๑๐๑ ปี หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ กับ ๑๑๐ เรื่องราวคำสอนและอภิญญาของหลวงปู่

ในห้อง 'หลวงปู่ดู่ และ หลวงตาม้า' ตั้งกระทู้โดย leo_tn, 12 สิงหาคม 2007.

  1. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๑๐๐. อยากได้วัตถุมงคลของหลวงพ่อ

    ผมได้รับทราบคำสอนและปฏิปทาเกี่ยวกับหลวงปู่ดู่จากศิษย์ของท่านคนหนึ่ง จนเกิดศรัทธาปสาทะ กระทั่งได้มีโอกาสเดินทางไปถวายสังฆทานกับหลวงปู่ครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นครั้งเดียวที่ได้พบได้กราบท่าน หลังจากนั้นเวลาผ่านไป...ผมได้รับทราบเรื่องราว ของหลวงปู่มากขึ้นเรื่อยๆ ความรัก ความเคารพบูชามีมากขึ้นตามกาลเวลา แต่ก้ไม่เคยได้ไปกราบท่านอีกจนท่านมรณภาพ

    วันนั้น...เมื่อคราวไปทำบุญกับหลวงปู่ ผมเคยคิดน้อยใจที่ไม่ได้รับโอวาทคำสอนหรือว่าสิ่งใดจากหลวงปู่เลย ความคิดเช่นนี้แม้ไม่ถูกต้องนักเพราะเป็นการทำบุญที่หวังผล แต่นี่คือความรู้สึกของปุถุชนคนหนึ่งที่ยังต้องการกำลังใจ ต้องการที่พึ่งพิงทางใจอยู่

    ถึงวันนี้...ผมเชื่อในความเมตตาของท่าน เพียงแต่จะแผ่มาถึงเราในลักษณะใดเท่านั้น ผมได้รับฟังเรื่องราวเกี่ยวกับคุณธรรมและคุณวิเศษของหลวงปู่หลายเรื่องหลายลักษณะ แต่ไม่เคยได้ประสบกับตนเอง จนครั้งหนึ่งในชีวิต...ได้เกิดขึ้น

    ผมเป็นคนที่ชอบสะสมและสนใจพระเครื่อง และเชื่อว่าพระที่หลวงปู่อธิษฐานจิต มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นมงคลกับผู้ครอบครอง ผมเองก็ได้แสวงหากระทั่งได้เหรียญรุ่น "เปิดโลก" จากศิษย์หลวงปู่ ทีนี้ปัญหาเกิดตรงที่ว่าตัวเองได้แล้วยังไม่พอ...ยังอยากได้เผื่อไว้ให้รุ่นพี่ที่ทำงาน ซึ่งเป็นคนนิสัยดีมีน้ำใจ เกิดความรู้สึกอยากให้พี่คนนี้มีพระของหลวงปู่ โดยเฉพาะเหรียญรุ่นเปิดโลกนี่แหละ

    ทุกข์เกิดขึ้นแล้ว...ตัวเองก็ไม่มี แต่อยากให้เขา...จะไปขอใครก็กลัวเขาว่า ได้ไม่รู้จักพอหรือไง

    ปกติผมจะสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนทุกคืน คืนนี้ก็เช่นเดียวกัน ใจก็ยังคงมีความคิดว่าจะหาพระให้พี่คนนี้ยังไง จิตก็คิดว่า...พระของหลวงปู่ ขอจากหลวงปู่ก็แล้วกัน นึกแล้ว จึงหันหน้าไปทางรูปหลวงปู่แล้วเรียนท่านว่า "หลวงปู่ครับ ผมอยากได้เหรียญเปิดโลกของหลวงปู่ไปให้คุณ...เพื่อ ให้เป็นสิริมงคลคุ้มครองตัว แต่ผมไม่มีพระของหลวงปู่ ขอให้ผมได้พระของหลวงปู่ด้วยครับ"

    ขอโทษครับ...ความรู้สึกว่าจะได้พระนั้นไม่มี เพราะเป็นเพียงการนึกเอง คิดเองและพูดเอง คิดว่าท่านคงไม่ได้รับรู้ สิ่งที่บอกกับตนเองคือนอนดีกว่า คิดมากก็ฟุ้งซ่านเปล่าๆ เช้าของสองวันต่อมา ลูกศิษย์หลวงปู่เจอผมบอกว่า "เดี๋ยวว่างๆ มีเรื่องจะถามพี่หน่อย"

    จากเช้า...จนบ่าย เขาก็ยังไม่ว่างและคงลืมไปแล้ว ตกเย็นเขาจะกลับบ้าน ผมนึกได้เลยถามเองว่า "เมื่อเช้าจะถามอะไรผมหรือครับ"

    "อ้อ! คือย่างนี้ จะถามว่า เหรียญเปิดโลกนี่ พี่จะเอากี่เหรียญครับ" เขาถาม

    "ฮ้า! พูดใหม่อีกทีซิครับ พูด ช้าๆ ชัดๆ" ผมอุทานด้วยความแปลกใจและรู้สึกได้ทันทีว่ามีอะไรผิดปกติแน่นอน

    เพื่อนผมคนนั้นก็ทวนคำถามเดิมแล้วเล่าให้ฟังว่า

    "เมื่อคืนสวดมนต์ไหว้พระตามปกติ ขณะที่จิตสงบอยู่ก็มีนิมิตเป็นหน้าพี่ปรากฏขึ้นและได้ยินเสียงของหลวงพ่อดู่บอกว่าเอาเหรียญเปิดโลกของข้าไปให้เขา พอตอนเช้ามาว่าจะถามพี่แล้วก็ลืม" และเขายังได้เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่าเห็นนิมิตเช่นเดียวกันนี้ตั้งแต่คืนวานแล้วแต่ไม่แน่ใจ นึกว่าคิดไปเองจนกระทั่งเมื่อคืนเกิดนิมิตเหมือนเดิมอีก ภาพปรากฏชัดเจนขึ้น เสียงของหลวงพ่อที่สั่ง ก็ดังฟังชัด จึงคิดว่าไม่น่าที่จะคิดเอาเอง

    ผมจึงได้เล่ารายละเอียดสิ่งที่ได้คิดได้ทำ ให้เพื่อนผมฟังและขอเหรียญเปิดโลกมาให้พี่คนดีของผมได้ตามที่ตั้งใจไว้ เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวผมเอง และคงยืนยันถึงความเมตตาของหลวงปู่ที่สงเคราะห์ผมและคนรอบข้างด้วย

    "แกคิดถึงข้า ข้าก็คิดถึงแก" คำพูดนี้ยังก้องอยู่ในหูของผม และคงก้องอยู่ในหูของลูกศิษย์ของหลวงปู่ตลอดไป และสิ่งที่แปลกสำหรับปุถุชนคนธรรมดาอย่างเราก็คือ หลวงปู่ท่านมรณภาพไปแล้ว ทำไมยังมาช่วยเราได้อีก เราคงเคยได้ยินผู้ปฏิบัติธรรมได้พบพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบทั้งหลายที่ท่านมรณภาพไปแล้วเช่นกันมาสอน มาโปรดลูกศิษย์ในรูปแบบต่างๆ ...แต่คนธรรมดาอย่างเรา ตายกันไปแล้วมากมาย บางครั้งอยากให้มาก็ไม่เห็นมา

    สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นเพราะบุญบารมีของแต่ละท่านหรือเปล่า? ขอฝากให้ช่วยกันคิดต่อไป

    ลาภะปัญโญ
    <!-- / message -->
     
  2. _na mo_

    _na mo_ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กันยายน 2007
    โพสต์:
    6
    ค่าพลัง:
    +26
    อนุโมทนา

    อนุโมทนา ครับ อยากฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ดู่ ต้องทำอย่างไรครับ
     
  3. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    แค่คุณเริ่มรู้สึกว่าศรัทธาในคำสอนของท่าน
    คุณก็ใช่แล้วละครับ
    หลวงปู่ดู่เคยเมตตาบอกว่า
    [​IMG]
    หลวงปู่ดู่.
    "

    ขอให้ตั้งใจปฏิบัติธรรมะภาวนาไตรสรณคมณ์
    พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
    สังฆัง สรณัง คัจฉามิ


    เวลาเหลืออีกไม่มากแล้ว
    รีบพากันปฏิบัติเพื่อจะได้ไว้เป็นที่พึ่งในภายหน้า


    แกคิดถึงข้า ข้าก็คิดถึงแก แกไม่คิดถึงข้า
    ข้าก็คิดถึงแก
    "

    ลองเข้าไปศึกษาการปฏิบัติของหลวงปู่ได้ที่
    www.prommapanyo.com

    โมทนาครับผม
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 ตุลาคม 2010
  4. _na mo_

    _na mo_ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กันยายน 2007
    โพสต์:
    6
    ค่าพลัง:
    +26
    ขอบคุณครับ

    ผมจะยึดมันในคำสอนองหลวงปู่ดู่ ครับ
    อ้อ รออ่านต่ออยู่ครับ ข้อ ๑๐๑
     
  5. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๑๐๑. เห็นแล้วไม่หัน

    ครั้งแรกที่ดิฉันถูกเพื่อนชวนไปวัดต่างจังหวัดแห่งหนึ่งด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เริ่มจากดิฉันได้ถามเพื่อนว่า "วันเสาร์นี้ว่างไหม" เพื่อนผู้นั้นตอบว่า "ไม่ว่าง"

    "ไปไหน" ดิฉันซักด้วยความสงสัย

    "ไปอยุธยา" เพื่อนตอบ

    "ไปด้วยคนซิ อยุธยาน่าสนใจดีออก" ดิฉันตอบรับอย่างกระตือรือล้นด้วยความอยากเที่ยว

    "ไปวัดนะ" เพื่อนย้ำ

    "วัดอะไร"

    "วัดสะแก"

    "ไปทำไม วัดสะแก" ดิฉันสงสัยเพราะไม่เคยได้ยินชื่อวัดมาก่อน

    "ไปกราบหลวงพ่อดู่"

    "ไปก็ไป" ดิฉันตอบตกลงด้วยความที่อยากออกไปไหนสักแห่งนอกกรุงเทพฯ

    วันแรกที่ไปถึงวัดสะแก สังเกตจากภายนอกเป็นวัดธรรมดา เก่าๆ ไม่มีอะไรที่น่าสนใจ เมื่อเดินขึ้นกุฏิ ได้พบและกราบหลวงพ่อ ท่านกำลังสูบบุหรี่ ดิฉันนึกในใจว่า "พระสูบบุหรี่ ไม่เห็นชอบเลย"

    ในเวลานั้นใกล้เพลแล้ว วันนั้นเป็นวันทำงานปกติ คนจึงมีไม่มากนัก ดิฉันได้ทานอาหารกลางวันแบบปุฟเฟ่ต์ครั้งแรกคือ นั่งทานอาหารที่หลวงพ่อฉันเสร็จแล้ว โดยนั่งรวมกันหลายๆคน กับพื้นไม้กระดานบริเวณหน้ากุฏิท่าน

    ภายหลังอาหารมื้อนั้น ดิฉันหมายมั่นปั้นมือเตรียมคำถามที่อ่านมาจากหนังสือแล้วเกิดความสงสัยหาคำตอบไม่ได้ จึงขอนำมาถามหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านอยู่ในอิริยาบทพักผ่อนแบบสบายๆ ของท่าน

    "หลวงพ่อเจ้าคะ กุศลกรรมชักนำกุศลกรรม อกุศลกรรมชักนำอกุศลกรรม นี่หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ"

    หลวงพ่อท่านมองหน้าดิฉันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยิ้มอย่างอารมณ์ดี
    "ข้าไม่ตอบเอ็งล่ะ เอ็งมองดูที่กระดานเอาเองก็แล้วกัน"
    ดิฉัน มองหากระดานอย่างงงๆ

    "คนหันไม่เห็น คนเห็นแล้วไม่หัน" ดิฉันอ่านตามเบาๆในใจ "หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ" ดิฉันถามท่านด้วยความโง่ซื่อ

    "เอ็งว่าอย่างไรล่ะ" หลวงพ่อถาม

    ดิฉันเงียบจนเพื่อนต้องสะกิด

    "ไม่ทราบเจ้าค่ะ"

    หลวงพ่อจึงได้อธิบายให้ฟังว่า

    "ถ้าเอ็งหันไป เอ็งก็ไม่เห็นอะไร
    แต่ถ้าเอ็งเห็นแล้ว เอ็งก็ไม่ต้องหันไปหาอะไร"

    ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ดิฉันได้มาที่วัดสะแกอีกหลายครั้ง เพื่อที่จะรู้ว่าที่ "เห็น" น่ะ เขา "เห็น" อะไรกัน บ่อยครั้งในช่วงเวลาหลายปีนั้น ดิฉันมีเรื่องไม่สบายใจ มีปัญหามากมาย จึงเตรียมตัวเตรียมคำถามที่เป็นปัญหาไปถามหลวงพ่อ แต่เป็นที่น่าแปลกว่าเมื่อได้มาพบกับหลวงพ่อแล้วคำถามต่างๆที่ล้วนเป็นปัญหาหนักอกทางโลกที่เตรียมมาถามนั้นได้มีอันอันตรธานหายไปหมด นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก เป็นเช่นนี้อยู่บ่อยครั้งจนดิฉันสังเกตได้

    มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีปัญหาหนักอกตั้งใจจะไปถามหลวงพ่ออีก ตั้งใจไว้อย่างดีว่าต้องไม่ลืม ต้องถามท่านให้ได้ วันนั้นได้ไปกราบหลวงพ่อ โดยมีเพื่อนร่วมเดินทางคนเดิมเช่นเคย หลวงพ่อนั่งพักผ่อนอิริยาบถภายหลังอาหารเพล

    เพื่อนดิฉันสะกิดแล้วว่า "อรพินท์ มีอะไรจะมาถามหลวงพ่อไม่ใช่หรือ?"

    ดิฉันนึกถึงคำถามที่เตรียมมาถาม ในใจรู้สึกว่าผ่อนคลายแล้ว ปัญหานั้นไม่เห็นสำคัญตรงไหนเลย

    "ไม่มีแล้วล่ะ" ดิฉันยิ้มและตอบเพื่อนไป

    เช่นเดิม เบื้องหน้าดิฉันเป็นภาพหลวงพ่อดู่นั่งยิ้มอย่างมีเมตตาเป็นที่สุด

    อรพินท์
    <!-- / message -->
     
  6. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๑๐๒. เปรียบศีล

    ดิฉันเป็นคนช่างสังเกตและขี้สงสัยว่า ทำไมในบทสวดสมาทานพระกรรมฐานของหลวงพ่อถึงได้ต้องมีการอาราธนาศีลซึ่งมีผู้แนะนำให้ทำเป็นประจำทุกวัน

    ด้วยความอดรนทนไม่ได้ เมื่อสบโอกาสที่ได้มากราบนมัสการหลวงพ่อ จึงเรียนถามท่าน "หลวงพ่อเจ้าคะ ทำไม เวลาสวดมนต์จึงต้องขอศีลทุกวันคะ"

    หลวงพ่ออธิบายว่า "ก็เหมือนเชือกล่ะ เอ็งเคยเห็นเชือกไหม ห้าเส้นควั่นเป็นเกลียว ถ้าเส้นหนึ่งขาด เราก็ผูกใหม่ สองเส้นขาด เราก็ผูกสองเส้นใหม่ แล้วถ้าเอ็งไม่ผูกมันจะเป็นยังไงล่ะ?" หลวงพ่อจบคำตอบด้วยคำถาม

    ดิฉันนั่งนึกอย่างเห็นภาพ...เชือกก็คงบางลง และคงขาดทีละเส้น สองเส้น... จนหมด

    หลวงพ่อมองข้าพเจ้าแล้วยิ้ม

    อรพินท์
    <!-- / message -->
     
  7. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๑๐๓. บทเรียนทางธรรม

    บทที่ ๑ ความกตัญญู และกุศโลบายในการหาบุญ

    ครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้ไปกราบหลวงพ่อดู่ในปี พ.ศ. 2526 โอวาทที่ท่านมอบให้กับลูกศิษย์หน้าใหม่คนนี้ก็คือ "ทำบุญกับพระที่ไหนๆ ก็ต้องไม่ลืมพระที่บ้าน พ่อแม่เรานี้แหละ...อย่ามองข้ามท่านไป"

    ครั้นนั้น ยังจำได้ว่าข้าพเจ้าและเพื่อนๆ ได้ซื้อดอกบัวไปถวายท่านด้วย ท่านรับและนำไปบูชาพระพุทธรูป แล้วก็ให้โอวาทอีกว่า "พวกแกยังเป็นนักเรียน นักศึกษา ยังต้องแบมือขอเงินพ่อแม่อยู่ คราวหน้าอย่าไปเสียเงินเสียทองซื้อดอกไม้มาถวาย ระหว่างทางมาวัด หากเห็นสระบัวที่ไหน ก็ให้ตั้งจิตนึกน้อมเอาดอกบัวถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ก็ใช้ได้แล้ว"

    นอกจากนี้ วิธีหาบุญแบบง่ายๆ โดยไม่ต้องเสียสตางค์ สามารถทำได้ทั้งวันคือ ตื่นเช้ามา ขณะล้างหน้า หรือดื่มน้ำก็ให้ว่า "พุทธัง สรณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ, สังฆัง สรณัง คัจฉามิ" ก่อนจะกินข้าวก็ให้นึกถวายข้าวพระพุทธ ออกจากบ้านเห็นคนอื่นเขากระทำความดี เป็นต้นว่า ใส่บาตรพระ จูงคนแก่ข้ามถนน ฯลฯ ก็ให้นึกอนุโมทนากับเขา ผ่านไปเห็นดอกไม้ ที่ใส่กระจาดวางขายอยู่ หรือดอกบัวในสระข้างทาง ก็ให้นึกอธิษฐานถวายเป็นเครื่องบูชาพระรัตนตรัยโดยว่า "พุทธัสสะ ธัมมัสสะ สังฆัสสะ ปูเชมิ" แล้วต้องไม่ลืมอุทิศบุญให้แม่ค้าขายดอกไม้และรุกขเทวาที่ดูแลสระบัวนั้นด้วย

    ตอนเย็นนั่งรถกลับบ้าน เห็นไฟข้างทางก็ให้นึกน้อมบูชาพระรัตนตรัยโดยว่า "โอมอัคคีไฟฟ้า พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา" กลับมาบ้าน ก่อนนอนก็นั่งสมาธิ เอนตัวนอนลงก็ให้นึกคำบริกรรมภาวนาไตรสรณาคมน์จนหลับ ตื่นขึ้นมาก็บริกรรมภาวนาต่ออีก

    นี่เรียกว่าเป็นกุศโลบายของหลวงพ่อดู่ ที่ต้องการให้พวกเราคอยตะล่อมจิตให้อยู่แต่ในบุญในกุศลตลอดทั้งวันเลยทีเดียว
    <!-- / message -->
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 ตุลาคม 2007
  8. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๑๐๓. บทเรียนทางธรรม

    บทที่ ๒ ระวังจะตกต้นตาล

    ด้วยความที่ข้าพเจ้าเป็นคนที่สนใจอ่านหนังสือธรรมะอยู่เสมอๆ ทำให้สัญญาหรือความจดจำมันล่วงหน้าไปไกลกว่าการปฏิบัติชนิดไม่เห็นฝุ่นเลยทีเดียว

    เช้าวันหนึ่ง ในช่วงที่ข้าพเจ้ารู้จักและไปกราบหลวงพ่อใหม่ๆ ข้าพเจ้าถามท่านว่า "หลวงพ่อครับ พระท่านสอนว่าบุญก็ไม่ให้เอา บาปก็ไม่ให้เอา และอย่าไปยินดียินร้ายกับสิ่งทั้งปวง ทีนี้ทำอย่างไรผมถึงจะหมดความยินดียินร้ายครับ"

    หลวงพ่อท่านยิ้มและตอบพลางหัวเราะว่า "เบื้องต้นก็จะขึ้นยอดตาล มีหวังตกลงมาตายเท่านั้น" ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเขินและได้คิดว่าการปฏิบัติธรรมที่ถูกที่ควรนั้นไม่ควรจะอ่านตำรับตำรามาก แต่ควรปฏิบัติอย่างค่อยเป็นค่อยไป มุ่งประกอบเหตุที่ดีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย โดยไม่เร่งรัดหรือคาดคั้นเอาผล และที่สำคัญคือ อย่าสำคัญผิดคิดว่า "สัญญา" เป็น "ปัญญา" เพราะหากยังเป็นแค่สัญญาหรือความรู้ที่เป็นเพียงการจดการจำ มันยังไม่ช่วยให้เราเอาตัวรอดหรือพ้นทุกข์ได้
    <!-- / message -->
     
  9. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๑๐๓. บทเรียนทางธรรม

    บทที่ ๓ อย่าประมาท

    หลวงพ่อดู่ ท่านพูดเตือนเสมอเพื่อให้พวกเราไม่ประมาท รีบทำความดีเสียแต่ยังแข็งแรงอยู่ เพราะเมื่อแก่เฒ่าลง หรือมีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียนก็จะปฏิบัติได้ยาก ท่านว่า

    "ปฏิบัติธรรมเสียตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เป็นหนุ่ม เป็นสาว นี้แหละดี เพราะเมื่อแก่เฒ่าไปแล้ว จะนั่งก็โอย จะลุกก็โอย หากจะรอไว้ให้แก่เสียก่อนแล้วจึงค่อยปฏิบัติ ก็เหมือนคนที่คิดจะหัดว่ายน้ำเอาตอนที่แพใกล้จะแตก มันจะไม่ทันการณ์"

    นอกจากนั้น ท่านยังแนะให้หาโอกาสไปโรงพยาบาล ท่านว่า

    "โรงพยาบาลนี้แหละ เป็นโรงเรียนสอนธรรมะ มีให้เห็นทั้งเกิด แก่ เจ็บ และตาย ให้หมั่นพิจารณาให้เห็นความจริง ทุกข์ทั้งนั้น ... อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา"
     
  10. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๑๐๓. บทเรียนทางธรรม

    บทที่ ๔ ให้หมั่นดูจิต

    คำสอนของหลวงพ่อที่ข้าพเจ้าได้ยินแทบจะทุกครั้งที่ไปนมัสการท่านก็คือ

    "ของดีอยู่ที่ตัวเรา ของไม่ดีก็อยู่ที่ตัวเรา
    ให้หมั่นดูจิต รักษาจิต"


    นับเป็นโอวาทที่สั้น แต่เอาไปปฏิบัติได้ยาวจนชั่วชีวิต หรือยาวตราบจนกว่าจะพ้นจากวัฏฏะสงสารนี้ไปได้ ซึ่งสอดคล้องกับพุทธพจน์ที่ว่า...

    "ผู้ใดหมั่นดูจิต ผู้นั้นจะพ้นจากบ่วงแห่งมาร"

    การขาดการตามดูจิต รักษาจิต เป็นเหตุให้เราไม่ฉลาดในความคิดหรืออารมณ์ ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะเคยได้ยินได้ฟังคำสอนของครูบาอาจารย์มามาก ก็ไม่อาจช่วยอะไรเราได้

    เพราะเพียงแค่การฟังธรรมจากครูบาอาจารย์ภายนอก โดยปราศจาก โยนิโสมนสิการ หมั่นตรึก พิจารณาสิ่งต่างๆ ให้เป็นธรรม หรือนัยหนึ่งคือ ขาดการฟังธรรมในใจเราเองบ้าง ธรรมต่างๆ ที่ได้ยินได้ฟังมานั้นก็ย่อมไม่อาจสำเร็จประโยชน์ เป็นความดับทุกข์ได้เลย
    <!-- / message -->
     
  11. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๑๐๓. บทเรียนทางธรรม

    บทที่ ๕ รู้จักหลวงพ่ออย่างไร

    เช้าวันหนึ่งในเดือนมกราคม พ.ศ. 2533 ก่อนหน้าที่หลวงพ่อจะละสังขารไม่กี่วัน ในขณะที่รอใส่บาตรอยู่ที่หน้ากุฏิของท่าน หลวงพ่อได้พูดเป็นคติแก่สานุศิษย์ ณ ที่นั้นว่า ...

    "ตราบใดก็ตามที่แกยังไม่เห็นความดีในตัว
    ก็ไม่นับว่าแกรู้จักข้า
    แต่ถ้าเมื่อใดที่เริ่มเห็นความดีในตัวเองแล้ว
    เมื่อนั้น ข้าจึงว่าแกรู้จักข้าดีขึ้นแล้ว"

    คำพูดนี้ ถือเป็นคำพูดเตือนสติแก่ผู้ที่มาปฏิบัติในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ว่า อย่างได้สำคัญตนว่าเคยได้อยู่ใกล้ชิด หรือเคยได้รับฟังคำสอนโดยตรงจากท่าน เพราะตัววัดว่ารู้จักท่านดีหรือไม่นั้น ท่านว่าอยู่ที่การฝึกฝนตนให้เป็นคนที่ดีขึ้นได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ ก็เท่ากับว่าไม่รู้จักท่านจริง

    ในทางกลับกัน คำพูดนี้ช่วยให้เกิดกำลังใจแก่ผู้ที่ไม่มีโอกาสได้มาสัมผัสท่านในขณะที่ท่านยังมีชีวิต หากแต่ด้วยความศรัทธา ที่มีต่อท่าน กระทั่งได้น้อมเอาธรรมคำสอนของท่านมาปฏบัติขัดเกลาตนเองจนเป็นคนดี และยิ่งดีขึ้นเท่าไร หลวงพ่อท่านก็รับรองว่าเป็นผู้รู้จักท่านดีขึ้นเท่านั้น

    คำพูดของหลวงพ่อนั้นทำให้ผู้เขียนนึกถึงพุทธพจน์ที่ว่า

    "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา...ตถาคต"

    "พอ"
    <!-- / message -->
     
  12. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๑๐๔. พลิกชีวิต

    ดิฉันได้มีโอกาสมาพบหลวงพ่อดู่ ที่วัดสะแก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 คือก่อนที่ท่านจะละสังขารประมาณ 4 ปี โดยการแนะนำของเพื่อนรักคนหนึ่ง และนั่นคือจุดหักเหชีวิตที่สำคัญที่สุดของดิฉัน เพราะก่อนที่ดิฉันจะได้มาพบหลวงพ่อ ชีวิตของดิฉันช่างไร้สาระ วันคืนหมดไปกับการดื่มสุรา และเล่นการพนัน เพียงเพื่อจะกลบเกลื่อนทุกข์ไปวันๆ โดยไม่มีสติปัญญาที่จะเตือนตัวเองได้ว่า นั่นไม่ใช่การแก้ปัญหา ตรงกันข้ามกลับเป็นการซ้ำเติมชีวิตให้เลวร้ายลงไปเรื่อยๆ กระทั่งได้มาพบหลวงพ่อ ผู้ที่พลิกชีวิตของข้าพเจ้าจากด้านมืดมาให้ได้เห็นแสงสว่าง ท่านทำให้ดิฉันรู้ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรจึงจะเกิดคุณค่าแก่ชีวิตที่เหลืออยู่ ทั้งแก่ตนเอง ต่อครอบครัว และต่อคนรอบข้าง

    หลวงพ่อท่านมีกุศโลบายในการพลิกชีวิตของดิฉันให้สามารถละเลิกอบายมุขได้ทีละอย่าง โดยเด็ดขาด และที่สำคัญคือด้วยความสมัครใจของตัวดิฉันเอง เป็นต้นว่า ท่านสอนให้ดิฉันพิจารณาเห็นโทษและความไม่ดีต่างๆ ของการเมาสุรา โอกาสในการสอนของท่านมาถึงเมื่อเช้าวันหนึ่งที่ดิฉันเดินทางไปถวายภัตตาหารแก่ท่าน พอดีกับมีชาวบ้านเมาสุราหลับอยู่ใกล้ๆ กับบันไดทางขึ้นกุฏิ หลวงพ่อท่านพูดว่า "ข้าว่า คนเมาเหล้าน่ะ เลวกว่าหมา แกว่าไหม?" "เลวกว่ายังไงเจ้าคะ" ดิฉันถามอย่างขึงขัง เพราะรู้สึกจะเป็นเรื่องใกล้ตัวเข้ามาทุกที ท่านก็ย้อนถามมาอีกว่า "ถ้าเราเอาขี้กับเอาเหล้าไปตั้งไว้ แกว่าหมามันจะกินอะไร" แล้วท่านก็เฉลยต่อว่า "มันก็เลือกกินขี้นะสิ มันไม่เลือกกินเหล้านะ ข้าจึงว่าคนกินเหล้านี่เลวกว่าหมา" เท่านั้นแหละ ดิฉันก็บังเกิดความละอายใจ บอกกับตัวเองว่าฉันจะไม่กินเหล้าอีก พร้อมกับท่องบ่นในใจว่า "...หมามันกินขี้ มันไม่กินเหล้า คนกินเหล้านี่เลวกว่าหมา ฉันไม่ต้องการจะเป็นคนที่เลวกว่าหมา..."

    ไม่ใช่เพียงแค่การดื่มสุรายาเมาเท่านั้นที่ดิฉันสามารถเลิกได้เด็ดขาดในคราวเดียว หากแต่ด้วยอุบายการสอนของหลวงพ่อ ดิฉันจึงสามารถเลิกอบายมุขอย่างอื่นๆ ด้วย รวมไปถึงการใช้เครื่องสำอางที่ท่านว่าเกินงามและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งนี้ทั้งนั้น ท่านคงทราบว่าขณะนั้นดิฉันยังมากด้วยทิฏฐิมานะอัตตาตัวตน ท่านจึงหลีกเลี่ยงการสอนหรือว่ากล่าวที่ตัวดิฉันโดยตรง หาแต่ใช้วิธียกสิ่งต่างๆ ขึ้นมาเป็นอุปมาอุปมัย แล้วให้ดิฉันคิดพิจารณาตามจนเห็นทุกข์เห็นโทษเห็นภัยและเป็นฝ่ายสมัครใจละเลิกสิ่งไม่ดีไม่งามต่างๆ ด้วยตัวเอง ดิฉันจึงสามารถรับการขัดเกลาที่ละเล็กทีละน้อยจากท่านได้ หลวงพ่อท่านฉลาดและอดทนในการอบรมลูกศิษย์อย่างยิ่ง ท่านไม่เพียงแนะนำการปฏิบัติธรรมแก่ดิฉันเท่านั้น หากแต่ยังได้เมตตาให้ดิฉันเกิดปัญญารู้ความเหมาะควรในการดำรงชีวิตในเพศฆราวาสเพื่อให้ดำเนินไปได้ทั้งทางโลกและทางธรรม อย่างที่ท่านพูดว่าโลกก็ไม่ให้ช้ำ ธรรมก็ไม่ให้เสีย

    การจากไปของหลวงพ่อ ยากที่ข้าพเจ้าจะยอมรับได้ แม้ว่าท่านจะได้เมตตาพูดเปรยให้ทราบมาเป็นระยะๆ รวมทั้งสั่งดิฉันไม่ให้ร้องไห้เมื่อท่านละสังขารแล้วก็ตาม ในเช้าวันที่ 17 มกราคม 2533 วันที่ทราบข่าวมรณกรรมของหลวงพ่อ ดิฉันเร่งรีบเดินทางไปที่วัดทันที และเมื่อไปถึง ดิฉันก็ไม่อาจกลั้นความเศร้าโศกเสียใจเอาไว้ได้ จำได้ว่าดิฉันต้องอาศัยกอดต้นไม้ข้างกุฏิ ร้องไห้ฟูมฟายอยู่พักใหญ่ เพราะเร็วเกินกว่าที่ดิฉันจะทำใจได้ และดิฉันเองก็ยังไม่มีธรรมมากพอที่จะทำให้ใจคอหนักแน่นต่อเหตุการณ์การจากไปของท่านได้

    แม้ว่าหลวงพ่อดู่ ผู้ที่ฉุดชีวิตของดิฉันขึ้นจากโคลนตมได้ละสังขารไปแล้ว แต่ดิฉันก็ตั้งสัจอธิษฐานว่าจะขอยึดมั่นในไตรสรณคมน์ และจะไม่ทิ้งการปฏิบัติไปจนตลอดชีวิต เพื่อบูชาคุณหลวงพ่อดู่ ที่ได้เมตตาต่อดิฉันและครอบครัวอย่างหาที่สุดและบุคคลอื่นเสมอเหมือนมิได้

    "นิ"
    <!-- / message -->
     
  13. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๑๐๕. ปกิณกบาป

    หลวงพ่อดูท่านเป็นพระที่มีความละเอียดอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความระมัดระวังไม่ให้เกิดบาป ตลอดระยะเวลาประมาณ ๘ ปี ที่พบและปฏิบัติธรรมกับท่าน ยิ่งนานวันก็ยิ่งประทับใจในปฏิปทาในเรื่องนี้ของท่าน และบางเรื่องข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะกอปรด้วยเหตุผล อีกทั้งไม่เคยได้ยินได้ฟังใครกล่าวสอนอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้มาก่อน จึงเป็นแรงบันดาลใจที่จะถ่ายทอดไว้ ณ ที่นี้ เผื่อว่าจะเกิดประโยชน์แก่ผู้อ่านบ้างไม่มากก้น้อย โดยให้ชื่อหัวข้อเรื่องว่า "ปกิณกบาป"

    พาเด็กเข้าวัด-บาป

    เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องที่สวนกับความรู้สึกของคนทั่วไป แต่หากเราได้พิจารณาความจริงไปตามเหตุผลที่หลวงพ่อได้เมตตาชี้แนะก็จะเข้าใจ ท่านว่าเด็กเล็กที่พามาวัดนั้น ยังควบคุมดูแลตนเองไม่ได้ จึงมักคิดคะนองไปตามประสาเด็ก แต่เนื่องจากที่วัดมักมีผู้มาปฏิบัติสมาธิภาวนาอยู่เสมอๆ ดังนั้น เสียงรบกวนของเด็กเล็กจึงกระเทือนต่อการปฏิบัติภาวนา ดังนั้น บาปจึงเกิดกับเด็กอย่างไม่รู้ตัว ทั้งนี้ก็ด้วยพ่อแม่ผู้ปกครองไม่เข้าใจ

    ภาพแห่งความเมตตาที่ท่านเมตตาอบรมชี้แนะข้าพเจ้ายังชัดเจนอยู่ในความทรงจำ วันนั้นข้าพเจ้าพาลูกซึ่งยังเล็กไปวัดสะแกด้วย จำได้ว่าการไปวัดในวันนั้น ข้าพเจ้าไม่สู้รู้สึกปลอดโปร่งนักเพราะว่าต้องมามัวกังวลกับลูกน้อยที่เดี๋ยวก็ส่งเสียงร้องไห้ เดี๋ยวก็ปัสสาวะรด พอหลวงพ่อท่านเห็นจังหวะเหมาะ ท่านก็เรียกข้าพเจ้าให้เข้าไปใกล้ๆ แล้วบอกว่า "นี่เพราะข้ารักแกหรอกนะ จึงบอกจึงสอนให้รู้ คนเขาภาวนากันอยู่ แกพาเด็กๆ มาซุกซน ส่งเสียงรบกวน มันบาป อันที่จริงแกเอาเด็กเล็กไว้ที่บ้านก็ได้ เวลาที่แกภาวนาก็ให้นึกถึงเขาแผ่เมตตาให้เขา เขาก็ได้บุญเหมือนกัน"
    <!-- / message -->
     
  14. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๑๐๕. ปกิณกบาป (ต่อ)

    ชวนคนเข้าวัด-บาป

    บางทีคนเราก็มองอะไรไม่รอบด้าน ดังนั้น แม้จะมีความปรารถนาดี ก็ไม่เป็นหลักรับประกันว่าทุกอย่างจะออกมาดี ดังเช่นที่ข้าพเจ้าได้รับการอบรมจากหลวงพ่อว่า "แกเที่ยวชวนคนเขามาวัด ระวังนะ จะกลายเป็นต้นบาป"

    ท่านชี้แนะเพิ่มเติมว่า "แกจะไปรู้เหรอว่าสิ่งที่แกเห็นว่าดี เขาจะเห็นว่าดีตามแกไปด้วย ถ้าเขาปรามาสจนเกิดบาป แกต้องมีส่วนรับบาปนั้นไปด้วยครึ่งหนึ่งในฐานะที่พาเขามาให้เกิดบาป"

    อยู่ใกล้พระอรหันต์นานๆ - บาป

    เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ดูจะสวนทางกับความรู้สึกของคนทั่วๆไป เพราะทุกคนย่อมจะคิดว่าหากเราได้อยู่ใกล้ชิดพระอรหันต์ ก็ย่อมจะมีโอกาสสั่งสมบุญกุศลได้อย่างเต็มที่ แต่การณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ หลวงพ่อดู่ท่านสอนว่า "อย่าไปอยู่ใกล้พระอรหันต์นาน ประเดี๋ยวจะบาป จะบาปอย่างไร ก้บาปตรงที่อาศัยความคุ้นเคย เลยเอาท่านเป็นเพื่อนเล่นบ้าง ใช้ท่านทำโน่นทำนี้ให้บ้าง และจะไม่ให้บาปได้ยังไง"

    ถ่ายรูปกับพระที่มีคุณธรรม-บาป

    หลวงพ่อเคยตั้งคำถามกับข้าพเจ้าว่า "เวลาที่แกถ่ายรูปกับพระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับครูอาจารย์ที่ท่านมีคุณธรรม แกจะเอารูปไปตั้งไว้ที่ไหน หากแกเอารูปไปไว้ในที่ๆไม่บังควรก็จะเกิดบาปขึ้นได้ ส่วนว่าจะเอารูปไปตั้งบูชาในที่สูง ใครผ่านไปผ่านมาก็ยกมือไหว้ แล้วตรองดูซิว่า แกมีคุณธรรรมเสมอกับท่านเหรอ หรือแกมีคุณธรรมอะไรที่จะให้เขายกมือไหว้แก"

    "อุ๋ย"<!-- / message --><!-- / message -->
     
  15. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๑๐๖. ความเมตตา และขันติธรรมของหลวงพ่อ


    [​IMG]

    จะมีใครเคยทราบบ้างว่าเบื้องหลังภาพ การปฏิสันถารพูดจาปราศัยให้แง่คิดและกำลังใจแก่ผู้ที่มากราบนมัสการหลวงพ่อดู่นั้น บ่อยครั้งท่านต้องใช้ขันติมากสักเพียงใด โดยปรกติหลวงพ่อท่านรับแขกตั้งแต่เช้ามืด กระทั่งจนดึกจนดื่น ทุกๆวัน ต่อเนื่องนับเป็นปีๆ ซึ่งไม่ว่าใครจะทุกข์ร้อนวุ่นวายใจมาอย่างไร หลวงพ่อท่านก็จะปฏิสันถารด้วยความเมตตาเสมอ โดยจะมีใครบ้างไหมที่จะสังเกตหรือสงสัยว่า ท่านนั่งรับแขกบนพื้นกระดานแข็งๆ อย่างนั้นตั้งแต่เช้าจรดค่ำในแต่ละวัน ท่านแทบจะไม่ได้ลุกไปไหนเลย ท่านไม่ปวดเมื่อยบ้างหรือ ท่านไม่ปวดท้องหนักเบาบ้างหรือ ท่านเจ็บไข้ไม่สบายบ้างหรือเปล่า ส่วนว่าจะรอฟังท่านเอ่ยปากออกมาก็คงเป็นเรื่องที่ยาก เพราะหลวงพ่อเป็นพระที่ขี้เกรงใจอย่างมาก แค่จะใช้สอยลูกศิษย์ให้เดินออกไปซื้อยาที่หน้าวัด ก็ยังต้องเอ่ยปากถามลูกศิษย์อย่างเกรงอกเกรงใจ

    ข้าพเจ้าเองได้มาประจักษ์ความอดทนของท่านอย่างชนิดที่ยากจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ ก็ในตอนที่ได้อุปัฏฐากรับใช้ท่านในยามที่ท่านชรามากแล้ว โดยมีโอกาสถวายการทายาที่แผลที่ก้นของท่าน ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของข้าพเจ้านั้นคือ ร่องรอยของแผลที่แตกซ้ำๆ ซากๆในที่เดิม นี่คงเป็นแผลที่เกิดจากการที่ท่านต้องนั่งบนพื้นกระดานแข็งๆ ต่อเนื่องเป็นแรมปี ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจมากที่ท่านเป็นถึงขนาดนี้แล้ว ข้าพเจ้าหรือลูกศิษย์คนอื่นๆ ก็ไม่เคยได้ยินท่านเอ่ยบ่นให้ได้รับรู้บ้างเลย ตรงกันข้ามเราทุกคนยังคงเห็นท่านทำหน้าที่ครูอาจารย์ที่คอยให้กำลังใจลูกศิษย์ด้วยอาการยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นปรกติอยู่อย่างนั้น ทำให้เขาเหล่านั้นกลับบ้านไปด้วยความปิติทุกรายไป

    ข้าพเจ้าเห็นแผลของท่านแล้วก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ ได้แต่ซาบซึ้งใจในเมตตาและขันติธรรมอันยิ่งของท่าน อีกทั้งภูมิใจที่ไม่เสียชาติเกิดที่ได้มีโอกาสมาเป็นลูกศิษย์รับการอบรมสั่งสอนจากท่าน เพราะท่านไม่เพียงพูดสอนเพียงอย่างเดียว หากแต่ท่านยังสอนด้วยการทำให้ดู ข้าพเจ้าจึงภาคภูมิในที่มีครูอาจารย์เช่นท่าน... หลวงพ่อดู่ พรหมปัญโญ พระแท้ที่จะอยู่ในดวงใจของข้าพเจ้าตลอดไป

    "นายอู๋"
    <!-- / message -->
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 พฤศจิกายน 2007
  16. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
  17. เด็กอนุบาล

    เด็กอนุบาล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กรกฎาคม 2007
    โพสต์:
    691
    ค่าพลัง:
    +4,154
    อ่านแล้วผมกลั้นนำตาไว้ไว้ไม่อยู่เลยครับ ผมขอโมทนาในปฏิปทาแห่งเมตตาอันประเสริฐยิ่งของหลวงปู่ครับ
     
  18. ahantharik

    ahantharik เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    1,596
    ค่าพลัง:
    +6,343
    จงทำอารมณ์ให้วางจากกิเลสทั้งหลาย แล้วเจ้าจะพบแต่ความสุขทั้งปวง
     
  19. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๑๐๗. หลวงพ่อตายแล้วต้องลงนรก?

    วันหนึ่ง หลวงพ่อดู่ท่านมองไปที่ลูกศิษย์ใกล้ชิดกล่มหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นว่า "ข้าตายแล้วต้องลงนรก" พอลูกศิษย์ได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ เรียนถามท่านในทันทีว่า "หลวงพ่อจะตกนรกได้อย่างไร ในเมื่อหลวงพ่อบำเพ็ญคุณงามความดีมามากออกอย่างนี้"

    หลวงพ่อตอบกลับไปว่า "ข้าก็จะลงนรก เพื่อไปเตะพวกแกขึ้นมาน่ะสิ"

    คำเตือนของหลวงพ่อนั้น ชวนให้ศิษย์ทั้งหลายต้องมานึกทบทวนตัวเองว่าการที่ได้มีโอกาสอยู่ใกล้ครูบาอาจารย์นั้นก็มิใช่เป็นหลักประกันว่าจะไม่ลงนรก ตรงกันข้าม หลวงพ่อท่านได้พูดเตือนทำนองเดียวกันนี้หลายครั้งหลายหน เพราะช่องทางทำบาปของคนเรามีมากเหลือเกิน จนท่านเอ่ยว่า คนเราเป็นอยู่โดยบาปทั้งนั้น เพียงแต่ผู้ที่ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ก็บาปน้อยหน่อย

    หลวงพ่อท่านเป็นแบบอย่างที่หาได้ยากในเรื่องความระมัดระวังไม่ให้เป็นหนี้สงฆ์ ถึงขนาดว่าก่อนที่ท่านจะมรณภาพไม่กี่วัน ท่านได้บอกช่องลับกับโยมอุปัฏฐากให้ทราบ เพื่อว่าจะได้สามารถเปิดประตูเข้ากุฏิท่านในกรณีฉุกเฉินได้ โดยไม่ต้องไปงัดประตู อันเป็นการทำลายของสงฆ์ ซึ่งในที่สุดก็มีเหตุให้ได้เปิดประตูกุฏิท่านผ่านทางช่องลับนั้นจริงๆ ในเช้าตรู่ของวันอังคารที่ 17 มกราคม 2533 อันเป็นวันที่ท่านละสังขาร

    นอกจากนี้ ท่านยังได้พูดเตือนอีกหลายๆ เรื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราอาจมองข้าม เป็นต้นว่า เอ่ยปากใช้พระหยิบโน่นหยิบนี่ ไม่ยกเว้นแม้กรณีขอให้พระท่านหยิบซองให้เพื่อจะใส่ปัจจัยถวาย การหยิบฉวยของสงฆ์ไปใช้ส่วนตัว การพูดชักไปในทางโลกในขณะที่ผู้อื่นกำลังสนทนาธรรม การส่งเสียงรบกวนผู้ที่กำลังปฏิบัติภาวนา การขายพระกิน ซึ่งเรื่องหลังนี้ ท่านพูดเอาไว้ค่อยข้างรุนแรงว่า ใครขายพระกิน จะฉิบหาย สมัยท่านยังมีชีวิต ท่านจะพูดกระหนาบบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเวลารับประทานอาหาร ทานไม่ให้พูดคุยกัน จะทำกิจอันใดอยู่ ก็ให้มีสติ พยายามบริกรรมภาวนาไว้เรื่อยๆ เรียกว่าเกลี่ยจิตไว้ให้ได้ทั้งวัน เมื่อถึงคราวนั่งภาวนา จิตจะได้เป็นสมาธิได้เร็ว เวลาจิตจะโลภ จะโกรธ จะหลง ก็จะได้รู้ได้เท่าทัน

    ดังที่หลวงพ่อสอนว่า การตั้งอยู่ในความไม่ประมาทเท่านั้น จึงจะช่วยให้เราห่างจากนรกได้ ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องคอยสอบทานตัวเองอยู่เสมอๆ ว่าเราเข้าวัดเพื่ออะไร เพื่อความเด่นความดัง หวังลาภสักการะ หวังเป็นผู้จัดการพระ ผู้จัดการวัด ฯลฯ หรือเพื่อมุ่งละโลภ โกรธ หลง ซึ่งเป็นตัวก่อทุกข์ก่อโทษข้ามภพข้ามชาติไม่รู้จักจบจักสิ้นที่มีอยู่ในใจเรานี้

    ปฏิปทาที่จะช่วยให้เราปลอดภัย และห่างไกลจากนรกคือ การเกรงกลัวและละอายใจในการทำบาปกรรม หรือสิ่งที่จะทำจิตใจเราให้เศร้าหมองขุ่นมัว ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับหมู่คณะโดยไม่จำเป็น หากแต่ควรมุ่งเน้นการปฏิบัติภาวนาเป็นหลัก เป็นผู้พร้อมรับฟับคำตักเตือนของผู้อื่น โดยเฉพาะคำตักเตือนจากครูบาอาจารย์ อย่างที่ทางพระท่านสอนว่า ให้อดทนในคำสั่งสอน คิดเสียว่าท่านกำลังดุด่ากิเลสของเราอยู่

    ท่อนซุงทั้งท่อน ถ้าไม่ได้ขวานช่วยสับช่วยบาก ไม่ได้กบไสไม้ ช่วยทำพื้นไม้หยาบๆ ให้เกลี้ยงเกลาขึ้น ไม่ได้กระดาษทรายช่วยขัดให้ไม้เรียบเนียน ไม่ถูกดัดถูกประกอบ ก็คงไม่กลายมาเป็นเครื่องเรือนเครื่องใช้ที่มีประโยชน์ ฉันใดก็ฉันนั้น จิตใจของเราที่หยาบอยู่ หากไม่ได้รับการขัดเกลาหรืออบรมจากครูอาจารย์ไม่ได้รับการอบรมด้วยธรรมของพระพุทธเจ้า จิตใจนั้นก็ย่อมเอาเป็นที่พึ่งไม่ได้

    ครั้งหนึ่ง ได้มีโอกาสเรียนถามหลวงพ่อว่า "หลวงพ่อครับ ที่ว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมนั้น ธรรมที่ว่านั้นท่านหมายถึงธรรมเรื่องใดครับ"

    เมื่อสิ้นเสียงคำถามของข้าพเจ้า หลวงพ่อท่านก็ตอบในทันทีว่า "กายสุจริต วาจาสุจริต และมโนสุจริต"

    ซึ่งคำสอนของท่านข้างต้น ก็เป็นการตอบให้ชัดอีกครั้วว่า อานิสงส์แห่งการประพฤติความดีทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจนี้แหละ จะกลับมารักษาเราไม่ให้ตกไปสู่โลกที่ชั่ว จึงเป็นหลักประกันที่ช่วยให้เราห่างไกลจากนรก อีกทั้งยังช่วยให้เราสามารถเข้าใกล้หลวงพ่อด้วยการเพิ่มพูนคุณธรรมความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อว่าในที่สุดจะได้ไม่ต้องรบกวนหลวงพ่อให้ต้องลำบากลงนรกมาสงเคราะห์ศิษย์ ดังที่ท่านปรารภด้วยความห่วงใย ตั้งแต่ครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่

    "พอ"
    <!-- / message -->
     
  20. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๑๐๘. ปฏิบัติแบบโง่ๆ

    นับเป็นเวลาที่ค่อนข้างยาวนานทีเดียว กว่าที่คำพูดที่หลวงพ่อดู่เคยสอนว่าในเวลาปฏิบัติสมาธิภาวนา ให้ปฏิบัติแบบโง่ๆนั้น จะค่อยๆกระจ่างชัดขึ้นเรื่อยๆ

    การอ่านมาก รู้มาก บางครั้งก็เป็นดาบสองคม เพราะในด้านหนึ่ง การรู้มาก ก็ช่วยให้สามารถมองเห็นเส้นทางเดนิ รวมทั้งเห็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังล่วงหน้า ฯลฯ

    แต่อีกด้านหนึ่ง ความรู้มากนั้น ก็จะมาเป็นตัวอุปสรรคเสียเอง เช่น เผลอคิดว่าความรู้ (ความจำ) นั้นเป็นปัญญา (รู้จริง) เกิดเป็นทิฏฐิมานะปิดกั้นการดูดซับความรู้จากภายนอก ที่สำคัญในขณะปฏิบัติจิตภาวนานั้น ความรูมากนี้ก็กลายเป็นสิ่งรุงรังในจิตใจ ใช้ความคิดผิดกาลเทศะจนกลายเป็นตัวสร้างนิวรณ์บ้าง คิดไปล่วงหน้าตามประสาคนรู้มากบ้าง คอยใส่ชื่อเรียกให้กับสภาวะต่างๆ ที่กำลังประสบบ้าง คอยสงสัยนั่นนี่บ้าง

    การับรู้หรือสัมผัสจึงไม่เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา แล้วเจ้าตัวก็ยังสำคัญตัวว่ากำลังคิดพิจารณาหรือมองดูสภาวะต่างๆ ตามความเป็นจริง ทั้งๆ ที่ของจริง "นิ่งเป็นใบ้" พอจิตเข้าไปปรุงแต่งจนรุงรังไปหมดแล้ว จึงยากที่จะถอยออกมาให้เห็นไปตามสภาวะที่มันเป็นอย่างธรรมชาติ หากแต่เป็นไปอย่างที่จิตเราอยากให้มันเป็น จึงมาตระหนักว่าการปฏิบัติแบบโง่ๆนี้สำคัญมาก และจะต้องวางความรู้ต่างๆ ไว้ข้างนอกเสีย กระทั่งเพิกสัญญาความมั่นหมายว่าเราว่าเขา ว่านั่นว่านี่ออกเสีย แล้วรู้สิ่งที่มากระทบใจอย่างว่าเป็นสภาวะล้วนๆ

    นี่แหละหนา หลวงพ่อดู่ถึงว่า "สอนคนรู้มาก" นั้นสอนยาก สู้สอนเด็กๆ หรือคนรู้น้อยไม่ได้

    "พอ"
    <!-- / message -->
     

แชร์หน้านี้

Loading...