว ท่านฟื้นขึ้นมา ผมก็รีบไปหา เห็นท่านยังปกติดี แต่ท่านบอกว่าสังขารไม่ไหวแล้ว ๘๘ เข้า ๘๙ ได้เวลาแล้ว

    หลังจากผมกลับมาไม่กี่วัน หลวงพ่อหมดลมอีกครั้งหนึ่ง รัฐบาลสั่งทหารบุกวัดจับหลวงพ่อฉีดยาฟอร์มาลีน กลัวว่าท่านฟื้นอีก..! พูดง่าย ๆ ก็คือทำให้ตายจริง ๆ ไปเลย ไหน ๆ ก็ตายแล้ว เสียดายมากครับ พระดี ๆ ทางฝั่งพม่าที่เป็นหลักชัยของคน ผมมีโอกาสได้ไปกราบ ได้ไปคลุกคลีตีโมง ได้ไปขอความรู้อยู่หลายรูป

    รูปที่ ๒ ก็คือ "หลวงปู่อูซินะ" ทางพม่าเขาบวชแล้วใช้แต่ฉายาครับ จะไม่ใช่ชื่อฆราวาสอีก หลวงปู่วัดเขาตามะยะ ท่านฉายา "วินะยะ" บ้านเราก็ "วินโย" ครับ ก็คือ "วินัย" แต่คนมักจะเรียกว่า"ตามะยะต่องสะยาดอจี ก็คือหลวงพ่อใหญ่วัดเขาตามะยะ"

    ส่วนหลวงปู่อูซินะ หรืออูชนะ ท่านอยู่ที่มะละแหม่งนี่เองครับ สร้างพระนอนยาว ๕๐๐ ศอก เคยได้ข่าวไหมครับ ? ที่คนเราสามารถไปยืนกางร่มอยู่ในนาสิก คือในจมูกของพระได้ รูจมูกพระใหญ่ขนาดนั้น องค์พระจะใหญ่แค่ไหน ? ข้างในคือตึก ๘ ชั้นครับ สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนา ผมก็ไปร่วมทำบุญกับท่าน

    ปรากฏว่าหลังจากท่านสร้างเสร็จ แล้วช่างก็เริ่มทำพิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนา ปั้นรูปพุทธประวัติในองค์พระ แบ่งเป็นห้อง ๆ ครับ มี ๑๐๘ ห้อง แล้วหลวงปู่ท่านไถภูเขาสร้างอีกองค์หนึ่งครับ หันหน้าเข้าหากัน ๕๐๐ ศอกนะครับ ๒๕๐ เมตร ความสูงเท่ากับตึก ๘ ชั้น เป็นผมนี่..สร้างพระบาทได้ข้างเดียวผมก็พอใจแล้วครับ

    หลวงปู่อูซินะ วัดป่าวินเส่ง ถ้าเป็นบ้านเราต้องเป็นสมเด็จพระราชาคณะครับ เพราะว่าชื่อท่าน รัฐบาลจารึกสุพรรณบัฏให้ ท่านก็กองไว้หน้ากุฏิครับ ผมอยากจะไปถ่ายรูป ท่านก็หัวเราะหึหึ ไอ้เราตื่นเต้นกับสุพรรณบัตรของท่าน เพราะว่าเป็นทองคำ
    ครับ แต่ท่านเฉย ๆ ขอเป็นแค่หลวงปู่หลวงตาสงเคราะห์ชาวบ้านต่อไป
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,992
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,230
    ค่าพลัง:
    +26,999
    อีกรูปหนึ่งก็คือ "หลวงปู่นารทะ" วัดโบดิ๊ตะเทา "โบดิ๊" ก็คือโพธิครับ "ตะเทา" ก็คือพัน วัดโพธิ์พันต้น เมืองหม่งหยั่ว มณฑลสะกาย หลวงปู่ท่านสร้างพระยืนสูง ๒๒๐ ศอก ผมเข้าไปใกล้แล้วถ้าขนตาพระร่วงลงมานี่ผมตายสนิทแน่นอน..! เพราะเป็นเหล็กเส้นครับ เหล็กเส้นขนาด ๘ หุนนี่แหละครับ ดัดเป็นขนตา แล้วองค์พระจะใหญ่แค่ไหนครับ ?

    หลวงปู่วัดเขาตะมะยะเขาว่าท่านสำเร็จปรอท ซึ่งเป็นวิชายอดฮิตอย่างหนึ่งของทางพม่า แต่หลวงปู่ท่านสำเร็จปรอทแบบที่ว่าเรียกปรอทมาเมื่อไรก็ได้ จะให้อยู่ส่วนไหนของร่างกายก็ได้ ทางพม่าเขาจะมีสำเร็จปรอท สำเร็จยันต์ สำเร็จประคำ สำเร็จยา ก็คือหลอมยาจนสำเร็จ ชักประคำจนสำเร็จ หลอมปรอทจนสำเร็จ เขียนยันต์จนสำเร็จ "หลวงพ่ออุตตมะ" (พระราชอุดมมงคล วิ.) วัดวังก์วิเวการามของเรา ท่านสำเร็จประคำครับ ภาวนาจนประคำขาดไปเป็นพันเส้นกระมัง ?

    หลวงปู่นารทะหลอมปรอทเป็นทองคำได้ครับ คนไปวันหนึ่งเป็นหมื่น ๆ คน ท่านแจกคนละ ๒ เม็ดถั่วเขียว เอาไปขาย เอาเงินไปซื้อข้าวกิน แจกทุกคนครับ ผมไปถึง พอรายงานตัวเสร็จ ท่านกำมาให้กำมือหนึ่งเลย "เอาไป เผื่อแจกลูกศิษย์" ผมบอกว่า "หลวงปู่..ผมขอตามโควต้าแค่ ๒ เม็ดก็พอครับ" ทองคำจริง ๆ ครับ ท่านหลอมปรอทเป็นทองคำได้

    ผมเองไปศึกษาวิชาสายนี้อยู่เป็นปีเหมือนกันครับ ปรากฏว่าเพื่อนที่ไป ๕ รูปสึกเกลี้ยงเลยครับ เพราะว่า การหลอมปรอท ครั้งแรกจะเป็นมหาเสน่ห์ครับ อยู่ในป่าในดงแท้ ๆ สาวกะเหรี่ยงแก้มแดงแจ๋มาได้อย่างไรก็ไม่รู้ ? เอาไปรับประทานหมด ผมแก่หน่อยก็เลยรอดมาได้

    ขั้นที่ ๒ ป้องกันภัย ขั้นที่ ๓ รักษาโรค ขั้นที่ ๔ ทำเป็นทอง ขั้นที่ ๕ ทำเป็นแก้ว ถ้าเป็นแก้วได้นี่จะเหาะได้นะครับ อมปรอทไว้ในปาก แล้วก็หลอมปรอทเป็นทอง จารึกชื่อตัวเองไปติดไว้ที่ยอดพระมหาเจดีย์ชเวดากองครับ ประกาศผลงานว่าสำเร็จวิชาแล้ว

    มีพระไทยอยู่รูปหนึ่ง อยู่ชลบุรี ชื่อ "หลวงตาเย็น สุขกาโม" ไปเรียนก่อนผมอยู่ ๖ ปี ไม่ได้อะไรเลยครับ ออกกิจนิมนต์ได้เงินมาเท่าไร ก็จ้างชาวบ้านตัดฟืนหลอมปรอทจนหมด ผมไปแค่ไม่กี่วันทำได้แล้ว

    หลวงตาเย็นถามว่า "อาจารย์ทำอย่างไร ?" ผมถามกลับว่า "แล้วคุณทำอย่างไร ?" "ผมก็ตั้งหน้าตั้งตาหลอมตามสูตร" ผมบอกว่า "มะเหงกแน่ะ..หลอมปรอทเขาให้ภาวนาด้วย คุณเล่นเอาไฟเผาอย่างเดียว ไม่มีสมาธิจิตกำกับ แล้วจะไปได้ซากอะไรวะ ?"

    สงสารแกนะครับ ผมต้องมาสอนกรรมฐานให้แก ปรากฏว่าสอนอยู่ ๖ วัน แกนิ่งไม่ได้แม้แต่นาทีเดียวครับ ฮึดฮัดฮึดฮัดอยู่ตลอด เพราะว่าจิตไม่นิ่งครับ ไม่รู้จะทำอย่างไร เลยบอกวิธีการไปทุกอย่างเหมือนที่บอกพวกท่าน ไปทำเอาเองก็แล้วกัน ถ้าทำไม่ได้ก็เรื่องของมึง..!

    หลวงปู่นารทะ วัดโพธิ์พันต้น แจกทองคำญาติโยมทุกคนที่ไปหาทุกคน ๆ ละ ๒ เม็ดถั่วเขียว น้ำหนักก็น่าจะประมาณทองคำสลึงหนึ่ง หรือสลึงกว่า ๆ ผมเอาไปให้เจ๊กตรวจ เป็นทองคำจริง ๆ ครับ ผมยังเอาใส่ตู้ให้โยมดูอยู่ระยะหนึ่ง ท้ายที่สุดก็มีนักเลงดีมาขอบูชาไป ผมเป็นคนเห็นแก่เงินครับ อยากได้ก็เอาไป จ่ายเงินมาก็แล้วกัน ได้เวลาทำวัตรแล้ว เดี๋ยวค่อยว่าต่อนะครับ ยังมีพระมหาเถระของพม่าที่สุดยอดอีกหลายรูป

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    ปกิณกธรรม (มัชฌิมาปฏิปทาและการรักษากำลังใจ)
    โครงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสำหรับพระวิปัสสนาจารย์ประจำสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด
    ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๔
    ระหว่างวันที่ ๒๓ - ๒๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...