ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,820
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Fed กำลัง “หลงประเด็น” และควรเริ่มลดดอกเบี้ย

    James E. Thorne มองว่า Fed กำลังเดินนโยบายการเงินผิดทาง เพราะในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐกำลังอ่อนแรงลง สิ่งที่ Fed ควรทำคือเริ่มลดดอกเบี้ยกลับเข้าสู่ระดับที่เป็นกลาง แทนที่จะส่งสัญญาณว่าจะคงดอกเบี้ยสูงไปอีกนาน

    เขามองว่า Trump พูดถูกในเรื่องดอกเบี้ย เพราะนโยบายการเงินของสหรัฐตอนนี้อาจตึงตัวเกินไปสำหรับเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เศรษฐกิจที่ Wall Street ยังคาดหวังว่าจะยังแข็งแกร่งต่อไป

    สำหรับ Thorne สิ่งที่ทำให้รายงานล่าสุดน่ากังวลไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ออกมาต่ำกว่าคาด แต่คือการที่ตัวเลขดังกล่าวกำลังเปิดเผยว่า มุมมองของตลาดและ Fed ก่อนหน้านี้อาจผิดไปมาก

    ก่อนหน้านี้ Wall Street และกรรมการ FOMC ที่มีสิทธิ์ลงคะแนนหลายคนใช้เวลาหลายสัปดาห์เตือนเรื่อง Supply Shock เงินเฟ้อที่ยังไม่ยอมลงง่ายๆ และถึงขั้นพูดถึงความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยต่อ

    แต่ Thorne มองว่า พวกเขากำลังมองเศรษฐกิจผ่านข้อมูลที่ล่าช้า และใช้ข้อมูลเหล่านั้นสร้างเรื่องราวว่าควรดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อไป

    ปัญหาคือ เมื่อข้อมูลถูกปรับแก้ ภาพเศรษฐกิจก็เปลี่ยนไปทันที

    เขาจึงมองว่านี่ไม่ใช่แค่การพลาดตัวเลข แต่เป็นการที่ Consensus ของ Wall Street ถูกเปิดโปงว่าผิดจากความเป็นจริง

    Thorne ยังเห็นด้วยกับ Kevin Warsh ในประเด็นที่ใหญ่กว่านั้นว่า Fed พึ่งพาข้อมูลเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกมาล่าช้าและอาจถูกปรับแก้ภายหลังมากเกินไป แต่กลับนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ตัดสินใจด้วยความมั่นใจสูง

    รายงานเดือนกรกฎาคมเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน

    ก่อนหน้านี้ตลาดและผู้กำหนดนโยบายจำนวนมากสร้างมุมมองเชิง Hawkish จากตัวเลขที่ภายหลังถูกปรับลงอย่างมีนัยสำคัญ

    การจ้างงานเดือนกรกฎาคมลดลง 23,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเลขเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนถูกปรับลดลงรวมกันอีก 103,000 ตำแหน่ง

    เมื่อรวมการปรับแก้ทั้งหมด การจ้างงานเฉลี่ยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาเหลือเพียงประมาณ 34,000 ตำแหน่งต่อเดือน

    ดังนั้น Thorne จึงมองว่า รายงานเดือนกรกฎาคมไม่ได้ทำให้ตลาดแรงงานพังลงในทันที แต่เพิ่งเปิดเผยให้เห็นว่าตลาดแรงงานอ่อนแออยู่แล้ว

    แม้อัตราการว่างงานจะยังอยู่ที่ 4.1% แต่เขามองว่าตัวเลขนี้ไม่เพียงพอที่จะใช้บอกว่าตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง

    อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานลดลงเหลือ 61.4% ขณะที่สัดส่วนการจ้างงานต่อประชากรลดลงเหลือ 58.9%

    Thorne จึงมองว่าตลาดแรงงานกำลังอ่อนแอลงผ่านสิ่งที่เรียกว่า การดูดซับแรงงานที่ลดลง ก่อนที่จะไปถึงขั้นเกิดการเลิกจ้างครั้งใหญ่

    พูดง่ายๆ คือ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่บริษัทต่างๆ กำลังไล่คนออกจำนวนมาก แต่เกิดจากเศรษฐกิจไม่สามารถรองรับคนที่ต้องการเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ดีเหมือนเดิม

    และ Thorne มองว่าความผิดพลาดเรื่องดอกเบี้ยของสหรัฐยังมีผลกระทบออกไปนอกประเทศด้วย

    หากดอกเบี้ยสหรัฐยังสูงเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยก็ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สนับสนุน Yen Carry Trade

    เมื่อเงินเยนมีต้นทุนการกู้ยืมต่ำ นักลงทุนสามารถนำเงินที่กู้มาไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ทำให้เกิดการใช้ Leverage เพิ่มขึ้นในช่วงที่กลยุทธ์นี้ยังได้ผล

    แต่เมื่อส่วนต่างดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงหรือ Carry Trade เริ่มกลับทิศ การลด Leverage ก็สามารถเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และนำไปสู่การปิดสถานะพร้อมกันจนเกิดแรงขายรุนแรงในตลาดได้

    ดังนั้น Thorne มองว่า การที่สหรัฐคงดอกเบี้ยสูงเกินไปไม่ได้สร้างปัญหาเฉพาะกับเศรษฐกิจสหรัฐ แต่ยังสามารถเพิ่มความเสี่ยงให้กับระบบการเงินทั่วโลกได้ด้วย

    ในมุมของเขา Kevin Warsh เข้าใจปัญหานี้ เช่นเดียวกับ Scott Bessent และ Trump

    Thorne จึงสรุปอย่างตรงไปตรงมาว่า Fed และ Wall Street จำนวนมากกำลังหลงประเด็น

    พวกเขายังคงให้ความสำคัญกับความกังวลเรื่องเงินเฟ้อในอดีต ขณะที่ข้อมูลล่าสุดกำลังบอกว่าเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตลาดแรงงาน กำลังอ่อนแรงลง

    สิ่งที่ Fed ควรทำจึงไม่ใช่การต่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แต่ควรเริ่มลดดอกเบี้ยกลับเข้าสู่ระดับที่เป็นกลาง

    Thorne ยังมองว่า สหรัฐควรมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศหลักๆ เพราะการคงดอกเบี้ยสูงไม่ได้เพียงสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในประเทศ แต่ยังทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกมีความไม่สมดุล และเพิ่มความเสี่ยงจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนและการใช้ Leverage

    ท้ายที่สุด เขามองว่า ยิ่งความผิดพลาดของ Powell และ Fed ถูกแก้ไขเร็วเท่าไร ก็ยิ่งเป็นผลดีมากขึ้นเท่านั้น

    https://www.facebook.com/share/p/187GiirkpM/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,820
    ค่าพลัง:
    +97,153
    น้ำมันดิบปิดส่งท้ายสัปดาห์ 8 ส.ค.ขึ้นอีกกว่า 1 ดอลล์ ปิดเหนือกว่า 84 ดอลล์ ดันขึ้น 3 วันติดกันรวมกว่า 4 ดอลล์ ไร้ข้อตกลงระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ ข้อตกลงอิหร่านกับโอมานยังไม่ประกาศชัดเจน ราคาดีเซลไทยนิ่งนาน 17 วัน BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1ABJtkWj7q/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,820
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เชื่อใครดี #กัมพูชา เคลม ทูตทหารจีนไม่เคยห้ามใช้อาวุธจีนสู้รบกับไทย โต้กรมข่าวทหารบกของไทยพูดเองเออเอง
    FB_IMG_1786192472268.jpg
    “พนมเปญโพสต์” สื่อกัมพูชา อ้างอิงเจ้าหน้าที่กัมพูชาที่ไม่ประสงค์ออกนามรายหนึ่ง โต้แย้งคำกล่าวอ้างของกองทัพไทยที่ว่า จีนได้กำหนดข้อจำกัดในการใช้ยุทโธปกรณ์ของจีนในช่วงความขัดแย้งชายแดนเมื่อปีที่แล้วนั้น “ไม่ถูกต้อง”
    ⛔️
    เจ้าหน้าที่ของกัมพูชาระบุว่า สถานทูตจีนยืนยันกับเจ้าหน้าที่กัมพูชาในวันที่ 7 สิงหาคม ว่าไม่มีการหารือเรื่องการห้ามกัมพูชาใช้อาวุธของจีน ในระหว่างการหารือระหว่างผู้ช่วยทูตทหารของจีนกับกองทัพบกไทย
    .
    พนมเปญโพสต์อ้างว่า เจ้าหน้าที่ของจีนระบุว่า “ผู้ช่วยทูตทหารของจีนในกรุงเทพฯ ไม่ได้พูดเช่นนั้น ตรงกันข้ามกับสิ่งที่กองทัพไทยเผยแพร่สู่สาธารณะ ฝ่ายจีนเพียงแต่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสันติภาพ การเจรจา และความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน”
    .
    เรื่องนี้มีที่มาจากกรมข่าวทหารบก ระบุว่า เมื่อวันที่ 4 ส.ค.69 พลโท ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก ได้พบกับพลตรี จาง หลินหง ผู้ช่วยทูตทหาร สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย พร้อมคณะ โดยผู้ช่วยทูตทหารของจีน ได้ชี้แจงเรื่องที่จีนมอบอาวุธให้กัมพูชา โดยจีนได้กำชับไม่ให้กัมพูชาใช้อาวุธที่ได้รับจากประเทศจีนในพื้นที่บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
    .
    กัมพูชายังอ้างว่าไทยใช้ยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย รวมถึงเครื่องบินรบF-16 และGripen ไปทิ้งระเบิดกัมพูชา ทำให้หมู่บ้าน 335 แห่งในกัมพูชายังคงเต็มไปด้วยระเบิดลูกปรายของไทย
    โดยถึงแม้ว่าไทย-กัมพูชาจะมีความแตกต่างกันในด้านเทคโนโลยีทางทหาร แต่ผู้นำไทยได้แสดงความกังวลต่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ในการเยือนประเทศจีนเกี่ยวกับการส่งมอบรถถังของจีนให้กับกัมพูชา ซึ่งฝ่ายจีนยืนยันว่า อาวุธที่กัมพูชาได้รับไปเป็นการส่งมอบตามข้อตกลงที่จีน-กัมพูชาได้ทำไว้ก่อนที่จะเกิดการปะทะกับฝ่ายไทย.

    https://www.facebook.com/share/1DGWWWKhGL/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,820
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เริ่มคุ้ม! คลังเล็งช่วยโซลาร์บ้านละ 5 หมื่น ค่าไฟกำลังเป็นต้นทุนบ้าน

    โซลาร์รูฟท็อปกำลังกลายเป็นข่าวใหญ่ของคนมีบ้าน เพราะคลังเล็งอุดหนุนบ้านละ 50,000 บาท และคาดว่าครัวเรือนอาจคืนทุนได้ภายใน 3-4 ปี

    นี่ไม่ใช่แค่ข่าวพลังงานสะอาด แต่เป็นข่าวที่ทำให้คนซื้อบ้าน คนสร้างบ้าน และคนถือบ้านปล่อยเช่าต้องเริ่มคิดเรื่องค่าไฟเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าอสังหาฯ มากขึ้น เพราะบ้านในอนาคตอาจไม่ได้แข่งกันแค่ทำเลและพื้นที่ใช้สอย แต่แข่งกันที่ต้นทุนการอยู่อาศัยระยะยาวด้วย

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กฟผ. และ กฟภ. กำลังเร่งสรุปรายละเอียดโครงการลดภาระประชาชนที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเงินกู้ตาม พ.ร.ก. วงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยในส่วนของการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีวงเงิน 2 แสนล้านบาท และคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายใน 1 เดือน

    หลักการเบื้องต้นคือ รัฐจะช่วยอุดหนุนค่าติดตั้งให้ครัวเรือนในรูปแบบเงินให้เปล่าครัวเรือนละ 50,000 บาท ขณะที่ต้นทุนติดตั้งต่อครัวเรือนถูกประเมินไว้ราว 100,000-150,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือจะดึงกลไกของธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ เข้ามาช่วยปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

    ข่าวยังระบุว่า ครัวเรือนที่ติดตั้งสามารถขายไฟฟ้าส่วนเหลือคืนให้ กฟผ. และ กฟภ. ได้ โดยใช้ระบบ Net Billing หรือการหักลบค่าไฟเป็นมูลค่าเงิน เพื่อนำมาลดค่าไฟปกติ

    ตัวเลขที่คนมีบ้านควรจำคือ 3-4 ปี เพราะนายเอกนิติประเมินว่าโครงการนี้จะช่วยให้ครัวเรือนที่เข้าร่วมถึงจุดคุ้มทุนในช่วงดังกล่าว และตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไปจะได้รับประโยชน์จากค่าไฟที่ลดลงมากขึ้น โดยเบื้องต้นมองว่าครัวเรือนทั่วไปใช้ไฟเฉลี่ยราว 5 กิโลวัตต์ และโครงการอาจช่วยประชาชนได้ประมาณ 500,000 ถึง 1 ล้านครัวเรือน

    ในมุมอสังหาฯ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะที่ผ่านมาเวลาคนซื้อบ้านมักคิดเรื่องราคาบ้าน ค่างวด ทำเล และพื้นที่ใช้สอยเป็นหลัก แต่โลกที่ค่าไฟผันผวนทำให้ต้นทุนการอยู่จริงกลายเป็นประเด็นใหญ่ขึ้น บ้านที่ออกแบบให้ประหยัดพลังงานได้ดี บ้านที่ติดตั้งโซลาร์ได้ง่าย และบ้านที่มีระบบไฟรองรับ อาจมีน้ำหนักในการตัดสินใจมากกว่าเดิม

    ผมมองว่าโซลาร์รูฟท็อปไม่ควรถูกขายเป็นของแฟชั่น แต่ควรถูกอ่านเป็นตัวเลขการเงินของบ้าน ถ้าบ้านหนึ่งหลังใช้ไฟสูง มีคนอยู่กลางวัน มีเครื่องปรับอากาศหลายเครื่อง หรือมีรถ EV ในอนาคต การลดค่าไฟรายเดือนอาจมีผลต่อกระแสเงินสดของครอบครัวมากกว่าที่คิด

    แต่ถ้าบ้านใช้ไฟน้อย เจ้าของไม่อยู่กลางวัน หรือหลังคาไม่เหมาะกับการติดตั้ง ผลตอบแทนอาจไม่เหมือนกัน ดังนั้นคำว่าได้อุดหนุน 50,000 บาทไม่ได้แปลว่าทุกบ้านควรติดทันที สิ่งที่ควรทำคือคำนวณจากค่าไฟจริง ทิศทางแดดจริง สภาพหลังคาจริง และเงื่อนไขขายไฟจริง

    สำหรับคนจะซื้อบ้านใหม่ ข่าวนี้ทำให้ checklist เปลี่ยนไปเล็กน้อย นอกจากถามว่าบ้านอยู่ทำเลไหน ใกล้รถไฟฟ้าหรือถนนอะไร ควรถามเพิ่มว่าหลังคารับโซลาร์ได้ไหม ทิศทางแดดเป็นอย่างไร ระบบไฟรองรับการติดตั้งในอนาคตหรือไม่ และโครงการมีการเตรียมงานระบบไว้แค่ไหน

    สำหรับคนถือบ้านเช่าหรืออพาร์ตเมนต์ เรื่องนี้ก็มีบทเรียน เพราะผู้เช่าในอนาคตอาจไม่ได้ดูแค่ค่าเช่า แต่จะดูค่าใช้จ่ายรวมต่อเดือนมากขึ้น ถ้าบ้านหรืออาคารลดค่าไฟได้จริง เจ้าของอาจใช้จุดนี้เป็นข้อได้เปรียบในการปล่อยเช่า แต่ต้องพูดด้วยตัวเลขจริง ไม่ใช่ใช้คำว่าเขียวหรือประหยัดแบบกว้าง ๆ

    อีกด้านหนึ่ง ข่าวนี้ยังโยงกับอุตสาหกรรมไทย เพราะ กฟผ. และ กฟภ. อยู่ระหว่างหารือกับ BOI เพื่อกำหนดเงื่อนไขเปิดรับผู้ประกอบการติดตั้ง โดยโจทย์คืออยากให้เป็นผู้ประกอบการไทยที่มีโรงงานในไทยและได้มาตรฐานเข้าร่วมโครงการ ตรงนี้แปลว่าโซลาร์รูฟท็อปไม่ได้กระทบแค่เจ้าของบ้าน แต่ยังเกี่ยวกับโรงงาน แรงงาน ผู้รับเหมา และ supply chain ของอุปกรณ์พลังงานในประเทศด้วย

    สิ่งที่ต้องระวังคือ ข่าวนี้ยังอยู่ในขั้นเร่งสรุปรายละเอียดและยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาเงินกู้ ดังนั้นคนอ่านไม่ควรรีบตัดสินใจจากพาดหัวอย่างเดียว ต้องรอดูเงื่อนไขจริง เช่น ใครมีสิทธิ์ วงเงินรวมเท่าไร ขั้นตอนสมัครเป็นอย่างไร ราคาติดตั้งถูกกำกับไหม อุปกรณ์ต้องได้มาตรฐานแบบไหน และระบบ Net Billing จะคำนวณอย่างไร

    มุมมองนักวิเคราะห์ต่อเหตุการณ์นี้ในแบบอ่านจากข้อมูลข่าว คือโครงการนี้น่าสนใจเพราะมีตัวเลขที่แตะชีวิตจริง ทั้งเงินช่วย 50,000 บาท ต้นทุนติดตั้ง 100,000-150,000 บาท และระยะคืนทุน 3-4 ปี แต่ความคุ้มจริงต้องวัดเป็นรายบ้าน ไม่ใช่ใช้สูตรเดียวกันทั้งประเทศ

    ข่าวนี้จึงไม่ใช่แค่รัฐจะช่วยติดโซลาร์ แต่มันกำลังทำให้บ้านกลายเป็นสินทรัพย์ที่ต้องบริหารต้นทุนพลังงานมากขึ้น บ้านที่ดีในอนาคตอาจไม่ใช่แค่บ้านสวยหรือใกล้เมือง แต่เป็นบ้านที่อยู่แล้วค่าใช้จ่ายไม่บาน และเจ้าของเข้าใจตัวเลขหลังมิเตอร์ของตัวเองจริง ๆ

    #KimPropertyLive #โซลาร์รูฟท็อป #บ้านประหยัดไฟ #ค่าไฟ #อสังหาริมทรัพย์ #ธอส #พลังงานสะอาด

    https://www.facebook.com/share/19HduKoFAw/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,820
    ค่าพลัง:
    +97,153
    โอบ้งปีนี้… สมรภูมิแม่ผัวลูกสะใภ้เริ่มแล้ว!

    เมื่อภาวะเงินเฟ้อและของแพงฉุดไม่อยู่ ไม่ใช่แค่ครัวเรือนเราๆ ที่เดือดร้อน แต่มันลามไปถึง “พิธีการกลับบ้านเกิด” ในช่วงเทศกาลโอบ้งของญี่ปุ่นแล้วค่ะ!

    เรื่องนี้เกิดขึ้นกับคุณ Y พนักงานบริษัทวัย 30 กว่าๆ ที่ปกติจะพาครอบครัว (สามีและลูก) นั่งรถไฟด่วนกลับไปเยี่ยมบ้านสามีปีละ 2 ครั้ง ความสัมพันธ์ที่ผ่านมาก็ถือว่าราบรื่นดีมาก แม่สามีไม่เคยตระหนี่ แถมตอนหลานเกิดใหม่ๆ ก็เปย์ให้เต็มที่ ออกปากขอจ่ายให้ตลอด

    แต่มาปีนี้ อยู่ดีๆ แม่สามีก็โทรมาหาด้วยน้ำเสียงเครียดๆ แล้วขอตรงๆ ว่า

    “ปีนี้ญาติมาเยอะ ค่าใช้จ่ายสูง ช่วยออกค่ากินค่าน้ำค่าไฟช่วงที่มาค้างหน่อยได้ไหม?”

    แม่สามีคิดราคาออกมาเสร็จสรรพ

    “ขอคืนละ 20,000 เยน ค้าง 2 คืนก็ 40,000 เยน (ราวๆ 9,500 บาท) คิดซะว่าไปนอนโรงแรม ราคานี้ถูกกว่าครึ่งหนึ่งแล้วนะ”

    แต่ฝั่งลูกสะใภ้นั่งคำนวณแล้วปวดหัวเลย เพราะ

    * ค่ารถไฟเดินทางไป-กลับ 3 คน = 60,000 เยน
    * ค่าที่พักบ้านแม่สามี 2 คืน = 40,000 เยน

    รวมแล้วทริปเยี่ยมบ้านนี้ต้องจ่ายถึง 100,000 เยน (ราวๆ 24,000 บาท)!

    คุณ Y เลยแอบคิดในใจว่า

    “ถ้าต้องจ่ายตั้งแสนเยน สู้เอาเงินนี้พาครอบครัวไปเที่ยวพักผ่อนที่ดีๆ ไม่ดีกว่าเหรอ?”

    เธอเลยลองเปิดอกต่อรองกับแม่สามีไปตรงๆ

    “คุณแม่คะ คืนละสองหมื่นแพงไปไหมคะ? สองคืนขอลดเหลือสองหมื่น หรือลดวันนอนเหลือคืนเดียวแล้วจ่ายหมื่นเดียวได้ไหมคะ?”

    แต่แม่สามีกลับทำหน้าลำบากใจแล้วอ้างว่า

    “ช่วงนี้ค่าน้ำมันรถมันก็แพงขึ้นด้วยสิ…”

    คุณ Y ได้แต่นึกถอนหายใจว่า ข้าวของที่แพงขึ้นบวกกับความกังวลเรื่องเงินหลังเกษียณ (เพราะพ่อสามีเพิ่งเกษียณแล้วไม่ได้ทำงานต่อ) มันน่ากลัวจนเปลี่ยนคนที่เคยสปอร์ตให้กลายเป็นคนคิดยิบคิดย่อยได้ขนาดนี้เลยเหรอ?

    แต่เรื่องไม่ได้จบสวยๆ แค่นั้นค่ะ…

    เพราะหลังจากพยายามเจรจากันอีกหลายรอบ เหตุการณ์กลับพลิกผันไปในทางที่ไม่คาดคิด จนสะใภ้ต้องเจอแม่สามีฟิวส์ขาดใส่ แถมโดนด่าตอกกลับมาแบบคาดไม่ถึง!

    ทำเอาคุณ Y รู้สึกจุกและกังวลใจจนปิดไม่มิดเลยว่า

    “เงินทองมันเปลี่ยนคนได้จริงๆ หรือแท้จริงแล้วมนุษย์เราก็เป็นแบบนี้กันแน่?”

    ด้านคุณโทชิยูกิ ฮิราซุกะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการวิกฤต ได้ให้มุมมองว่า สภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูงกระทบคนทุกวัยจริงๆ ผลสำรวจล่าสุดชี้ว่าคนญี่ปุ่นลดงบวันหยุดฤดูร้อนลงถึง 20%

    ทางออกที่ดีที่สุดคือ พ่อแม่และลูกควรจับเข่าคุยเรื่องค่าใช้จ่ายกันตรงๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อหาจุดที่สบายใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย

    บ้านไหนเคยเจอประสบการณ์กลับบ้านเกิดแล้วเจอเรื่องเงินๆ ทองๆ ชวนอึดอัดแบบนี้บ้าง ลองมาคอมเมนต์คุยกันได้นะ!

    ที่มา: Yahoo! News (FORZA STYLE)
    วันที่เผยแพร่: 7 สิงหาคม 2026 เวลา 06:09 น.

    #ข่าวญี่ปุ่น #สังคมญี่ปุ่น #เรื่องผัวเมีย #แม่สามีลูกสะใภ้ #เทศกาลโอบ้ง #ของแพง #เงินเฟ้อ #สะใภ้ญี่ปุ่น #เล่าเรื่องญี่ปุ่น

    https://www.facebook.com/share/p/1Bdo1HPty5/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,820
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “ต่อให้ถูกยิง ก็ห้ามยิงสวน!” อารมณ์ชั่ววูบกับเบรกในใจของตำรวจญี่ปุ่น

    กลายเป็นประเด็นที่คนญี่ปุ่นพูดถึงกันเยอะมาก สำหรับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่เมืองคาวาจินางาโนะ จังหวัดโอซาก้า เมื่อตำรวจตัดสินใจยิงชายวัย 60 ปีคนหนึ่งที่ถือมีดปังตอวิ่งเข้าหาเสียชีวิต

    เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นการวิสามัญที่สมเหตุสมผลในสายตาชาวเน็ต แต่ลึกลงไปแล้ว มันสะท้อนถึงความกดดันมหาศาลที่ตำรวจญี่ปุ่นต้องแบกรับทุกครั้งที่ต้องชักปืนออกมา!

    เกิดอะไรขึ้นที่คาวาจินางาโนะ?

    วันนั้นตำรวจรับแจ้งเหตุว่ามีชายตัวโชกเลือด ถือมีดปังตอยาว 16 ซม. อาละวาดอยู่กลางถนน พอตำรวจ 5 นายไปถึง ก็พยายามตะโกนเตือนซ้ำๆ ให้ทิ้งมีด แต่ชายคนนั้นกลับไม่ฟัง แถมยังถือมีดตรงเข้ามาหา

    จ่าตำรวจวัย 32 ปี จึงตัดสินใจยิงขู่ขึ้นฟ้าไป 1 นัด… แต่ชายคนนั้นก็ยังไม่หยุด! สุดท้ายเลยจำเป็นต้องยิงนัดที่ 2 เข้าที่อกซ้าย กระสุนทะลุตัว จนเขาไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลจากอาการช็อกเพราะเสียเลือด

    ⚖️ ทำไมตำรวจญี่ปุ่นถึงยิงปืนยากขนาดนั้น?

    ในญี่ปุ่น การใช้ปืนของตำรวจมีกฎหมายควบคุมเข้มงวดมากๆ (ตาม พ.ร.บ. การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ มาตรา 7) จะยิงให้เกิดอันตรายได้ ต้องเข้าข่ายเฉพาะจริงๆ เช่น ป้องกันตัวแบบจวนตัวสุดๆ หรือจับกุมคนร้ายคดีร้ายแรงที่พยายามขัดขืนแบบไม่มีทางอื่นแล้ว แถมระเบียบยังบังคับอีกว่า ปกติแล้วต้องตะโกนเตือนและยิงขู่ก่อนเสมอ

    ️ อดีตตำรวจนครบาลโตเกียวออกมาเปิดใจ

    คุณยาสุนุมะ ยาสุโอ อดีตตำรวจและเจ้าของหนังสือเล่มดัง ได้ออกมาอธิบายมุมมองของตำรวจในพื้นที่ว่า:

    “เมื่อก่อน วิดีโอฝึกตำรวจเคยเน้นย้ำว่า ‘เมื่อถึงเวลาต้องยิง ก็ต้องยิง’ เพื่อป้องกันไม่ให้ตำรวจลังเลจนต้องมาตายในหน้าที่… แต่เอาเข้าจริง ในหัวขององค์กรและตำรวจทุกคนจะมีเบรกตัวใหญ่มากๆ คอยรั้งไว้ตลอดเวลาว่า ‘ถึงจะถูกยิง ก็ห้ามยิงสวนเด็ดขาด!’”

    สาเหตุเพราะอะไร?

    เพราะการชักปืนออกมาใช้แต่ละครั้ง แค่เอาออกจากซองก็กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศ ถูกตั้งคำถาม ถูกสอบสวนจนเป็นเรื่องยุ่งยาก ตำรวจส่วนใหญ่เลยถูกปลูกฝังไปโดยไม่รู้ตัวว่า “ถ้าใช้ปืนเมื่อไหร่… งานเข้าเมื่อนั้น”

    เวลาเจอเหตุการณ์จริง ตำรวจเลยเหมือนต้องเหยียบคันเร่งและเบรกไปพร้อมๆ กันในเสี้ยววินาที!

    สำหรับเคสนี้ คุณยาสุนุมะมองว่าตำรวจทำตามขั้นตอนได้ถูกต้องแล้ว ทั้งการสั่งให้วางมีด และการยิงขู่ขึ้นฟ้าก่อน และอยากให้กำลังใจตำรวจนายนั้นว่า ขอให้ยืนหยัดและพูดได้เต็มปากว่า “ผมพิจารณาแล้วว่ามันจำเป็นจริงๆ” โดยที่คนนอกไม่ควรอามุมมองของคนนั่งดูผลลัพธ์มาคอยจับผิด

    ส่วนทางตำรวจโอซาก้าเบื้องต้นระบุว่า การยิงครั้งนี้เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย แต่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไป

    ที่มา: Yahoo! News (Bengoshi JP News)
    วันที่และเวลา: 8 สิงหาคม 2026 (10:40 น.)

    #ข่าวญี่ปุ่น #ตำรวจญี่ปุ่น #วิสามัญ #คาวาจินางาโนะ #โอซาก้า #JapanNews

    https://www.facebook.com/share/p/1EFQrsuHtd/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,820
    ค่าพลัง:
    +97,153
    บทความนี้ถอดคำพูดจาก หลู่ อี้เหิง (โตรอนโต้ ฟางเหลี่ยน) จบปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ จากมลฑลเจียงซู พำนักในแคนาดา

    ฟางเหลี่ยน กล่าว :

    ---

    ## PART 1 — จากรูปโปรไฟล์ที่หายไป สู่วัฒนธรรมที่นอนใต้โต๊ะ

    ช่วงนี้ถ้าคุณโพสต์อะไรที่เกี่ยวกับ "อาหารหมู" ลงบนโต่วอิน (TikTok จีน) ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่คุณจะได้รูปโปรไฟล์กลายเป็นรูปว่างเปล่าสีดำขึ้นมา

    สาเหตุที่รูปโปรไฟล์กลายเป็นแบบนั้นก็เพราะหัวเว่ยเปิดปฏิบัติการรายงาน (report) ครั้งใหญ่ รูปโปรไฟล์เลยหายไปเพราะถูกรายงานนั่นเอง

    แล้วทำไมแค่ "อาหารหมู" ถึงโดนรายงานได้ล่ะ? เรื่องนี้ต้นตอมาจากที่ อวี๋ เฉิงตง เคยพูดในงานเปิดตัวสินค้าครั้งหนึ่ง โดยเรียกรถแบรนด์เวิ่นเจี้ยว่าเป็น "SUV ที่ดีที่สุดในราคาต่ำกว่า 10 ล้าน"

    เขาพูดประมาณว่า "M9 ของผมเปิดตัวแล้วนะครับ เราจะนิยามใหม่ว่าอะไรคือรถที่ดีที่สุดในราคาไม่เกิน 10 ล้าน ดีที่สุด… รถราคาไม่เกิน 5 ล้านเราไม่ต้องพูดถึงเลย ใช่ไหมครับ"

    หลังจากนั้นชาวเน็ตก็เอามาล้อเลียน อวี๋ เฉิงตง โดยเฉพาะล้อเรื่องที่เขาพูดไม่ค่อยชัด จึงมีคนโพสต์คลิปอาหารหมู แล้วใส่แคปชั่นว่า "นี่คืออาหารหมูที่ดีที่สุดในราคาต่ำกว่า 10 ล้าน" เพื่อประชดประชัน อวี๋ เฉิงตง

    แต่เพราะหัวเว่ยเป็นบริษัทที่มีจุดอ่อนไหวเต็มตัวไปหมด ฝ่ายกฎหมายของหัวเว่ยจึงจับได้เร็วมากว่าชาวเน็ตกำลังเล่นเกมกระแนะกระแหนหัวเว่ยอยู่ และเปิดปฏิบัติการกวาดล้างคลิป "อาหารหมู" ทั้งหมด

    แน่นอนว่าถึงหัวเว่ยจะงี่เง่าแค่ไหน แต่หัวเว่ยก็เป็นบริษัทที่คนจีนหลีกเลี่ยงไม่ได้ สวัสดีครับทุกคน ผมคือ โตรอนโต้ ฟางเหลี่ยน

    วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องบริษัทที่เลวที่สุด ชั่วร้ายที่สุดในรอบพันปีของจักรวาลนี้ นั่นคือหัวเว่ย

    ถ้าตอนนี้คุณคิดว่าการที่หัวเว่ยไล่ลบโพสต์ไปทั่วอินเทอร์เน็ต ทำให้รูปโปรไฟล์ของทุกคนหายไป การขายรถแบรนด์เวิ่นเจี้ยที่มองคนจีนเป็นแค่ผักที่รอให้เชือด — ถ้าคุณคิดว่าแค่นี้คือขีดสุดของความเลวของหัวเว่ยแล้ว คุณคิดน้อยเกินไปมาก

    ปัญหาคุณภาพสินค้า ปัญหาการปิดปากคำวิจารณ์เหล่านี้ เทียบกับความเลวที่แท้จริงของหัวเว่ยแล้ว ถือว่าเป็นแค่เรื่องจิ๊บจ๊อยเท่านั้น

    **ความเลวข้อแรก: เลวต่อพนักงานของตัวเอง**

    ถ้าจะบอกว่าความสามารถในการขูดรีดของนายทุนทั้งโลกรวมกันมี 10 ส่วน หม่า อวิ๋น (แจ็ค หม่า) อาจได้ไป 1 ส่วน นายทุนที่เหลือทั้งหมดรวมกันได้อีก 1 ส่วน แต่ เริ่น เจิ้งเฟย คนเดียวสามารถกินรวบไปได้ถึง 8 ส่วน หัวเว่ยเรียกได้ว่าเป็นต้นตำรับของวัฒนธรรม 996 ในประเทศจีน

    ตอนที่ หม่า อวิ๋น ออกมาพูดในปี 2019 ว่า 996 คือพร (ทำงาน 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม 6 วันต่อสัปดาห์) จนเป็นเรื่องแตกทั่วอินเทอร์เน็ต หลายคนไม่รู้ว่าตั้งแต่ศตวรรษที่แล้ว หัวเว่ยได้นำระบบที่โหดร้ายยิ่งกว่า 996 เข้ามาใช้ในบริษัทเรียบร้อยแล้ว

    ระบบนั้นคืออะไร? คือ "วัฒนธรรมที่นอน"

    ตั้งแต่ปี 1988 ตอนที่หัวเว่ยเพิ่งก่อตั้ง เริ่น เจิ้งเฟย สั่งให้พนักงานทุกคนวางที่นอนไว้ใต้โต๊ะทำงานของตัวเอง

    ถ้างานเร่ง พนักงานก็สามารถดึงที่นอนออกมานอนที่บริษัทได้เลย ทำงานต่อกันข้ามคืน

    วัฒนธรรมที่นอนนี้ขูดรีดหนักเกินไป จนในเวลานั้นเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นมา

    ปี 2005 หู ซิงอวี่ บัณฑิตปริญญาโทวัย 24 ปี เข้าทำงานที่หัวเว่ยหลังเรียนจบ เข้าทำงานได้ไม่นาน ปีถัดมา หู ซิงอวี่ ก็ต้องไปเจอกับโครงการสำคัญที่ต้องเร่งปิดงานของหัวเว่ย

    ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา เขาก็เริ่มปฏิบัติตาม "วัฒนธรรมที่นอน" อย่างเต็มรูปแบบ หู ซิงอวี่ ต้องตื่นตอน 9 โมงเช้าทุกวันเพื่อไล่ให้ทันความคืบหน้าของโครงการ แล้วทำงานยาวไปจนถึงตี 3 พอถึงตี 3 แล้วก็ไม่ต้องกลับบ้านอีกต่อไป หู ซิงอวี่ ก็ดึงที่นอนออกมานอนที่บริษัทเลย

    ในช่วง 30 วันแรกที่โครงการเริ่มขึ้น หู ซิงอวี่ กลับบ้านแค่ 4 ครั้ง และทุกครั้งที่กลับก็แค่ไปหยิบของใช้ประจำวันแล้วก็กลับมาที่บริษัท

    เริ่มงาน 9 โมงเช้า นอนตี 3 ทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ — โมเดล "937" แบบนี้ ถ้า หม่า อวิ๋น เห็นเข้าคงต้องอุทานว่า 996 ของผมนี่เมตตาเกินไปแล้วจริง ๆ

    ภายใต้ความกดดันสูงระดับนี้ ในที่สุดวันที่ 28 เมษายน 2005 หู ซิงอวี่ ก็ล้มป่วยลงกลางออฟฟิศของหัวเว่ย

    หลังจากนั้นเขาถูกส่งโรงพยาบาลด่วน แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบเฉียบพลัน

    และเสียชีวิตหลังส่งโรงพยาบาลได้ 10 วัน การเสียชีวิตของ หู ซิงอวี่ ทำให้ "วัฒนธรรมที่นอน" ของหัวเว่ยหลุดออกมาสู่สายตาสาธารณะเป็นครั้งแรก

    วัฒนธรรมที่นอนของตัวเองทำให้มีคนตายไปหนึ่งชีวิต เกิดความผิดพลาดใหญ่ขนาดนั้น แล้ว เริ่น เจิ้งเฟย ในตอนนั้นตอบสนองอย่างไร?

    ก็เหมือนกับฝ่ายประชาสัมพันธ์ของหัวเว่ยในทุกวันนี้ — ด่ากลับ ปากแข็ง เขียนบทความอวย และปิดปาก

    หัวเว่ยจ้างกองทัพไอโอจำนวนมากทันทีเพื่อโปรโมต "วัฒนธรรมการต่อสู้ดิ้นรน" ของหัวเว่ย ขณะเดียวกันหัวเว่ยเองก็ทยอยตีพิมพ์บทความหลายชิ้นที่โปรโมตจิตวิญญาณนักสู้ของหัวเว่ย เช่น "ฟ้าย่อมตอบแทนคนขยัน" และ "ค่านิยมหลักของหัวเว่ย"

    หลังจากนั้น ภายใต้การล้างภาพลักษณ์ด้วยกองทัพไอโอความเข้มข้นสูงแบบนี้ เรื่องของ หู ซิงอวี่ ก็ถูกกดจนเงียบลงอย่างรวดเร็ว

    แต่ถึงแม้เรื่องของ หู ซิงอวี่ จะถูกกดลงไปได้ ก็ไม่ได้หยุดยั้งไม่ให้เกิดหายนะขึ้นภายในหัวเว่ย

    ภายใต้การกดขี่ความเข้มข้นสูง วัฒนธรรมการฆ่าตัวตายเริ่มแพร่ระบาดภายในหัวเว่ย

    วันที่ 18 กรกฎาคม 2007 จาง รุ่ย พนักงานหัวเว่ยที่เพิ่งเข้าทำงานได้ไม่นาน ผูกคอตายที่เซินเจิ้น

    วันที่ 11 สิงหาคม 2007 พนักงานคนหนึ่งของสำนักงานหัวเว่ยสาขาฉางชุน ตกตึกเสียชีวิต

    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2008 หลี่ ตงปิน พนักงานสำนักงานหัวเว่ยสาขาเฉิงตู กระโดดตึกฆ่าตัวตาย

    วันที่ 6 มีนาคม 2008 พนักงานคนหนึ่งที่โรงอาหารสำนักงานใหญ่หัวเว่ยในเซินเจิ้น ก็กระโดดลงมาจากชั้น 3 เพียงแต่ยังไม่ทราบชื่อของพนักงานคนนี้

    ครึ่งปี กระโดดตึก 4 ราย เพื่อน ๆ ที่อายุมากหน่อยคงจำได้ว่าฟ็อกซ์คอนน์ในฐานะบริษัทระดับท็อปที่ใช้แรงงานคนแบบวัวควาย เคยเกิดเหตุการณ์กระโดดตึกต่อเนื่องในจีนเมื่อปี 2010 แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการที่พนักงานกระโดดตึกต่อเนื่องแบบนี้ ไม่ใช่ฟ็อกซ์คอนน์ แต่คือหัวเว่ย

    นอกจากพฤติกรรมชั่วร้ายเหล่านี้ คำศัพท์และวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษหลายอย่างในโลกอินเทอร์เน็ตภาษาจีนทุกวันนี้ ก็ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากหัวเว่ยทั้งสิ้น เช่น "ความกังวลของโปรแกรมเมอร์วัย 35" ที่เราพูดกันทุกวันนี้ ก็มีต้นกำเนิดมาจากที่หัวเว่ยกวาดล้างปลดพนักงานที่อายุเกิน 34 ปีแบบยกชุดในปี 2017

    นอกจากนี้ หัวเว่ยยังเคยทำ "ข้อตกลงเป็นนักสู้โดยสมัครใจ" โดยตั้งชื่อให้ดูสวยหรูว่า "ใบสมัครขอเป็นนักสู้" ซึ่งใบสมัครนี้กำหนดให้พนักงานสมัครใจสละสิทธิ์วันลาพักร้อน ค่าล่วงเวลา และสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐานอื่น ๆ วิธีการบีบให้พนักงานสละสิทธิ์ต่าง ๆ ด้วยตัวเองแบบนี้ ก็ถูกบริษัทใหญ่อื่น ๆ นำไปลอกเลียนแบบต่อ

    ---

    ## PART 2 — คดี หลี่ หงหยวน: ขอค่าชดเชยแล้วได้ติดคุก 251 วัน

    แน่นอนว่าการโหดร้ายกับพนักงานขนาดนี้ มองกฎหมายแรงงานเป็นแค่อากาศ ยังเป็นแค่ออร์เดิร์ฟเท่านั้น ยังห่างไกลจากขีดสุดของ เริ่น เจิ้งเฟย มาก

    ถ้าคุณกล้าทรยศท่านประธานเริ่นของเรา หรือกระทั่งยังฝันเฟื่องอยู่ว่าลาออกแล้วจะขอค่าชดเชยจากหัวเว่ยสักหน่อย ท่านประธานเริ่นของเราก็อาจจะจัดหนักให้คุณสักดอก จัด "การต้อนรับขนาดใหญ่" ให้คุณ

    และนี่ไม่ได้พูดเล่นนะครับ คำว่า "ขนาดใหญ่" ในที่นี้คือขนาดใหญ่ในความหมายทางกายภาพจริง ๆ

    เรื่องนี้เราต้องพูดถึงคดีของ หลี่ หงหยวน

    หลี่ หงหยวน เข้าทำงานที่หัวเว่ยในปี 2005 หลังจากนั้นเขาก็ทำงานหนักดิ้นรนอยู่ในหัวเว่ยมาตลอด อยู่ที่หัวเว่ยยาว 12 ปี พอถึงปี 2018 หลี่ หงหยวน ในวัย 42 ปี ก็เห็นได้ชัดว่าเลยอายุปลอดภัย 35 ปีมาแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องถูก "ปรับให้เหมาะสม"

    ดังนั้น หลี่ หงหยวน จึงเจอปัญหามากมายตอนต่อสัญญาจ้างงาน

    และในฐานะพนักงานเก่า หลี่ หงหยวน เคยไปขอร้อง เริ่น เจิ้งเฟย ต่อหน้า หวังว่า เริ่น เจิ้งเฟย จะต่อสัญญาให้เขา

    แต่ก็ยังไม่มีผลอะไร สุดท้าย หลี่ หงหยวน ที่ถูกไล่ออก กับฝ่ายบุคคลของหัวเว่ย ก็มานั่งโต๊ะเจรจากัน บนโต๊ะเจรจา หลี่ หงหยวน สู้ตามหลักการทุกประการ

    สิ่งที่ทำให้ หลี่ หงหยวน ตกใจก็คือ ฝ่ายบุคคลของหัวเว่ยตอบตกลงตามข้อเรียกร้องของเขาอย่างรวดเร็วมากบนโต๊ะเจรจา ทั้งสองฝ่ายตกลงกันที่ค่าชดเชยแบบ 2N รวมเป็นเงินก่อนหักภาษี 330,000 หยวน

    และไม่กี่วันหลังจากนั้น เลขานุการของแผนกที่ หลี่ หงหยวน สังกัดอยู่ ก็โอนเงินค่าชดเชยให้ หลี่ หงหยวน อย่างง่ายดาย

    แต่ว่า… แต่ว่า…

    หลังจากเงินก้อนนี้เข้าบัญชีของ หลี่ หงหยวน ได้ไม่กี่วัน หลี่ หงหยวน ก็ถูกตำรวจเซินเจิ้นควบคุมตัวในคดีอาญา

    ข้อหาในการจับกุมตอนแรกคือ "ยักยอกทรัพย์ในหน้าที่" พอไปถึงสถานีตำรวจก็กลายเป็น "เปิดเผยความลับทางการค้า" และสุดท้ายตอนสั่งฟ้องก็กลายเป็น "กรรโชกทรัพย์"

    แล้วทำไมถึงเป็นแบบนี้? เพราะค่าชดเชยแบบ 2N ก้อนนี้ แท้จริงแล้วคือกับดักที่หัวเว่ยวางเอาไว้ให้ หลี่ หงหยวน

    ทำไมหัวเว่ยถึงยอมจ่ายค่าชดเชยให้ หลี่ หงหยวน อย่างใจกว้าง? ทำไมตอนจ่ายเงินถึงให้เลขานุการของแผนกเป็นคนโอน แทนที่จะให้บริษัทหัวเว่ยโอนโดยตรง? ก็เพื่อสร้างหลักฐานทางการเงินให้แน่นว่า หลี่ หงหยวน กรรโชกทรัพย์นั่นเอง

    เป็นการป้ายสีการเรียกร้องค่าชดเชยตามกฎหมายของ หลี่ หงหยวน ให้กลายเป็นการที่ หลี่ หงหยวน กรรโชกทรัพย์หัวเว่ย

    ต่อการที่ หลี่ หงหยวน ต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเอง หัวเว่ยไม่เคยคิดจะจ่ายค่าชดเชยตั้งแต่แรก และตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วว่าจะส่งเขาเข้าคุก

    แต่โชคดีที่ หลี่ หงหยวน มีนิสัยชอบอัดเสียง เขาอัดเสียงตลอดทั้งกระบวนการเจรจากับฝ่ายบุคคล

    หลังจาก หลี่ หงหยวน ถูกจับ เรื่องนี้ก็สร้างกระแสอย่างมโหฬาร บวกกับที่ หลี่ หงหยวน มีหลักฐาน สุดท้ายด้วยแรงกดดันจากสังคม หลี่ หงหยวน ก็ได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีความผิด หลังถูกจับไปแล้ว 251 วัน

    "จบ 985 ทำงาน 996 ลาออก 251 เรียกร้องสิทธิ 404" ก็กลายเป็นวลีเฉพาะที่ใช้ประชดหัวเว่ยในตอนนั้น หลี่ หงหยวน หลังจากติดคุกไป 251 วัน ก็ได้รับเงินชดเชย 107,522 หยวน

    คิดเป็น 257 วัน เท่ากับวันละ 428 หยวน

    และเงินชดเชยก้อนนี้ก็ไม่ได้จ่ายโดยหัวเว่ยด้วย แต่จ่ายโดยรัฐ

    เท่ากับว่าพวกเราทุกคนกำลังจ่ายเงินให้กับการแจ้งความเท็จของหัวเว่ย

    แน่นอนว่า หลี่ หงหยวน ยังนับว่าโชคดีในบรรดาคนเหล่านี้ ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีนิสัยอัดเสียงเหมือน หลี่ หงหยวน

    ตามรายงานของสำนักข่าวไฉซิน เฉพาะในเดือนเดียวกับที่ หลี่ หงหยวน ถูกจับ มีพนักงานถึง 5 คนที่ถูกจับกุมเพราะไปเรียกร้องค่าชดเชยการเลิกจ้างจากหัวเว่ย

    ในจำนวนนั้น มีคนหนึ่งถูกตำรวจไทยจับกุมขณะไปเที่ยวเมืองไทย แล้วส่งตัวกลับไปให้หัวเว่ย

    จะเห็นได้ว่าหัวเว่ยโหดร้ายกับพนักงานขนาดไหน การ "ต้อนรับขนาดใหญ่" ต่ออดีตพนักงานแบบนี้ ในหัวเว่ยต้องไม่ใช่กรณีส่วนน้อยแน่นอน และนิสัยแบบนี้ก็สืบย้อนกลับไปได้ไกลมาก ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2001 อดีตพนักงานหัวเว่ย 3 คน ถูกตำรวจข้ามระยะทาง 2,000 กิโลเมตรไปควบคุมตัวเพราะลาออกไปตั้งบริษัทของตัวเอง หลังจากนั้นก็ถูกตัดสินจำคุกคนละ 2-3 ปี

    ในประเทศจีน เราบอกว่าบริษัทที่ดีจะจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานเมื่อพนักงานลาออก

    บริษัทต่างชาติจะดีกว่านั้นอีกหน่อย ปกติเวลาปลดพนักงานยังจ่ายค่าชดเชยเกินกว่าที่กฎหมายแรงงานกำหนดได้ด้วยซ้ำ

    ส่วนบริษัททั่ว ๆ ไป เวลาพนักงานลาออกอาจจะไม่จ่ายเต็มตามกฎหมายแรงงาน หักนู่นนิดนี่หน่อยนอกกรอบกฎหมาย

    ส่วนบริษัทที่แย่กว่านั้นก็คือมองข้ามกฎหมายแรงงานไปเลย ไม่มีแนวคิดเรื่องกฎหมายแรงงานอยู่ในหัว อยากไล่ออกก็ไล่ ไม่จ่ายค่าชดเชยอะไรให้เลย

    แต่หัวเว่ยของเรา…

    หัวเว่ยหลุดพ้นจากขอบเขตของความเป็นมนุษย์ไปแล้ว

    คุณกล้าไปพูดเรื่องค่าชดเชยกับหัวเว่ย หลังลาออกแล้วหัวเว่ยไม่เรียกค่าชดเชยจากคุณก็บุญแล้ว ไม่จับคุณเข้าคุกก็บุญแล้ว

    ---

    ## PART 3 — โครงสร้างที่แปลกประหลาด: บริษัทที่ยกครึ่งหนึ่งของตัวเองให้พรรคคอมมิวนิสต์

    แล้วอะไรคือความมั่นใจที่ทำให้หัวเว่ยกล้าอหังการขนาดนี้ มองกฎหมายแรงงานเป็นอากาศ และสั่งตำรวจได้ขนาดนี้?

    ความมั่นใจนี้เขียนอยู่บนเส้นทางการผงาดขึ้นมาของหัวเว่ยนั่นเอง

    เริ่น เจิ้งเฟย ในอัตชีวประวัติของตัวเองและในการปราศรัยต่าง ๆ ย้ำแล้วย้ำอีกถึงความสำคัญของความพยายาม ราวกับว่าการที่หัวเว่ยเดินมาถึงจุดนี้ได้ เป็นเพราะความพยายามล้วน ๆ แต่ถ้าคุณลอกหนังของหัวเว่ยออกมาดู ความพยายามไม่ใช่สาเหตุของความสำเร็จของหัวเว่ยเลย

    แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้หัวเว่ยเดินมาถึงจุดนี้ได้? สิ่งที่หัวเว่ยพึ่งพาจริง ๆ ก็คือ "การกินข้าวชาตินิยม" และเป็นเจ้าแรก ๆ ที่กินข้าวชาตินิยมด้วย

    ในขณะที่บริษัทอื่นยังฝากอนาคตของตัวเองไว้กับตลาด ฝากอนาคตของบริษัทไว้กับผู้บริโภค เริ่น เจิ้งเฟย ฝากบริษัทของตัวเองไว้กับรัฐตั้งแต่แรกเริ่ม

    สิ่งที่ เริ่น เจิ้งเฟย ทำตั้งแต่ต้นก็คือธุรกิจชาตินิยม หัวเว่ยเริ่มต้นจากธุรกิจโทรคมนาคม และตอนเริ่มต้นก็ไม่ธรรมดาเลย

    เริ่น เจิ้งเฟย ที่เพิ่งเริ่มตั้งตัว ตอนที่ได้มีโอกาสพบกับ เจียง เจ๋อหมิน ก็เคยเสนอขายสินค้าชิ้นเดียวที่หัวเว่ยมีในตอนนั้น นั่นคือเครื่องชุมสายโทรศัพท์

    ในสถานการณ์ปกติ เวลาคุณเสนอขายสินค้า คุณควรจะพูดว่าสินค้าของผมดีแค่ไหน คุ้มค่าเงินแค่ไหน เทียบกับสินค้าอื่นแล้วมีข้อได้เปรียบอะไรบ้าง

    แต่ เริ่น เจิ้งเฟย ไม่เหมือนใคร เขากลับเล่นเกมยกระดับใส่ เจียง เจ๋อหมิน ทันที เขาบอก เจียง เจ๋อหมิน ว่า อย่ามองว่าเครื่องชุมสายเป็นแค่ของเล็ก ๆ เทคโนโลยีอุปกรณ์ชุมสายเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ประเทศที่ไม่มีอุปกรณ์ชุมสายของตัวเองก็เท่ากับไม่มีกองทัพของตัวเอง

    แค่นี้ก็ยกระดับเครื่องชุมสายที่หัวเว่ยขาย ขึ้นไปสู่ระดับความมั่นคงแห่งชาติทันที

    แน่นอนว่าแค่พูดยังไม่พอ เพื่อให้แนวคิดนี้ถูกนำไปปฏิบัติได้ดียิ่งขึ้น เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์ได้ดียิ่งขึ้น หัวเว่ยถึงขั้นสร้างระบบองค์กรที่มีเฉพาะในประเทศจีนขึ้นมา และมอบตัวเองให้พรรคคอมมิวนิสต์โดยสมัครใจ

    เวลาพูดถึงสถานะความเป็นบริษัทของหัวเว่ย ทุกคนต้องรู้สึกขัด ๆ แน่นอน

    คุณจะบอกว่าหัวเว่ยเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่มันก็ไม่ได้ถือหุ้นโดยรัฐ รัฐไม่ได้ถือหุ้นในหัวเว่ยแม้แต่บาทเดียว

    แต่ถ้าคุณจะบอกว่าหัวเว่ยเป็นบริษัทเอกชนล้วน ๆ ก็เห็นได้ชัดว่าหลายครั้งมันก็ไม่ใช่ บริษัทเอกชนที่ไหนที่ลูกสาวของเจ้าของเดินทางกลับจากแคนาดามาเยือนจีนแล้วให้ความรู้สึกเหมือนวีรบุรุษเสด็จลงมา

    ความรู้สึกสับสนที่ทุกคนมีต่อหัวเว่ยนี้ ไม่ได้ผิดเลยแม้แต่น้อย เพราะเมื่อดูจากโครงสร้างผู้ถือหุ้น หัวเว่ยก็เป็นบริษัทที่แปลกประหลาดมาก

    หัวเว่ยมีสโลแกนที่ฟังดูสวยงามมากว่า "พนักงานทุกคนถือหุ้น" ตามที่หัวเว่ยบอกเอง พนักงานทุกคนของหัวเว่ยคือผู้ถือหุ้น และก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ด้วย

    มองผิวเผินหัวเว่ยเหมือนจะเป็นบริษัทที่คอมมิวนิสต์มาก เป็นบริษัทที่คิดถึงพนักงานมาก ห้างผางตงไหลมายืนต่อหน้าหัวเว่ยยังต้องยอมแพ้

    แต่ในความเป็นจริง คนที่กินรวบไป 8 ส่วนอย่าง เริ่น เจิ้งเฟย ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะออกแบบระบบแบบนี้เพื่อสวัสดิภาพของพนักงาน เขาออกแบบระบบแบบนี้ก็เพื่อเป็นการอำพรางเท่านั้น

    แน่นอนว่าถ้าจะมองทะลุการอำพรางนี้ เราต้องมาดูโครงสร้างผู้ถือหุ้นของหัวเว่ยอย่างละเอียด

    บริษัทหลักของหัวเว่ยคือ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด แต่ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด มีผู้ถือหุ้นเพียงรายเดียวเท่านั้น นั่นคือ บริษัท หัวเว่ย อินเวสต์เมนต์ แอนด์ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งถือหุ้นหัวเว่ย 100%

    และ บริษัท หัวเว่ย อินเวสต์เมนต์ แอนด์ โฮลดิ้ง จำกัด ก็มีผู้ถือหุ้นสองราย ได้แก่ เริ่น เจิ้งเฟย และสหภาพแรงงานของหัวเว่ย

    สหภาพแรงงานนี้ก็คือกลุ่มก้อนของสิ่งที่เรียกว่า "พนักงานถือหุ้น" นั่นเอง และในทางทฤษฎี เริ่น เจิ้งเฟย เป็นแค่ผู้ถือหุ้นรายย่อย ถือหุ้นเพียง 0.5% แต่ทั้งเขาและสหภาพแรงงานหัวเว่ยต่างก็มีสิทธิ์ยับยั้ง (veto) เท่ากับควบคุมบริษัทกันคนละครึ่ง

    พอมาถึงตรงนี้บางคนอาจจะบอกว่า ดูแบบนี้ เริ่น เจิ้งเฟย ก็ยังโอเคนี่ เขากับคนงานถือบริษัทกันคนละครึ่ง แต่ตรงนี้แหละที่ความลึกลับปรากฏขึ้นมา

    ถึงแม้สหภาพแรงงานหัวเว่ยจะสวมหัวโขนว่าเป็น "สหภาพแรงงาน" และสหภาพแรงงานควรจะเป็นตัวแทนของชนชั้นแรงงาน เป็นตัวแทนของพนักงานทุกคน แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าสหภาพแรงงานในจีนไม่ได้เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของคนงานเลยแม้แต่น้อย คนงานของหัวเว่ยก็ไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนใด ๆ ในสหภาพแรงงานนี้จริง ๆ คือไม่มีความหมายอะไรเลย

    แล้วสหภาพแรงงานจอมปลอมนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของใครกันแน่?

    สหภาพแรงงานของจีน ตามที่กฎหมายจีนกำหนดไว้ อยู่ภายใต้การนำแบบรวมศูนย์ของสหพันธ์สหภาพแรงงานแห่งชาติจีน

    และสหพันธ์สหภาพแรงงานแห่งชาติจีนก็เป็นหน่วยงานของรัฐระดับกระทรวง เท่ากับว่าหัวเว่ยครึ่งหนึ่งอยู่ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

    หัวเว่ยมอบตัวเองให้รัฐด้วยวิธีการที่แปลกประหลาดแบบนี้

    พรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่ได้ลงเงินสักบาทในหัวเว่ย ไม่ได้ถือหุ้นจริง ๆ แต่ก็กุมอำนาจควบคุมหัวเว่ยไว้ครึ่งหนึ่ง

    คุณว่าการออกแบบโครงสร้างผู้ถือหุ้นของหัวเว่ยนี่แยบยลไหมล่ะ

    แน่นอนว่าเมื่อได้อำนาจควบคุมครึ่งหนึ่งนี้มา พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ลงมือปฏิบัติจริงด้วย

    หลังจากนั้นพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ส่งตัวแทนคนหนึ่งเข้ามาในหัวเว่ย คนนั้นคือใคร? คนนั้นคือ ซุน ย่าฟาง

    ปี 1999 ซุน ย่าฟาง ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทหัวเว่ย และอยู่ในตำแหน่งยาวจนถึงปี 2018

    ถึงแม้ว่าเวลาพูดถึงหัวเว่ย บุคคลที่เรานึกถึงนอกจาก เริ่น เจิ้งเฟย ก็คือ เมิ่ง หว่านโจว และ อวี๋ เฉิงตง

    แต่ตามที่ หลี่ อวี้จั๋ว อดีตรองประธานหัวเว่ย เขียนไว้ในหนังสือของเขาชื่อ "เดินตรงมาตลอดทาง: อุดมคติทางธุรกิจของผม" หัวเว่ยอยู่ในสภาพ "สองผู้นำคู่กัน" มาเป็นเวลานานมาก โดยผู้นำคนหนึ่งคือ เริ่น เจิ้งเฟย ที่พนักงานเรียกกันว่า "เริ่นจอมบงการ" และอีกคนหนึ่งก็คือ ซุน ย่าฟาง ที่พนักงานเรียกกันว่า "แม่ซุน"

    ซุน ย่าฟาง มีอำนาจมหาศาลภายในหัวเว่ย

    แล้ว "แม่ซุน" ที่มีอำนาจมหาศาลแต่กลับลึกลับมากในสายตาสาธารณะคนนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่?

    ตามที่เธอเล่าเอง ก่อนเข้าหัวเว่ยเธอเป็นแค่อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมดาคนหนึ่ง

    แต่ตามรายงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ซุน ย่าฟาง เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติที่ดูแลด้านความมั่นคงไซเบอร์ มีภูมิหลังราชการชัดเจน

    ในขณะที่บริษัทอื่น ๆ อย่างไบต์แดนซ์หรืออาลีบาบา ยังอิดออดไม่เต็มใจให้พรรคคอมมิวนิสต์แทรกคนเข้ามาและถือ "หุ้นทองคำ" 1% แต่ เริ่น เจิ้งเฟย นี่จิตสำนึกสูงส่งขนาดไหน ตั้งแต่ปี 1997 เขาก็เข้าสวามิภักดิ์ต่อพรรคคอมมิวนิสต์เรียบร้อยแล้วด้วยความเร็วแสง

    ด้วยวิธีนี้เขาแสดงความจงรักภักดีอย่างสัมบูรณ์ ทำให้ตัวเองได้คุณสมบัติในการเป็นบริษัทนายหน้าให้รัฐ

    เมื่อมีพื้นฐานแบบนี้แล้ว ธุรกิจรักษาเสถียรภาพ ธุรกิจสอดส่อง ธุรกิจการปราบปรามด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลของพรรคคอมมิวนิสต์ ก็ย่อมต้องมีส่วนแบ่งให้หัวเว่ยเสมอ

    ---

    ## PART 4 — สุนัขเฝ้าประตูของพรรค: จากไฟร์วอลล์ถึงเมืองปลอดภัย และเงินอุดหนุนแปดแสนล้าน

    ยกตัวอย่างเช่น ในยุคที่อินเทอร์เน็ตเพิ่งผงาดขึ้นมา ระบบไฟร์วอลล์อินเทอร์เน็ตที่ฉาวโฉ่ที่สุดมีผู้รับเหมาฮาร์ดแวร์เพียงสองรายเท่านั้น รายหนึ่งคือ จงเคอ สู่กวง ที่สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน และอีกรายหนึ่งก็คือหัวเว่ย

    พูดได้เลยว่าถ้าไม่มีหัวเว่ย ระบบสอดส่องชุดนี้ก็สร้างขึ้นมาไม่ได้

    หลังจากนั้นเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปอีกขั้น หัวเว่ยก็ค่อย ๆ เปลี่ยนจากผู้รับเหมาฮาร์ดแวร์ กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดรายใหญ่ที่สุดที่ช่วยพรรคคอมมิวนิสต์สอดส่องคนจีน ตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ไปจนถึงซอฟต์แวร์

    ยกตัวอย่างเช่น ตามการเปิดโปงของวอชิงตันโพสต์ หัวเว่ยช่วยพรรคคอมมิวนิสต์จีนสร้างระบบ "สกายเน็ต" มาเป็นเวลานาน และในปี 2018 หัวเว่ยยังเคยพัฒนาฟังก์ชันที่เรียกว่า "การแจ้งเตือนสกัดกั้น"

    เมื่อกล้องวงจรปิดตรวจจับได้ว่ามีชาวอุยกูร์เข้ามาในพื้นที่เฝ้าระวัง ระบบจะส่งสัญญาณเตือนโดยอัตโนมัติ

    และเมื่อการรุกคืบของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในต่างประเทศดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ สี จิ้นผิง เริ่มผลักดันนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง หัวเว่ยก็ยกระบบสอดส่องของตัวเองไปติดตั้งในประเทศตามเส้นทางหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางด้วย

    นี่คือฟังก์ชัน "เมืองปลอดภัย" อันฉาวโฉ่ของหัวเว่ย ตามรายงานของนิวยอร์กไทมส์ ปี 2019 เอกวาดอร์ติดตั้งระบบ "เมืองปลอดภัย" ของหัวเว่ย ระบบนี้ช่วยให้ผู้นำเผด็จการท้องถิ่นสอดส่องฝ่ายค้านและนักข่าว

    และไม่นานหลังจากนั้น ในเดือนสิงหาคม 2019 วอลล์สตรีทเจอร์นัลก็เผยแพร่รายงานสืบสวนชิ้นหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในยูกันดาและแซมเบีย ผู้นำเผด็จการไม่เพียงใช้กล้องวงจรปิด สถานีฐาน และอุปกรณ์สื่อสารของหัวเว่ยเพื่อสอดส่องฝ่ายค้านและผู้เห็นต่างเท่านั้น

    ช่างเทคนิคของหัวเว่ยยังเดินทางไปยังสองประเทศนี้ด้วยตัวเอง เพื่อช่วยเจาะแอปพลิเคชันสื่อสารเข้ารหัสอย่าง WhatsApp ของนักการเมืองฝ่ายค้าน

    ระบุพิกัดการเคลื่อนไหวของพวกเขา เพื่อช่วยให้ผู้นำเผด็จการจับกุมได้ เรียกว่าขายอุปกรณ์แล้วยังให้บริการหลังการขายด้วย

    แน่นอนว่าในบรรดาการช่วยเหลือผู้นำเผด็จการต่างชาติ เรื่องที่เป็นข่าวใหญ่ที่สุดคือกรณี เมิ่ง หว่านโจว ในปี 2013 ตอนนั้นอิหร่านถูกคว่ำบาตรจากทั่วโลกเพราะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และที่ตลกมากคือการคว่ำบาตรนี้มีที่มาจากข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 1737 ซึ่งในข้อมตินั้นพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ลงมติเห็นชอบด้วย

    แต่ภายใต้บริบทแบบนั้น หัวเว่ยกลับไปเปิดบริษัทเปลือกในอิหร่านชื่อบริษัทซิงทง (สกายคอม) และใช้บริษัทนี้ช่วยลักลอบนำอุปกรณ์ของเอชพีเข้าอิหร่าน พนักงานของบริษัทซิงทงใช้อีเมลของหัวเว่ยในการทำงาน ใช้ระบบเอกสารมาตรฐานของหัวเว่ยในการทำงาน พูดได้เลยว่านี่คือบริษัทสาขาของหัวเว่ยในอิหร่าน

    สุดท้าย เมิ่ง หว่านโจว ก็ยอมรับเรื่องนี้อย่างเปิดเผย เพื่อแลกกับข้อตกลงที่ทำให้ตัวเองไม่ถูกดำเนินคดี

    พูดได้เลยว่าในกระบวนการที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลปราบปรามคนจีน หัวเว่ยคือผู้สมรู้ร่วมคิดรายใหญ่ที่สุด และยิ่งกว่านั้น ในกระบวนการที่ผู้นำเผด็จการหลายประเทศทั่วโลกใช้เทคโนโลยีดิจิทัลปราบปรามประชาชนของตัวเอง หัวเว่ยก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดรายใหญ่ที่สุดเช่นกัน

    แน่นอนว่าหัวเว่ยที่ตั้งใจทำหน้าที่สุนัขเฝ้าประตูให้พรรคคอมมิวนิสต์ขนาดนี้ ก็ได้รับผลตอบแทนไม่น้อยเช่นกัน

    ยกตัวอย่างเช่นด้านสินเชื่อ ตั้งแต่ปี 2004 ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศจีนก็ให้เงินกู้ปลอดดอกเบี้ยแก่หัวเว่ยกว่า 80,000 ล้านหยวน และตอนนั้นคือปี 2004 นะครับ เงิน 80,000 ล้านในตอนนั้นไม่ใช่ 80,000 ล้านในตอนนี้

    หลังจากนั้นถึงปี 2009 ตัวเลขนี้ก็ถูกยกระดับขึ้นเป็น 240,000 ล้านหยวน และตามรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัลในเวลาต่อมา ถึงปี 2019 หัวเว่ยได้รับเงินอุดหนุนจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนสะสมแล้วราว 550,000 ล้านหยวน

    และเมื่อพิจารณาว่าเงินอุดหนุนก้อนใหญ่จริง ๆ อยู่ในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ หลังจากเปิดสงครามรถยนต์ไฟฟ้าและสงครามชิป เงินอุดหนุนที่หัวเว่ยได้รับจริงก็ควรจะมากกว่านั้นอีก

    จากข้อมูลที่ผมรวบรวมมา เงินอุดหนุนที่หัวเว่ยได้รับในส่วนที่เปิดเผยต่อสาธารณะในปัจจุบัน อยู่ที่มากกว่า 800,000 ล้านหยวน คิดเฉลี่ยลงบนหัวคนจีนทุกคน เท่ากับพวกเราทุกคนอุดหนุนหัวเว่ยไปคนละ 615 หยวน

    แน่นอนว่านี่ยังเป็นแค่เงินอุดหนุนทางตรง ยังมีเงินอุดหนุนแฝงอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่มีทางคำนวณได้ เช่น การบังคับให้ต่างประเทศซื้ออุปกรณ์ของหัวเว่ย

    ในปี 2019 หนังสือพิมพ์เบอร์ลิงสเกของเดนมาร์กเคยรายงานข่าวชิ้นหนึ่ง

    ในตอนนั้น เฝิง เถี่ย เอกอัครราชทูตจีน เคยบีบบังคับรัฐบาลเดนมาร์กให้ติดตั้งระบบ 5G ของหัวเว่ยในหมู่เกาะแฟโร ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของเดนมาร์ก

    ถ้าไม่ติดตั้ง ข้อตกลงการค้าเสรีจีน-เดนมาร์กก็จะถูกยกเลิกทันที

    และการบังคับซื้อสินค้าหัวเว่ย บังคับให้เงินทุนหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางถูกนำไปซื้ออุปกรณ์ในเครือหัวเว่ยแบบนี้ ยิ่งเป็นเรื่องธรรมดามากในแอฟริกา ละตินอเมริกา และประเทศอื่น ๆ

    แล้วสิ่งเหล่านี้สร้างกำไรให้หัวเว่ยเท่าไหร่? เราก็ไม่มีทางรู้ได้

    พูดมาถึงตรงนี้ คุณก็คงเข้าใจแล้วว่าทำไมในปีนั้น ตอนที่ เหลย จวิน พูดประโยค "Are You OK" ออกมาแล้วถูกล้อทั้งอินเทอร์เน็ต เหลย จวิน กลับไปซื้อลิขสิทธิ์เพลงมาเอง ร้อง "Are You OK" เสียเอง และหลังจากนั้นยังเอา "Are You OK" ไปทำเป็นเสียงเรียกเข้าเสียด้วยซ้ำ

    แต่พอมาถึงหัวเว่ย แค่คนล้อเลียนกันหน่อยก็ต้องถูกหัวเว่ยกวาดล้างทั้งอินเทอร์เน็ต และพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ยินดีช่วยกวาดล้างให้ด้วย นั่นเป็นเพราะโดยรากฐานแล้วหัวเว่ยไม่ใช่บริษัทที่ทำธุรกิจกับตลาด

    ลูกค้าของหัวเว่ยไม่เคยเป็นประชาชนธรรมดา ลูกค้าของหัวเว่ยคือข้าราชการพรรคคอมมิวนิสต์ หรือกระทั่งพูดได้ว่าคือ สี จิ้นผิง เพียงคนเดียว ดังนั้นหัวเว่ยจึงไม่สนใจเลยว่าประชาชนธรรมดาจะมองเขาอย่างไร คุณจะทำแบบนี้ กวาดล้างแบบนี้ จนประชาชนเกลียดชัง หัวเว่ยก็ไม่แคร์ ตราบใดที่ สี จิ้นผิง ยังชอบหัวเว่ย หัวเว่ยก็จะไม่ล้ม

    และเมื่อดูจากรากฐานทางวัฒนธรรมของหัวเว่ย หัวเว่ยก็เป็นแค่หน่วยงานสาขาหนึ่งของกลไกความมั่นคงแห่งชาติเท่านั้น ดังนั้นวัฒนธรรมองค์กรและหน้าที่โดยเนื้อแท้ของมันก็คือการปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างเลือดเย็น เพราะฉะนั้นตอนนี้เวลามีคนบนอินเทอร์เน็ตออกมาล้อเลียนกันมากมาย การที่หัวเว่ยไปแจ้งความจับคนเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย

    พูดมาถึงตรงนี้แล้ว เราควรจะประเมินบริษัทอย่างหัวเว่ยอย่างไร?

    ผมคิดว่าบริษัทอย่างหัวเว่ยเรียกได้ว่าเป็นบริษัทที่อยู่บนจุดสูงสุดของความเลว เพราะอะไร? เพราะมันสกัดเอาแก่นแท้ของความเลวจากบริษัทสองประเภทมารวมกัน

    เราบอกว่าในจีน รัฐวิสาหกิจมีความเลวแบบไหน? รัฐวิสาหกิจโดยทั่วไปทำหน้าที่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของพรรคคอมมิวนิสต์ ช่วยพรรคปราบปรามคนจีนธรรมดา แต่รัฐวิสาหกิจโดยทั่วไปก็กินข้าวรัฐ ไม่มีแรงกดดันเรื่องกำไรมากนัก ดังนั้นรัฐวิสาหกิจมักจะดูแลพนักงานค่อนข้างดี ไม่ได้มีนิสัยเลว ๆ ในการขูดรีดพนักงาน

    แต่หัวเว่ยไม่เหมือนกัน หัวเว่ยไม่เพียงทำงานแบบรัฐวิสาหกิจ ช่วยพรรคคอมมิวนิสต์ปราบปรามผู้เห็นต่าง ช่วยพรรคคอมมิวนิสต์ทำชั่ว แต่ในเวลาเดียวกันก็มีหน้าตาน่าเกลียดแบบบริษัทเอกชนที่ขูดรีดพนักงานอย่างไม่ลืมหูลืมตา มองพนักงานเป็นวัวเป็นควาย

    และการที่หัวเว่ยเดินมาถึงวันนี้ได้ ก็พูดได้ว่าหัวเว่ยคือผลผลิตของยุคสมัยของเรา

    บริษัทแบบหัวเว่ยที่ใช้ชาตินิยมเป็นจุดขายและกินข้าวรัฐแบบนี้ ในยุคเจียง เจ๋อหมิน และ หู จิ่นเทา ซึ่งเป็นยุคที่เศรษฐกิจตลาดเป็นตัวนำ ก็เติบโตได้แค่พอประมาณเท่านั้น ในยุคนั้นการใช้ชาตินิยมเป็นจุดขายกินได้นิดหน่อยพอไหว แต่จะกินใหญ่กินโตไม่ได้

    แต่พอมาถึงยุค สี จิ้นผิง หัวเว่ยก็ถือว่าอดทนจนได้ผุดได้เกิด ลักษณะเด่นของยุค สี จิ้นผิง คือรัฐนำ รัฐสอดส่อง ความมั่นคงแห่งชาติ ภายใต้บริบทแบบนี้ สุนัขเฝ้าประตูของพรรคคอมมิวนิสต์อย่างหัวเว่ยก็ถือว่าผ่านความขมขื่นมาสู่ความหวานชื่น ในที่สุดก็ได้เฉิดฉายเต็มที่

    การผงาดขึ้นมาของหัวเว่ยในระดับหนึ่งก็คือภาพสะท้อนที่ดีที่สุดของการที่ สี จิ้นผิง ถอยหลังเข้าคลอง กลับลำนโยบายปฏิรูปเปิดประเทศ

    และสำหรับบริษัทแบบนี้ ผมคิดว่าพวกเราทุกคน ตราบใดที่คุณยังมีความหวังกับอนาคต ยังหวังว่าจีนจะดีขึ้น คุณก็ไม่ควรใช้สินค้าของหัวเว่ยอีกต่อไป

    การคว่ำบาตรสินค้าหัวเว่ยเรียกได้ว่าเป็นหน้าที่ของทุกคน การผงาดขึ้นมาของหัวเว่ยไม่เพียงเป็นหายนะของคนจีน แต่ยังเป็นหายนะของมนุษยชาติด้วย

    ถ้าบริษัทแบบหัวเว่ยกลายเป็นกระแสหลักในที่สุด อะไรจะรอมนุษยชาติอยู่? สิ่งที่รอมนุษยชาติอยู่คือ 996 อันไม่มีที่สิ้นสุด คือการที่ลาออกแล้วขอค่าชดเชยก็อาจติดคุกได้ คือความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่ถอยหลังไป 100 ปี

    ถ้าหัวเว่ยผงาดขึ้นมา สิ่งที่รอมนุษยชาติอยู่ก็ยังจะเป็นการสอดส่องอันไม่มีที่สิ้นสุด ภายใต้ความช่วยเหลือของหัวเว่ย ไม่เพียงพรรคคอมมิวนิสต์จีนเท่านั้น แต่ผู้นำเผด็จการในทุกประเทศก็จะปกครองได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น

    บนอินเทอร์เน็ตมักมีมุกล้อเลียนนายทุนว่า ถ้ากำไรมากพอ นายทุนขนาดเชือกที่จะเอามาแขวนคอตัวเองก็ยังขายได้

    แล้วการซื้อสินค้าหัวเว่ยสำหรับคนธรรมดาอย่างเรา จะต่างอะไรจากการออกเงินให้หัวเว่ยผลิตกระสุนที่จะใช้ยิงพวกเราเอง

    หัวเว่ยเป็นผลผลิตของยุคสมัยของเราจริง ๆ แต่ก็เป็นประจักษ์พยานที่ดีที่สุดของความน่าเศร้าของยุคสมัยของเราเช่นกัน

    ปฏิเสธหัวเว่ยเป็นหน้าที่ของทุกคน สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านที่รับชมรายการวันนี้ ผมคือ โตรอนโต้ ฟางเหลี่ยน หวังว่าทุกท่านจะกดไลก์สนับสนุนคลิปของผมเยอะ ๆ เพราะจะช่วยเพิ่มการแนะนำคลิปของ YouTube ให้คนดูมากขึ้น

    เจอกันใหม่ในรายการหน้าครับ

    ---

    **ที่มา:** ถอดคำพูดจากคลิปของ โตรอนโต้ ฟางเหลี่ยน (หลู่ อี้เหิง)



    https://www.facebook.com/share/19VTv2DwFi/
     

แชร์หน้านี้

Loading...