ขอถามท่านผู้รู้เรื่องการฝึกมโนมยิทธิว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร

ในห้อง 'หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ' ตั้งกระทู้โดย มณีดิน, 21 พฤศจิกายน 2010.

  1. มณีดิน

    มณีดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    218
    ค่าพลัง:
    +537
    เรียนมโนมยิทธิจากบ้านสายลมค่ะ แล้วกลับมาฝึกที่บ้านทุกวัน เช้า และกลางคืนบ้างตามโอกาส โดยจับภาพพระพุทธชินราช ภาพที่เห็นในนิมิตแรกๆเป็นภาพไม่ชัดค่ะ แต่ตอนนี้ชัดมากมีสีชัดเจน แต่สิ่งที่ได้มาอีกคือการเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า ที่จะได้เจอ เช่น วันนี้ได้มีโอกาสไปไหว้พระพุทธรูปสีขาวองค์ใหญ่ที่ต่างจังหวัด ซึ่งภาพนี้เห็นในนิมิตเมื่ออาทิตย์ที่แล้วค่ะ และได้มาเจอจริงๆ นี่เป็นเรื่องหนึ่งนะคะที่เจอ และยังมีอีกค่ะ คือเมื่อคืนได้เห็นภาพนางอัปสรแต่งเครื่องทรงเหมือนผู้หญิงในสมัยทราวดีค่ะ และวันนี้ก็ได้มีโอกาสไปเที่ยวและได้เจอรูปปั้นนางอัปสรเหมือนที่นิมิตค่ะ และอีกหลายๆเหตุการณ์ที่เห็นในนิมิตเป็นภาพที่ชัดเจนมาก และตอนนี้ก็เริ่มที่จะสนทนาธรรม หรือมีคำถาม และมีผู้ตอบในสิ่งที่อยากรู้ในนิมิตให้อยู่ทุกเรื่องที่อยากรู้ มหัศจรรย์มาก ไม่ทราบว่าที่คือญานขั้นไหนคะ และขอรบกวนท่านอาจารย์ผู้รู้แนะนำด้วยค่ะ ว่าควรปฏิบัติอย่างไรต่อไปค่ะ
     
  2. มณีดิน

    มณีดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    218
    ค่าพลัง:
    +537
    คำถามที่เคยถามนะคะ ในนิมิตรนะคะ เช่น ถามว่าหากจะภาวนา นะมะ พะทะ หรือภาวนาคำว่า พุทโธ อย่างไรถึงจะถูกต้อง อาจารย์ที่มาตอบให้ในนิมิต ท่านตอบว่า จะภาวนาอย่างไรได้ทั้งหมด ไม่มีอย่างไรถูกหรือผิด ไม่ภาวนาคำใดเลยก็ยังได้
     
  3. attijit

    attijit Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 มกราคม 2010
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +60
    Reply

    คำตอบที่ได้จากในนิมิต สิ่งที่เกิดขึ้นเราอย่าด่วนสรุปเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ บางทีเราต้องเผื่อใจไว้บ้างนะครับ เผื่อไว้ซักครึ่งก็ยังดี ยึดหลักกาลามสูตร ของพระพุทธเจ้าไว้นะครับ แล้วจะได้ไม่เสียใจภายหลัง คิดเปรียบเทียบไตร่ตรองให้รอบคอบ คงดีกว่าสรุปว่าใช่เลย
    อย่างคำตอบข้างบน ก็ถูก แต่ไม่ร้อยเปอร์เซนต์ เราต้องทดลองทดสอบดูว่าอันไหนถูกจริต ถูกใจเรา ใช้ได้ผลดีกับเรา โดยส่วนตัวของผมนิยมใช้ นะมะ พะธะ เพราะเป็นคำที่หลวงพ่อ หลวงปู่ปาน ให้มา เวลาภาวนาเรานึกถึงพระ นึกถึงคำของหลวงปู่ หลวงพ่อไปด้วย ทำให้ใจสบาย ได้ผลดีกับผมครับ แต่สำหรับคนที่ชำนาญแล้ว ใช้คำไหนก็ได้ หรือไม่ใช้ก็ได้ครับ..
     
  4. gatsby_ut

    gatsby_ut เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    821
    ค่าพลัง:
    +14,287
    มณีดิน

    เรียนมโนมยิทธิจากบ้านสายลมค่ะ แล้วกลับมาฝึกที่บ้านทุกวัน เช้า และกลางคืนบ้างตามโอกาส โดยจับภาพพระพุทธชินราช ภาพที่เห็นในนิมิตแรกๆเป็นภาพไม่ชัดค่ะ แต่ตอนนี้ชัดมากมีสีชัดเจน

    เป็นเพราะวางอารมณ์ถูก และ นิวรณ์ไม่กวนใจ หากเราตัดละขันธ์ ได้มากเพียงใด ความเป็นทิพย์ของจิต จะแจ่มใสเพียงนั้น

    แต่สิ่งที่ได้มาอีกคือการเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า ที่จะได้เจอ เช่น วันนี้ได้มีโอกาสไปไหว้พระพุทธรูปสีขาวองค์ใหญ่ที่ต่างจังหวัด ซึ่งภาพนี้เห็นในนิมิตเมื่ออาทิตย์ที่แล้วค่ะ และได้มาเจอจริงๆ นี่เป็นเรื่องหนึ่งนะคะที่เจอ และยังมีอีกค่ะ คือเมื่อคืนได้เห็นภาพนางอัปสรแต่งเครื่องทรงเหมือนผู้หญิงในสมัยทราวดีค่ะ และวันนี้ก็ได้มีโอกาสไปเที่ยวและได้เจอรูปปั้นนางอัปสรเหมือนที่นิมิตค่ะ และอีกหลายๆเหตุการณ์ที่เห็นในนิมิตเป็นภาพที่ชัดเจนมาก และตอนนี้ก็เริ่มที่จะสนทนาธรรม หรือมีคำถาม และมีผู้ตอบในสิ่งที่อยากรู้ในนิมิตให้อยู่ทุกเรื่องที่อยากรู้ มหัศจรรย์มาก ไม่ทราบว่าที่คือญานขั้นไหนคะ และขอรบกวนท่านอาจารย์ผู้รู้แนะนำด้วยค่ะ ว่าควรปฏิบัติอย่างไรต่อไปค่ะ

    เป็นผลพลอยได้ จากทิพย์จักขุญาณ เป็น ๑ ในญาณ ๘ เรียกว่า อนาคตังสญาณ (รู้เหตุการณ์ในอนาคต)

    การฝึกมโนมยิทธิ ก็เพื่อพิสูจน์คำสอน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเรื่อง บาปบุญ คุณโทษ นรก สวรรค์ พรหม นิพพาน และกฏของกรรม

    ในแนวทางที่จะปฏิบัติต่อไป ก็คือ ทำอสวกิเลสให้สิ้นไป โดยโยงเข้าหากรรมฐาน ที่ตรงต่อจริต เพื่อพิจารณาตัดละ สักกายะทิฐิ โดยหาความจริง ในกฏของไตรลักษณ์ และ อริยสัจน์ ๔ เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่าย และวางเฉย กับกองสังขาร ทั้งหลาย ( ควรเริ่มต้นด้วยการพิจารณาหาทุกข์ ) นี่พูดถึงการปฏิบัติ เพื่อมรรคผล นะ

    คำภาวนา เป็นเครื่องโยงจิต สำคัญ ที่การวางอารมณ์ แต่ ถ้าใช้ นะมะ พะธะ ความเป็นทิพย์ของจิต จะแจ่มใสกว่า ..
     
  5. Nothing Eternal

    Nothing Eternal เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กุมภาพันธ์ 2009
    โพสต์:
    117
    ค่าพลัง:
    +654
    ที่ปฏิบัติมาก็ดีแล้วครับ ถ้าทำได้เป็นประจำสม่ำเสมออย่างที่ว่า ก็ยิ่งดีใหญ่

    ก็รักษาอารมณ์ใจไว้ เพราะมโนมยิทธินี่ เรื่องการรักษาอารมณ์ใจนี่สำคัญครับ


    ส่วนคำภาวนา ก็ใช้ว่า นะมะ พะทะ ตามที่ครูสอนแหละครับ เดินตามครู ไม่เสียหาย

    แต่ลงท้ายพอจิตเป็นสมาธิ คำภาวนามันก็หายไปเองแหละ ให้จิตมันทรงตัวเป็นใช้ได้

    เมื่อจิตว่างจากกิเลส จิตก็จะมีความเป็นทิพย์เอง เป็นธรรมชาติครับ


    ส่วนการเห็นเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น เป็นญาณแบบหนึ่ง เรียกว่า "อนาคตังสญาณ"

    ไม่ได้วัดว่าเป็นขั้นนี้ ขั้นนั้น หรอกนะครับ แต่จัดเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งเท่านั้น


    ส่วนเรื่องนิมิตนี้ ก็ขอติงไว้นิดหนึ่งครับ องค์หลวงพ่อท่านจะสอนอยู่เสมอๆนะครับ

    ว่าให้ใช้ ไตรลักษณ์ คุม คือ "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป"

    สิ่งที่เกิดแล้ว ดับไปแล้ว มันก็ผ่านไปแล้ว อย่าไปยึดติดกับนิมิตที่เห็นมากนัก


    ท่านมักย้ำตรงนี้ ด้วยท่านเข้าใจดีว่า ผู้ได้มโนมยิทธิใหม่ๆ ก็มักจะ "ซน" เป็นธรรมดา

    ยิ่งได้แรกๆ เห็นนั่น เห็นนี่ เป็นของใหม่ ก็ยิ่งซน เรียกว่า "เพลิน" กันเลยทีเดียว

    พอไม่ใช้ไตรลักษณ์คุม ตรงนี้ก็เฝือได้ คือ เตลิดเข้ารก เข้าพง กันไปใหญ่นะครับ

    ตรงนี้เป็นกันได้ทุกคน แม้แต่ครูสอนกรรมฐานเองเสียด้วยซ้ำนะครับ


    หลวงพ่อท่านเคยบอกว่า ถ้าจะวัดผลว่าก้าวหน้าไหม ท่านดูตรงที่ ทำแล้วกิเลสลดไหม

    มั่นคงในคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไหม ยังมีความลังเลสงสัยไหม

    แต่ถ้าทำแล้วกิเลสเพิ่ม อันนี้ยังถือว่าขาดทุนอยู่ครับ


    ยังงัยก็ปฏิบัติต่อไปครับ ขอให้เจริญในธรรมครับ
     
  6. pagorn

    pagorn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    768
    ค่าพลัง:
    +2,843
    ดิฉันก็เป็นเช่นกันเมื่อเราฝึกมโนมยิทธิซึ่งก็แปลว่า..มีฤทธิ์ทางใจอยู่แล้วฉะนั้นเหตุการณ์ต่างๆที่จะเกิดล่วงหน้าจึงมักจะมาดลใจจิตดลใจก่อนเสมอ..แต่หลวงพ่อฤาษีท่านได้สอนลูกศิษย์ไว้ว่าอย่าไปยึดติดในฌานนั้นค่ะ

    อนุโมทนาค่ะขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปค่ะ
     
  7. มณีดิน

    มณีดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    218
    ค่าพลัง:
    +537
    ขอบคุณค่ะสำหรับคำตอบของทุกท่าน ดิฉันยอมรับค่ะว่าเพลิดเพลินกับการฝึกมโนมยิทธิมากค่ะ เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก แต่ก็จะพยายามไม่อยากรู้ให้มากนัก เหมือนจะไปยึดติด แต่สิ่งที่รู้นั้นบางทีมาให้เห็นเองค่ะ อย่างที่คุณnothing ว่าเป็นความเพลิดเพลินน่ะค่ะ ยังมีอีกมากเลยค่ะที่เห็นในนิมิต เช่น เมื่อต้องการจะกราบสมเด็จโต ก็ปรากฏองค์ท่านมาให้เห็นค่ะ ผิวหนังเหมือนมนุษย์เลยค่ะ เหมือนว่ามีชีวิตอยู่ แต่ท่านไม่ลืมตา จีวรเป็นสีเหลืองเข้มจนคล้ายสีส้มแดง และอีกครั้งหนึ่งที่ไม่ลืมค่ะ คือ เมื่อตอนฝึกอาจาร์ยสอนให้ไปกราบพระในห้องพระที่บ้าน แต่ดิฉันนั่งสมาธิอยู่อีกห้องหนึ่งแต่ได้นิมิตว่าเดินไปห้องพระ วันนั้นคนที่บ้านเห็นดิฉันเดินผ่านไปเข้าห้องพระทั้งที่ดิฉันนั่งอยู่ในห้องนอนค่ะ อธิบายไม่ถูกว่าอะไร อาจาร์ยสอนว่า อย่าสงสัย แต่ดิฉันก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ กราบเรียนถามท่านผู้รู้ต่ออีกนะคะ ขอบคุณในความเมตตาที่ให้คำตอบค่ะ
     
  8. Nothing Eternal

    Nothing Eternal เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กุมภาพันธ์ 2009
    โพสต์:
    117
    ค่าพลัง:
    +654
    เมื่อฝึกแรกๆ ก็จะมีมาแบบให้รู้ ให้เห็นเอง นั่นแหละครับ ไม่ต้องแปลกใจ

    ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะเรายังบังคับจิตได้ไม่เต็มที่ แล้วจิตเค้าเร็ว ก็จะรับสัมผัสมาแบบสุ่ม

    คือ บางทีเป็นความรู้สึกชั่วขณะในจิตใต้สำนึก แล้วสะท้อนออกเป็นภาพในทิพยจักษุ

    เมื่อเรารู้ไม่ทันจิต ก็จะคิดว่ามาแบบสุ่ม (แต่ก็หลายครั้ง ที่ "ท่าน" มาจริง)


    นิมิตที่เป็นมงคลบางอย่าง เช่น เห็นสมเด็จองค์ปัจจุบันท่านมาสงเคราะห์ ฯลฯ

    ก็ให้ยึดอารมณ์ใจนั้นไว้ครับ เพื่อให้เกิด ธรรมฉันทะ คือ ความพอใจในการปฏิบัติ

    จะได้มีกำลังใจทำต่อเนื่องครับ ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร

    (แต่อย่าเผลอไป "ยอตัวเอง" นะครับ เดี๋ยวสังขารมันปรุงให้เกิด ทิฏฐิมานะ จะยุ่ง)


    ลำดับต่อไป เมื่อเราเริ่มฝึกจิตให้มีคุณภาพดีขึ้นแล้ว จิตก็จะเริ่มมีระเบียบแบบแผน

    เราก็จะเริ่มควบคุม อาการรู้ อาการเห็น ได้ดีขึ้นเป็นลำดับละครับ

    ถ้ายิ่งรู้ทันอารมณ์ รู้ว่านิมิตไหนควรละ รักษาอารมณ์ใจได้ดี ก็จะยิ่งมีความคล่องตัวครับ
     
  9. มณีดิน

    มณีดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    218
    ค่าพลัง:
    +537
    ก่อนหน้าที่จะมาฝึกมโนมยิทธิดิฉันเคยฝันอยู่บ่อยๆว่า ได้เห็นตู้ใส่พระไตรปิกฏเก่าๆใบหนึ่ง ข้างในมีหนังสืออยู่หลายเล่ม เมื่อเปิดออกดูจะกระดาษเป็นสีเหลือง เหมือนเป็นใบลาน เป็นภาษาบาลี เป็นความฝันที่ชัดเจน และฝันอยู่หลายครั้ง จนกระทั่งเมื่อมาได้รู้จักและฝึกมโนมยิทธิ และปฏิบัติธรรมเข้มข้นขึ้น จึงรู้ว่า ตู้พระไตรปิกฏนี้ ดิฉันมีส่วนในการสร้างเมื่อครั้งอดีตชาติ มีผลทำให้ชาตินี้ดิฉันชอบที่จะอ่านภาษาบาลี และพอเข้าใจในความหมาย และมีโอกาสได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องราวในพระไตรปิกฏอีกด้วย จึงคิดโดยสรุปเท่าที่ปัญญาจะคิดได้ว่า คงเป็นเหตุปัจจัยมาจากที่ได้สร้างตู้พระไตรปิกฏถวายให้แก่วัดนั่นเอง แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้ดิฉันหายสงสัย ยังคงอยากรู้อยู่ ก็เพราะความอยากรู้นี่แหละ ดิฉันจึงมีคำถามมากมายเกิดขึ้นในนิมิต ทั้งที่บางคำถามก็ไม่ได้อยากรู้ การรักษาอารมณ์อย่างที่คุณnothing แนะนำนั้นยากมาก แม้ว่าก่อนที่จะนั่งสมาธิ วางอารมณ์ไม่อยากรู้อยากเห็นแล้วนะคะ รู้ก็ดี ไม่รู้ก็ดี ดิฉันถือว่า เป็นสิ่งที่เบื้องบนประทานให้แล้วแต่จะเมตตาให้สิ่งใด ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น
    อีกเรื่องหนึ่งบางครั้งดิฉันรู้เรื่องของคนอื่นด้วยนะคะ เช่น รู้ว่าคนที่คุยด้วยเกิดวันอะไร และคิดอย่างไร บางครั้งรู้ว่าคนๆนี้จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน บางครั้งรู้ว่าตัวเลขที่อยู่ในซองที่ปิดมิดชิดไม่มีใครเห็นว่าในนั้นมีเลขอะไร
    ดิฉันคิดว่า อาจเป็นพลังที่ได้มาจากการฝึกมโนมยิทธินี้หรือเปล่า หากใช้ในทางที่ไม่ใช่สัมมาทิฐิจะบาปหรือเปล่า เป็นการทดสอบจิตใจเราหรือเปล่า ว่าเมื่อได้มโนมยิทธิแล้ว จะบริหารจัดการอย่างไรเพราะบางทีมันหมิ่นเหม่ ยั่วยุให้เกิดกิเลส หรือทำบาปได้เหมือนกัน ทุกครั้งที่นั่งสมาธิ ดิฉันต้องขออาราธนาให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ดิฉันมีความสว่างทั้งทางโลกและทางธรรมตลอดทุกครั้ง เพราะเหมือนกับมาทดสอบใจดิฉันได้ทุกครั้งไป
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 พฤศจิกายน 2010
  10. Nothing Eternal

    Nothing Eternal เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กุมภาพันธ์ 2009
    โพสต์:
    117
    ค่าพลัง:
    +654
    การรู้วาระจิตของผู้อื่น เรียกว่า "เจโตปริยญาณ"

    การมองเห็นในสิ่งที่ปกปิด ก็เป็นอำนาจของ "ทิพจักขุญาณ"

    รู้อนาคต เรียก "อนาคตังสญาณ"

    ระลึกชาติของตัวเองได้ เรียกว่า "ปุพเพนิวาสานุสติญาณ"

    ทั้ง ๔ อย่าง ที่ท่านบอกมานี้ ก็อยู่ในหลักสูตร ญาณ ๘ ที่สายมโนมยิทธิฝึกกัน

    การอบรมจิตให้ดีแล้ว จะเกิด ญาณ อันเป็นเครื่องรู้ ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของจิต

    ดังที่เคยตอบท่านไปว่า เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง (เพื่อพิสูจน์ให้เห็นจริงดังคำพระท่านว่า)


    ส่วนเรื่องการรักษาอารมณ์นั้น ย่อมทำได้ยากอยู่แล้ว เพราะจิตคนเคยชินกับกิเลส

    ก็ต้องอาศัยความเพียรครับ (อนุรักขปธาน - โปรดดูเรื่องวิริยะ ด้านท้าย)

    อุปมาดั่งทารกเดินเตาะแตะฉันใด เมื่อฝึกเดิน แล้วเจริญวัยขึ้น ก็เดินวิ่งได้คล่องฉันนั้น


    ความเพียร ๔ อย่าง (วิริยะ)

    ๑. สังวรปธาน คือ เพียรสำรวมมิให้บาปเกิด
    ๒. ปหานปธาน คือ เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
    ๓. ภาวนาปธาน คือ เพียรทำกุศลให้เกิด
    ๔. อนุรักขปธาน คือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
     
  11. ปลาคาร์พ

    ปลาคาร์พ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    51
    ค่าพลัง:
    +49
    อยากลองฝึกบ้างค่ะ หาเพื่อนไปค่ะแถวๆกิ่งจันทร์โคราชค่ะ

    มีใครสนใจไปกับเราบ้างป่่าวคะ
     
  12. APEX

    APEX เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    111
    ค่าพลัง:
    +312
    ส่วนของผมเวลานึกถึงภาพพระ หรือภาพหลวงพ่อ จะเกิดความคิด(เห็น)ที่ชัดเจนมากครับ ชัดมากๆ จึงพอเข้าใจคำว่าลืมตาก็เห็น หลับตาก็เห็น เป็นเช่นนี้เอง เป็นภาพนิ่งครับ ส่วนการฝึกต้องขอความรู้จากผู้รู้อีกมากครับ กิเลสผมยังหนามาก
     
  13. Phanudet

    Phanudet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    8,441
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +15,644
    โมทนาสาธุบุญนะครับ....ฝึกค่อนข้างได้ดีแล้วนะ.....

    ทรงอารมณ์ไปเรื่องๆครับ.....อีกหน่อยก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ....
     
  14. อรชร

    อรชร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 เมษายน 2010
    โพสต์:
    1,768
    ค่าพลัง:
    +11,464
    นิพพิทาญาณ และ สังขารุเปกขาญาณ
    อนุโมทนา สาธุ เจ้าค่ะ
     
  15. lady_crazy

    lady_crazy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 ตุลาคม 2009
    โพสต์:
    83
    ค่าพลัง:
    +123

    ที่โคราชก็มีฝึกนะคะ มาจากวัดท่าซุงกับบ้านสายลมมั้งคะ ถ้าจำไม่ผิดนะคะ

    สถานที่ปฏิบัติก็อยู่ในเมืองโคราชน่ะค่ะ
     

แชร์หน้านี้

Loading...