ช่วยแนะนำ วิธีสร้างกำลังให้จิต มีพลัง หรือการสร้างพลังจิตที่ได้ผลให้ทีครับ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ThinkThink, 15 ตุลาคม 2019.

  1. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,294
    ค่าพลัง:
    +9,205
    +++ ตรงนี้ "เข้าใจได้ดี" ทั้งในเรื่อง ตัดกิเลส และ อภิญญา เป็นเครื่องมือ
    +++ เรื่อง "รู้กลายเป็นเห็น" นั้น จะต้อง "รู้ชัดเจน ณ ปัจจุบัณขณะ ว่า ณ ขณะจิตนั้น ๆ จิตอยู่ใน ภูมิใด"
    +++ ภูมิ เป็นเรื่องของ "ความรู้สึกจิต จะเรียกว่า (ธัม) อารมณ์" ก็ได้
    +++ เมื่อมี "สติรู้" ชัดเจนว่า ณ ขณะจิตนั้น ๆ จิตเสพอารมณ์แบบไหน
    +++ แล้ว "อยู่แบบมีสติ" ได้ แบบเดียวกับ "ใช้ชีวิตระจำวัน" ก็จะรู้ได้เอง
    +++ ที่สำคัญ คือ "ดำรงค์สติมั่น" อย่าให้ "อารมณ์" มัน บดบังสติ ก็แล้วกัน
    +++ เป็นแบบที่ พระพุทธเจ้า กล่าวไว้ว่า "ดำรงค์สติมั่น รู้ ธรรมเฉพาะหน้า"
    +++ เมื่อ "ทำเป็น" โดยมี "สติมั่นคง อยู่ข้างในธัมมารมณ์ (ภูมิ)"
    +++ ไม่นาน (ใหม่ ๆ อาจนับเป็น นาที) ความเป็น "ภพ รวมทั้ง จิตที่อยู่ภายใน" มันจะแสดงตัวมาเอง
    +++ บอกไว้ก่อนว่า ตรงนี้เป็น "สติปัฏฐาน 4" ไม่ใช่ มโนมยิทธิ นะ
    +++ เข้าใจได้ดี
    +++ จนกว่าจะ สิ้นสงสัย ในเรื่อง "จิตสุดท้าย/อาสัญญกรรม VS นิสสัยยะปัจจัยโย"
    +++ มันเป็นการ ฟลุ๊ค ที่ อาสัญญกรรม จะรอดพ้นไปจาก นิสัยในการทำกรรมชั่ว นั่นแล...
    +++ หลาย ๆ เรื่อง ต้องคำนึงถึง "ญาณสังวรณ์"
    +++ คือ แม้ว่าจะรู้ แต่ ควรพูดหรือไม่ ในเรื่อง อภิญญา นะครับ
     
  2. ThinkThink

    ThinkThink สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 ตุลาคม 2019
    โพสต์:
    39
    ค่าพลัง:
    +17
    ขอบคุณมากครับ อนุโมทนาสาธุครับ จริงๆ ตอนนี้ก็สนใจการเจริญสติมสกๆ เหมือนกันครับ เพราะรู้สึกว่า ตนเองบกพร่องในเรื่องสติมากๆ ครับ
     
  3. Mon_chiangmai

    Mon_chiangmai สายอภิญญา

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 ธันวาคม 2018
    โพสต์:
    16
    ค่าพลัง:
    +19
     
  4. Mon_chiangmai

    Mon_chiangmai สายอภิญญา

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 ธันวาคม 2018
    โพสต์:
    16
    ค่าพลัง:
    +19
    ชีวิตในชาติภพนี้ ไม่ยืนยาวมากนะ
    อย่าวนอยู่ระหว่างการสะสมบารมี สะสมบุญ เพราะเป็นการสะสมกำลัง ระหว่างทางของโพธิสัตว์
    อย่าวนอยู่กับการ หาฤทธิ์หาอภินิหารกำลัง พลังจิตต่างๆ เพราะเป็นของ ฤษีชีไพรมีมาก่อนพระพุทธเจ้า และเป็นทางเดินที่โพธิสัตว์ ในการค้นแสวงหา เราตามรอยไปก็ไม่จบไม่รู้อีกกี่ภพชาติ
    อย่าวนอยู่กับ รัก โลภ โกรธ หลง ทำให้เรา ไปไกลไม่ได้ วนอยู่ระหวา่งภพภูมิ ต่างๆนี้แหละ
    เดินตามทางพุทธสาวกตรงๆเถอะครับ อย่าคิดมาก
     
  5. ThinkThink

    ThinkThink สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 ตุลาคม 2019
    โพสต์:
    39
    ค่าพลัง:
    +17
    อนุโมทนาสาธุครับ สักวันจิตมันคงยอมรับแล้วก้าวเดินบนทางที่ถูกที่ควร สำหรับตนเองครับ ขอบคุณมากๆ เลยครับ
     
  6. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,739
    การสร้างจิตให้เกิดกำลังจิตนั้น
    อย่างน้อย ต้องเล่นกับกรรมฐานที่ขึ้นด้วย
    ภาพให้ได้ อย่างน้อย
    ในกำลังระดับปฎิภาคนิมิต
    เป็นอย่างน้อย เช่น ปั่นนิมิตกสิณวนซ้าย
    ในระดับปฎิภาคนิมิต(วนขวาไม่เกิดเพราะมันหมุนธรรมชาติ) หรือสามารถทิ้งภาพพระและสามารถระลึกให้ขึ้นมาได้อีก ตลอดจนสามารถอฐิษฐานจิตให้เกิดผลได้ ทั้งสองอย่างต้องในกำลังระดับปฏิภาคนิมิตเท่านั้น จิตในเวลาปกติถึงจะเกิดกำลังจิต และใช้งานแบบพิเศษได้ในเวลาลืมตาปกติครับ

    จากนั้นค่อยเอากำลังตรงนี้ มาหนุนเรื่องการตัดการยึดเอาสิ่งต่างๆจาก
    ภายนอกเข้ามาจนกิเลสต่างๆ
    มันจะตัดได้ง่ายกว่า เห็นอะไรชัดเจนกว่า
    การฝึกสมาธิแบบต่างๆ แต่จิตยังไม่มีกำลังจิตใช้งานได้ครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น
    แค่เล่าให้ฟัง ให้พิจารณาตามเหตุปัจจัยแห่งตนเองครับ
    ปล. จิตทำงานได้ คือการเริ่มต้นนะครับ
    ไม่ใช่ว่า ฝึกแบบนี้ได้ จะทำได้เลยแบบในตำรานะครับ เพราะความสามารถ
    ในการทำได้ มันมีระดับความละเอียด การทำได้ผลยาก ได้ผลง่าย และ
    การพัฒนาของมัน
    แบบมีขั้นมีตอนของมันอยู่ครับ

    พวกนี้ต้องมาเน้นวิปัสสนา ไม่งั้นจะเตลิดพร้อมใช้งาน โอกาสหลงว่าตนจะสูงครับ ตลอดจนอาศัยประสบการณ์
    ในการนำไปใช้งานที่เป็นประโยชน์
    ต่อบุคคลอื่นๆ
    ตัวจิต ถึงจะพัฒนาได้เรื่อยๆ
    ในด้านนั้นๆ ครับ เพราะจะมีภพภูมิต่างๆ
    ท่านมาสนับ สอนทริคต่างๆให้
    จิตถึงจะพัฒนาความสามารถต่อไปได้ครับ

    ปล.เล่าให้พอเห็นภาพแบบรวมๆครับ
     
  7. ThinkThink

    ThinkThink สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 ตุลาคม 2019
    โพสต์:
    39
    ค่าพลัง:
    +17
    เข้าใจได้ง่ายดีครับ งั้นผมจะรองเริ่มจริงจังกับการฝึกกสิญ และควบวิปัสนาญาณ ไปด้วย

    หากเราจะดูความก้าวหน้าของจิต ทางด้าน วิปัสนาญาณ เราก็ต้องดูว่ากิเลส เราน้อยลง หรือเปล่า ถูกต้องมั้ยครับ

    ส่วนความก้าวหน้าทางด้านอภิญา มีอะไรที่ไม่ต้องใช้กำลังของจิตแบบขั้นยาก คือหมายถึงจิตเริ่มมีกำลังเข้าขั้นแตะๆ การใช้อภิญญาได้มั้ยครับ

    ผมยกตัวอย่างเช่น เคยเห็นมีคลิปสอนพลังจิต แล้วเค้ามาสาทิตย์ หมุนกระดาษที่แขวนไว้กับเชือก ในห้องที่ไม่ลม หมุนไปตามทิศทางที่เค้าบังคับไป ตามมือที่เค้าทำเป็นต้นครับ

    ส่วนระดับนิมติของภาพ ปฏิภาคนิมิต สมมติผมนึกเห็นภาพ องค์หลวงปู่ทวดแถวๆ อยุทธยา ถ้าใครวิ่งผ่านจะเห็น ขาออกกรุงเทพอยู่ด้านซ้ายครับ องค์ใหญ่ ๆ นึกเห็นท่าน หมุนไปในทิศทางที่ต้องการ เช่นหมุนทางซ้าย อย่างนี้ถูกต้องหรือเปล่าครับ

    แสดงว่า การควบคุมภาพเป็นการใช้กำลังจิตอย่างหนึ่งถูกต้องมั้ยครับ

    การแสดงฤทธิ์ คือการใช้จิตอธิษฐานให้เป็นไปตามนั้นใช่มั้ยครับ

    การใช้อภิญามาเป็นเครื่องมือให้เห็นและเข้าถึงสัจธรรม มากขึ้น ก็เป็นจุดมุ่งหมายของผมเลยครับ และการช่วยเหลือคนอื่น ผมก็อยากเริ่มกับคนในครอบครัวเลย เพราะไม่อยากให้มีคนในครอบครัว สวดมนต์ไปงั้นๆ กันผี หรือทำบุญไปงั้นๆ เผื่อจะได้เป็นเทวดาอย่างเขาว่า และเอาไว้สอนลูกหลาน ที่มันตีความหมายผิด ในคำว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ กลายเป็นว่า มันทำอะไรแล้วใจมันสุข มันก็ถึงสวรรค์ แข่งรถย์มีความสุข แอบขโมยของคนอื่นมีความสุข กิกกับแฟนคนอื่น มีความสุข อะไรอย่างนี้ ไป กลายเป็นเชื่อฝรั่ง เกิดชาติเดียว ตายชาติเดียว เพราะฝรั่งไม่เห็นตักบาตร มันก็รวยล้นโลก คนนับถือได้ มันคิดอยู่ในปัจจุบัน แต่เป็นดารคิดแบบคนละเรื่องกับพระท่านสอนว่าให้อยู่กับปัจจุบัน อย่างนี้เป็นต้นครับ

    ถ้าตัวเราไปพูดปาวๆ ระวังตกนรกนะ ทำแบบนี้ได้ขึ้นสวรรค์นะ แล้วโดนแย้งกลับมา ว่า เคยเห็นเหรอ นรกสวรรค์ ไอ้เราเตือนแบบนี้อาจโดนแย้งแบบนี้ ไม่ต้องอะไร คนแถวบ้านผมไม่ใส่บาตร เพราะแกบอกว่า เกิดมา ไม่เคยเห็นเป็นตัวตนสักที ไอ้บาปบุญ อย่างนี้ฟังก็สะเทือนใจ

    ถ้าอภิญญาเป็นเครื่องมือ ชี้ให้เห็นที่มาที่ไป ในสิ่งที่คนในโลกปัจจุบันสังคมปัจจุบัน บอกว่าเป็นความเชื่อ ได้มันก็คงดี เพราะทุกวันนี้ มันมีคำว่า ต้องศรัทธานะ จึงจะได้ผล ถ้าประโยคนี้ ได้ยินโดยคนวอทยาศาสตร์จ่าาา ก็คงเป็นเรื่องจิตวิทยาพาไป เชื่อไป เพราะมีตัวอย่าง ที่การให้อย่าปลอม แต่ดันหายเพราะความเชื่อ แต่อธิบายไม่ได้ว่าเป็นฤทธิ์ทางใจ หรือเป็นอะไร ได้มากกว่านั้น

    ธรรมของพระพุทธองค์ คือสัจธรรม ความจริงของจักรวาล ดังนั้นในฐานะที่ผม เดาว่าจริตมันจะต้องมีเรื่องนี้ด้วย มันจึงจะหายโง่ และโผล่ไปนิพพานกับเขาได้ ผมจึงคิดว่า ผมก็อยากที่จะเข้าใจมัน
    และที่สำคัญแต่ธรรมดามากกับคนอื่นคือ ขอแค่ผมใช้อภิญญาช่วยรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์มากขึ้นได้ มันก็คงจะเป็นบุญของผม เพราะทุกวันนี้ เป็นอันต้องยุ่งเกี่ยวกับการฆาตรกรรม มด แมลง ที่วนเวียนอยู่ในชีวิต ทั้งที่ไม่ตั้งใจ เผลอไป และสุดใจจะหลีกเลี่ยงได้ ถ้าตั้งจิตเป่าพรวด มดแมลงทั้งหมดที่มีความเสี่ยงว่าจะตาย จากการล้างจาน ซักผ้าให้เมีย ของข้าพเจ้า จงหายไปย้ายที่ไปอยู่ในที่ปลอดภัย มันก็คงดีไม่น้อย หรือถ้าเบื่อๆ โลก แวบไปคุยกับเทวดา ไปดูว่ามีวิมานมั้ย หรือไม่สบายใจ ลงไปถามท่านพยายม ถ้าตายตอนนี้ ต้องมาพักร้อนที่นรกหรือเปล่า ถ้ามาแน่ งั้นจะคืนตั่วพักร้อนนรก ได้ยังไง ประมาณนั้น

    เพราะสังเกต ผู้ได้อภิญญา ส่วนใหญ่ ที่คุยกับเทวดาครูบาอาจารย์ได้ ก็มีดีเยอะ ยิ่งท่านที่ได้พบพระพุทธเจ้าตรงๆ ยิ่งลงมารีบสร้างบุญกุศลกันใหญ่

    อีกอย่างพระพุทธองค์ก็ทรงทำให้เห็นถึงการใช้อภิญญาช่วยให้คนได้ยอมรับนับถือ กฎแห่งกรรม บาปบุญคุณโทษอย่างหมดใจถวายชีวิตก็มี

    ผมจึงคิดว่า อภิญญาคงเป็นทั้งมีดทำครัว และมีดป้องกันตัวจากโจรผู้ร้าย แต่จะไม่เอาไปทำร้ายใคร ก็ถ้าเราเห็นแล้วกับตา ว่าท่านเทวทัต ยังอยู่ในที่ที่ท่านอยู่ตอนนี้ (ผมเชื่อครับแต่ไม่สิ้นสงสัย )

    หรือไปเห็นมาแล้วบางกอกจะบอกให้

    ขอขอบคุณและอนุโมทนาสาธุกับคุณ Nopprakan ด้วยครับ ที่ช่วยเมตตาแนะนำครับ

    ปล. อันนี้เท่าที่ผมรู้ เท่าที่มีปัญญาที่จะเข้าใจ ถ้าอันไหนผิดพลาด เกิดจากความไม่รู้ของผมเอง ครับผมขอโทษไว้ก่อนเลยนะครับ
     
  8. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,739
    เด่วมีอะไรเพิ่มเติมให้พิจารณา


    เข้าใจได้ง่ายดีครับ งั้นผมจะรองเริ่มจริงจังกับการฝึกกสิญ และควบวิปัสนาญาณ ไปด้วย


    ตอบ ๑.กสิณ + วิปัสสนา ส่วนมากพระจะสอนแบบนี้เพราะเกรงไปติดเรื่องพิเศษ หรือนามธรรมต่างๆ

    อุบายเพื่อเอากำลังมาหนุนวิปัสสนาเป็นหลัก


    หรือ ๒.ท่านจะสอนให้เจริญสติจนแยกรูปแยกนามได้และเดินปัญญาไปจนถึงในระดับที่ ไม่ติด

    ในนามธรรมต่างๆที่เห็น ที่สัมผัส แล้วค่อยมาฝึกกสิณ แต่ท่านจะบอกว่า ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์

    ทริค คือ มุ้งเน้นเรียกของเก่าและใช้ประโยชน์ทางธรรม แบบนี้ถึงมีโอกาสสำเร็จใช้งานได้


    และ ๓. พอใช้งานได้ไปซักพัก ท่านจะบอกให้เอามาหนุนเพื่อความบริสุทธิของจิต ตรงนี้หละ

    ถึงจะมาเป็นวิปัสสนา เครเนาะ


    ขั้นตอนตามข้างบน



    หากเราจะดูความก้าวหน้าของจิต ทางด้าน วิปัสนาญาณ เราก็ต้องดูว่ากิเลส เราน้อยลง หรือเปล่า ถูกต้องมั้ยครับ


    ตอบ ที่พูดคือความก้าวหน้าทางวิปัสสนา

    แต่ถ้าวิปัสสนาญาน คือ จะรู้เหตุแห่งการเกิดนั้นๆ

    ต.ย. เช่น เห็นภาพเหมือนคนเป็นเงาดำๆ จิตสามารถย้อนถอยหลัง ถึงสาเหตุที่ ทำให้ปัจจุบัน

    เราเห็นภาพเหมือนคนเงาดำๆ ณ เวลานั้นได้

    พอเข้าใจตรงนี้นะ





    ส่วนความก้าวหน้าทางด้านอภิญา มีอะไรที่ไม่ต้องใช้กำลังของจิตแบบขั้นยาก คือหมายถึงจิตเริ่มมีกำลังเข้าขั้นแตะๆ การใช้อภิญญาได้มั้ยครับ

    ตอบ จิตถ้าเริ่มใช้งานได้ มันไม่ยาก เปรียบเทียบเหมือนเราหายใจเข้าออกปกติ ตรงนี้ตือแตะๆที่ จขกท เข้าใจ แต่สิ่งที่จะพัฒนาต่อไป

    คือ ความสามารถในการทำให้เกิดผลลัพท์

    แบบเดิมได้ง่ายกว่า ตลอดจนพัฒนาจนเป็นธรรมชาติปกติ ตย. เช่น เคยทำเรื่อง A ตอนแตะๆใช้เวลา ๕ นาที และรู้สึกร่างกายเพลีย

    การพัฒนาคือ ต่อมาทำเรื่อง A ใช้เวลา

    ๕ วินาที และรู้สึกชิวๆไม่เพลียอะไร

    ***ทั้งนี้ทั้งนั้น การพัฒนาตรงนี้ มาจากประสบการณ์ และทริคเฉพาะตนนั้นเอง




    ผมยกตัวอย่างเช่น เคยเห็นมีคลิปสอนพลังจิต แล้วเค้ามาสาทิตย์ หมุนกระดาษที่แขวนไว้กับเชือก ในห้องที่ไม่ลม หมุนไปตามทิศทางที่เค้าบังคับไป ตามมือที่เค้าทำเป็นต้นครับ


    ตอบ ถ้าทำได้จริง เป็นอะไรที่ไม่มีประโยชน์

    เพราะไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ผูอื่นและสาธารณะ

    เป็นเหตุให้ไม่สนใจเรื่องปัญญา


    ส่วนระดับนิมติของภาพ ปฏิภาคนิมิต สมมติผมนึกเห็นภาพ องค์หลวงปู่ทวดแถวๆ อยุทธยา ถ้าใครวิ่งผ่านจะเห็น ขาออกกรุงเทพอยู่ด้านซ้ายครับ องค์ใหญ่ ๆ นึกเห็นท่าน หมุนไปในทิศทางที่ต้องการ เช่นหมุนทางซ้าย อย่างนี้ถูกต้องหรือเปล่าครับ


    ตอบ องค์ฐาน ๒๔ เมตร ภาพพระเน้นย่อมาทางมุมซ้ายล่าง ส่วนปฎิภาคกสิณเน้นหมุนวนซ้าย

    หาระยะที่จะหมุนเอง ไกลไปหมุนไม่ได้ ใกล้ไปถูกดูด ยกเว้นจะไปต่ออรูปให้ทิ้งภาพพระและระลึกขึ้นมาใหม่ให้ได้อย่างน้อย ๒ ครั้ง


    แสดงว่า การควบคุมภาพเป็นการใช้กำลังจิตอย่างหนึ่งถูกต้องมั้ยครับ


    ตอบ ใช่


    การแสดงฤทธิ์ คือการใช้จิตอธิษฐานให้เป็นไปตามนั้นใช่มั้ยครับ


    ตอบ ที่พูดเป็นวิธีหนึ่ง และค่อนข้างยาก

    ถ้าจะทำให้ถึงระดับใช้งานได้เพียงลมหายใจเดียว

    ส่วนมากจะเห็นแต่ที่เป็นพระสงฆ์

    ยังดูได้จากการทำได้ในเรื่องใดๆจนเกิดผล

    (คือยังใช้จิตนำ)

    และทำได้แบบธรรมชาติจนเกิดผลในเรื่องนั้นๆ

    (จิตเป็นไปตามธรรม)

    และเป็นไปตามใจนึก แบบธรรมชาติ

    (ระดับพระมีชื่อทั้งหลาย)

    แต่ที่ได้รับการยอมรับว่ามาทางพุทธอยู่ คือ เป็นไปตามธรรมชาติ

    เพื่อค่อยๆคลายกิเลสตัวนั้นๆ เรียกว่า สภาวะดับ

    หรือ นิโรธฯนั่นเอง



    การใช้อภิญามาเป็นเครื่องมือให้เห็นและเข้าถึงสัจธรรม มากขึ้น ก็เป็นจุดมุ่งหมายของผมเลยครับ และการช่วยเหลือคนอื่น ผมก็อยากเริ่มกับคนในครอบครัวเลย เพราะไม่อยากให้มีคนในครอบครัว สวดมนต์ไปงั้นๆ กันผี หรือทำบุญไปงั้นๆ เผื่อจะได้เป็นเทวดาอย่างเขาว่า และเอาไว้สอนลูกหลาน ที่มันตีความหมายผิด ในคำว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ กลายเป็นว่า มันทำอะไรแล้วใจมันสุข มันก็ถึงสวรรค์ แข่งรถย์มีความสุข แอบขโมยของคนอื่นมีความสุข กิกกับแฟนคนอื่น มีความสุข อะไรอย่างนี้ ไป กลายเป็นเชื่อฝรั่ง เกิดชาติเดียว ตายชาติเดียว เพราะฝรั่งไม่เห็นตักบาตร มันก็รวยล้นโลก คนนับถือได้ มันคิดอยู่ในปัจจุบัน แต่เป็นดารคิดแบบคนละเรื่องกับพระท่านสอนว่าให้อยู่กับปัจจุบัน อย่างนี้เป็นต้นครับ


    ตอบ เคร


    ถ้าตัวเราไปพูดปาวๆ ระวังตกนรกนะ ทำแบบนี้ได้ขึ้นสวรรค์นะ แล้วโดนแย้งกลับมา ว่า เคยเห็นเหรอ นรกสวรรค์ ไอ้เราเตือนแบบนี้อาจโดนแย้งแบบนี้ ไม่ต้องอะไร คนแถวบ้านผมไม่ใส่บาตร เพราะแกบอกว่า เกิดมา ไม่เคยเห็นเป็นตัวตนสักที ไอ้บาปบุญ อย่างนี้ฟังก็สะเทือนใจ


    ตอบ อืม


    ถ้าอภิญญาเป็นเครื่องมือ ชี้ให้เห็นที่มาที่ไป ในสิ่งที่คนในโลกปัจจุบันสังคมปัจจุบัน บอกว่าเป็นความเชื่อ ได้มันก็คงดี เพราะทุกวันนี้ มันมีคำว่า ต้องศรัทธานะ จึงจะได้ผล ถ้าประโยคนี้ ได้ยินโดยคนวอทยาศาสตร์จ่าาา ก็คงเป็นเรื่องจิตวิทยาพาไป เชื่อไป เพราะมีตัวอย่าง ที่การให้อย่าปลอม แต่ดันหายเพราะความเชื่อ แต่อธิบายไม่ได้ว่าเป็นฤทธิ์ทางใจ หรือเป็นอะไร ได้มากกว่านั้น


    ตอบ ใช่ การอธิบายเหตุและผลได้ต้องอาศัย

    การเริ่มแตะๆ วิปัสสนาญานก่อน มันจะรู้เองว่า

    ควรอธิบายอย่างไร หรือกับบุคคลใด


    ธรรมของพระพุทธองค์ คือสัจธรรม ความจริงของจักรวาล ดังนั้นในฐานะที่ผม เดาว่าจริตมันจะต้องมีเรื่องนี้ด้วย มันจึงจะหายโง่ และโผล่ไปนิพพานกับเขาได้ ผมจึงคิดว่า ผมก็อยากที่จะเข้าใจมัน

    และที่สำคัญแต่ธรรมดามากกับคนอื่นคือ ขอแค่ผมใช้อภิญญาช่วยรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์มากขึ้นได้ มันก็คงจะเป็นบุญของผม เพราะทุกวันนี้ เป็นอันต้องยุ่งเกี่ยวกับการฆาตรกรรม มด แมลง ที่วนเวียนอยู่ในชีวิต ทั้งที่ไม่ตั้งใจ เผลอไป และสุดใจจะหลีกเลี่ยงได้ ถ้าตั้งจิตเป่าพรวด มดแมลงทั้งหมดที่มีความเสี่ยงว่าจะตาย จากการล้างจาน ซักผ้าให้เมีย ของข้าพเจ้า จงหายไปย้ายที่ไปอยู่ในที่ปลอดภัย มันก็คงดีไม่น้อย หรือถ้าเบื่อๆ โลก แวบไปคุยกับเทวดา ไปดูว่ามีวิมานมั้ย หรือไม่สบายใจ ลงไปถามท่านพยายม ถ้าตายตอนนี้ ต้องมาพักร้อนที่นรกหรือเปล่า ถ้ามาแน่ งั้นจะคืนตั่วพักร้อนนรก ได้ยังไง ประมาณนั้น


    ตอบ ธรรมดาของจิต ที่เด่นด้านการอฐิษฐานจิต

    มาก่อนจะคิดทำนองนี้ ตรงนี้เกทนะ


    เพราะสังเกต ผู้ได้อภิญญา ส่วนใหญ่ ที่คุยกับเทวดาครูบาอาจารย์ได้ ก็มีดีเยอะ ยิ่งท่านที่ได้พบพระพุทธเจ้าตรงๆ ยิ่งลงมารีบสร้างบุญกุศลกันใหญ่

    ตอบ เหมือนคำตอบก่อนหน้า


    อีกอย่างพระพุทธองค์ก็ทรงทำให้เห็นถึงการใช้อภิญญาช่วยให้คนได้ยอมรับนับถือ กฎแห่งกรรม บาปบุญคุณโทษอย่างหมดใจถวายชีวิตก็มี


    ตอบ ควรพิจารณาดีๆว่า ใช้เมื่อใด เหตุการณ์ใด

    และกับบุคคลแบบใด


    ผมจึงคิดว่า อภิญญาคงเป็นทั้งมีดทำครัว และมีดป้องกันตัวจากโจรผู้ร้าย แต่จะไม่เอาไปทำร้ายใคร ก็ถ้าเราเห็นแล้วกับตา ว่าท่านเทวทัต ยังอยู่ในที่ที่ท่านอยู่ตอนนี้ (ผมเชื่อครับแต่ไม่สิ้นสงสัย )


    หรือไปเห็นมาแล้วบางกอกจะบอกให้

    ตอบ ค่อยๆเป็นค่อยไป ตามวาระแห่งตนเอง



    ปล. อันนี้เท่าที่ผมรู้ เท่าที่มีปัญญาที่จะเข้าใจ ถ้าอันไหนผิดพลาด เกิดจากความไม่รู้ของผมเอง ครับผมขอโทษไว้ก่อนเลยนะครับ


    ตอบ ความเข้าใจ เหมือนความสามารถในการทำได้นั้นหละ มันมีขั้นมีตอนในการพัฒนา

    ของมันในอนาคตอยู่ เพียงแต่ ณ ปัจจุบัน

    ไม่ว่าจะ เข้าใจแค่ไหน ขอเพียงไม่ยึดว่าเป็นที่สุดพอ พัฒนาการในอนาคตก็จะตามเป็นปกตินั่นหละ คำว่าเข้าถึงได้ มันเริ่มจากวินาที

    เหมือนๆกันทุกๆดวงจิตนั้นหละ


    พอเข้าใจในอีกมุมเนาะ ^_^
     
  9. ThinkThink

    ThinkThink สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 ตุลาคม 2019
    โพสต์:
    39
    ค่าพลัง:
    +17
    อนุโมทนาสาธุครับ ขอบคุณมากครับ ผมพอเข้าใจอะไรมากขึ้นครับ และจะนำคำแนะนำชองทุกท่านและคุณ nopprakan ไปปฏิบัติดูครับ เริ่มเข้าใจถึงการเป็นชองคู่กัน ระหว่างสมถะและวิปัสนา มากขึ้นครับ การมองภาพระ ผมย่อมามุมซ้าย แล้วหมุนซ้ายได้ครับ ขนาดภาพเท่าลูกมะนาว แบบนี้ได้มั้ยครับ แต่ตาไม่ได้มองตามภาพนะครับ ทั้งยามหลับตา หรือลืมตา แต่จะชอบทำตอนลืมตาครับ

    ส่วนจะได้แตะอภิญามั้ย วันนี้ได้พอมีกำลังใจว่าการดูลมหายใจเข้าออก คือการแตะแล้ว (ถ้าผมเข้าใจคำตอบไม่ผิด ) ก็ช่วยสร้างกำลังใจได้มากครับ

    ขอบคุณมากครับ อนุโมทนาสาธุครับ
     
  10. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,739
    เด่วจะสรุปให้ฟังอีกรอบนะ

    ทั่วๆไปของการฝึกนะทำความเข้าใจให้ดีๆนะ....
    ๑.กรณีเป็นภาพพระฯลฯ เราจะย่อและขยายภาพ
    เราจะไม่ทำการหมุนภาพพระเป็นอันขาดเพราะเหมือน
    กับการปรามาสอย่างหนึ่ง (จะหมุนเฉพาะกรณีที่เป็นนิมิตกสิณกองต่างๆ)
    และที่สำคัญ ในกรณีที่ย่อหรือขยายภาพพระในขณะลืมตาได้


    กิริยาคำว่า ลืมตา คือไม่ว่าที่ใด สถานการณ์ใด สามารถระลึกภาพ
    ให้ปรากฏขึ้นกลางอากาสได้ ภายในเวลาไม่กี่วินาที
    กำลังสมาธิในระดับนี้ เป็นตัวบอกว่า จิตมีความสามารถ
    ที่จะสร้างภาพขึ้นมาได้เอง ซึ่งมีความจำเป็นในเบื้องต้น
    อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถือว่าดี
    แต่กำลังในระดับนี้ ยังไม่สามารถที่จะสร้าง
    ให้ตัวจิตเกิดความสามารถในลักษณะพิเศษอะไรขึ้นมาได้

    และต้องระวังการไปหลง การเกิดภาพในลักษณะนี้ให้มากๆ
    ถึงแม้ว่า เราจะสามารถระลึกภาพได้ภายในเวลาเสี้ยววินาที
    หรือย่อขยายภาพได้ทั้งวันก็ตาม
    เพราะที่เสียสติกัน หรือหลงว่าตนเองบรรลุธรรม
    หรือเผลอเข้าใจว่า ตนเองเป็นผู้มีความสามารถ มีระดับที่สูง
    เพราะไปติดภาพในลักษณะนี้ กำลังระดับนี้
    ยิ่งด้วยถ้าบวกกับความคิดจากขันธ์
    ๕ ส่วนนามธรรม(คือ พวกมาแทรกจะรู้ว่า ภายในจิตบุคคลนั้นๆ
    เคารพนับถืออะไร จะแสดงเป็นภาพเสียงบุคคลที่คนนั้น
    เคารพนับถือ และหากว่า คนนั้นยอมรับ จะกลายเป็น
    การสะกดจิตตนเอง ซึ่งจะไม่ต่างอะไรกับร่างทรง องค์เจ้าต่างๆ)
    และก็จะกลายเป็นว่า ตนเองพูดคุยสื่อสารได้ ทั้งที่จริงแล้ว
    คือการปรุงแต่ง เพราะว่า พวกที่กำลังระดับไม่มากจากภายนอก
    จะชอบแอบเข้ามาแทรกในกำลังระดับนี้นั่นเอง
    หรือที่เราเรียกว่า ผีหลอกในสมาธิ ก็กำลังประมาณนี้หละ

    ดังนั้นภาพที่ระลึกได้ภายในเสี้ยววินาทีในขณะลืมตานั้น
    (จริงๆแล้ว การสร้างภาพแบบนี้ แม้ไม่เคยฝึกอะไรมา
    ก็สามารถเกิดขึ้นได้)
    จึงเป็นเสมือนการซ้อมเอาไว้สำหรับการใช้งานในอนาคต
    เพราะถ้าหากจิต มีกำลังจิตและสามารถใช้งานได้จริง
    เวลาใช้งาน เราจะใช้งานในสภาพแวดล้อมแบบเดียว
    กันกับตอนที่ลืมตานี้ เป็นที่มาของคำว่า เสมือน

    การพัฒนาคือ ให้ยกระดับกำลังสมาธิของตนเอง
    เพราะภาพในระดับที่ระลึกขึ้นได้แบบตาเปล่า
    กับภาพพระในกำลังระดับปฏิภาคนิมิตที่จะสร้าง
    ให้จิตเกิดกำลังจิตนั้น มีความแตกต่างกันในเรื่อง
    ของมิติและความลึก และกำลังของภาพ


    ภาพระดับลืมตานี้ เหมือนภาพวาดที่มี ๒ มิติ
    และไม่มีกำลัง(หรือคลื่นความถี่ แรงดึงดูด)
    แต่สามารถย่อขยายได้ภาพใต้แรงโน้มถ่วง


    ส่วนภาพในระดับปฏิภาคนิมิต จะดูเหมือนภาพ
    ๒ มิติแต่ความจริงเป็น ๓ มิติ คือมีความลึก ความกว้าง
    และที่สำคัญคือ มีกำลังที่จะดูด ตัวจิตให้เข้าไปอยู่ใต้ฐานพระได้
    หากว่า เข้าไปใกล้ภาพเกินไป

    ถ้าตั้งเป้าไว้ตอนนี้ว่า ต้องการพัฒนาให้จิต เกิดความสามารถขึ้นมา
    จำเป็นจะต้อง พัฒนากำลังสมาธิของตนเอง
    ด้วยความฟิตและเพียรพอตัว จิตกว่า จิตจะยกระดับไปสร้าง
    ภาพให้เกิดในลักษณะที่เป็น ปฏิภาคนิมิตให้ได้ก่อน
    แล้วไปเล่นกับภาพในระดับนี้

    ถ้าถึง สามารถไปได้สองทางคือ
    ๑. ทิ้งภาพและระลึกขึ้นใหม่ซัก ๒ ครั้งแล้วอฐิษฐานดู
    ว่าเกิดผลแบบที่อฐิษฐานหรือไม่ (ทริคคือต้องรู้จักวางอารมย์
    เรื่องอฐิษฐานไว้ก่อนหน้าด้วย ไม่งั้นจะหลุดออกจากอารมย์
    เพราะจะกลายเป็นแค่ความคิด)
    ๒. ทิ้งภาพและระลึกภาพขึ้นใหม่ ซัก ๒ รอบแล้วทิ้งภาพไป
    เพื่อไปอยู่ในโหมดอรูปฌาน ถ้าไม่ทำแบบนี้ กำลังสมาธิ
    จะไม่เพียงพอที่จะอยู่ในโหมดนี้.........

    ถ้าทำได้ ไม่ว่า ข้อ ๑ ที่จะเริ่มทำให้เกิดความสามารถทางตาพิเศษขึ้นมาหรือข้อ ๒ ทำให้เกิดความสามารถในการเล่นกับพลังงานไม่ว่าภายในและภายนอก ถึงตรงจุดนี้จิตจะเริ่มมีความสามารถทำทำเรื่องต่างๆได้
    ตามเหตุด้านนั้นในเวลาใช้ชีวิตปกติทั่วไป

    ตัวอย่าง ถ้าผ่านข้อ ๑ มา ภาพที่เห็นก็จะกลายเป็น
    ในลักษณะของการใช้งานพิเศษทางตาแทนภาพพระเดิม
    แม้ว่า จะอยู่ในกำลังและสภาพแวดล้อม เหมือนที่
    เราระลึกภาพตอนลืมตาแรกๆ ก่อนจะผ่านข้อ ๑ มา
    ถึงแบบนี้ ถึงจะพอเรียกได้ว่า จิตเริ่มมีความสามารถ
    ใช้งานได้แล้วในเบื้องต้น.....ย้ำว่า ในเบื้องต้น

    ปล. การสร้างให้เกิดมีนะยาก ต้องฟิต ต้องเพียร ต้องสม่ำเสมอ
    แต่ถ้าเกิดแล้ว เวลาใช้งานจะง่ายๆเบาๆ

    ส่วนสุดท้ายเล่าให้ฟัง
    กรณีขึ้นด้วย กสิณก็คล้ายๆกัน คือ
    ต้องทิ้งภาพระดับอุคหนิมิต แล้วอัพไป ภาพปฏิภาคนิมิต
    แล้วถึงไปปั่นวนซ้ายเพื่อสร้างกำลังจิต........
    และภาพระดับปฏิภาค ก็สามารถดูดเราได้เช่นกัน
    แต่จะไปโผล่สถานที่ต่างๆ หรือ มิติอื่นๆ

    เพราะไม่ว่า ภาพอุคหนิมิต ที่ขึ้นด้วยภาพพระฯลฯ
    หรือนิมิตกสิณ ในเวลาลืม ถ้าจิตสามารถสร้างภาพได้เอง
    ภาพพระฯลฯ หรือ อุคหนิมิตกสิณ จะขึ้นมาได้อยู่แล้ว
    ปกติกลางอากาศในเวลาเสี้ยววินาทีเช่นกัน
    ที่เหมือนกันคือ
    บางคนไม่ต้องฝึกอะไรเลยก็เกิดขึ้นได้
    ที่เหมือนกันอีกคือ ในระดับลืมตา แต่ยังไม่ผ่าน
    การสร้างกำลังจิต ในระดับปฏิภาคนิมิตมาก่อน
    ก็เสมือนการซ้อมเอาไว้ใช้งานเหมือนกัน
    และไม่ได้สร้างให้จิต มีความสามารถอะไรพิเศษเช่นกัน

    *** อย่าลืมว่า ภาพระดับอุคหนิมิต ไม่ว่าภาพพระ
    หรือ กสิณกองต่างๆ ถือว่า เป็นโทษได้หมด
    เพราะทำให้หลงได้เช่นกัน ไม่ว่าหลงตัวเองว่าเก่ง
    มีความสามารถด้านนั้นๆหรือ
    หลงว่าตนเองบรรลุธรรม จากสภาวะที่ปรากฏ
    อย่างกรณีขึ้นด้วยภาพพระฯลฯ ก็มักมีภาพองค์อื่นๆมาแทรก
    มีนิมิตใกล้เคียงกันมาแทรก
    อย่างกรณีกสิณ ก็มักมีนิมิตกสิณกองอื่นมาให้เห็นหรือ
    มักจะถูกดูดไป สถานที่โน้นนั้นนี้
    ซึ่งถ้าเราไม่เข้าใจตรงนี้เอาไว้ก่อน แล้วเผลอไปติดในสิ่งที่เห็น
    หรือสัมผัสได้ มันจะขวาง ในเรื่อง ผลสำเร็จที่จะทำให้จิต
    เกิดความสามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันนั่นเอง


    ท่านที่มีชื่อในอดีตนั้น จึงเคยแนะนำว่า
    ไม่ว่า จะเกิดความพิศดารมากมายแค่ไหนก็ตาม
    ในระหว่างทางของการฝึก ก่อนที่จิตจะเกิดความสามารถ
    ใช้งานได้จริง หรือผ่านการปั่นภาพในระดับปฎิภาคนิมิตได้นั้น
    ห้ามสนใจ ในสิ่งพิศดารต่างๆเหล่านี้ ในทุกๆกรณีนั่นเอง.....
    ดังนั้น การไม่ไปยึดตรงนี้ จึงต้องอาศัยกำลังสติทางธรรม
    กำลังที่ได้จากการเดินปัญญามาระยะหนึ่ง
    เข้ามาช่วยหนุนเพื่อไม่ให้ติดตรงนี้


    ที่พลาดกัน คิดว่าตนเองมีความสามารถ และหลงตัวเอง เพราะว่า
    ทำตรงข้าม กับสิ่งที่ท่านเหล่านั้นได้เคยเตือนไว้นั่นเอง
    เพราะไม่ให้ความสำคัญกับการเจริญสติและเรื่องการเดินปัญญา
    จึงไม่มีกำลังมาหนุน เลยกลายเป็นยึดในเรื่องนามธรรมแบบจริงจัง
    ดังนั้น เราเอง ก็ควรระวัง กับดักที่เกิดระหว่างทาง
    ที่จะขวาง หรือเพิ่มระยะเวลาเหล่านี้ให้ดีๆ.....
    ในอนาคต ก็จะเข้าถึงระดับใช้งานได้เองนั่นหละ

    พอเข้าใจเนาะ....
     
  11. ThinkThink

    ThinkThink สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 ตุลาคม 2019
    โพสต์:
    39
    ค่าพลัง:
    +17
    อนุโมทนาสาธุครับ ขอบคุณมากๆครับ ที่ให้ความกระจ่างและข้อคิด พร้อมกับทริค เมื่อผมทำความเข้าใจแล้ว (อาจเป็นไปได้ว่า อาจจะไม่ทั้งหมด ) รู้สึกเห็นทางชัดเจนขึ้นครับในแง่ขิงการปฏิบัติที่จะนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน

    1. ผมไม่รู้เลยว่าสุ่มเสี่ยงต่อการปรามาสพระท่าน แต่ได้ทำการขอขมาพระนัตนตรัย ทุกวันครับ เลยพอสบายใจบ้าง ต่อไปจะฝึกการหมุนด้วยภาพกสิญอบ่างอื่นแทนครับ

    2. ทุกวันนี้พยายามฝึกสติพร้อมกับพิจารณาข้อธรรมที่ง่ายๆ ที่เราเห็นและเจอใยชีวิตประจำวัน รวมถึงพยายามรักษาศีลให้ได้ดีที่สุด ได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็จะไม่ท้อครับ เพื่อให้ตัวเองมีสติ และฝึกสมาธิกับการดูลมหายใจเข้าออก ปฏิบัติแบบนี้ทุกๆครั้งรู้ตัว และว่างจากฑุระประจำวันครับ พร้อมกับภาวนาไปด้วย ให้จิตมันเป็นกุศลครับ ตรงนี้ผมคิดว่าทำเพื่อไม่ให้หลงน่ะครับ และเมื่อจิตไปถึงขั้นไดขั้นนึง คงเกิดสติทางธรรม ที่สามารถทำให้จิตเกิดปัฐญาได้ครับ

    3. จะฝึกกับการเล่นภาพ เพื่อซ้อมจิตให้มีกำลังใยด้ายอภิญญามากขึ้นครับ

    4. ขอทริคการอธิษฐานเรียกของเก่าด้วยได้มั้ยครับ

    5. เรื่องระดับของนิมิต เมื่อไปถึงตามระดับที่เล่าให้ฟังและแนะนำ ผมจะตั้งสติและระลึกถึงคำเตือนและแนะนำที่ให้ไว้ครับ และเมื่อมั่นใจแล้วก็จะลองทดสอบดูตามคำแนะนำครับ

    6. เรื่องรูปฌาณและอรูปฌาณ จะพยายามฝึกฝนให้จิตเกิดความเข้าถึง และเข้าใจอารมณ์ต่างๆ เมื่อจิตแตะในแต่ละขั้นได้ครับ เพราะคิดว่าเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ถ้าเข้าใจแล้ว จะเข้าใจทริคต่างๆ ที่แนะนำมา และทริคต่างๆ ที่อาจจะได้รับคำแนะนำในอนาคตครับ

    7. ผมจะฝึกฝนพัฒนาให้จิตเกิดปัญญา และสติทางธรรมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ จะได้ไม่หลงตนหลงตัว หลงนิมิต หลงอุปทาน ต่างๆ และโดนนิมิตหลอกเล่นงานจากผู้ไม่หวังดีต่างๆครับ

    โดยรวมๆ แล้ว เห็นข้อปฏิบัติ และผลที่จะเกิดขึ้นตามมา และข้อระวังต่างๆ ที่จำเป็นต้องอาศัยสติทางธรรมและปัญญา เข้ากำกับ ไม่อย่างนั้น อภิญญาที่จะได้แทนที่จะฉุดขึ้นข้างบน แต่อาจจะดึงลงข้างล่างได้ครับ

    อนุโมทนาสาธุแบะขอบคุณ คุณ Nopprakan อีกครั้งครับ หากผมปิดพลาดหรือตกหล่นตรงไกน เมตตาเพิ่มเติมให้ด้วยนะครับ
     
  12. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,739
    ตอบ 1 และ 2 และ 3 และ ๕ โอเคร

    ตอบ อฐิษฐานต่อหน้าครั้งเดียว เพื่อกำหนดเป้าหมาย
    และเป็นแนวทางเดินให้จิต ณ ช่วงเวลานั้น
    ให้อฐิษฐาน ๒ ข้อว่า ๑.เพื่อเรียกคืนของเก่าให้ขึ้นมาใช้งาน และ ๒.
    เพื่อนำไปใช้งานที่เป็นประโยชน์สาธารณะและเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
    โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ........ อฐิษฐานแบบนี้ เพื่อตัดการทำเพื่อตัวเอง(ถ้าไม่ทำจะขวาง
    การเข้าถึงระดับใช้งานได้จริงในชาตินี้) และเพื่อตัดการไปติดในเรื่อง สรรเสริญ เรื่องลาภ
    การอยากดี อยากเด่นและการได้รับการยอมรับต่างๆ และการนำไปใช้งานใน
    ทางอกุศลต่างๆ.....



    ตอบ เด่วถึงกำลังที่จะอฐิษฐานจิตได้ผลจริงนั้น มันจะเข้าถึงอรูปได้เอง
    เพราะในการเข้าถึงกำลังระดับอฐิษฐานได้จริงนั้น ทางปฏิบัติ
    โดยทั่วไป มักไม่มีใครที่จะวาง
    อารมย์เรื่องที่จะอฐิษฐานไว้ก่อนหน้า เพราะผู้ฝึกเองก็ไม่ทราบว่า
    ตนเองจะเข้าถึงได้ในวันไหน ก็เลยกลายเป็น เข้าถึงอรูปได้แบบไม่ตั้งใจ.....
    ตอบ ดีควรเป็นเช่นนี้ ปกติ เพราะว่า ลำดับการพัฒนาความสามารถในการใช้งานนั้น
    ต่อไป มันเป็นผลมาจากเรื่องปัญญาล้วนๆ

    เช่น ฝึก กอง ๑ สำเร็จจะเริ่ม เกิดความสามารถ A [แต่จะต้องผ่านบททดสอบเรื่อง เมตตา เรื่องกลัวตาย และความเฉลียวในการใช้งานก่อนซึ่งบอกไม่ได้ว่าเมื่อไร่ ] (ย้ำว่าเริ่ม ใช้ได้จริง ไม่ใช่ในนิมิต พูดง่ายๆออกงานได้)พอมีประสบการณ์จะทำ A ได้ดีขึ้น
    ง่ายขึ้น เป็นอัตโนมัติขึ้น จนเป็นธรรมชาติแห่งตน แต่ซักพัก ถ้าจะพัฒนาไป
    ความสามารถแบบ AA ซึงมีฐานมาจากกอง ๑ ถึงตรงนี้ต้องเปลี่ยนมาเน้นทางด้านปัญญาแทน ถึงจะพัฒนาไปทำ ความสามารถแบบ AA ได้(จะค่อยๆขึ้นมาให้ทำได้เอง) ถ้าไม่ทำจะจบที่ A ที่หลงตนเองเพราะ เข้าใจว่า A คือที่สุด หรือ ที่ไม่เข้าใจ เพราะคิดว่า ฝึกกอง ๑ แล้วจะเกิดความสามารถแบบ A หรือ AA หรือ แบบ AAA ขึ้นเลยเหมือนในตำรา หรือที่ได้ฟังมา นั่นเอง

    และกำลังสติทางธรรมนี่หละ
    ที่จะคอบเป็นตัว ควบคุมความคิดและพฤติกรรมของจิต ให้เป็นไปทางกุศลหรืออกุศล
    เป็นไปในทาง ที่ไม่ไปดึง ลาภ ยศ สุข สรรเสริญเข้ามา เครเนาะ

    ตอบ เคร

    ประมาณนี้หละทั่วๆไป
     
  13. ThinkThink

    ThinkThink สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 ตุลาคม 2019
    โพสต์:
    39
    ค่าพลัง:
    +17
    อนุโมทนาสาธุครับ ขอบคุณมากครับคุณ Nopprakan ที่ช่วยชี้แนะ และแนะนำครับให้ความรู้เพิ่มเติมครับ
    ตอนนี้ผมกำลังสร้างฐานให้จิตมีสติ จนไปเป็นมหาสติให้ได้ เพราะจากที่ฟังทุกๆท่านที่ช่วยเมตตาตอบและแนะนำมา ล้วนไม่พ้นส่วนสำคัญคือสติ ที่จะก่อให้เกิดสติทางธรรม สู่การนำพาจิตให้สามารถอยู่ในสัมมาทิฐิ เพื่อให้ตนเองสามารถอยู่ในทางที่ถูกที่ควรครับ

    ส่วนเรื่องการอธิษฐานของเก่า ต้องการไปเพื่อให้จิตได้ทราบว่าเราเคยได้เคยมี แล้วเหตุไดเราจึงยังไม่พ้นจากภพภูมิของวัฏ อันที่จริงก็พอจะเอาออกแล้วว่า ภูมิธรรม สติทางธรรม เราคงต่ำไป จึงไม่สามารถยกจิตออกไปพ้นได้ คือยังไม่ถึงธรรมที่เป็นทางหลุดพ้น หรือจะเกี่ยวกับกาอธิษฐานอะไรหรือเปล่า หรือเคยปราถนาพุทธภูมิอย่างใครๆเค้า ก็เป็นไปเพื่อให้รู้แจ้งในจิตตนเอง เพื่อปรับปรุงแก้ไข เดินหน้าต่อไปในทางที่ถูก เพราะเกิดมาชาตินี้ก็สร้างความเลวระยำไว้มาก คิดว่ายังโชคดีที่ได้เกิดในประเทศไทย เกิดในพุทธศาสนา ครับ

    ตรงที่ตอบมาว่า "อธิษฐานต่อหน้า" ตรงหนี้มีต่อว่าเป็นต่อหน้าพระ เป็นต้นหรือเป็นประโยคที่หมายถึงกริยาการอธิษฐานในลักษณะหนึ่งลักษณะใด ที่อยู่ในรูปของวิธีการ พีธีกรรม อะไรหรือเปล่าครับ แล้วเหตไดเราจึงทำครั้งเดียว เราสามารถอธิษฐานทุกๆวันหรือบ่อยๆได้มั้ยครับ

    ขอบคุณมากๆอีกครั้งครับ :):):):):):):):)
     
  14. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,739
    ลองอ่านอีกครั้งนะ

    ''อฐิษฐานจิตต่อหน้าพระพุทธรูปครั้งเดียว
    เพื่อเป็นแนวทางเดินให้จิตในช่วงเวลานั้น''
    แนวทางเดินของจิต ก็คล้ายๆลักษณะ
    ในการให้จิตทำงานไปในแนวทาง
    หรือด้านนั้นๆ เพราะ ไม่งั้นเด่วไปเจอกรรมฐานนี้ ก็จะเอา โน้นก็จะเอา
    สุดท้าย ทำไม่ได้ซักอย่าง สำเร็จแต่ในนิมิต ไม่สามารถนำขึ้นมาใช้งานได้

    ด้วยเอกลักษณ์ในการทำงานได้ของจิต
    ซึ่งจะมีเพียงครั้งแรกเท่านั้น ที่จะต้อง
    มีแนวทางให้ตัวจิตก่อน แต่หลังจากที่
    จิตมีแนวทางแล้ว ในครั้งต่อไป เพียงแค่ระลึก หรือ มีท่าทาง สภาพแวดล้อม
    หรือแนวทางต่างๆในการนำไปใช้งาน ไม่ว่า ด้วยบทคาถา วิธีการ
    จิตจะคุ้นเคยในการทำงานทันที

    อ่านตัวอย่าง การใช้งานทั่วไป
    จะพอเข้าใจ เรื่องการอฐิษฐานจิต

    ยกตัวอย่าง ที่ใช้งานทั่วไป สมมุติว่า จะใช้พลังงานกสิณไฟ(และสมมุติว่าพอมีกำลังจิตแล้ว) หมายถึงอย่างน้อยผ่านการปั่นปฏิภาคนิมิตในกำลังระดับสูงได้แล้ว


    ๑.ครั้งแรกพอจะใช้งาน
    อาจจะหงายฝ่ามือขึ้น
    และจะใช้คำภาวนาว่า เตโชกสิณัง พลังงานถึงจะขึ้นมา

    ๒.พอครั้งต่อไป แค่หงายฝ่ามือขึ้น
    พลังงานก็ขึ้นมาก่อนที่จะภาวนา เตโช
    จะขึ้นมาพร้อมกับภาวนา
    ๓.พอครั้งต่อไป แค่หงายฝ่ามือ
    และนึกว่า ไฟ พลังงานก็ขึ้นมา
    จะขึ้นมาก่อนจะนำคำว่า ไฟ

    ๔.ครั้งต่อไป แค่ยกฝ่ามือ และระลึกว่าไฟ
    พลังงานก็จะขึ้นมา

    ๕ครั้งต่อไป แค่ระลึกถึงไฟ จะให้เกิดพลังงานบริเวณใดของกายก็ได้

    ๖ ครั้งต่อไป แค่ระลึกถึงไฟ จะให้เกิดพลังงาน ณ ที่ใดก็ได้ คือ เริ่มชำนาญแล้ว ณ ช่วงนี้จะมีการใช้งานไประยะเวลาหนึ่ง

    ที่สำคัญคือ
    ๗. มาถึงจุดนี้ ก็ทิ้งเรื่องพลังงานกสิณไฟไปเลย แล้วมาทางด้านปัญญาแทน
    ทั่วไปจะไม่เข้าใจว่า ต้องทิ้งทำไม
    ถ้าไม่แย้ง ไม่อะไร
    ๘.ต่อไป จะพบว่ามันจะทำงานได้ เร็วขึ้น เบาขึ้น ได้ผลดีขึ้น สบายขึ้น ไม่เหนื่อยไม่อะไร แต่ต้องไม่ลืมว่า พอใช้แล้วก็แล้วไป

    ๙. ต่อไป ก็ทิ้งกสิณไปอีก มาเน้นปัญญาต่อ
    ตัวจิตก็ค่อยๆ กลับคืนสู่ธรรมชาติเดิมแท้ของมัน ย้ำว่า ''ค่อยๆ'' ซึ่งระยะเวลาตรงนี้ ขึ้นอยู่กับผลด้านปัญญาล้วนๆ


    ๑๐.และก็จะมีการใช้งานไปเรื่อยๆอีก
    จนกระทั่ง จิตเกิดเวทนาเกี่ยวกับการ
    ใช้งานนี้ ต่อไป จิตมันจะใช้เฉพาะ
    ที่จำเป็นจะต้องใช้เท่านั้น และในขั้นนี้
    จะพบว่า มีการพัฒนา ในเรื่อง ความสามารถใช้งาน ในระดับที่สูงขึ้น
    แต่ต้องไม่ลืมว่า
    เวลาปกติคือ มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง

    ๑๑. แล้วที่นี้ ความสามารถในการทำงานได้
    ของจิตเกี่ยวกับ กสิณไฟ ให้เอากำลังตรงนี้ มาหนุนเรื่องปัญญา เพื่อเน้น
    เกี่ยวกับ ความบริสุทธิของจิต
    เช่น ใช้เพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่นๆ
    โดยที่ไม่ไปคาดหวัง ติดตาม หรือหวังผลอะไร

    สรุป ทุกความสามารถที่จิตทำได้นั้น
    ถ้าไม่ทิ้งมันไป หมายถึง มีการใช้งาน
    โดยหวังผลที่ใช้ จ้องที่จะใช้งานมัน และมีการตามผลที่ใช้ คาดหวังอะไรๆก็ตามจากความสามารถที่ทำได้
    ตรงนี้ หรือ พยายามรักษามันไว้ด้วยเข้าใจว่ามันจะเสื่อม.....
    ตรงนี้
    มันจะเป็นเหตุในการสร้างวงจรการเกิดดับไม่รู้จักจบสิ้น
    เพราะ ถ้าไม่ทิ้งเลย มันจะดลให้จิต
    จะต้องเป็นไปตาม จริต อนุสัย วิบาก
    อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พูดง่ายๆ
    ทำให้เข้าใจว่า ตนมีหน้าที่ หรือต้องทำอย่างนี้ หรือต้องไปทำตรงโน้นนี่นั้น

    นี่เป็นเหตุหลักๆที่ ทำไมยังไม่พ้นกัน

    เพราะไม่ยอมทิ้งตรงนี้ พูดง่ายๆว่า ติดความสามารถ ชอบในการสรรเสริญด้วยเห็นว่าตนมีความสามารถทำได้เหนือใคร และ เพราะเข้าใจว่าถ้าทิ้งแล้ว จะไม่มีความสามารถตรงนี้
    หรือกลัวว่า ตนจะเป็นคนธรรมดา ฯลฯ เลยเป็นเหตุ ให้ไม่ไปทางด้านปัญญา ไม่เอากำลังที่ได้มา
    หนุนเรื่องที่ส่งเสริมให้จิตบริสุทธิ์นั่นเอง



    ทั่วไป สำหรับบุคคลที่มีความสามารถ
    ทำได้แล้วนั้น มักจะติดที่ ไม่ยอมทิ้งกัน
    และไม่มาทางด้านปัญญา รวมทั้งไม่เอากำลังตรงนี้ มาหนุนส่งเสริมให้จิตบริสุทธิ์
    ตัวจิตเลยไม่กลับคืนสู่ธรรมชาติ มีแต่ไปสร้างให้จิตมันมีอัตตลักษณแห่งตนด้วยความสามารถนั้นๆที่ตนเองทำได้นั่นเอง

    และถ้าติดนิมิต ติดนามธรรม ติดสรรเสริญ อยากได้รับการยอมรับ
    ยึดมั่นถือมั่น เข้าใจว่าตนไม่ใช่คนธรรมดา เป็นคนพิเศษมาเกิด
    จะยังไม่เกิด ในข้อที่ ๑ แต่จะหลงตนหลงตัว คิดว่า ตนเองเก่งกว่าใคร

    ลำดับมันเป็นอย่างนี้หละ อ่านตามจะเข้าใจว่า ทำไมไม่พ้นกัน...


    ปล. กำลังสติทางธรรม เป็นการเริ่มต้น
    เพราะมันเป็นตัวควบคุมความคิดและพฤติกรรมของจิต ให้จิตคลายจากความคิดและจิตคลายจากขัน ๕ ส่วนนามธรรม
    จนจิต มันสามารถ แยกตัวจิต ความคิด ขันธ์ ๕ นามธรรม ซึ่งเป็นฝ่ายนามธรรมได้ ความเห็นชอบก็จะเปิดทางให้เดินปัญญาได้ และทำสำคัญมันคือ ตัวที่จะเข้าใจนามธรรมต่างๆ ไม่ว่าสัมผัสใดๆระหว่างทาง การเห็นนามธรรมต่างๆ ตลอดจนกิริยาทางนามธรรมต่างๆที่เกิดระหว่างการฝึกรรมฐานกองต่างๆ เพื่อไปให้ไปหลง ไปยึด จนเข้าใจว่าเป็นตัวเอง ซึ่งเป็ฯ ตัวขวางหลักๆ ในการเข้าถึงผลสำเร็จของกรรมฐานนั้นๆ.......

    ดังนั้น จะพบว่า สติทางธรรม จะมาก่อนที่จะเดินปัญญาได้ ไม่งั้นจะแยกไม่ออกว่า อะไรเป็นความคิด อะไรเป็นความคิดจากขันธ์ ๕ จนกลายเป็นวิปัสสนึก
    (พอเข้าใจไหมว่า อ่าน คิด วิเคราะห์
    ฝึกมาหลายกรรมฐาน แต่ไม่เคยใช้งานได้ซักที และนิสัยไม่ดีขึ้นเลย คือยังติด
    การสรรเสริญ เลยพยามสร้างตัวตนด้วยเหตุเพราะอยากดี อยากเด่นอยากดัง
    อยากได้รับการยอมรับอะไรประมาณนี้)


    อ้อ มหาสตินั้น ค่อยๆเป็นค่อยๆไป มันไม่ง่ายหรอก
    เพราะถ้ากำลังระดับมหาสตินั้น คือ
    มันจะทำตามเข้าใจ ในทุกๆเรื่องที่เกิด ย้ำว่า มันจะตามทุกเรื่องที่เกิด
    จนจิตยอมรับ รู้ และเข้าใจ และวางไปในเรื่องนั้นๆ
    ซึ่งมันจะต้องมีฐาน มาจากการเดินปัญญามาก่อน
    จนถึงระดับที่จิต วางเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้มาก่อนแล้ว

    โดยทั่วไป จะพบว่า เรื่องนี้ไม่คิดแล้ว ไม่สนใจแล้ว สบายใจแล้ว
    เข้าใจแล้ว แต่ขาดการสังเกตุว่า มันเกิดเพราะอะไร มันดับเพราะอะไร
    และมันดับเวลาไหน ส่วนมากจะลืมกันเป็นปกติ เวลามันดับไปแล้ว
    เพราะไปคิดเรื่องอื่นๆอยู่ หรือทำอย่างอืนดู สังเกตุดูได้

    คำตอบนี้ ดูจริงจังหน่อย ด้วยเหตุที่
    ผู้ถาม อาจจะยังไม่เข้าใจภาพรวมๆ
    เด่ว ค่อยไปฮา ในกระทู้ในห้องอื่นนะ ^_^ ๕๕
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 พฤศจิกายน 2019
  15. ThinkThink

    ThinkThink สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 ตุลาคม 2019
    โพสต์:
    39
    ค่าพลัง:
    +17
    อนุโมทนาสาธุครับ ขอบคุณมากครับคุณ Noppakarn ที่ช่วยอธิบายให้เข้าใจได้เพิ่มขึ้นครับ ผมจะค่อยๆ ฝึกไป ไม่เร่งรีบให้เสียกำลังใจครับ เห็นภาพเลยครับว่าทำไม ได้อภิญญาแล้วจึงยังไปไม่พ้นวัฏ เพราะขาดปัญญาที่ช่วยให้หลุดพ้น แต่เราก็สามารถใช้อภิญญา มาเป็นเครื่องมือในการเดินปัญญาต่อไปได้ แต่จะใช้อภิญญาเป็นเครื่องมือได้ ก็ต้องอาศัยสติทางธรรม เพื่อให้เราไม่ติดกับดัก ขวางทางสู่ทางที่ถูกต้องครับ ผมพอจะเข้าใจมากขึ้นแบบเห็นภาพตามไปน่ะครับ และเชื่อว่าวันนึง จิตจะอยู่ในระดับที่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้แบบเป็นธรรมชาติครับ

    ปล. ขอเรื่อง ฮาๆ ที่หัวข้อ "อภิญญา ที่ใช้งานได้จริง "ด้วยนะครับ แฮ่ๆ
     

แชร์หน้านี้

Loading...