เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 11 เมษายน 2026 at 16:58.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,144
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,081
    ค่าพลัง:
    +26,897
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,144
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,081
    ค่าพลัง:
    +26,897
    วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๑๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ทางวัดท่าขนุนมีการบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ รุ่นที่ ๒/๒๕๖๙ จะปฏิบัติธรรมตั้งแต่วันที่ ๑๑ ไปจนถึงวันที่ ๑๕ เมษายนนี้ ซึ่งญาติโยมเป็นจำนวนค่อนข้างมากไปสมัครปฏิบัติธรรมกันน่าชื่นใจ

    แต่ที่น่าเสียดายก็คือ ส่วนหนึ่งไม่สามารถที่จะปฏิบัติให้ต่อเนื่องได้ เหตุก็เพราะว่ายังขาดการเอาจริงเอาจังและทุ่มเทชนิดที่เอาชีวิตเข้าแลก เนื่องเพราะว่ากำลังใจยังน้อย หรือที่ภาษานักปฏิบัติว่า "อินทรีย์ยังอ่อนอยู่" แล้วในขณะเดียวกัน สิ่งแวดล้อมก็ไม่อำนวยให้อีกด้วย เพียงแต่ว่าท่านทั้งหลายไม่รู้จักในการพลิกแพลงเพื่อปฏิบัติให้ต่อเนื่อง จึงเกิดปัญหาว่าถึงเวลาเราปฏิบัติแล้ว ไม่สามารถรักษาอารมณ์ให้ต่อเนื่องได้

    ช่วงที่กระผม/อาตมภาพปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ ตอนนั้นเริ่มเรียนชั้นมัธยม การปฏิบัติหมวดแรก ๆ นั้นจับของหนัก ก็คือกสิณเลยทีเดียว ด้วยความที่ว่าอยู่บ้านนอกไม่มีไฟฟ้าใช้ ต้องใช้ตะเกียงกระป๋อง ซึ่งบรรจุน้ำมันก๊าด ถึงเวลาค่ำแล้วถึงสามารถที่จะจุดตะเกียงได้ โดยเฉพาะห้ามใช้ต่อเนื่องกันนาน ๆ เพราะว่าสิ้นเปลือง..!

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้นจึงต้องมีวิธีพลิกแพลง ก็คือทำเป็นคนขยันอ่านหนังสือ หรือว่าขยันทำการบ้าน เนื่องเพราะว่าไปปฏิบัติภาวนาจับกสิณอยู่ในมุ้ง จึงทำให้ผู้ใหญ่มองไม่ถนัดว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ ก็คิดว่าอ่านหนังสือ หรือว่าทำการบ้านอยู่ ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะโดนดุด่าว่ากล่าวอย่างแน่นอน..!

    เรื่องพวกนี้คนในสมัยใหม่ไม่ค่อยจะได้เจอ เนื่องเพราะว่าครอบครัวของกระผม/อาตมภาพนั้น เฉพาะโยมแม่มีลูกถึง ๑๓ คน จึงต้องประหยัดทุกวิถีทาง เพื่อที่จะให้มีข้าวของเงินทองเพียงพอที่จะให้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องลูกได้ทุกคน ถ้าหากว่าอยู่ดี ๆ ไปจุดตะเกียงเพ่งกสิณ ก็มีหวังเจอ "โบก" คว่ำไปอย่างแน่นอน จึงต้องหาทางพลิกแพลง ทำเป็นคนขยันอ่านหนังสือ ขยันทำการบ้าน

    แต่ความจริงก็คือสายตาจดจ่ออยู่ที่ดวงไฟ หลับตาลงนึกถึงภาพนั้น เมื่อเลือนหายไปก็ลืมตาดูใหม่ ครั้นมาถึงกสิณกองอื่น ๆ ก็ไม่สิ้นเปลืองแบบนั้นแล้ว อย่างเช่นว่า กสิณสีแดง สีเหลือง สีเขียว สีขาว ก็ใช้วิธีพ่นสีนั้น ๆ ลงบนกระดาษหนังสือพิมพ์ แล้วเอาจานใบใหญ่ครอบ ใช้มีดกรีดเป็นรูปวงกลมขนาดเดียวกับจานนั้น แล้วก็เอาไปติดข้างฝา ติดข้างมุ้ง ติดหลังมุ้ง เหล่านั้นเป็นต้น

    ดังนั้น..การที่เราจะปฏิบัติธรรมต้องรู้จักพลิกแพลง และที่สำคัญก็คือทุ่มเทเอาจริงเอาจังอย่างต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นแล้วโอกาสที่จะก้าวหน้าก็มีน้อยมาก โดยเฉพาะต้องทนคำพูดของคนรอบข้างได้ เนื่องเพราะว่าในสมัยนั้น ทุกคนก็ว่ากระผม/อาตมภาพนั้นบ้า เพียงแต่ว่าตัวเรารู้ว่าเราทำอะไรแล้วจะได้อะไร

    โดยเฉพาะเมื่อการปฏิบัติธรรมเห็นผลตามลำดับ ก็ยิ่งเกิดความมั่นใจและทุ่มเทมากขึ้น ไม่ว่าจะคนในครอบครัว หรือว่าเพื่อนฝูง ครูบาอาจารย์ จะอยู่ในลักษณะ "บูลลี่" แบบไหนก็ไม่ได้สนใจ เพราะมั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้น ต้องเกิดผลอย่างแน่นอน เนื่องเพราะมีความก้าวหน้าไปตามลำดับที่ตำราได้เขียนเอาไว้
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,144
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,081
    ค่าพลัง:
    +26,897
    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ญาติโยมทั้งหลายที่ประสบปัญหาเหล่านี้ ก็ต้องหาทางพลิกแพลงกันเองตามอัธยาศัย อย่างเช่นว่าเมื่อทำงานไปแล้ว สมาธิเริ่มเคลื่อนเริ่มคลายลง ทำให้รู้สึกว่าเริ่มเครียดกับงาน กระผม/อาตมภาพก็จะเข้าห้องน้ำ คนอื่นก็คงคิดว่าท้องผูก เพราะว่าเข้าห้องน้ำนาน แต่ความจริงก็คือไปนั่งภาวนาอยู่ในนั้น จนกระทั่งสมาธิทรงตัวแล้วจึงออกมาสู้กับงานต่อไป

    วิธีการทั้งหลายเหล่านี้นั้น ไม่สามารถที่จะบอกว่าพวกท่านทั้งหลายจะทำอย่างไร ถึงจะพลิกแพลงให้เกิดประโยชน์เฉพาะตัวได้ เพราะว่าสถานการณ์และสถานที่ของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ที่สำคัญที่สุดก็คือต้องทนปากคนได้ กระผม/อาตมภาพถึงขนาดเขียนเป็นโคลงเป็นกลอนเอาไว้เตือนใจตนเองว่า

    "เมื่อแรกทำ ความดี สิ่งที่พบ คือประสบ ความเจ็บปวด รวดร้าวแสน ถูกเยาะเย้ย ถากถาง ทั้งดินแดน ซ้ำหมิ่นแคลน ดังเราไซร้ ไร้ฝีมือ

    คนทำดี มีเท่าใด ในหล้าโลก คิดว่าโชค จะเข้า ข้างเจ้าหรือ ? อยากจะเป็น คนดี ที่โลกลือ ช่างซื้อบื้อ น่าทุเรศ สังเวชใจ

    เอาเถิดท่าน ตัวฉัน นั้นย่อมรู้ ว่าฉันทำ อะไรอยู่ ไหวไม่ไหว เมื่อท่านติ ก็เป็นครู ดูต่อไป ถ้าไม่ดี เชิญติใหม่ ไม่ว่ากัน

    ไม่ย่อท้อ ต่อคำใคร ในโลกหล้า ปณิธาน หาญกล้า ยังคงมั่น จะทำดี ให้เลิศฟ้า กว่าไกวัล ตราบจนถึง ซึ่งนิพพาน ฉันจึงพอ"


    นี่คือความบ้าในสมัยที่ปฏิบัติธรรมแรก ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่ฝึกฝนขัดเกลาตนเองอย่างหนัก ก็คือช่วงของการบวชอยู่ ๗ พรรษาแรก นอกจากภาระหน้าที่ประจำ อย่างเช่นเวรยาม เวรโรงครัว ส่วนที่เหลือก็คือทุ่มเทให้กับการปฏิบัติธรรมโดยไม่สนใจกลางวันกลางคืน

    อยากจะบอกว่าในสมัยนั้น กระผม/อาตมภาพน้ำหนักแค่ ๕๔ กิโลกรัมเท่านั้น คนที่เห็นกระผม/อาตมภาพในสมัยนั้น ถ้ามาเห็นในสมัยนี้ที่น้ำหนัก ๖๑ กิโลกรัม อาจจะถึงขนาดจำไม่ได้เลยก็เป็นได้..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,144
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,081
    ค่าพลัง:
    +26,897
    เนื่องเพราะว่าทุ่มเทกับการปฏิบัติธรรมทั้งกลางวันและกลางคืน เมื่อพ้นจากภาระหน้าที่ ก็ตั้งหน้าตั้งตาเข้าที่ปฏิบัติธรรม ถึงเวลาทำวัตรสวดมนต์กับคณะสงฆ์เรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มเดินจงกรมภาวนา บางทีก็เดินอยู่ยันสว่าง บางครั้งง่วงจนทนไม่ไหว ก็ล้มตัวลงนอน ตั้งใจว่าจะตื่นเมื่อนั้นเมื่อนี้ ถึงเวลาก็ลุกขึ้นมาปฏิบัติของตนเองต่อไป

    เมื่อเดินบิณฑบาตก็กำหนดใจภาวนาทุกย่างก้าว รักษาอารมณ์ต่อเนื่องตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากวัด จนกระทั่งก้าวสุดท้ายที่กลับถึงวัด ไม่ให้จิตของตนหลุดไปจากลมหายใจเข้าออกเลย

    หรือไม่ก็ระหว่างเป็นเวรยามอยู่หน้าห้องของพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ ท่าน ถ้าไม่ใช่มีบุคคลอื่นอยู่ด้วย ก็จะเข้าสมาธิสูงแบบชนิดไม่เกรงใจใคร แต่ถ้ามีคนอื่นอยู่ด้วย ก็ต้องรักษาสมาธิอยู่ในระดับที่สามารถปฏิสันถารกับคนอื่นได้

    หรือว่าการทรงสมาธิอยู่ในลักษณะเข้าออกฌานของตนเอง อย่างเช่นว่า เมื่อนั่งอยู่เข้าสมาธิระดับต้น แล้วเอนตัวลงก็เข้าลึกไปตามลำดับ ศีรษะแตะพื้นกระดานก็คือทรงสมาธิเต็มลำดับ เมื่อถึงเวลาคลายกำลังใจออกมาลุกขึ้น ก็ค่อย ๆ คลายย้อนหลังออกมาทีละระดับ ทีละระดับ จนกระทั่งนั่งตัวตรงก็อยู่ที่อุปจารสมาธิ หรือว่าปฐมฌานเป็นต้น ซักซ้อมกันแบบนี้ ทั้งวันทั้งคืนต่อเนื่องกัน จนสามารถที่จะทรงอารมณ์ชนิดที่ไม่หลุดออกมาเลยต่อเนื่องได้เป็นเดือน ๆ ไม่ว่าจะหลับหรือตื่น ก็มีสติรู้เท่าเหมือนกัน ก็คือหลับอยู่ก็รู้ว่าหลับ ตื่นอยู่ก็รู้ว่าตื่น กิเลสอะไรจะเข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็มีสติสามารถสกัดกั้นได้ทันเวลา

    เรื่องพวกนี้ ถ้าหากว่าท่านรู้จักพลิกแพลงและนำไปปฏิบัติ ก็จะสามารถทำให้ตนเองมีความก้าวหน้าตามลำดับได้ ไม่ต้องไปฟังเสียงนกเสียงกาที่จะชวนเราลงนรก ปล่อยให้เขาลงของเขาไป เราอย่ากระโดดลงไปตามเขา เรารู้ว่าสวรรค์ดีอย่างไร ? พรหมดีอย่างไร ? พระนิพพานดีอย่างไร ? ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำของเราไป เรื่องพวกนี้ใครทำใครได้ ไม่สามารถที่จะทำแทนกันได้

    พวกเราทั้งหลายจึงต้องตระหนักและสำรวจตัวเองอยู่เสมอว่า เราปฏิบัติมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้เป็นระยะเวลาที่ยาวนานเท่าไร ? ทำไมคนมาทีหลังเขาแซงหน้าเราไปแล้ว ? เราสามารถรักษาอารมณ์ให้ต่อเนื่องได้หรือไม่ ? รู้จักพลิกแพลงรักษาอารมณ์ภาวนาให้อยู่เฉพาะหน้าได้ทุกอิริยาบถหรือไม่ ? เหล่านี้เป็นต้น ถ้าท่านทั้งหลายสามารถที่จะตรวจสอบและขัดเกลาตนเองแบบนี้เรื่อย ๆ โอกาสที่จะมีความก้าวหน้าในการปฏิบัติก็ย่อมเกิดขึ้นกับท่านอย่างแน่นอน

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันเสาร์ที่ ๑๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...