อภิญญา ที่สามารถใช้งานได้

ในห้อง 'ประสบการณ์อภิญญา' ตั้งกระทู้โดย ThinkThink, 12 ตุลาคม 2019.

  1. ThinkThink

    ThinkThink สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 ตุลาคม 2019
    โพสต์:
    39
    ค่าพลัง:
    +17
    อ่านมาสักระยะหนึ่ง อยากได้ฟังนิทานประสบการณ์ การใช้อภิญญา ของแต่ละท่านมากเลยครับ ใครจะเมตตาเล่านิทานให้ฟังบ้างครับ

    ผมกลับมาแก้ไขเพิ่มมเติมลายละเอียดว่า ที่อยากรู้อยากฟังเป็นธรรมทาน เพื่อสร้างกำลังใจและศรัทธา ที่จะปฏิบัติในด้านอภิญญา ต่อไปนะครับ

    ทุกธรรมทาน ช่วยสร้างแง่คิด และให้กำลังใจกับผมได้ หากท่านไดเมตตา ก็ขอให้มอบธรรมทาน หรือความรู้ดีๆ ในการใช้อภิญญาในชีวิตประจำวัน ในทางที่ถูก ที่ดี มีประโยชน์ จะเล็กน้อย หรือมหาศาล ก็ยินดีมากๆ ที่จะได้อ่านครับ หรือธรรมทานไดที่จะเล่าให้เห็นว่า อย่างนี้มีประโยชน์อย่างนั้น อย่างนั้นมันไม่มีประโยชน์นะ แต่รู้ไว้ อย่างนี้ก็ยินดียิ่งครับ

    อนุโมทนาสาธุครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 ตุลาคม 2019
  2. ไม่ใช่ตัวตน

    ไม่ใช่ตัวตน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2018
    โพสต์:
    217
    ค่าพลัง:
    +114
    เมื่อสูญเสีย จากสิ่งที่รัก ทุกๆความเห็น ทุกๆคำตอบมีคนมายืนยันข้อความ

    แม้กระทั่ง สิ่งที่รักที่สุด ก็ต้องพรัดพราก

    เมื่อรู้ต่อสิ่งนั้น ทุกข์ปรากฏที่ใจ เป็นทุกข์คลาย คล้ายๆหัวใจเต้นคนวิ่งเหนื่อยๆ แต่ปกติจะต้องแค้น คับแค้นที่มีคนมาเอาของที่รักของเราที่สุดจากไป

    พอรู้ทุกข์ในเวลานั้น เราก็รู้สึกยิ้มขึ้นมา
     
  3. ThinkThink

    ThinkThink สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 ตุลาคม 2019
    โพสต์:
    39
    ค่าพลัง:
    +17
    อนุโมทนาสาธุครับ อันนี้ อภิญญา เกิดในลักษณะการเข้าใจสภาวะธรรม ใช่มั้ยครับ ถ้าผมไม่เข้าใจ ก็ขยายความให้หน่อยนะครับ :):):):):):):):)
     
  4. ThinkThink

    ThinkThink สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 ตุลาคม 2019
    โพสต์:
    39
    ค่าพลัง:
    +17
    มีท่านนึงที่โพสตอบไว้ว่า


    เคยเห็นแสงสว่างสีขาวพุ่งออกมาจากหน้าผากคน (ออกเฉพาะหน้าผาก) เห็นบ่อยมากๆ ตั้งแต่เด็ก แล้วเรื่องของเขาจะย้อนกลับมาบอกเราที่ลิ้นปี่ ตามหลักอัสสาสะ ปัสสาสะ คาบลมเดียว ..ตอนหลังมารู้ว่าคือเห็นหนอลพ.จรัญ (ลพ.ทักตอนเจ้าแถวถวายปัจจัย ตอนท่านยังมีชีวิตอยู่) ..แต่ยังควบคุมไม่ได้ และไม่รู้ว่าใครที่มันจะให้เห็น ทั้งหมดเห็นด้วยตาเนื้อ ใช้ชีวิตประจำวัน และไม่ได้กำหนดสติ

    อย่าเชื่อข้าพเจ้านะ แค่นิทานโม้ๆ

    ผมขออนุโมทนาสาธุด้วยนะครับ ผมคิดว่า อาจจะมีประโยชน์มากๆ หากสามารถควบคุมได้ในอนาคต อาจจะใช้้ช่วยเหลือคนอื่นได้ ไม่ทางไดก็ทางหนึ่งนะครับ

    ปล. คอมเม้นท์นี้โดนลบไปแล้ว หรือผมไม่เห็นไม่รู้ พึ่งมีเวลา มาอ่านและตอบกลับ ยังไงถ้าผมไม่เห็น หรือท่านเจ้าของลบไปแล้ว ผมก็ขออนุโมทนาอีกครั้ง ในธรรมทานที่เล่ามานี้นะครับ :):):):):):):):)
     
  5. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,933
    ค่าพลัง:
    +33,678
    ถ้าจะดูเรื่องนี้ อย่าไปสนใจพวกกิริยาระหว่าง
    ทางทุกๆกรณี ให้ดูตอนที่ใช้งานจริงเท่านั้น

    หลักๆ จะมี ๒ แบบ
    คือ ๑. แบบภายใน
    และ ๒. แบบภายนอก
    หรือ ทั้งภายในภายนอก



    ภายในคือ รู้ขึ้นมาจากจิตตนเอง
    แต่ไม่สามารถทำให้บุคคลอื่นๆรับ
    รู้ หรือรู้สึกได้ เหมือนตนเอง
    เช่น รู้อดีต รู้ปัจจุบัน เห็นโน้นนี่นั่น
    ฯลฯ แม้บุคคลนั้น
    จะเข้าใจหรือเชื่อ แต่ไม่สามารถ
    ทำให้บุคคลนั้นรู้ได้เหมือนตน


    ภายนอก คล้ายกัน เพียงแต่ผลที่ใช้งานนั้น
    จะพอทำให้ผู้อื่นรับรู้ได้ ส่งผลให้ผู้อื่นเห็นผล
    หรือทำให้เกิดกับผู้อื่นได้
    เช่น รักษาโน้นนั่นนี่ แล้วเห็นผลทันที
    หรือ ดึงกรรมฐานบางอย่างขึ้นมา
    ให้บุคคลนั้นรับรู้ได้ ฯลฯ

    แต่ปกติแล้ว บุคคลที่ทำได้มักจะเห็นว่าเป็น
    เรื่องปกติ มักไม่ชอบเล่า
    ยกเว้นว่า จะเจอตัวกันเป็นๆ
    แล้วมีเหตุ ที่จะต้องใช้งาน
    หรือเหตุที่เราต้องไปข้องเกี่ยว สัมผัส
    สัมพันธ์ ด้วยตนเอง หรือได้เห็นการกระทำพอดี
    เราจะเข้าใจได้เองว่า

    เรื่องพวกนี้ มันมีอยู่เป็นปกติ
    แล้วแต่วาระ ว่าเราจะไปพบเจอ
    ณ ที่ใด ช่วงเวลาใด

    ปล. การทำให้ดู หรือได้เห็นจริง
    จะแทนคำบรรยายต่างๆได้ดี

    วิถีจิตทั้งภายในภายนอก
    หากเราได้ข้องเกี่ยว
    จะพบเองว่า มันมีเป็นปกติ
    ต่างกันที่ความชำนาญ
    และความละเอียด
    ของแต่ละบุคคลนั่นเอง ^_^
     
  6. ThinkThink

    ThinkThink สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 ตุลาคม 2019
    โพสต์:
    39
    ค่าพลัง:
    +17
    อนุโมทนาสาธุครับ ขอบคุณมากครับ
    การไม่สนใจกริยาระหว่างทางดูท่าน่าจะเป็นประโยชน์มากๆนะครับ :)

    จะตั้งใจปฏิบัติให้เกิดแบบภายในให้ได้แบบชัวร์ไม่มั่วนิ่มก่อนให้ได้ครับ :)


    ที่ตั้งกระทู้แบบนี้ไว้ เพราะบางทีอยากเห็นผลของอภิญญา ที่เราสามารถใช้ประโยชน์ได้น่ะครับ เช่น เราหนาวมากๆ อธิษฐานให้ร่างกายอุ่น หรือทำน้ำธรรมดาในแก้วให้เย็น อะไรแบบนี้ เค้าวางอารมณ์แบบไหน จิตอยู่ในสภาพหรือสภาวะไหน จริงสามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ได้

    หรืออย่างการเคลื่อนย้ายของ ปกติเราเคลื่อนย้ายด้วยแขนด้วยมือ แต่เมื่อใช้จิต เราทำให้ของเคลื่อนดั่งจิตอธิษฐานด้วย สภาวะ สมาธิ หรืออารมณ์จิตแบบไหน มีรูปแบบที่เราสัมผัสได้มั้ยในระดับอนุบาล เช่นฝรั่ง (หรือเปล่าไม่แน่ใจ) ที่มีทฤษฎี ลูกบอลพลังงาน และเราสารมารถสัมผัสได้ด้วยวิธีการเคลื่อนไหวทางกาย ตามวิธีการของเค้าไป เป็นต้นน่ะครับ

    อีกอย่างได้อ่านได้เห็นเรื่องแบบนี้ ผมมักมีกำลังใจ แต่สุดท้ายก็คิดว่า ความตื่นเต้นเหลือเชื่อมันก็จะไม่มีมาก เพราะเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องปกติที่การใช้งานทางด้านอภิญญา ของผู้ที่ทรงอภิญญาสามารถทำได้ครับ เหมือนตอนท้ายที่คุณ Nopprakan กล่าวไว้เลยครับ ตอนนี้ก็วางความคิดความรู้สึกให้ได้แบบนั้น คือแบบเห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ในธรรมชาติ ครับ

    อีกอย่างต้องการกำจัดอารมณ์กลัวผีที่ฝังมาตั้งแต่เกิดด้วยครับ ทุกวันนี้ ก็ยังกลัวอยู่ กลัวตกใจแล้วตายไปแบบโง่ๆ แบบที่ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรเลย ดันมาตายซะก่อน 5555 และผมสังเกตว่า คนที่ไม่กลัวไม่ตกใจกับโลกทิพย์ มักเป็นผู้ที่ได้อภิญญา ที่รู้เห็นเป็นปกติ จนเกิดเวทนาสงสาร เห็นเป็นความทุกข์ เช่น ถ้าเจอผีหัวขาด หิ้วหัววิ่งเข้าใส่ คนธรรมดาทั่วไปหรือผมในตอนนี้ คงวิ่งป่าลาบบบ แต่ถ้ามีสติแล้วเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นเรื่องธรรมดาของ ธรรมชาติที่ต้องมี และเห้นว่าเขาหัวขาด คงทุกข์ วิ่งมาหาคงทุกข์ คงแผ่เมตตาให้เค้าไป คงไม่กลัวตาย เพราะถ้าได้อภิญญาแล้ว คงซ้อมตายทุกๆวันแบบ เบื่อร่างกายกันไปเลย

    ทั้งนี้ทั้งนั้น คงเป็นเรื่องของสติทางธรรม สภาวะธรรม ที่จิตมีอยู่ใช่มั้ยครับ (กำลังปฏิบัติให้เกิดสิ่งนี้อยู่ครับ) และผมก็จะพยายามต่อไป แต่ก็ตามประสาเด็กกำลังอยากคว่ำอยากคลาน และอยากฟังนิทานก่อนนอน จะได้หลับฝันดีน่ะครับ 55

    ขอบคุณมากๆอีกครั้งครับ :):):):):):):):)
     
  7. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,933
    ค่าพลัง:
    +33,678
    เอ้า มาแนวนี้ จะมากลัวผีไม่ได้นะ ๕๕๕

    คือ งี้แยกให้ออกนะ ความกลัว
    กลับกลัวผี เอาความกลัวก่อน
    มันคือ การปรุงแต่งชนิดหนึ่ง
    พวกนี้ แก้ไม่ยาก
    กรณี ถ้ากลัวขณะฝึกกรรมฐาน
    ให้ฝืน ๓ ถึง ๔ ครั้ง จิตจะพอกำลัง
    ในการควบคุมความกลัวในเรื่องนั้นๆเอง
    ตรงนี้เป็นเบสิกทั่วไป

    ส่วนกรณีฝึกให้เท่าทันการปรุงแต่ง
    จากการฝึกสติทางธรรมนั้น
    เราจะฝึกดูเรื่องอารมย์ และเรื่องการ
    สร้างการปรุงแต่ง

    เช่น ในสถานที่เดียวกัน ในวัดบริเวณป่าช้า ทำไมกลางวันไม่กลัวกล้าเดินได้ ให้ลองสังเกตุ แต่ พอกลางคืนซักเที่ยงคืน
    กลับขนลุก คิดไป 108 พัน 9 อาการขนลุกก็คือ จิตปรุงแต่งไปแล้ว เราจะฝึกอย่างนี้ บริเวณนี้ไปเรื่อยๆ
    จนจิต ไม่ปรุงเรื่องนี้ พูดง่ายๆ ว่าเฉยๆ
    ก็จะได้ในเรื่อง ของสติทางธรรม ที่เกี่ยวกับการดึงเรื่องภายนอกเข้ามาปรุงแต่ง


    ส่วนเรื่องกลัวผี ที่ไม่กลัวเพราะตัด
    เรื่องการติดนามธรรมไป คือ
    ทำไปถึงเห็น ที่เห็นคืออะไร มาให้เห็นทำไม เค้าเป็นใคร ทำไมเห็นแบบนั้นออกไป ด้วยการผลิกมาเป็น
    ''การเข้าใจวัตถุประสงค์ของสิ่งที่เห็น
    ไม่ใช่สิ่งที่เห็นคืออะไร''

    เช่น เห็นอย่างนี้ เข้าใจไหมว่า ที่ปรากฏให้เห็น ต้องการให้เราทำอะไรให้
    เราทำบุญให้ไหม หรือ กลัวในสิ่งที่เห็น หรือไปบ้างพลังใส่ หรือ คอยสงสัยว่าทำไมถึงเห็น เป็นใครที่มาให้เห็น

    พอเข้าใจวัตถุประสงค์ ก็จะเกิดการสร้างบารมีกับภาคส่วนภพภูมิไปเรื่อยๆ จนเห็นเรื่อยๆ หลากหลายขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็จะเข้าใจวัตถุประสงค์ในการเห็นเสมอ
    การสร้างบารมี ตรงนี้ มีส่วนส่งเสริมผลสำเร็จในการฝึกกรรมฐานมากๆ
    เพราะ เราอาจจะเจอ ภพภูมิที่มีความชำนาญในกรรมฐาน กองที่เราฝึกพอดี
    จะส่งผลให้เราได้ เทคนิค ทำให้เราฝึกสำเร็จได้เร็วขึ้น เช่น ถ้าฝึกเองอาจ ๕ ปี
    แต่ได้ทริคอาจจะเหลือแค่ ๕ วันพอเข้าใจเนาะ


    โน้น จนสุดท้ายก็ปล่อยวาง เรื่องนามธรรมนี้ แม้จะเห็นได้ด้วยตาเปล่าๆในเวลาปกติก็ ไม่ยึดในนามต่างๆ
    แล้วมาเน้นด้านปัญญานั้น

    จิตก็จะเกิดความสามารถทางด้าน
    ปัญญาญานขึ้นมาได้ในอนาคต

    ความสามารถทางด้านปัญญาญานเป็น
    อย่างไร ยกตัวอย่างเช่น

    ถ้าเราเห็นแค่ภาพ คล้ายคน ขึ้นมา
    จิตจะพอทราบได้ว่า ทำไมถึงเห็น
    และภาพนี้เกิดขึ้นมาอย่างไร
    และมีการย้อนระลึกไป จนจิตไม่สงสัยอะไรในภาพที่เห็นนั่นเอง....นี่คือ ลักษณะปัญญาญาน เรื่องอารมย์อื่นๆ
    ถ้าเห็นได้ก็คล้ายๆกัน กับภาพ
    แต่ยกตัวอย่างภาพ เพราะมันเข้าใจง่ายกว่า....

    ค่อยๆเป็นค่อยๆไป
     
  8. ThinkThink

    ThinkThink สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 ตุลาคม 2019
    โพสต์:
    39
    ค่าพลัง:
    +17
    อนุโมทนาสาธุครับ ขอบคุณมากครับ คุณ Noppakarn

    ตอนนี้คิดว่ากลัวน้อยลงมากครับ 55

    ที่สนใจเรื่องอภิญญา ก็อยากหายกลัวผี กลัวตายให้ได้ครับ ตอนนี้การสตุ้งตกใจก็น้อยลงไป หรือบางรูปแบบเคยได้ยินได้เห็นแล้วตกใจสดุ้ง ตอนนี้ก็ไม่เป็นครับ และก็หงุดหงิดน้อยลง ประตูหนีบมือ เมื่อก่อนจะหงุดหงิด แต่ตอนนี้คิดทันทีเลย เออหน่อ แบบนี้มันต้องเกิดขึ้น เป็นธรรมดา มันก็ไม่โกรธไม่หงุดหงิดครับ

    คิดว่าตัวสติ จะทำให้พัฒนาในเรื่องเกิดอารมณ์ สภาวะ ต่างๆ ทางจิต ที่โดนกระทบมาจากโลกทิพย์มากขึ้นครับ

    ถามนิดนึงครับวันก่อนเดินอยู่ริมถนน แล้วเกิดเสียงรถแบบทำให้เราตกใจได้ แต่เราไม่สดุ้งตกใจ แต่มันมีอาการ ขนลุกขึ้นมาถึงหัวเข่า เริ่มจากพื้นดินขึ้นมาน่ะครับ แล้วมันก็หยุดแค่นั้น มันเดิดจากอะไรเหตุได หรือบ่งบอกอะไรมั้ยครับ ถ้าไม่เกี่ยวก็ไม่เป็นไรครับ 55

    ทุกวันนี้ อาการขนลุกมี แต่จิตมันไม่ตกใจหรืออาการไปตามขนลุก คือก็มองร่างกายขนมันลุกอะไรแบบนี้ครับ แล้สก็คิดว่าเอ้...คงสกลัวมั้ง คือใจมันคิดหาว่า อาการที่เกิดขึ้นกับกายเรา มันเกิดจากการปรุงแต่งแบบไหน กลัวผี หรือกลัวตาย อะไรแบบนี้ครับ แต่พระแถวบ้านท่านบอกว่า ที่เรากลัวผีที่จริงเรากลัวตาย ที่เรากลัวงูกบัวเสือ เรากลัวตาย อันนี้ก็คงจะจริง สำหรับผมนะครับ

    เดี่ยวต่อไป ถ้าเริ่มสัมผัสโลกทิพย์ได้และสัมผัสบ่อยๆ คงหมดความกลัวไป หรือ กลัวตายวันไหน ก็คงไม่กลัวผี 555

    ขอบคุณมากอีกครังครับ :):):):):):):):)

    ปล. ผมจะค่อยเป็นค่อยไปครับ
     
  9. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,933
    ค่าพลัง:
    +33,678
    มันเป็นพัฒนาการในเรื่องการปรุง
    ขนลุกคือปรุงแล้ว แต่ระดับการปรุง
    ลดน้อยลง บวกกับมีกำลังสมาธิ
    พอที่ควบคุมตัวจิตเอาไว้ เลยรู้สึกเฉยๆ
    ไม่ตกใจนั้นหละ งงไหม

    ถ้างง เอาทางนามธรรมนะ
    อาการ ขนลุกนะ เวลานั้นคือ
    ตัวจิตเกิดก่อตัวเป็นวงกลม
    สมมุติเท่าไข่ไก่ แบบนิ่งๆของมัน

    พอได้ยินเสียง ตัวกระแส
    ส่วนสัมผัสภายในที่ท้อง
    ของเรามันทำงานทันทีแบบรวดเร็ว
    แล้วมันหมุนเหวียง ขึ้นมาเกี่ยว
    ตัวจิตที่อยู่ตรงลิ้นปี่

    แต่ด้วยที่ จิตเท่าไข่ไก่ มันมีกำลังสมาธิ
    คอยควบคุมขนาดจิตเท่าไข่ไก่อยู่
    ไอ้กะแสสัมผัสภายใน เลยไม่ได้กิน

    สมัยก่อนที่กลัว และตกใจ
    ก็เพราะ จิตขนาดไข่ไก่
    พอเจอกะแสสัมผัส
    ที่มาจากการได้ยิน ได้ฟัง
    ได้เห็น
    มันเหวี่ยงขึ้นมารวมกันทันทีกับตัวจิต
    จากจิตเท่าไข่ไก่ กลายเป็นเท่าลูกแตงโม
    เราก็เลยจะรู้สึกถึงบริเวนหน้าอกร่วมด้วย
    ลองย้อนไปสังเกตุดูเล่นๆว่าใช่ไหม

    พูดง่ายๆ เหมือนเรายืนอยู่บนสะพาน
    สมัยก่อนคลื่นซัดโดนเสาสะพาน น้ำกระเด็น
    ขึ้นมาจนตัวเราเปียก

    ที่ถามเปรียบเหมือน คลื่นซัดโดนเสาสะพาน
    น้ำกะเด็นขึ้นมา ไม่ถึงตัวเรา
    แต่มันยังเหลือละอองน้ำปลิวมาโดนเรา
    ให้พอรู้สึกว่าเป็นละอองน้ำ

    ส่วนพัฒนาการต่อไป คือได้ยินเสียง
    จะรู้ว่าต้องทำอย่างไร คือจิตไข่ไก่
    มันจะขยายออกข้างในปริมานมวลจิต
    ที่เท่าเดิมในเสี้ยววินาที
    ส่วนผิวจะกลายเป็น เรียบๆ
    ส่วนจะทำอะไร กำลังสติ
    ทางธรรมจะเป็นตัวบอกเอง


    ปล ไม่กลัวผี คนระเรื่องกลับ ไม่กลัวตายนะ ๕๕ ผีเป็นนามธรรม ในฝันถ้าเรา
    ทำร้าย ทำลาย นามธรรม คือ สอบตกทั้งเมตตาและกลัวตาย ต้องผ่านในฝันก่อน
    ถึงจะเจอของจริงๆ

    เช่นเจอเสือในป่า เจองูมารัดตัว
    ถ้าผ่านได้คือโปรแล้ว
    ปกติแบบเราๆ คงต้อง เกียร์หมาไว่ก่อน ๕๕

    และสุดท้าย เรื่องสัมผัสนามธรรมจะค่อยเป็นค่อยไป พูดง่ายๆ ค่อยๆเปิด

    กรณีที่ เปิดตู้ม แบบหูลออฟชั่นให้เรา
    เห็นทีเดียว รับรอง
    วิปลาสทุกราย เด้อ

    จิตแต่ละดวง บารมีต่างกัน
    มันแฝงไว้ในดวงจิตนั้นๆ
    กำลังจิตพื้นฐาน จะช่วยป้องกัน
    เราได้
     
  10. ThinkThink

    ThinkThink สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 ตุลาคม 2019
    โพสต์:
    39
    ค่าพลัง:
    +17
    อนุโมทนาสาธุครับ ขอบคุณมากครับ:) ยังไงก้จะเลิกกลัวผี กลัวตายให้ได้ครับ 555

    เห็นภาพตามได้เลยครับ พอเข้าใจครับ :)

    ช่วงนี้จะเจอในฝันจริงๆครับ เจอทั้งสิงโต เจอทั้งพิตบูล แต่ในฝันไม่ได้วิ่งแต่ยังกลัวต้องหลบๆ เลี่ยงๆครับ ออกห่างให้มากที่สุด ก็คือหนีแบบไม่ตื่นตูม ใส่เกียร์ 1 ก็แล้วกันครับ 5555 เสร็จแล้วก้ไปโดนทดสอบเรื่องอารมณ์การสูญเสียสิ่งที่รักอีก ก็ในฝันเดียวกัน แม่โดนรถเหยียบชักดิ้นชักงอ เสียใจกลัวแม่ตาย ยังโกรธไอ้คนที่ขับรถมาทับแล้วหนี แล้วก็ตื่น

    ส่วนที่รู้สึกว่าตนเองไม่มีความเมตตาเลย ก็นานมาแล้วก่อนจะสนใจทางธรรม ก็ฝันว่าพาแฟนหนีคนร้ายแบบไล่ยิงกันมา สุดท้ายโมโห ไม่นงไม่หนีมันและ หันหน้าสู้กดปืนใส่แสกหน้าคนที่ตามมาฆ่า แบบไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไร ตื่นมาก้โอ้โห เรานี่เลวแบบฆ่าคนได้แบบไม่สะเทือนใจเลย

    ส่วนอีกเรื่อง ก็ ไม่รู้ว่าโดนทดสอบด้านอะไร อันนี้ก็รู้สึกจะเป็นช่วงสนใจ ธรรม มากขึ้น ช่วงปีที่แล้วนี่เอง ฝันว่า ผมกับแฟนเดินลงไปในคลองที่ไม่มีน้ำแล้ว แฟนลงไปก่อน แล้วมันมีเหมือนพุ่มกิ่งไม้ที่เหมือนพอน้ำแห้งแล้วมันก็โผล่อยู่ก้นคลองอ่ะนะครับ ใหญ่พอสมควร แฟนผมเดินเข้าไปไกล้ แล้วผมก้เห็นงูใหญ่สีดำมีหงอนสีแดง ตัวประมาณเสาบ้านเรานี่แหละ ขดอยู่ ผมเห็นแฟนเดินไปไกล้แล้วเห็นงูตัวนี้กำลังจะทำร้ายโดยแฟนผมไม่รู้ตัว ผมเลยรีบวิ่งอ้อมไปอีกทาง แล้วทำเสียง ซี่ ซี่ แบบออกตามไรฟัน ให้งูมาสนใจผมแทน งูมันก็หันมา และมันก็พุ่งมาจะฉกผมก็ยื่นมือเดียวไปบีบคองูที่พุ่งมา มันก็งับแขนผมด้วย แล้วก็ตื่น

    อันนี้คิดว่าคงโดนทดสอบเรื่องความกลัว ที่เล่าให้ฟัง พอดีมีขั้นตอนการทดสอบผ่านฝันก่อนด้วย เลยยกๆมาเล่า เผื่อใช่ครับ 5555 ไม่ใช่ก็เป็นเรื่อง ฮาๆ ไปก้แล้วกันนะครับ แฮ่ๆ :):):):):):):):)

    ปล มีคำถามอีกหน่อยครับ
    เวลาผมภาวนาเอาจิตมาอยู่ที่ระหว่างคิ้ว ผมจะรู้สึกเหมือนตัวเองจะหลับ จะหมดสติ และบางครั้งหากวันไหนทำแบบนี้บ่อยๆ ตอนนอนผมจะรู้สึกว่า สมองมันเหลวเป็นเจลลี่ ปีโป้ นิ่มๆ มันอ่อนไปอ่อนมา เหมือนลูกโป่งใส่น้ำแล้วน้ำมันขยับไปมา เหมือนมันจะละลายเป็นของเหลว จนผมต้องเอาสติไปคิดเรื่องอื่นหรือ ขยับเปลี่ยนท่า แล้วมันก็จะหลับไปตอนไหนไม่รู้

    ทุกวันนี้จับลมหายใจก่อนนอนก็จะรู้สึกว่า มันเหมือนทำได้ไม่ถึงนาที มันหลับไปเลย ไม่เหมือนแรกๆ ที่นานพอดู เหมือนคนเครียดนอนไม่หลับ 555
    เมื่อคืนก็ลองทำสติรู้ร่างกายทั้งตัว ปรากฎว่า มันไม่ยอมหลับครับมันอยู่เป็นสองสามชั่วโมงเลย 4 ทุ่มยันเที่ยงคืนกว่า เห็นจะได้ จนต้องวางแล้วปล่อยให้ตนเองหลับ พอดีเคยเห็นคอมเม้นท์ของท่านนึงในนี้ ที่โพสไว้หลายปีแล้วว่า ลองทำสติรู้ทั่วตัวแล้วจิตมันออกจากร่าง ผมเลยลองมั่ง 555 เป็นไง กลายเป็นฮาานอนไม่หลับ มันไม่ยอมนอน มันรู้อยู่อย่างนั้น จนต้องเลิกกลัวมันจะกลายเป็นเครียดเพราะไม่ได้นอน 555


    อีกเรื่องครับ ไม่กี่วันมานี้ สวดมนต์ก่อนนอน ปกติ อาการขนลุกอะไรระหว่างแผ่เมตตาก็มีไปตามปกติ ตามการปรุงแต่ง แต่ที่ไม่คิดมาก่อนคือ มันมีความร้อนมาแบบเป็นแผ่น เข้าปะทะมาทางด้านแผ่นหลังผมทั้งแผ่น ร้อนวูปเดียวแล้วอุ่นๆแล้วก็หายไปแต่ไม่เร็วนักและก้ไม่ใช่ค่อยๆหาย อันนี้เหมือนจะเห็นด้วยมโน รู้สึกด้วยใจว่ามาเป็นแผ่น ตอนไกล้จะถึงแผ่นหลังแบบช่วงศอก-สองศอกครับ ประมาณนั้นนะครับ ก็เพ้อให้ฟังไปครับ จนกว่าปัญญาจะเกิดคงพูดอะไรเป็นเนื้อๆ กับเค้าบ้าง อย่าถือสานะครับ ถือว่าฮาๆ และเมตตาผมต่อไปครับ 555

    อ้อแล้วก็มีอาการรู้สึกเหมือนมดไต่หัว เริ่มรู้สึกอุ่นๆยิบๆ ก่อน ตรงมุมหน้าผากขึ้นมาข้างบนหน่อยด้านซ้าย จากนั้นมันจะค่อยๆลามไปกลางหัวแล้วลงมาทั้งหัว อันนี้เป็นตอนนั่งเล่นๆแล้วทำจิตให้เป็นสมาธิดูครับ อันนี้เป็นผลมาจากมีช่วงนึงจะสวดมนต์และนั่งสมาธิแทบทุกวัน ก็นั่งบนเก้าอี้ ทำงานแหละครับ ไม่ตั้งท่าแบบทำสมาธิจริงจังแบบในหนัง เหมือนนั่งสบายๆ หลับตาทำสมาธิไป ในช่วงเวลา 2 เดือนได้ ตอนทำสมาธิก็เฉลี่ย ครึ่ง- 1 ชม. ทำตอนกลางวัน ครับ

    ตอนทำสมาธิก็ไม่รู้ได้ฌาณไหนหรือไม่ถึงฌานก็ไม่อยากสนใจครับ มีเห็นภาพนู้นนี่บ้าง ตามอุปทานจัดสรรค์ แต่ที่รู้สึกว่าพอมีสาระหน่อยเวลานั่งทำสมาธิ จะรู้สึกเหมือนมีคนเอาไฟฉายมาส่องหน้าผากเล่น ส่องไปซ้ายไปขวาแต่เป็นแบบครึ่งวงกลมคือไปตามแนวไรผมหรือของหน้าผากกับโคนผม ประมาณนี้ครับ แล้วก็จะรู้สึกอุ่นๆ มีอาการคล้ายๆไกล้ๆจะหูดับบ้างเป็นบางที

    นั่งเสร็จก็ใจสงบดี แต่ตอนนี้ก็ยังมีผลพวงที่คิดว่าใช่ผลพวงจากการทำสมาธิช่วงนั้นก็ตรงที่ ถ้าทำใจให้สงบเป็นสมาธิ มันก็จะเริ่มมีความรู้สึกอุ่นและยิบๆเหมือนเรารู้สึกถึงรูขุมขนของเส้นผมครับ ก็เริ่มจากจุดนั้น จุดที่เป็นหน้าผากขอบโคนผมด้านซ้าย แล้วค่อลามไปเต็มสันขอบหน้าผาก ถ้าทำต่อนะครับ ผมก้เดาๆว่า อ้อถ้าจิตเราเป็นสมาธิ เราก็จะรู้สึกทางกายแบบนี้

    ประมาณนี้ครับ เดี่ยวต่อไปนี้หากเริ่มทำอะไรจริงจังขึ้น อย่างที่คุณ Nopprakarn บอกว่ามันต้องใช้ความเพียรและ ค่อยเป็นค่อยไป ผมก็ของได้อะไรที่เป็นประโยชน์กับจิตตนเองมากขึ้นครับ พูดง่ายๆก็คือ อุปทาน เฝือ น้อยลง เป็นของจริงมากขึ้นครับ

    ขอบคุณมากครับ ที่สละเวลามาช่วยตอบให้ตลอดครับ อนุโมทนาสาธุครับ :):):):):):):):)
     
  11. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,933
    ค่าพลัง:
    +33,678
    ๕๕๕ มาแนวนี้อีกแระ เด่วจะอธิบายภาพรวมๆให้ฟังนะ
    ภาพรวมๆของตัวจิต
    ตัวจิตมันสามารถกำหนดไปอยู่ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้นหละ
    ไม่ว่าภายนอกกายหรือภายในกาย การกำหนดนี้
    อาจจะอยู่ในช่วงที่ใช้งานทางจิตก็ได้

    เพียงแต่ในกรณีที่เราทำสมาธินั้น
    เราจะใช้กุศโลบายต่างๆ เพื่อให้ตัวจิต
    เค้าอยู่นิ่งๆที่ฐานก่อน ไม่ให้เค้าส่งออกไปที่ไหน

    เพราะการที่จิตย้ายจากฐานของมันนั้น
    ตัวจิตมันจะมีกิริยา ที่เราเรียกว่า จิตมันเกิด
    คือ มันเกิดขึ้นมา มันจึงย้ายจากฐานไปอยู่ต่ำแหน่งโน้นนี่นั้น

    สมาธินั้นเราทำเพื่อ ที่จะบังคับ ข่มตัวจิตมัน ให้อยู่นิ่งๆ
    ความสงบก็จะตามมา

    อาจจะเกิดคำถามว่า แล้ว ฐานของจิต มันอยู่ที่ใดหละท่านพี่

    วิธีดู ก็ให้ดูว่า เวลาที่ตัวจิต(ย้ำว่าตัวจิตนะ ไม่ใช่มีกายหรืออุปโลกน์กายขึ้นมา มีเฉพาะดวงกลมๆ) มันจะแยกออกจากกาย
    มันออกมาจากร่างกายที่บริเวณไหน หรือ เวลาที่ตายนั้น
    จิตมันเคลื่อนออกจากร่างกายตรงไหน
    มันก็คือ บริเวณลิ้นปี่เรานั่นเอง.
    ตรงนี้ ถ้าเจริญสติจนกระทั่ง เห็นความคิดในขณะ
    ที่มันกำลังจะขึ้นมาจากตัวจิตได้ทัน
    หรือเจริญสติจนกระทั้ง เห็นขันธ์ ๕ ส่วนนามธรรม
    ก่อนที่มันจะเข้ามารวมกับตัวจิตได้ทัน
    ก็จะเข้าใจเรื่อง ฐานของจิต ทันที.

    ยกเว้นในกรณี ที่อายุมากๆ ๕๐ Up ผ่านโลกผ่านหนาว
    มามาก ประมาณว่า พรุ้งนี้ บ้านที่นอนจะโดยยึด
    แต่สามารถนอนกร๊น คร๊อกฟี่ๆ ได้สบายๆ
    เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จะไม่เห็นฐานของจิตตรงนี้
    เพราะมันเป็นธรรมชาติของวัย

    ที่นี้ ก็เกิดคำถามอีก เห้ย! พี่ครับ ผมเคยเห็น
    กรรมฐานสายโน้น สายนี้ บอกให้กำหนดจิตไว้
    ตรงฐาน โน้นนี่นั้น นี่ครับ เหตุฉไหน คุณพี่
    ถึงบอกว่า อยู่ที่ลิ้นปี่หละครับ....
    อ้าว ที่คุณน้อง สงสัยไม่ผิดหรอก
    เพียงแต่ การกำหนดจิต ไปไว้ยังฐานอื่นๆ
    ที่ไม่ใช่ลิ้นปี่นั้น เป็นในส่วนของหลักวิธี
    การฝึกของสายวิชานั้นๆ
    เช่น บางค่าย บอกไว้เหนือสะดือ
    เพราะแนวทางต่อไป คือต้องการที่จะอุปโลกน์สร้าง
    กายขยายซ้อนกายออกไปทางด้านข้าง
    บางค่ายอย่างสายวิชาเดินธาตุ
    บอก ไว้ที่หน้าฝากหรือ
    ที่หน้าอกหรือที่เหนือสะดือ. แต่นั้นมาจากการที่ไปตั้ง
    ธาตุต่างๆที่ภายนอกได้ก่อนแล้ว ถึงทำการดึงเข้ามา
    ที่กาย เพื่อที่จะไปต่อในสายวิชานั้นๆ
    เช่น เดินธาตุในดง จะตั้ง ๑ ธาตุแล้วดึงมาที่เหนือระหว่างคิ้ว
    เดินธาตุโบราณ ตั้ง ๔ ธาตุแล้วดึงมาที่หน้าอก เดินธาตุ
    สายอดีตสมเด็จพระสังฆฯ ตั้ง ๑๐ ธาตุแล้วดึงมาที่เหนือสะดือ
    จะไม่มีการ อเมริกัน ลูกทุ่ง โท่งๆดึงมาไว้ที่หน้าฝาก

    ด้วยเหตุที่หลายคน ชอบดึงมาไว้ที่หน้าฝาก
    เพราะต่ำแหน่งตรงหน้าฝาก มันเป็นตำ่แหน่งเดียวกัน
    ของตาที่สาม หรือ ต่ำแหน่ง ที่จิตสร้างภาพด้วยตัวเอง
    แล้วผ่านออกไปปรากฏภายนอก ก็เลยคิดว่า จะอเมริกันลูกทุ่ง
    เอาจิตไปไว้ตรงนั้นเอง. งงไหม

    เปรียบเหมือน ในเวลาลืมตาปกติ เราเห็นผ่านลูกนัยตา
    แล้วเราก็ไป จ้องไปเพ่งเน้นที่ลูกนัยตาปกติ ผลคือ ทำแป๊บเดียว
    ตาก็ล้า. เวลาเราทำสมาธิก็เช่น กัน หากไปกำหนดเพ่ง
    ตรงเหนือระหว่างคิ้ว ผลก็คือ ไม่ปวดศรีษะ ก็ตึงๆบริเวณนั้น

    ไอ้อาการที่ในเวลาปกติแล้วหน่วงๆที่บริเวณเหนือคิ้ว
    มันคือ ลักษณะของพลังงาน ที่ข้องเกี่ยวกับการมองเห็น
    นามธรรม แต่ไม่ได้บอกว่า จะเห็นได้หรือเห็นไม่ได้
    ซึ่งในต่ำแหน่งอื่นๆของร่างกาย
    ที่เป็นจุดจักระมันก็เกิดขึ้นเป็นปกติของมันอยู่แล้ว
    แต่ไม่ใช่ที่ เราจะเอาจิตไปไว้ตรงนั้น หรือไปสนใจมัน
    เพราะถ้าจิต ย้ายจากฐานเมื่อไหร่ นั้นคือ จิตมันเกิดแล้ว
    และถ้าจิตมันเกิดอยู่เรื่อยๆ จะไปถามหากำลังสมาธิ
    ไปถามหาความสงบมันก็จะยิ่งห่างไกล
    (อย่าไปสับสน กับกรณีที่ใช้งานบางอย่าง นั้นหมายถึง
    จิตมีกำลังและทำงานได้แล้ว)


    ส่วนที่เรารู้สึก หลังจากที่จิตมาจับที่หน้าฝาก
    แล้วเหมือนมีอะไรไหลได้ พอเอาจิตไปจับมันๆก็ไหลอีก
    พวกนี้เป็นความรู้ทางสมมุติของเราเองที่แสดงออกมา
    ให้เห็นในสภาวะนั้น. พวกนี้ต้องเลิกสนใจไปเลย
    ไม่งั้นจะติดในจุดนี้ และเป็นเหตุให้วิกลจริตได้
    ตอนนี้ไม่สนใจนะดีแล้ว

    สังเกตุได้ ถ้าเผลอเอาจิตไปจับที่หน้าอกก็แน่นหน้าอกอีก
    ไปจับที่ เหนือระหว่างคิ้วก็ปวดศรีษะอีก
    เอาจิตตามลมหายใจตลอดสาย ก็เหนื่อยอีก
    นั่งสมาธินานๆ กลับพบว่า จิตไม่มีกำลังสมาธิเพิ่มขึ้นเลย
    แล้วมันก็ส่งผลต่อร่างกาย ผลที่ตามมาก็คือ นอนกร๊นคร๊อกฟี๊ๆ
    และไม่ใช่ว่า ไม่เป็นไร กำลังสมาธิมากขึ้นก็ไม่ปวด
    ซึ่งจริงแล้ว คือจิตมีกำลังมาจากตอนอยู่ที่ฐาน
    แล้วมันย้ายไปต่ำแหน่งนั้นชั่วคราว ร่างกายเลยไม่รู้สึก เครเนาะ



    เรื่องเมตตาในฝัน ท่องเอาไว้เลยนะว่า
    '' สอบได้เรื่องตลก สอบตกเรื่องธรรมดา ''
    เพราะแทบจะไม่มี ใครไม่เคยสอบตก
    ให้ระดับที่มีชื่อเสียง ล้วนแล้วแต่เคยสอบตกมาแล้วทั้งนั้น
    และก็กว่าที่จะผ่าน ก็ต้องเจอบททดสอบหลายสิบครั้ง
    เป็นเรื่องธรรมดา.
    ตัวอย่าง ในชีวิตแม้แต่ยุงยังไม่เคยตบ
    แต่ในฝัน สามารถฆ่า จรเข้ ได้เป็นฝูงด้วยมือเปล่า
    ในชีวิตจริงไม่มีปืน แต่ในฝัน แค่พูดขัดหู
    สามารถยิงได้แบบไม่คิด
    สมมุติว่า ในนิมิต ใช้กสิณได้ บางที
    ใช้กสิณเผาผีตายเป็นกองทัพ นี่ระดับพระมีชื่อ เล่าให้ฟัง..
    เพราะฉนั้น. ไม่ต้องห่วง เพราะการสอบตกคือเรื่องธรรมดา ๕๕


    เรื่องกิริยาต่างๆที่เกิดขึ้นทางกาย ไม่ว่าจะเป็นสัมผัสใดๆ
    พวกนี้เป็นนามธรรม ตัวที่ทำให้เรารู้คือกำลังสติ
    ไม่ใช่ตัวปัญญา คนละส่วนกัน. ๕๕. แต่ตัวปัญญามันจะ
    บอกว่า เราควรจะต้องทำอย่างไรต่อ


    ตอนทำสมาธิเหมือนมีไฟมาส่องหน้า ย้ายได้บ้าง
    ต่อให้สว่างทั้งห้อง พวกนี้เป็นกิริยาปกติธรรมดา
    และต่อให้เราเหมือนเราคิดอยู่ มันก็ไม่หลุดอารมย์
    ตรงนี้ มันเป็นลักษณะของกรรมฐาน ที่จะต่อยอดข้าม
    ไปอรูปฌานได้.
    คือ แรกๆ มันจะสว่างขึ้นมาเลย ย้ายไปซ้ายขวาได้
    ถ้าไม่สนใจ และกำลังสมาธิสูงขึ้น. แสงสว่างนั้น
    จะเปลี่ยนเป็น สว่างว๊าปเหมือนตอนสมาธิไม่มาก
    มาเป็นค่อยๆสว่างขึ้นมา.
    พวกนี้ เป็นเบสิค ของการฝึกใน สายเดินธาตุโบราณ



    และคนที่นั่นสมาธิได้ ตอนที่นั่น จะไม่รู้ไม่คิดหรอกว่า
    ตนเองอยู่ระดับไหน เพราะแค่คิดก็หลุดอารมย์มาปกติแล้ว
    นอกจากว่า จะเลิกนั่งก่อน แล้วค่อยลองมาทบทวนกิริยา
    ที่ตนเองเจอในสมาธิ ถึงจะพอบอกได้ว่า นั่งได้ถึงระดับฌานไหน

    และ คำว่า ทรงฌาน เราวัดกันที่ จิตมีความสามารถในการ
    ใช้กำลังฌานระดับนั้นๆ ในเวลาใช้ชีวิตปกติประจำวัน
    ทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ โดยที่ไม่ต้องมีลีลาท่าทาง
    อะไรมากมาย
    ไม่ใช่เคยเข้าได้ระดับไหนมาก่อน ถ้าใคร
    คิดแบบนี้จะทำให้หลงตัวเอง
    แม้ไม่มีความสามารถทางจิตอะไรก็จะหลงตัวเองได้......

    เช่น นาย ก เคยนั่งถึงระดับฌาน ๔ แต่ในเวลาปกติธรรมดา
    สามารถใช้งานได้ผล ในกำลังระดับ อุปจารสมาธิหรือใช้ผลได้
    ในกำลังระดับฌาน ๑. ก็จะพอบอกได้ว่า นาย ก สามารถ
    ทรงฌาน ๑ ได้

    และทรงในที่นี้ ไม่ใช่ไปสร้างมันอยู่ทั้งวัน เพราะการสร้าง
    ให้มันอยู่ทั้งวัน เป็นในระดับของผู้ฝึกเริ่มต้น เพื่อเป็นอุบาย
    ให้จิตเกิดความคุ้นเคย....
    ในความเป็นจริง ผู้ทรงฌาน คือ ในเวลาปกติธรรมดา
    คือ คนที่หายใจธรรมดา ปล่อยวาง ไม่ยึดไม่ติด
    แต่พอเวลาจะใช้งาน สามารถใช้ได้เลยภายในเสี้ยวินาที
    หรือใช้งานได้แบบธรรมชาติ หรือ เป็นอัตโนมัติ


    ปล. ทางด้านสมาธิจะไปไดเร็วก็ต่อเมื่อ
    ไม่ว่าจะเจอ กิริยาทางนามธรรมใดๆ
    แม้ว่าจะพิศดารเพียงใดก็ตาม
    ไม่ว่าจะดูสวยงามและน่ากลัวเพียงใดก็ตาม
    และไม่ว่าจะพบเจอท่านใดก็ตาม
    และไม่ว่าจะเกิดความพิเศษใดๆก็ตามในระหว่างทาง
    ห้ามสนใจทุกๆกรณี. ห้ามสนใจคือ ให้เฉยๆ ไม่ต้อง
    สนใจมาคิด หาคำตอบอะไร ถ้าไม่รู้เลย ณ เสี้ยวเวลานั้น
    ส่วนอุทิศส่วนกุศลก็ทำไป.
    จนกว่า จะเกิดมีความสามารถขึ้นมา
    ในเวลาลืมตาปกติ ใช้ชีวิตประจำวัน


    ที่พลาดกัน และใช้งานกันไม่ได้จริง
    เพราะมัวมาเผลอสนใจ ให้ความสำคัญ
    กับกิริยาทางนามธรรมต่างๆนั่นเอง.


    ดวงจิตที่จะมีคุณวิเศษในตัวเองเป็นปกติคือ
    ดวงจิตที่ไม่ชื่นชมในกามอารมย์ ไม่ยินดีในกามคุณ
    ไม่ว่ารูปธรรมก็ดี ไม่ว่านามธรรมก็ดี
    เฉกเช่น ดังผู้มีฤิทธิ์ทั้งหลายเป็นกัน
    มาตั้งแต่สมัยพุทธกาล...........


    ** การเคลื่อนย้ายวัตถุได้ หยิบจับวัตถุในอากาศได้
    เล่นแร่แปรธาตุได้. หายตัวได้ เหาะเหริเดินอากาศ
    เป็น ๑ ใน ๑๘ วิชาของทางพราหมณ์ ส่วนตัวเรียกไม่ถูกว่า
    ตำราอะไรนะ. ที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล
    ผู้เป็นเลิศท่านสำเร็จมาหมดแล้ววิชาพวกนี้. แต่เหตุฉไหน
    จึงมาเน้นเรื่องปัญญา ฝากให้พิจารณา
     
  12. ThinkThink

    ThinkThink สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 ตุลาคม 2019
    โพสต์:
    39
    ค่าพลัง:
    +17
    อนุโมทนาสาธุครับ ขอบคุณมากครับ พี่ Nopprakan (ขอเรียกพี่เลยแล้วกันนะครับ)

    เข้าใจเรื่องฐานของจิตแล้วครับ นี่ผมไปตาคลิปในยูธูป เพราะจะเปิดตาที่สามคุยกับเทวดาอย่างคนอื่นเค้า 5555 เอาน่ะเด็กไม่รู้ภาษาครับ 55 โดยที่ไปทำนู่นทำนี่ด้วยจิตที่ไม่มีกำลัง แล้วยังมานั่งเซ็งว่าทำไมไม่ได้หว่า ....555 เอาล่ะ ต่อไปนี้ก็เอาจิตชาร์จแบตไว้ที่ฐานทำให้มีกำลัง...จะทำอะไรก็ค่อยฝึกเอาจิตไปวางใช้งานในเรื่องนั้น มิน่าล่ะ ผมเคยตอนมีอารมณ์อยากจะดูจิต ผมก็ควานหาใหญ่เลยจิตเราไปอยู่ตรงไหนจึงถูก (ไม่ได้นั่งค้น google) และที่ไปเริ่มระหว่างคิ้ว ก็เพราะเห้นข้อมูลมีเยอะมีคำแนะนำเยอะ จริงๆ เค้าก็ไม่ผิดใช่มั้ยครับ (ถ้าเค้าได้ผล [เห็นผี เห็นเทวดา เห็นเพื่อนที่อยู่ไกลออกไป สื่อได้ในโลกทิพย์] ) เพียงแต่มันไม่ตรงกับที่ผมต้องการหรือผิดหลักไป มิน่า มันไม่ไปไหนสักที และก็มิน่าอีกนั้นแหละ เวลาผมรู้สึกจิตในมันวุ่นวาย หรืออยากสงบชอบรู้สึกว่าจิตมันไหลลงมาอยู่แถวๆลิ้นปี่นั้น แต่ผมไม่รู้หรอกว่าเป็นลิ้นปี่ แค่รู้สึกแถวๆ ขอบหน้าอกกับขอบพุงแถวๆนั้น ผมก็จะรู้สึกปลอดภัย สงบดี เอาล่ะทีนี้ได้หลักมาตั้งอีกหนึ่งเรื่อง

    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------

    สาธุครับ แหม...เบาใจขึ้นเยอะเลย ครับ อารมณ์เหมือนไม่กลัวแม่ตีละ ทำข้อสอบได้ศูนย์ 5555


    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------

    สาธุครับ เข้าใจละครับ สติมา ปัญญาเกิด ช่วยให้เราไม่บ้าด้สยใช่มั้ยครับ 555


    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------

    สาธุครับ ต่อไปฉันจะแตะเธอให้ได้ อรูปฌาณ และการเดินธาตุก็เป็นวิชาที่น่าสนใจมากๆๆครับ



    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------

    สาธุครับ ได้ฌาณไหนไม่เป็นไรครับ ไม่ยึดติด 55 แต่สงสัยนิดหนึ่งครับ ทันทีที่เราคิดทำการไล่ฌาณเล่น เช่น 1234 4321 4312 อะไรก็แล้วแต่ ของท่านทั้งหลายที่ทรงฌาณและทรงอภิญญา ท่านไล่กันแบบไหนครับ เป็นการรู้หลังจากออกจากฌาณแล้วเหมือนกันใช่มั้ยครับ ไม่ใช่คิดว่าตอนนี้ 1 ตอนนี้ 3 อะไรแบบนี้ เพราะมันคิดไม่ได้เนาะ หรือรู้แต่ไม่ใช่รู้ด้วยความคิด รู้ด้วยอารมณ์ รวมๆว่า การไล่ฌาณนี่ พอจะอธิบายให้คนที่ไม่ได้ฌาณหรือสนใจเริ่มทำสมาธิใหม่ๆได้เข้าใจมั้ยครับ หรืออธิบายให้เข้าใจยาก เพราะจิตต้องเข้าถึงเองจึงเข้าใจ หรือพอจะอธิบายเปรียบเทียบให้ได้ครับ

    --------------------------------------------------------------------------------------------------------
    สาธุครับ เข้าใจการทรงฌาณมากขึ้นครับ ผู้ทรงฌาณคือผู้ที่มีอารมณ์เบาสบาย ใจเบา ตลอดเวลาใช่มั้ยครับ และการที่จิตจะใช้งานได้แบบธรรมชาติ ก้จิตอยู่ในสภาวะที่พูดแบบทางโลกคือ เบา สบาย ฟินๆ อยู่ใช่มั้ยครับ


    --------------------------------------------------------------------------------------------------------

    สาธุครับ จำใส่ใจเลยครับ อย่่าสนใจ ส่วนการอุทิศบุญก็จะทำต่อไปเรื่อยๆครับ (นี่เป็นการสร้างบารมีทางภพภูมิด้วยมั้ยครับ 55)


    --------------------------------------------------------------------------------------------------------

    สาธุครับ จะตัดให้ได้ในสักวันนึงครับ


    --------------------------------------------------------------------------------------------------------
    สาธุครับ
    เพราะหากขาดปัญญา มันก็ไม่มีทางถึงมรรคผล ที่ทำให้หลุดพ้น ได้ใช่มั้ยครับ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ท่านย่อเหลือมาเท่านี้ ชาตินี้จะไม่ให้จิตขาดปัญญาครับ จะสู้ต่อไป เพราะสุดท้ายปลายทาง ก็นิพพาน นั่นเอง

    อนุโมทนาสาธุครับ ขอบคุณมากๆครับ พี่ Nopprakarn :):):):):):):):)
     
  13. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,933
    ค่าพลัง:
    +33,678
    การจะเห็นภาพนามธรรมได้นั้น
    หลักๆ ในภาพรวมๆอีกแล้วมันเกิดมาจาก ๒ ส่วน
    คือ ๑.ส่วนที่เป็นภายนอกส่งสัญญานเข้ามา
    แล้วอาศัยสัญญาที่อยู่ในตัวจิตเราเอง
    ทำให้เรามองเห็นเป็นภาพขึ้นมาได้
    ส่วนมากเลย ทั่วไปมักจะเห็นภาพในลักษณะแบบนี้
    ซึ่งการเห็นในระดับนี้นั้น ตั้งแต่ระดับภูมิเจ้าที่ขึ้นไป
    สามารถที่จะทำให้เรามองเห็นได้ปกติอยู่แล้ว
    แต่ต้องอาศัยจังหวะในบางช่วงเวลาที่ตัวจิต
    เราพอจะรับสัญญานได้ และการจะส่งสัญญานมาแบบนี้
    มันต้องอาศัยกำลังในการส่งเข้ามา. ดังนั้นในระดับ
    ที่ต้องการบุญอยู่นั้น จะมีความพยายามในการกำลังตรงนี้
    ใช้การรวบรวมพอสมควร แต่กำลังไม่พอ ที่จะมารวมกับตัวจิต
    เราร่วมกับสัญญาจนเป็นภาพ เลยทำได้ แบบใช้สัญลักษณะแบบอื่นๆเช่น
    เป็นเสียงดังแบบครั้งเดียวแล้วเงียบแบบไม่มีหางเสียงบ้าง
    เป็นเงาดำๆบ้าง เป็นแว๊บๆบ้าง เป็นเสียงไม่ค่อยมีแรงทางหูซ้ายบ้างเป็นอาการขนลุกบ้าง หรือมาแบบในฝันบ้างนั้นเอง


    ๒.ส่วนที่เกิดจากภายในเราส่งสัญญานออกภายนอก
    และไปอาศัยสัญญาจากภายนอก ไปสร้างสิ่งที่จะปรากฏให้เราเห็น
    เป็นภาพขึ้นมา แล้วแต่ว่าจะส่งสัญญาแบบไหน
    แบบนี้มีเหตุมาจาก ผลระหว่างทางของการฝึกกรรมฐานก็ได้
    อาจจะเกิดได้ทั้งแบบตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ

    จริงๆทั้ง ๑ และ ๒ หากไม่มีสัญญา เราจะเรียกไม่ถูก
    นึกภาพออกไหม หากเห็นเป็นพลังงานล้วน เห็นเป็นดวงจิต
    ล้วนๆ เราจะไม่เข้าใจ. ไม่มีแนวทางไปนั่นเอง
    และทั้ง ๒ แบบ ยังมีความแตกต่างในรายละเอียดการเห็นด้วย

    ดังนั้น ถ้ายังเห็นเป็นภาพอยู่ ยังไงก็ยังมีการปรุงแต่งร่วม
    กับสัญญาอยู่นั่นเอง ไม่ถือว่าเป็นการหลุดพ้นนะ
    เพราะว่า ยังใช้จิตหรือมีจิตนำอยู่ แต่ก็มีความจำเป็น
    และก็นำมาใช้งานได้อยู่ เพียงแต่ในเวลาปกติไม่ยึดกับ
    สิ่งที่เห็นเหล่านั้น แต่ไปก็จะกลายเป็นธรรมชาติได้เอง


    ที่สำคัญเลย ของการเห็นก็คือ การเห็นหรือสร้างเป็นภาพขึ้นมานั้นจะต้องเกิดภายหลังที่จิต เคยคลายตัวได้แล้ว ถึงจะไม่หลงไปยึด เพราะในบางครั้ง กรณีที่ภายนอกเข้ามา ก็อาศัยการที่จิต
    เริ่มมีความสงบและไม่ได้คิดอะไร แต่ว่าผลที่เห็น จะยังทำให้ผู้เห็นไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ในการเห็น หรือเข้าใจไปในทางที่ผิด
    เช่น เห็นท่านนั้น มัวแต่ไปสงสัยว่าใคร ทำไมถึงเห็น ตลอดจน
    เข้าใจไปเองว่า ตนเองไม่ธรรมดาถึงเห็นได้ ๕๕
    หรือ แม้แต่กรณีที่เกิดจากภายในก็เช่นกัน. หากจิตยังไม่คลายตัว ภาพที่เห็นอาจจะเป็นภาพที่เกิดจากความคิดและขันธ์ ๕ นามธรรมมาาปรุงร่วมได้. นึกออกไหม เช่น เราศรัทธาท่านนี้อยู่
    จิตก็พยายามที่สร้างภาพให้เป็นท่านนี้ได้. หรือ แม้แต่ภายนอกก็ตาม หากจิตยังคลายตัว ภายนอกก็รู้ว่าเราศร้ทธาท่านนี้
    ก็เลยสร้างเป็นภาพท่านที่เราศรัทธาได้เช่นกัน
    กลายเป็นเรื่อง ผีหลอกในสมาธิ และพอเราไปน้อมรับเข้ามา
    ในตัวเอง ก็จะกลายเป็นเหมือนการสะกดจิตตนเอง
    ที่นี้กิริยาก็จะไม่ต่างอะไรกับ ร่างทรงนั่นเอง .
    เห็นหรือยังว่า กำลังสติ ในระดับที่ทำให้จิตคลายตัว
    หรือแยกรูปแยกนามได้มาก่อนนั้น สำคัญขนาดไหน

    ดังนั้นถ้าอยู่ดีๆ จะไปอเมริกันลูกทุ่ง ฝึกแค่หมุนเหนือระหว่างคิ้ว
    แล้วตาที่ ๓ เปิด(โดยไม่เข้าใจว่า ภาพเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่เข้าใจองค์ประกอบต่างๆที่จะหนุนการเห็นเลยนั้น) ไม่นึกหรือว่า มันง่ายไปไหม นามธรรมละเอียดนะ ถ้าง่ายขนาดนั้น ป่านนี้คนคนเจตนาเห็นผีกันได้เต๊มบ้านเต๊มเมืองแล้ว
    ๕๕. ที่เค้าคุยๆอ้างกัน ว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้จะเห็น
    นั่นเป็นเพียงการอาศัย กิริยาระหว่างทางของการฝึกแบบนั้นๆ
    เอามาเป็น โปรโมชั่นเฉยๆ มันไม่ใช่หลักในการเห็นและไม่ใช่
    หลักในการใช้งานเหมือนท่านๆทั่วๆไป ...
    จบเรื่องภาพ คงจะเก๊ทขึ้นอีกเยอะเนาะ

    ส่วนนี้ทบทวนก่อน ในการไล่ระดับฌาน
    รู้แล้วนะว่า มันไปรู้ตอนที่กำลังนั่งไม่ได้
    เพราะไปรู้ตอนนั่ง มันก็คือ การไปคิด ซึ่งจะยังไม่ใช่
    แล้วพอออกมา ค่อยมาย้อนระลึกสังเกตุกิริยาทางนามธรรม
    ในระหว่างช่วงนั้นๆเอา ถึงจะพอรู้ว่าเข้าถึงระดับฌานไหน


    ๕๕๕. ส่วนนี้ยอมรับนะว่า เข้าใจถามนะว่า
    ท่านๆไล่ฌานกันแบบไหน. รู้ได้อย่างไร
    เพราะมันคิดเอาไม่ได้ ส่วนตัวไม่นึกว่า
    จะเจอคนถามแบบนี้เลยนะ ๕๕๕
    ส่วนมากจะเคยเจอคนบอกว่า จะไปไล่เข้าฌาน
    แต่ในเวลาปกติจิตกลับไม่มีความสามารถ และไม่สามารถ
    อธิบายเรื่องระบบลมหายใจ
    หรือหลักในการสังเกตุในเวลาปกติได้ ๕๕
    นึกแล้วตลกดี


    เคยสังเกตุลมหายใจตัวเองไหม
    ในเวลาปกตินั้น ลมหายใจเราจะมีเพียง
    เส้นสายเดียวเท่านั้น มองให้เห็นภาพคือ
    เป็น สายๆแท่งๆ เข้าไปในท้องแล้วออกไป
    ข้างนอกเป็นสายๆแท่งๆ. พวกนี้ถ้าจิตละเอียด
    หน่อย เวลานั่งสมาธิ มันจะพอมองเห็นได้
    เริ่มจากขาวขุ่นก่อนๆ ที่จะเห็นเป็นใสๆ
    ถ้าจิตละเอียดยิ่งขึ้น

    แต่ในระดับดวงจิตที่สามารถเข้าออกฌานได้
    หรือว่า ไล่ระดับฌานได้ปกตินั้น.....
    ระบบของลมหายใจปกติของท่านหรือบุคคลนั้นๆ
    ถ้าสมมุติจะไล่ระดับฌานนะ(เพราะปกติระบบลมหายใจ
    จะลึกและยาวเป็นสายเดียวในการใช้ชีวิตประจำวัน)
    มัมจะเกิดมีลมหายใจขึ้นมาแทรกอีกเส้นสายหนึ่ง
    ที่ไม่ใช่เป็นแท่งๆสายๆเข้ามาร่วมด้วย. งงไหม ?
    ควรจะงงนะ ๕๕๕. ย้ำว่า เวลาปกติมันจะมีลมหายใจที่
    เป็นเส้นๆแท่งๆ แต่เวลาไล่ระดับฌาน
    จะมีอีกระบบลมหายใจหนึ่ง ที่ไม่ใช่แท่งๆเส้นๆ เข้ามารวม
    อยู่ในต่ำแหน่งสุดท่ายก่อนที่ลมหายใจปกติจะเข้าร่างกาย
    **** ย้ำว่า ไม่ว่าหายใจเข้าหรือออก ระบบลมหายใจ
    ที่สองนี้จะอยู่ต่ำแหน่งเดิม ***
    กลายเป็นว่า พอหายใจเข้า จะพบว่า มีลมหายใจ
    เกิดขึ้น ๒ สายและคนลักษณะกัน ในการหายใจหนึ่งครั้ง-
    ซึ่ง มันจะแยกกันชัดเจน
    ในขณะที่หายใจเข้าปกตินั่นหละ
    และไอ้การเปลี่ยนแปลงต่อรอบของลมหายใจอีกสายนั้นเอง
    ที่จะเป็นตัวบอก จำนวนรอบของการเข้าฌาน
    เช่น ถ้าลมหายใจเส้นที่สองนี้ มีการเปลี่ยนแปลงไป ๕ รอบ
    พร้อมกับระบบลมหายใจปกติแท่งๆ สายๆ
    ที่กำลังหายใจเข้าหนึ่งครั้ง
    เหมือนปกติทั่วไปนั่นหละ (ต้องขออุบในรายละเอียดย่อยไว้นะ
    เพราะไม่สามารถเล่าได้จริงๆ เอาว่า คนเข้าออกไล่รอบฌานได้
    ไม่มีใครไม่รู้ตรงนี้แล้วกัน และเรื่องนี้จะไม่บอกกัน ถ้าคนนั้น
    ยังทำไม่ได้ เพราะพูดไปก็ไม่มีทางเข้าใจ. ครูบาร์อาจารย์
    ท่านจะบอกแค่ว่า ไปฝึกให้มันได้ซัก ๔ ถึง ๕ ก่อนนะ
    แต่เข้าออก ดูอย่างไร ท่านไม่บอกนะ
    จนกระทั่งบุคคลนั้นไปทดลอง ไปฝึก ถ้าทำได้มันจะเกิดขึ้นเองและจะรู้ได้ด้วยตนเอง)


    ที่นี้ ก็จะสงสัยอีก แล้ว จำนวนรอบที่เข้าออกนั้น มันเป็นระดับ
    ฌานไหนหละครับ ๕๕๕๕
    ก็ดูผลในการใช้งานทางจิตนั่นไง เป็นตัวชี้วัด
    เช่น หายใจไล่ระดับแล้ว สามารถทำแบบนี้ได้
    สิ่งที่ทำได้นั่นหละ จะบอกว่า ไล่เข้าออกได้ถึงระดับฌานไหน
    เอาว่า ระดับกำลัง ๔ ใช้งาน(จริงๆระดับนี้จะไล่เข้าออกไปพักเฉยๆ) จะสามารถอฐิษฐานจิตให้เกิดผลได้ เล่นแร่แปรธาตุได้
    แล้วกัน.....ไม่ใช่แบบเห็นในระดับอุปจาสมาธิแล้ว
    เข้าใจว่าตนได้ฌาน ๔ เหมือนที่นักปฏิบัติมักเข้าใจไปเองแน่นอน
    หรือ เข้าออกแล้ว จิตไปอรูปฌานได้ ก็จะสังเกตุเห็นการ
    เปลี่ยนแปลงหรือสภาพแวดล้อมรอบตัวได้ ด้วยตาเปล่านี่หละ
    ประมาณนี้....


    และท้ายนี้ ทั่วๆไป การไล่ระดับฌาน
    จะดูในการหายใจเข้าออกครั้งเดียวก็รู้แล้ว
    หรือทำเพื่อเอากำลังก่อนการใช้งาน
    หรือทำเพื่อการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญที่มากขึ้น
    ระดับเกจิท่านจะเข้าออกได้ประมาณ สิบกว่าครั้ง
    ในลมหายใจเดียวเป็นปกติ
    ถ้าระดับเราๆ ได้ ๒ ถึง ๕ รอบ
    ในลมหายใจเดียว ก็พอจะออกงานได้บ้างแล้ว


    ปล.สมาธิตอนสร้างให้เกิดมี มันจะหนักทั้งนั้น แต่ถ้าใช้งานได้
    เวลาจะใช้งาน มันจะเบาเป็นเรื่องปกติธรรมดา
    เหมือนดูไม่มีอะไรนั่นหละ

    หนาวววววว ไปก่อนแระ....
     
  14. ThinkThink

    ThinkThink สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 ตุลาคม 2019
    โพสต์:
    39
    ค่าพลัง:
    +17
    อนุโมทนาสาธุครับ ขอบคุณมากครับพี่ noppakarn

    ได้ความเข้าใจมากขึ้นเลยครับ ผมจะนำมาปฏิบัติ และแก้ไขการปฏิบัติของตัวเองครับ จะได้ถึงบางอ้อออ ว่าอ่ออออ อย่างนี้นี่เอง 5555

    เดี่ยวสักพักจะมาถามเรื่องภพภูมิโลกทิพย์ ที่เค้ารู้เค้าเห็นอะไรในการฏิบัติของเราบ้าง และมีใครอะไรยังไง อยู่ไกล้ชิดเราบ้าง และเราทำอย่างนี้อย่างนั้น จะมีผลถึงท่านเหล่านี้เหล่านั้น อย่างไรบ้างนะครับ 555 และการสร้างบารมีทางภพภูมิ นะครับ ขอบคุณมากคร้าบบบบ

    อนุโมทนาสาธุกับธรรมทานที่ให้มาด้วยคร้าบบบ
     

แชร์หน้านี้

Loading...