นิทานชาดกพระพุทธเจ้า

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย HONGTAY, 3 มกราคม 2010.

  1. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    ประโยชน์ของสัตว์ป่า

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width="75%" align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top>ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภโกกาลิกภิกษุผู้ไม่อาจจะอยู่ร่วมกับพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะได้ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ในราวป่าแห่งหนึ่ง และในที่ไม่ไกลกันนักมีรุกขเทวดาตนหนึ่งอาศัยอยู่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ในป่านั้นมีราชสีห์กับเสือ ๒ ตัวอาศัยอยู่ เพราะกลัวราชสีห์และเสือพวกชาวบ้านจึงไม่ไปทำนาใกล้ป่าและไม่คิดที่จะเข้าไปตัดต้นไม้ในป่านั้น สัตว์ทั้งสองตัวเมื่อล่าเหยื่อได้แล้วก็จะฉีกกินเนื้อปล่อยให้เหลือแต่กระดูกทิ้งไว้ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วป่า
    วันหนึ่ง รุกขเทวดาตนนั้นได้แวะไปปรึกษากับรุกขเทวดาโพธิสัตว์ว่า " เพื่อนรัก เพราะอาศัยราชสีห์และเสือสองตัวนี้ ป่าจึงมีกลิ่นเหม็นไม่สะอาด เราเสนอว่าให้ขับไล่สัตว์สองตัวนี้หนีไปที่อื่นเสีย " พระโพธิสัตว์ห้ามว่า " อย่าเลยท่าน เดี๋ยววิมานของท่านจะถูกทำลายนะ " แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า

    " เพราะการคบหามิตรใด ความปลอดภัยจะหมดไป บัณฑิตควรรักษาลาภยศและชีวิตของตน ที่มิตรนั้นเคยครอบครองมาก่อนเอาไว้ ประดุจบุคคลรักษาดวงตา เพราะการคบหามิตรใด ความปลอดภัยเพิ่มพูนมากขึ้น บัณฑิตควรทำการช่วยเหลือในกิจทุกอย่างของมิตรนั้น ให้เหมือนกับทำให้กับตนเอง "

    เทวดาตนนั้นไม่เชื่อฟังได้แสดงรูปร่างน่ากลัวขับไล่ราชสีห์และเสือให้หนีไปอยู่ที่อื่น ต่อมาไม่นานเมื่อชาวบ้านไม่เห็นรอยเท้าราชสีห์และเสือก็เข้าไปตัดต้นไม้ในป่านั้น ถางป่าด้านหนึ่งเป็นที่นา และตัดต้นไม้วิมานของรุกขเทวดานั้นไปใช้ประโยชน์ สร้างความเดือดร้อนแก่รุกขเทวดาตนนั้นมาก

    วันหนึ่ง เทวดานั้นได้คร่ำครวญไปหาพระโพธิสัตว์และขอคำแนะนำ พระโพธิสัตว์จึงแนะนำให้ไปอ้อนวอนราชสีห์และเสือให้กลับมาอยู่เหมือนเดิม เทวดานั้นไปยืนประคองอัญชลีต่อหน้าสัตว์ทั้งสองอ้อนวอนว่า " ท่านสัตว์ทั้งสอง ขอเชิญท่านไปอยู่ป่าเช่นเดิมเถิด ป่าไม้ถูกมนุษย์ทำลายเกือบจะหมดแล้ว "
    แต่สัตว์ทั้งสองหาได้กลับไปไม่ มีแต่เทวดาตนนั้นเท่านั้นเดินกลับเข้าป่าไป ไม่นานป่านั้นก็เป็นที่ทำกินของชาวบ้านไป



    </TD></TR><TR><TD><TABLE class=Wga_Details border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=500 align=center><TBODY><TR><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle align=middle>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</TD><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD></TR><TR><TD class=WgaIconCell bgColor=#fcf4b5 vAlign=bottom>[​IMG]</TD><TD class=WgaIconCell width=20></TD><TD class=WgaGradient bgColor=#fcf4b5 rowSpan=2><TABLE border=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD height=38>ป่ามีเพราะเสืออยู่เสืออ้วนเพราะมีป่าต่างคนต่างอาศัยกัน เพราะป่าไม่มีสัตว์ร้ายอยู่ผู้คนจึงตัดไม้ทำลายป่าไปเสียหมด เป็นเหตุให้ความสมดุลทางธรรมชาติสูญเสียไป ขอเชิญช่วยกันปลูกป่าตั้งแต่วันนี้เถิดท่านทั้งหลายเอ๋ย</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD bgColor=#ebcf70 vAlign=bottom>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD>
    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>
    * เรื่องที่ ๒ ในุอทปานทูสกวรรค หน้า ๑๖๗ - ๑๗๓ พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกายชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๔
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width=502 align=center><TBODY><TR><TD>
    ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  2. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    วิธีการหลอกลวง

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width="75%" align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top>ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุลูกศิษย์ของพระสารีบุตรผู้ถามถึงวิธีการได้ลาภสักการะด้วยการหลอกลวง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...


    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ มีลูกศิษย์อยู่ประมาณ ๕๐๐ คน ตั้งสำนักเรียนอยู่ในเมืองแห่งหนึ่ง วันหนึ่งมีลูกศิษย์คนหนึ่งเข้าไปถามถึงวิธีได้เงินทองว่า " อาจารย์ครับ ผมเรียนใกล้จะจบแล้ว ผมอยากทราบว่าชาวโลกเขา มีวิธีการหลอกลวงให้ได้เงินทองโดยไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างไรครับ " อาจารย์ตอบว่า " ฟังนะเธอ ชาวโลกเขามีวิธีการหลอกลวงให้ได้เงินทองโดยไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเลย อยู่ ๔ วิธี คือ

    "ไม่ใช่คนบ้าทำเป็นเหมือนคนบ้า ไม่ใช่คนพูดส่อเสียดทำเป็นเหมือนคนพูดส่อเสียด

    ไม่ใช่นักฟ้อนรำทำเป็นเหมือนนักฟ้อนรำ ไม่ใช่คนพูดพล่อยทำเป็นเหมือนคนพูดพล่อย

    ย่อมได้เงินทองจากคนผู้หลงงมงาย นี่เป็นคำสอนสำหรับเธอ "

    " มันมีความหมายว่าอย่างไรครับ อาจารย์ช่วยอธิบายให้ทราบด้วยครับ "

    ลูกศิษย์ซักไซ้ต่อ อาจารย์จึงอธิบายให้ฟังว่า

    " คนบ้า ผู้คนมักจะไม่ถือโทษโกรธเคือง เขาจะหยิบฉวยอะไรไปก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า อาหาร ขนม หรือเงินทอง คนที่ไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่กลัวนรก มีความโกรธ ถูกตัณหาครอบงำ ย่อมทำกรรมชั่วทุกอย่าง ได้เช่นกันกับคนบ้า เขาจะแสวงหาเงินทองมาด้วยวิธีการแบบคนบ้า

    คนพูดส่อเสียด ย่อมสามารถพูดคำไม่เป็นจริงให้เป็นจริงได้ สามารถใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นให้เสียหายได้ ฉะนั้น ผู้ต้องการเงินทองก็ต้องรู้จักพูดส่อเสียด

    นักฟ้อนรำ ย่อมไม่มีหิริโอตตัปปะ ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้ทรัพย์มา ฉะนั้น ผู้ต้องการเงินทองก็ต้องเป็นเหมือนนักฟ้อนรำ

    คนพูดพล่อย ย่อมทำตัวเป็นคนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ผู้คนกลัวคนผู้นี้จะประจานจึงมอบทรัพย์ให้เขาเพื่อปิดปาก ทรัพย์จำนวนมากจึงเกิดขึ้นแก่เขา ฉะนั้น ผู้ต้องการเงินทอง จึงต้องรู้จักเป็นคนพูดพล่อย "

    ลูกศิษย์ได้ฟังแล้วจึงพูดตำหนิวิธีการหลอกลวงให้ได้ลาภมาโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมว่า " อาจารย์ครับ ถ้าเป้นเช่นนี้การออกบวชจะประเสริฐกว่าการแสวงหาลาภโดยไม่มีคุณธรรมเลย " ว่าแล้วจึงตัดสินใจออกบวชเป็นฤาษี บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าจนตราบเท่าชีวิต



    </TD></TR><TR><TD><TABLE class=Wga_Details border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=500 align=center><TBODY><TR><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle align=middle>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</TD><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD></TR><TR><TD class=WgaIconCell bgColor=#fcf4b5 vAlign=bottom>[​IMG]</TD><TD class=WgaIconCell width=20></TD><TD class=WgaGradient bgColor=#fcf4b5 rowSpan=2><TABLE border=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD height=38>วิธีการหลอกลวงของผู้คนในโลกนี้มีอยู่ ๔ วิธีหลัก ให้พึงระวังเข้าไว้</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD bgColor=#ebcf70 vAlign=bottom>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD>
    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>
    * เรื่องที่ ๗ ในอัพภัณตรวรรค หน้า ๒๙๗ - ๓๐๓ พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกายชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๔
    </TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 width=502 align=center><TBODY><TR><TD>
    ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  3. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    บุญที่ให้ทานแก่ปลา

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width="75%" align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top>ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพ่อค้าโกงชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...


    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นลูกชายของพ่อค้าตระกูลหนึ่งในเมืองพาราณสี มีน้องชายอยู่คนหนึ่ง เมื่อบิดาเสียชีวิตแล้วสองพี่น้องได้ปรึกษาหารือกันเรื่องบริหารกิจการค้าขาย ตกลงกันเดินทางไปสะสางบัญชีการค้าที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ได้เงินพันหนึ่งแล้วก็เดินทางกลับมานั่งกินข้าวห่อรอเรือข้ามฟากที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา

    หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว พระโพธิสัตว์ได้ให้อาหารที่เหลือแก่ปลาในแม่น้ำแล้วอุทิศส่วนบุญกุศลให้สรรพสัตว์รวมถึงเทวดาที่แม่น้ำนั้นด้วย เทวดาพออนุโมทนารับส่วนบุญเท่านั้น ก็เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยลาภยศอันเป็นทิพย์ เมื่อให้อาหารปลาหมดแล้วเขาก็ลาดผ้าบนหาดทรายล้มตัวลงนอนหลับไป ส่วนน้องชายของเขามีนิสัยเป็นหัวขโมยมาตั้งแต่เด็ก นั่งคิดวางแผนฉกเอาทรัพย์จึงห่อก้อนหินขึ้นห่อหนึ่งขนาดเท่ากับถุงห่อเงินนั้น


    เมื่อเรือข้ามฟากมาถึง เขาก็ปลุกพี่ชายแล้วถือถุงสองถุงขึ้นเรือไปก่อน เมื่อเรือไปถึงกลางแม่น้ำ เขาก็ทำให้เรือโครงเครงทำทีเป็นเสียหลักโยนถุงหนึ่งลงน้ำไปพร้อมกับพูดขึ้นว่า

    " พี่ ถุงห่อเงินตกน้ำไปแล้ว เราจะทำอย่างไรละทีนี้ "
    " เมื่อมันตกน้ำไปแล้วก็ช่างมันเถอะ อย่าคิดถึงมันเลยหาเอาใหม่ได้มากกว่านี้ " พี่ชายตอบ

    เทวดาประจำแม่น้ำคงคาเห็นเหตุการณ์นั้นตลอดจึงบันดาลให้ปลาปากกว้างตัวหนึ่งมากลืนกินถุงเงินนั้นไป ฝ่ายน้องชายเมื่อกลับถึงบ้านแล้วก็รีบแก้ถุงเงินอีกถุงหนึ่งออกดูด้วยความกระหยิ่มใจ แต่พอแก้ห่อดูกลับเป็นถุงห่อก้อนหินจึงได้แต่นั่งคร่ำครวญเสียใจอยู่คนเดียวที่หลงทิ้งถุงห่อเงินลงน้ำไป ฝ่ายพี่ชายก็กลับไปบ้านของตนโดยไม่คิดอะไร


    หลายวันต่อมา พวกชาวประมงไปหาปลาจับได้ปลาปากกว้างตัวนั้น จึงเที่ยวเดินขายปลาอยู่ว่า

    " ปลาสดๆ จ้า ตัวนี้ขายตัวละ ๑,๗๐๐ บาท สนไหมครับ "

    ชาวบ้านพากันหัวเราะเยาะว่า " ปลาอะไรจะแพงขนาดนั้นละ " จึงไม่มีใครซื้อไป พวกเขาเดินขายไปจนถึงประตูร้านบ้านของพระโพธิสัตว์ได้ร้องขายปลาอยู่หน้าร้านนั้น

    พระโพธิสัตว์เดินออกมาดูปลา สนใจปลาปากกว้างตัวนั้นจึงถามราคาว่า

    " ปลาตัวนี้ราคาเท่าไหร่จ้ะ "
    " ผมขายให้ ๒๘ บาทละกันครับ " ชาวประมงตอบ


    เขาจึงซื้อปลาตัวนั้นไปมอบให้ภรรยาปรุงอาหาร พอภรรยาผ่าท้องปลาเท่านั้นก็พบถุงเงินจึงมอบให้เขา เขาเปิดดูเห็นตราประทับห่อของตนก็จำได้ จึงนั่งคิดแปลกใจอยู่คนเดียวว่า

    " แปลกจัง ชาวประมงร้องขายปลาให้คนอื่น ๑,๗๐๐ บาท แต่ขายให้เราเพียง ๒๘ บาท เราได้เงินคืนมาเพราะอะไรหนอ "

    ขณะนั้น เทวดาได้ปรากฏร่างยืนอยู่ในอากาศพูดว่า

    " เราเป็นเทวดาประจำแม่น้ำคงคา ท่านให้อาหารปลาวันนั้นแล้วอุทิศส่วนบุญแก่เรา เราจึงขอมอบทรัพย์แก่ท่านคืน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะแผนการณ์ของน้องชายท่านเอง ชื่อว่าความเจริญย่อมไม่เกิดแก่คนผู้มีจิตคิดร้ายผู้อื่น "

    แล้วได้กล่าวคาถาว่า

    " ผู้ใดทำกรรมชั่ว ล่อลวงเอาทรัพย์สมบัติของพี่น้องและของพ่อแม่
    ผู้นั้นจัดว่าเป็นผู้มีจิตชั่วร้าย ย่อมไม่มีความเจริญ แม้เทวดาก็ไม่นับถือเขา "


    กล่าวคาถาจบก็หายร่างไป


    </TD></TR><TR><TD><TABLE class=Wga_Details border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=500 align=center><TBODY><TR><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle align=middle>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</TD><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD></TR><TR><TD class=WgaIconCell bgColor=#fcf4b5 vAlign=bottom>[​IMG]</TD><TD class=WgaIconCell width=20></TD><TD class=WgaGradient bgColor=#fcf4b5 rowSpan=2><TABLE border=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD height=38>ผลบุญกุศลช่วยให้ผู้มีจิตไม่ประทุษร้ายได้รับของคืน แม้เทวดาก็สรรเสริญยกย่อง</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD bgColor=#ebcf70 vAlign=bottom>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD>
    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>
    * เรื่องที่ ๘ ในอัพภัณตรวรรค หน้า ๓๐๔ - ๓๐๙ พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกายชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๔
    </TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellPadding=5 width=500 align=center><TBODY><TR><TD width="50%">
    ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  4. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    คนชั่วสรรเสริญกันเอง

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width="75%" align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top>ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระเทวทัตกับพระโกกาลิกะต่างสรรเสริญกันเอง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นรุกขเทวดาประจำอยู่ที่ต้นละหุ่ง ในบริเวณบ้านหลังหนึ่ง วันหนึ่งมีโคแก่ตัวหนึ่งในบ้านนั้นได้ตายลง เจ้าของบ้านได้ลากซากศพมันไปทิ้งเป็นอาหารสัตว์ไว้ที่ข้างต้นละหุ่งนั้น ต่อมาไม่นานมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งมาแทะกินเนื้อโคนั้นอยู่ และมีกาตัวหนึ่งบินมาจับที่ต้นละหุ่งนั้น ด้วยหวังจะกินเนื้อโคนั้นเช่นกัน จึงพูดยกย่องสุนัขจิ้งจอกขึ้นว่า " ท่านพญาเนื้อ ผู้มีร่างกายเหมือนโคถึก มีความองอาจดังราชสีห์ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแก่ท่าน ทำอย่างไร ข้าพเจ้าจักได้อาหารสักหน่อยหนึ่ง "

    สุนัขจิ้งจอกได้ฟังคำยกย่องนั้นแล้วชื่นใจพูดตอบว่า " กุลบุตรย่อมสรรเสริญกุลบุตรด้วยกัน ท่านกาผู้มีสร้อยคองามเด่นเช่นนกยูง เชิญท่านลงมาจากต้นละหุ่ง มากินเนื้อให้สบายใจเถิด"

    รุกขเทวดาเห็นกากับสุนัขจิ้งจอกกล่าวยกย่องกันตามที่ไม่เป็นจริง จึงกล่าวคาถาว่า

    " บรรดามฤคชาติทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์เลวที่สุด
    บรรดาปักษีทั้งหลาย กาเป็นสัตว์ที่เลวที่สุด
    และบรรดารุกขชาติทั้งหลาย ต้นละหุ่งเป็นต้นไม้ที่เลวที่สุด
    ที่สุด ๓ อย่าง มาประจวบกันเข้าแล้ว "




    </TD></TR><TR><TD><TABLE class=Wga_Details border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=500 align=center><TBODY><TR><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle align=middle>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</TD><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD></TR><TR><TD class=WgaIconCell bgColor=#fcf4b5 vAlign=bottom>[​IMG]</TD><TD class=WgaIconCell width=20></TD><TD class=WgaGradient bgColor=#fcf4b5 rowSpan=2><TABLE border=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD height=38>คนเลวยกย่องกันเอง ชื่อเสียงมักไม่ปรากฏ
    คนดียกย่องคนดีเหมือนกัน ชื่อเสียงย่อมปรากฏ
    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD bgColor=#ebcf70 vAlign=bottom>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD>
    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>
    * เรื่องที่ ๕ ในกุมภวรรค หน้า ๓๔๑ - ๓๔๓ พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกายชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๔
    </TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 width=502 align=center><TBODY><TR><TD>
    ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  5. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    กากินน้ำทะเล

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>


    <TABLE border=0 width="75%" align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top>ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระอุปนันทเถระผู้ไม่รู้จักพอแล้วเที่ยวสอนภิกษุอื่นให้รู้จักพอ จึงตรัสพระคาถาว่า

    " บุคคลควรตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อน แล้วพึงสั่งสอนผู้อื่นในภายหลัง
    บัณฑิตจะไม่พึงเศร้าหมอง "

    แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นเทวดารักษาสมุทร สมัยนั้นมีกาน้ำตัวหนึ่งบินเที่ยวหากินอยู่ในมหาสมุทรนั้นมักร้องห้ามฝูงนกฝูงปลาว่า

    " ท่านทั้งหลาย จงดื่มกินน้ำทะเลเพียงเล็กน้อยนะ ช่วยกันประหยัดน้ำทะเลด้วย "

    เทวดาเห็นพฤติกรรมของมันแล้วจึงถามไปว่า

    " ใครนะ ช่างบินวนเวียนอยู่แถวนี้ เที่ยวร้องห้ามฝูงนกฝูงปลาอยู่ ท่านจะไปเดือดร้อนอะไรกับน้ำทะเลด้วยละ "

    มันจึงตอบว่า " ข้าพเจ้าคือกาผู้ไม่รู้จักอิ่ม ปรารถนาจะดื่มน้ำทะเลผู้เดียว กลัวว่าน้ำทะเลจะหมดก่อน จึงต้องร้องห้ามอย่างนั้น "


    เทวดาได้ฟังเช่นนั้นจึงกล่าวเป็นคาถาว่า

    " ทะเลใหญ่นี้จะลดลงหรือเต็มอยู่ก็ตามที
    ที่สุดของน้ำแห่งทะเลใหญ่นั้นที่บุคคลดื่มแล้ว ใคร ๆ ก็รู้ไม่ได้
    ทราบว่า สาครอันใคร ๆ ไม่อาจดื่มให้หมดสิ้นไปได้ "


    ว่าแล้วก็แปลงร่างเป็นรูปที่น่ากลัวขับไล่กาน้ำนั้นให้หนีไป
    </TD></TR></TBODY></TABLE>



    <TABLE class=Wga_Details border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=500 align=center><TBODY><TR><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle align=middle>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</TD><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD></TR><TR><TD class=WgaIconCell bgColor=#fcf4b5 vAlign=bottom>[​IMG]</TD><TD class=WgaIconCell width=20></TD><TD class=WgaGradient bgColor=#fcf4b5 rowSpan=2><TABLE border=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>อย่าไปพะวงอะไรกับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะจะทำให้จิตฟุ้งซ่านไปเปล่า ๆ</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD bgColor=#ebcf70 vAlign=bottom>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  6. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    นกหัวขวานกับราชสีห์

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>


    <TABLE border=0 width="75%" align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top>ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเวฬุวันเมืองราชคฤห์ ทรงปรารภความอกตัญญูของพระเทวทัต ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า


    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นนกหัวขวานอาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง มีราชสีห์ตัวหนึ่งเที่ยวหากินอยู่ในบริเวณเดียวกัน วันหนึ่ง ราชสีห์กินเนื้อด้วยความมูมมามจึงทำให้กระดูกติดคอจนคอบวม มันไม่สามารถจับเหยื่อหากินได้นอนปวดร้าวทรมานอยู่ หลายวันต่อมานกหัวขวานบินเที่ยวหากินไปพบมันเข้าจึงจับกิ่งไม้ร้องถามไปว่า
    " ท่านราชสีห์ ท่านนอนร้องครวญครางอยู่ เป็นอะไรหรือ ? "


    " กระดูกติดคอเรานะสิ เรานอนเจ็บปวดทรมานมาหลายวันแล้ว ช่วยเราด้วย "
    มันร้องตอบ

    นกหัวขวานพูดว่า " เราอยากจะช่วยท่านอยู่ แต่ไม่กล้าจะเข้าไปในปากท่าน กลัวท่านจะกินเรา" ราชสีห์อ้อนวอนว่า
    " ท่านอย่ากลัวไปเลย เราไม่กินท่านดอก ช่วยเราด้วยนะ"

    นกหัวขวานใจอ่อนด้วยความกรุณาสงสารราชสีห์จึงรับคำช่วยเหลือ ให้ราชสีห์นอนตะแคงแล้วใช้ท่อนไม้ค้ำปากของมันให้อ้าปากไว้ เพื่อไม่ให้มันหุบปากได้ แล้วเข้าไปในปากราชสีห์ ใช้ปากจิกกระดูกให้เคลื่อนเข้าไปในท้องของมันแล้วจิกท่อนไม้ให้ล้มลง บินขึ้นไปจับบนกิ่งไม้ตามเดิม ทำให้ราชสีห์หมดทุกข์เที่ยวจับเหยื่อกินได้เป็นปกติ

    อีกหลายวันต่อมา นกหัวขวานบินหากินไปพบราชสีห์กำลังนอนแทะเนื้ออยู่ คิดจะทดสอบจิตใจของราชสีห์ จึงจับบนกิ่งไม้เหนือราชสีห์นั้นแล้วพูดว่า " ท่านจอมแห่งไพร ขอแสดงความเคารพ เราเคยได้ช่วยเหลือท่านอย่างหนึ่ง แล้วท่านจะมีอะไรตอบแทนกันบ้างหนอ"

    ราชสีห์ตอบว่า " เจ้านกหัวขวานเอ๋ย ในวันนั้น ขณะที่เจ้าอยู่ในปากของเรา เจ้าเอาชีวิตรอดออกมาได้ก็นับว่าเป็นบุญของเจ้าแล้วละ เจ้าจะเอาอะไรอีก "


    นกหัวขวานได้ฟังเช่นนั้นแล้วกล่าวเป็นคาถาว่า

    " ผู้ไม่รู้อุปการคุณที่ผู้อื่นทำแล้ว ผู้ที่ไม่เคยทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ใคร
    ผู้ที่ไม่ตอบแทนอุปการคุณที่ผู้อื่นทำให้แล้ว
    น่าตำหนิ ความกตัญญูไม่มีในผู้ใด การคบหาผู้นั้น ก็ไร้ประโยชน์ .
    แม้อุปการคุณที่กระทำต่อหน้า มิตรธรรมยังหาไม่ได้ในบุคคลใด
    บัณฑิตไม่ริษยา ไม่ด่าบุคคลนั้น พึงค่อย ๆ หลีกห่างออกจากบุคคลนั้นไปเสีย "

    กล่าวจบก็บินหนีเข้าป่าไป
    </TD></TR></TBODY></TABLE>



    <TABLE class=Wga_Details border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=500 align=center><TBODY><TR><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle align=middle>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</TD><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD></TR><TR><TD class=WgaIconCell bgColor=#fcf4b5 vAlign=bottom>[​IMG]</TD><TD class=WgaIconCell width=20></TD><TD class=WgaGradient bgColor=#fcf4b5 rowSpan=2><TABLE border=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล
    ผู้ไม่รู้บุญคุณที่เขาทำไว้แล้ว ไม่ควรคบสมาคมด้วย

    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD bgColor=#ebcf70 vAlign=bottom>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  7. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    วาทศิลป์

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>


    <TABLE border=0 width="75%" align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top>ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภบิณฑบาตอันมีรสอร่อยที่พระสารีบุตรให้แก่พวกภิกษุผู้ดื่มยาถ่าย ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นลูกชายเศรษฐีในเมืองพาราณสี มีลูกชายเศรษฐีอีก ๓ คนเป็นเพื่อนรักกัน อยู่มาวันหนึ่ง พวกเขาชวนกันไปนั่งสนทนากันเล่นที่หนทางสี่แพร่งนอกเมือง ในขณะนั้นมีนายพรานคนหนึ่งนั่งเกวียนบรรทุกเนื้อมาเต็มลำ เพื่อจะนำไปขายในเมืองพาราณสี

    ลูกชายเศรษฐีทั้ง ๔ คนเห็นเขากำลังมา จึงปรึกษากันว่าใครจะสามารถใช้วาทศิลป์ขอเนื้อจากนายพรานคนนั้นได้มากกว่ากัน เมื่อนายพรานขับเกวียนเข้ามาใกล้แล้ว

    ลูกชายเศรษฐีคนที่ ๑ จึงร้องขอเนื้อขึ้นว่า " เฮ้ย..นายพราน ขอเนื้อสักชิ้นหน่อยสิ "

    นายพรานพูดว่า " วาจาของท่านหยาบคายนัก เป็นเช่นกับพังผืด เราจะให้เนื้อพังผืดแก่ท่าน " แล้วให้เนื้อพังผืดแก่เขาไป

    ลูกชายเศรษฐีคนที่ ๒ ร้องขอเนื้อว่า " พี่ชาย ท่านจงให้เนื้อแก่ฉันบ้างสิ "

    นายพรานพูดว่า " คำว่าพี่ชายนี้ เป็นส่วนประกอบของมนุษย์ที่เรียกขานกันในโลก วาจาของท่านเป็นเช่นกับส่วนประกอบ เราจะให้เนื้อส่วนประกอบแก่ท่านนะ" แล้วก็ยื่นเนื้อส่วนประกอบแก่เขาไป

    ลูกชายเศรษฐีคนที่ ๓ เอ่ยปากขอเนื้อว่า " พ่อ ท่านจงให้เนื้อแก่ฉันบ้างสิ "

    นายพรานพูดว่า " บุตรเรียกบิดาว่า พ่อ ย่อมทำให้หัวใจพ่อหวั่นไหว วาจาของท่านเป็นเช่นกับน้ำใจ เราจะให้เนื้อหัวใจแก่ท่านนะ " แล้วก็ยื่นเนื้อหัวใจให้เขาไป

    พระโพธิสัตว์เอ่ยปากขอเนื้อเป็นคนที่ ๔ ว่า " สหาย ท่านจงให้เนื้อแก่ฉันบ้างสิ "

    นายพรานพูดเป็นคาถาว่า

    " ในบ้านของผู้ใดไม่มีเพื่อน บ้านนั้นเป็นเช่นกับป่า
    คำพูดของท่านเช่นกับสมบัติทั้งหมด
    สหาย ข้าพเจ้าให้เนื้อทั้งหมดแก่ท่าน "


    ว่าแล้วก็ชวนพระโพธิสัตว์ขึ้นเกวียนไปที่บ้านของเขามอบเนื้อให้ทั้งหมด ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็เชิญนายพรานพร้อมภรรยาและบุตรธิดามาอยู่ด้วยกันให้เลิกทำการล่าสัตว์ เป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันเกื้อกูลกันจนตราบสิ้นชีวิต
    </TD></TR></TBODY></TABLE>




    <TABLE class=Wga_Details border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=500 align=center><TBODY><TR><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle align=middle>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</TD><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD></TR><TR><TD class=WgaIconCell bgColor=#fcf4b5 vAlign=bottom>[​IMG]</TD><TD class=WgaIconCell width=20></TD><TD class=WgaGradient bgColor=#fcf4b5 rowSpan=2><TABLE border=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>วาทศิลป์เป็นศิลปะชนิดหนึ่งที่พึงศึกษา เพราะพูดถูกใจคนย่อมมีผลดีมากกว่าผลร้าย</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD bgColor=#ebcf70 vAlign=bottom>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  8. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    ราคาข้าวสาร

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width="70%" align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top>ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระโลฬุทายีเถระ
    ผู้ไม่รู้เรื่องในวิธีการให้สลากภัต ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...



    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยของพระเจ้าพรหมทัต ครองเมืองพารารณสี แคว้นกาสี พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพนักงานตีราคา ทำหน้าที่ตีราคาแลกเปลี่ยนสินค้าในพระคลังหลวงด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม พระราชามีความโลภทรงดำริว่า " ถ้าเป็นเช่นนี้ ไม่นานทรัพย์ในท้องพระคลังจักหมดสิ้นไป " จึงตั้งชายชาวบ้านผู้โง่เขลา ผู้หนึ่ง เป็นพนักงานตีราคาแทนพระโพธิสัตว์นั้น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระองค์มักจะอยู่เบื้องหลังการตีราคาสินค้าเสมอ มักตีราคาเอาตามความชอบใจ
    วันหนึ่ง มีพ่อค้าม้าคนหนึ่ง นำม้า ๕๐๐ ตัว มาจากแคว้นอุตตราปถะเพื่อแลกเปลี่ยน ถูกพนักงานตีราคาม้า ๕๐๐ ตัว ด้วยข้าวสารทะนานเดียว ทำให้พ่อค้าเสียใจเป็นอย่างมาก จึงเดินทางไปที่บ้านของพระโพธิสัตว์เพื่อปรึกษาขอความเป็นธรรม พระโพธิสัตว์จึงแนะนำให้พ่อค้าม้าติดสินบนพนักงานตีราคาแล้วให้เขาตีราคาข้าวสารทะนานหนึ่งใหม่ เมื่อปรึกษากันเช่นนั้นแล้วก็ชวนกันไปเข้าเฝ้าพระราชาพร้อมอำมาตย์และประชาชนเป็นจำนวนมาก พร้อมให้พนักงานตีราคาข้าวสารทะนานหนึ่งใหม่

    พ่อค้าม้าได้กราบทูลพระราชาว่า " ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ทราบว่า ม้า ๕๐๐ ตัว มีราคาเท่าข้าวสารหนึ่งทะนาน แต่ข้าวสารทะนานนี้ มีราคาเท่าไร ? ขอพระองค์โปรดถามพนักงานตีราคาเถิด พระเจ้าข้า " เมื่อพระราชาถามพนักงานตีราคา เขาจึงกราบทูลว่า " ข้าวสารทะนานนี้ มีราคาเท่ากับเมืองพาราณสีทั้งเมือง พะย่ะค่ะ "

    พระโพธิสัตว์ ได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงถามเป็นคาถาว่า

    " ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ตรัสว่า ข้าวสาร ๑ ทะนานมีราคาเท่ามูลค่าม้า ๕๐๐ ตัวหรือ
    และข้าวสาร ๑ ทะนานนี้มีค่าเท่ากับกรุงพาราณสีทั้งภายในภายนอกเชียวหรือ "


    พวกอำมาตย์และประชาชนทั้งหลายเมื่อได้ฟังดังนั้น จึงพากันตบมือหัวเราะเยาะเย้ยว่า " เมื่อก่อนพวกเราเข้าใจว่า แผ่นดินและราชสมบัติเมืองพาราณสีนี้มีค่าหาประมาณมิได้ แต่ที่ไหนได้ กลับมีค่าเพียงข้าวสารทะนานเดียวเท่านั้นหรือ โอ ! ท่านช่างเหมาะสมกับพระราชาเราเสียจริง ๆนะ " พระราชาทรงละอายพระทัยยิ่ง จึงรับสั่งให้ขับไล่พนักงานตีราคานั้นหนีไป ทรงแต่งตั้งให้พระโพธิสัตว์เป็นพนักงานตีราคาเหมือนเดิม



    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE class=Wga_Details border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="70%" align=center><TBODY><TR><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle align=middle>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</TD><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD></TR><TR><TD class=WgaIconCell bgColor=#fcf4b5 vAlign=bottom>[​IMG]</TD><TD class=WgaIconCell width=20></TD><TD class=WgaGradient bgColor=#fcf4b5 rowSpan=2><TABLE border=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>โลภมาก มักลาภหาย</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  9. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    บวชเพราะผมหงอก

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width="70%" align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top>ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภการเสด็จออกผนวชของพระองค์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในกรุงมิถิลา วิเทหรัฐ มีพระราชาผู้ทรงธรรมพระองค์หนึ่งพระนามว่า มฆเทวะ พระองค์ได้ตรัสกับนายช่างกัลบก(ช่างตัดผม)ว่า

    " นายช่าง หากวันใดท่านเห็นผมหงอกบนศีรษะเรา จงบอกเราด้วย "


    ต่อมาวันหนึ่ง นายช่างกัลบกพบผมหงอกเส้นหนึ่งบนศีรษะของพระราชา จึงได้ทูลให้ทรงทราบ พระราชาจึงสั่งให้ถอนออกมาวางไว้ที่ฝ่าพระหัตถ์ของพระองค์
    ในสมัยนั้น พระราชายังมีพระชนมายุเหลืออยู่อีก ๘๔,๐๐๐ ปี ถึงกระนั้นพระองค์ก็ถึงความสลดพระทัยว่า ความตายใกล้เข้ามาแล้ว พระองค์ทรงวิตกจนพระเสโทเปียกชุ่มไปทั่วพระวรกาย ได้ตัดสินพระทัยออกบรรพชาในวันนั้น จึงทรงประทานบ้านหลังโตแก่นายช่างกัลบก และมอบราชสมบัติแก่พระโอรสพระองค์ใหญ่

    พวกอำมาตย์ ได้ทูลถามถึงสาเหตุที่พระองค์สละราชสมบัติ พระองค์จึงตรัสบอกสาเหตุที่สละราชสมบัติออกบวชเพราะผมหงอกบนศีรษะ แล้วได้ตรัสคาถาแก่อำมาตย์ทั้งหลายว่า

    " เมื่อวัยล่วงลับไป ผมบนศีรษะของเราก็หงอก
    เทวทูตก็ปรากฎชัด บัดนี้ เป็นเวลาที่เราควรจะบวช "


    ครั้นตรัสแล้ว ก็สละราชสมบัติบวชเป็นฤาษีในวันนั้นเอง ประทับอยู่ในสวนมะม่วงตราบจนสวรรคต



    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE class=Wga_Details border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="70%" align=center><TBODY><TR><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle align=middle>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</TD><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD></TR><TR><TD class=WgaIconCell bgColor=#fcf4b5 vAlign=bottom>[​IMG]</TD><TD class=WgaIconCell width=20></TD><TD class=WgaGradient bgColor=#fcf4b5 rowSpan=2><TABLE border=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>ไม่ควรประมาทในวัย เพราะความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  10. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    อำนาจของรส

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>


    <TABLE border=0 width="70%" align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top>ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระจูฬปิณฑิกปาติกติสสเถระ ผู้ติดในรสตกอยู่ในอำนาจนางวัณณทาสี ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองพาราณสี มีชายเฝ้าสวนหลวงของพระเจ้าพรหมทัตคนหนึ่งชื่อว่า สัญชัย ในสวนหลวงนั้นจะมีเนื้อสมันตัวหนึ่งแวะแอบมากินหญ้าอยู่เป็นประจำ เมื่อมันเจอนายสัญชัยก็จะวิ่งหนีเข้าป่าไป แต่เขาไม่เคยทำให้มันตกใจกลัวเลยสักครั้งเดียว จึงทำให้มันแวะเข้ามาในสวนหลวงนั้นบ่อย ๆ ในเวลาเช้าตรู่ทุกวัน นายสัญชัยจะนำผลไม้ชนิดต่างๆ ไปถวายพระราชาเป็นประจำ

    วันหนึ่ง พระราชา ตรัสถามเขาว่า " เธอได้เห็นความอัศจรรย์อะไร ในสวนหลวงบ้างไหม ? "

    เขาจึงกราบทูลไปว่า " ไม่พบสิ่งใดเลย พระเจ้าค่ะ มีเพียงเนื้อสมันตัวหนึ่ง แวะเวียนมาแทะหญ้าในสวนหลวง พระเจ้าค่ะ "

    พระราชาตรัสถามว่า " เธอสามารถจับมันได้ไหม ? "

    เขากราบทูลว่า " ถ้าได้น้ำผึ้ง ข้าพระองค์ สามารถนำมันมาในพระราชนิเวศน์นี้ได้ พระเจ้าค่ะ "

    พระราชา จึงรับสั่งให้มอบน้ำผึ้งแก่เขา เขานำน้ำผึ้งไปทาที่หญ้าตรงที่เนื้อสมันเคยมาเที่ยวกิน วันต่อมา เจ้าเนื้อสมันพอได้กินหญ้าเจือน้ำผึ้ง ก็ติดในรสชาติ จึงมาในที่นั้นทุกวัน เขาปรากฏตัวให้มันเห็นเพื่อให้เกิดความคุ้นเคย ในสองสามวันแรกมันจะวิ่งหนีไป พอวันต่อๆมา มันเห็นเขาบ่อยๆ ก็เกิดความคุ้นเคย ถึงกับกินหญ้าที่อยู่ในมือของเขา เมื่อเขารู้ว่ามันคุ้นเคยแล้ว วันหนึ่ง จึงให้เอาเสื่อล้อมถนนไปจนถึงพระราชนิเวศน์ แล้วปักกิ่งไม้ไว้ตามเสื่อนั้น สะพายน้ำเต้าบรรจุน้ำผึ้ง โปรยหญ้าทาน้ำผึ้ง เดินนำหน้าเนื้อสมันเข้าไปในพระราชนิเวศน์ เมื่อมันเข้าไปภายในพระราชนิเวศน์แล้ว ผู้คนจึงปิดประตูเมือง เนื้อสมันนั้นเห็นผู้คนจำนวนมาก ก็ตัวสั่นกลัวความตายวิ่งไปวิ่งมาในพระลานหลวงนั้น
    พระราชา เสด็จลงจากปราสาททอดพระเนตรเห็นเนื้อนั้นตัวสั่นอยู่ จึงตรัสว่า " ธรรมดา เนื้อย่อมไม่ไปยังที่มีคนเห็นตลอด ๗ วัน และจะไม่ไปยังที่ถูกคุกคามตลอดชีวิต แต่เจ้าเนื้อสมันป่าตัวนี้ ติดในรสน้ำผึ้ง จึงได้มาสู่สถานที่มีผู้คนมากเช่นนี้ ท่านทั้งหลาย ชื่อว่า สภาวะที่เลวกว่าความอยากในรส ไม่มีในโลก " แล้วตรัสพระคาถาว่า

    " ได้ยินว่า สภาวะอย่างอื่นที่จะเลวยิ่งไปกว่ารสทั้งหลาย ย่อมไม่มี รสเป็นสภาวะที่เลว
    แม้กว่าถิ่นที่อยู่ แม้กว่าความสนิทสนม นายสัญชัยผู้เฝ้าสวน นำเนื้อสมัน
    ซึ่งอาศัยอยู่ในป่าทึบมาสู่อำนาจของตนได้ เพราะรสทั้งหลาย "



    เมื่อตรัสแล้วจึงรับสั่งให้ปล่อยเนื้อสมันตัวนั้นเข้าป่าไปตามเดิม
    </TD></TR></TBODY></TABLE>




    <TABLE class=Wga_Details border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="70%" align=center><TBODY><TR><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle align=middle>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</TD><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD></TR><TR><TD class=WgaIconCell bgColor=#fcf4b5 vAlign=bottom>[​IMG]</TD><TD class=WgaIconCell width=20></TD><TD class=WgaGradient bgColor=#fcf4b5 rowSpan=2><TABLE border=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>อย่าติดในรสชาติ เพราะไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าความอยากในรส</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  11. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    ตายเพราะไม่เรียน

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width="70%" align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top>ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้ว่ายากรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า


    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นเนื้อตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่า ใกล้เมืองพาราณสี มีเนื้อน้องสาวอยู่ตัวหนึ่ง วันหนึ่ง เนื้อน้องสาวได้พาลูกเนื้อมาหาพี่ชาย แล้วมอบให้พี่ชายสอนมายาของเนื้อให้ เนื้อผู้ลุงจึงบอกให้เนื้อผู้หลานมาหาในวันพรุ่งนี้เพื่อจะสอนมายาของเนื้อ แต่เนื้อผู้หลานไม่มาตามนัดตามเวลาที่พูดกันไว้

    เวลาผ่านไปถึง ๗ วัน เนื้อผู้หลาน ผู้ไม่มีประสบการณ์และยังไม่ทันได้เรียนรู้มายาของเนื้อ ท่องเที่ยวหากินไปจึงติดบ่วงนายพรานถูกฆ่าตาย แม่เนื้อผู้น้องสาวจึงร้องไห้ไปหาพี่ชายต่อว่าสอนหลานยังไง เขาจึงบอกว่า

    " เจ้าอย่าเสียใจต่อบุตร ผู้ไม่รับโอวาทสั่งสอนนั่นเลย บุตรของเจ้าไม่เรียนเอามายาของเนื้อเอง ไม่มีความประสงค์จะเรียนรู้และตั้งอยู่ในโอวาทเลย "

    แล้วได้กล่าวเป็นคาถาว่า

    " แม่ขราทิยา ฉันไม่สามารถจะสั่งสอนเนื้อตัวนั้น ผู้มีกีบเท้า ๘ กีบ
    มีเขาคดตั้งแต่โคนจรดปลาย ผู้ล่วงเลยโอวาทเสียตั้ง ๗ วันได้ "

    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE class=Wga_Details border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="70%" align=center><TBODY><TR><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle align=middle>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</TD><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD></TR><TR><TD class=WgaIconCell bgColor=#fcf4b5 vAlign=bottom>[​IMG]</TD><TD class=WgaIconCell width=20></TD><TD class=WgaGradient bgColor=#fcf4b5 rowSpan=2><TABLE border=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>ผู้ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่และครูอาจารย์ มักพบกับความฉิบหาย</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  12. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    เล่ห์กลลวงนายพราน

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width="70%" align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top>ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดพทิรการาม เมืองโกสัมพี ทรงปรารภพระราหุลเถระ ผู้ใคร่ต่อการศึกษา เรื่องมีอยู่ว่า สมัยนั้น พระพุทธองค์ได้เสด็จไปประทับอยู่ในอัคคาฬวเจดีย์ เมืองอาฬวี มีอุบาสกอุบาสิกา ภิกษุและภิกษุณีจำนวนมาก ไปฟังธรรมทั้งกลางวันและกลางคืน เมื่อฟังธรรมเสร็จสิ้นแล้ว ภิกษุที่เป็นพระเถระก็พากันไปยังที่พักของตน ส่วนภิกษุหนุ่มและอุบาสกพากันนอนที่โรงฉัน พอเข้าสู่ความหลับมีภิกษุบางรูปนอนกรน บางรูปนอนกัดฟัน ก่อความรำคาญให้แก่พวกอุบาสก พวกเขาพากันนอนครู่เดียวจึงลุกขึ้นหนีไป

    วันต่อมา พวกอุบาสกกราบทูลเรื่องนี้แด่พระพุทธเจ้า พระพุทธองค์จึงได้ทรงบัญญัติสิกขาบทว่า " ก็ภิกษุใด นอนร่วมกับอนุปสัมบัน ภิกษุนั้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ " แล้วเสด็จไปยังเมืองโกสัมพี ก่อนมีสิกขาบทนี้ สามเณรราหุล มักจะได้รับการสงเคราะห์จากภิกษุให้พักร่วมกุฏิเสมอ เมื่อพระพุทธองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทนี้แล้ว จึงไม่มีภิกษุรูปใดอนุเคราะห์แก่เธอ สร้างความเดือดร้อนแก่สามเณรราหุล ท่านจึงเลือกไปอาศัยที่เวจกุฎี (ส้วม) ของพระพุทธองค์เป็นที่อยู่อาศัยแทน
    ครั้นรุ่งเช้า พระพุทธองค์ เสด็จมาถึงเวจกุฎีแล้วไอขึ้น สามเณรราหุลก็ไอขึ้นเช่นกัน พระพุทธองค์จึงทรงทราบความเดือดร้อนเพราะการบัญญัติสิกขาบทนี้ ทรงดำริถึงคราวต่อไปเมื่อสามเณรมีมากขึ้น จะให้ภิกษุปฏิบัติเช่นใด จึงตรัสเรียกประชุมสงฆ์แต่เช้าตรู่ แล้วทรงทำอนุบัญญัติสิกขาบทนี้ว่า " ตั้งแต่นี้ไป ท่านทั้งหลาย จงให้อนุปสัมบันอยู่ในที่พักของตนได้สองวัน ในวันที่สามให้อยู่ภายนอกเถิด "

    ต่อมาเย็นวันหนึ่ง พวกภิกษุสนทนากันถึงเรื่องสามเณรราหุลเป็นผู้ตั้งอยู่ในโอวาท เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา พระพุทธองค์จึงได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า
    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเนื้อสองพี่น้องคู่หนึ่ง มีบริวารแวดล้อมมาก อยู่ในป่าใกล้เมืองราชคฤห์ วันหนึ่ง เนื้อผู้น้องสาวนำเนื้อลูกชายมาฝากให้ศึกษามารยาทของเนื้อกับพี่ชาย เนื้อผู้หลานชาย ได้ศึกษามารยาทของเนื้อกับลุงจนหมดสิ้น วันหนึ่ง ออกหากินในป่าติดบ่วงนายพราน จึงร้องบอกหมู่เนื้อให้หนีไปบอกมารดา ส่วนมารดารีบไปบอกพี่ชายด้วยความห่วงใย พี่ชายจึงพูดปลอบใจว่า
    " น้องหญิง พี่ให้เนื้อหลานชาย ผู้มีกีบเท้า ๘ กีบ เรียนท่านอน ๓ ท่า
    เรียนมีเล่ห์กลมารยาหลายอย่าง และการดื่มกินน้ำในเวลาเที่ยงคืน
    เนื้อนั้น เมื่อหายใจทางจมูกข้างที่แนบติดอยู่กับพื้นดิน ก็จะลวง
    นายพรานได้ด้วยอุบาย ๖ ประการ "

    เล่ห์กลลวงนายพรานด้วยอุบาย ๖ ประการ คือ
    ๑. นอนตะแคงเหยียดเท้าทั้ง ๔
    ๒. ใช้กีบเท้าตะกุยหญ้าและดินร่วน
    ๓. ทำลิ้นห้อยออกมา
    ๔. ทำให้ท้องพองขึ้น
    ๕. ถ่ายอุจจาระและปัสสาวะออกมา
    ๖. กลั้นลมหายใจไว้

    ฝ่ายเนื้อผู้หลานชาย ได้แสดงอาการทำทีเป็นตายแล้ว มีแมลงวันหัวเขียวบินตอมตัวว่อน นายพรานพอเห็นอาการเช่นนั้นเข้าใจว่าเนื้อตายแล้ว เลยแก้เชือกผูกเนื้อออก หวังจะแล่เนื้อในที่นั้น เดินหักใบไม้ไปมา ฝ่ายเนื้อได้โอกาสจึงลุกขึ้นวิ่งหนีกลับมาได้ ด้วยความปลอดภัย

    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE class=Wga_Details border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="70%" align=center><TBODY><TR><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle align=middle>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</TD><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD></TR><TR><TD class=WgaIconCell bgColor=#fcf4b5 vAlign=bottom>[​IMG]</TD><TD class=WgaIconCell width=20></TD><TD class=WgaGradient bgColor=#fcf4b5 rowSpan=2><TABLE border=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>เกิดเป็นคนควรศึกษาร่ำไปอย่าได้ประมาท เมื่อยามตกอยู่ในอันตราย พึงเอาชีวิตรอดมาได้ด้วยเล่ห์กลที่ได้ศึกษามา</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  13. liliwan

    liliwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    47
    ค่าพลัง:
    +27
    ขอบคุณนะคะ
    สาระความรู้มากมาย
     

แชร์หน้านี้

Loading...