๑๐๑ ปี หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ กับ ๑๑๐ เรื่องราวคำสอนและอภิญญาของหลวงปู่

ในห้อง 'หลวงปู่ดู่ และ หลวงตาม้า' ตั้งกระทู้โดย leo_tn, 12 สิงหาคม 2007.

  1. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๘๐. รางวัลทุนภูมิพล

    เมื่อปี พ.ศ. 2527 ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีเหตุการณ์หนึ่งซึ่งหลวงปู่ทวดได้เมตตาให้ความช่วยเหลือจนข้าพเจ้าไม่มีวันที่จะลืมไปได้คือวันหนึ่งข้าพเจ้าได้ทราบข่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยจะมีการจัดประกวดการเขียนเรียงความในหัวข้อเรื่อง "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชกับพุทธศาสนาในสังคมไทย"

    ข้าพเจ้าเกิดความสนใจที่จะเขียนเรียงความดังกล่าวขึ้นมาทันที แต่ก็ไม่แน่ใจตนเองว่าจะมีความสามารถเขียนได้ดีสักเพียงใด เมื่อข้าพเจ้าตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าจะเขียน จึงได้มากราบพระ ระลึกถึงพระคุณครูบาอาจารย์ และอาราธนาหลวงปู่ทวดและหลวงพ่อดู่เพื่อขอความช่วยเหลือจากท่านให้งานเขียนชิ้นนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนึกอธิษฐานอยู่ในห้องพระเพียงลำพังนี้ ก็บังเกิดนิมิตเป็นหลวงปู่ทวดท่านเดินออกมาจากโต๊ะหมู่บูชามาหาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าแลเห็นภาพตัวเองนั่งคุกเข่า หมอบตัวลง และหงายฝ่ามือทั้งสองยื่นไปข้างหน้า เบื้องหน้าข้าพเจ้าแลเห็นเป็นภาพหลวงปู่ทวดยืนสวดมนต์ให้พรพร้อมกับเป่าลงที่มือทั้งสองของข้าพเจ้า ในนิมิตนั้น ข้าพเจ้าเห็นเป็นอักขระโบราณอยู่เต็มสองฝ่ามือ ข้าพเจ้าจึงกราบเรียนถามหลวงปู่ทวดว่า "อะไรหรือขอรับ" ท่านตอบสั้นๆว่า "ความรู้" จากนั้นท่านก็หันหลังเดินกลับหายลับเข้าไปในโต๊ะหมู่บูชา

    ข้าพเจ้าปลื้มปีติมาก และเกิดเป็นกำลังใจอย่างยิ่งในการเขียนหนังสือครั้งนั้น และได้ใช้เวลากว่าสามเดือน จึงเขียนเรียงความแล้วเสร็จ ขณะที่เขียนหากติดขัดอะไร เมื่อนึกถึงหลวงปู่ทวด จะเหมือนท่านช่วยดลใจให้สามารถเขียนต่อได้ จะค้นคว้าหรือหาข้อมูลอ้างอิงใดๆ ก็ไม่ติดขัดเลย เป็นเรียงความเรื่องยาวขนาดมากกว่า 30 หน้ากระดาษพิมพ์ดีด ซึ่งนับเป็นงานเขียนที่ยาวที่สุดในชีวิตของข้าพเจ้าเลยทีเดียว เมื่อทางมหาวิทยาลัยประกาศผลการประกวดเรียงความ งานเขียนของข้าพเจ้าเป็นงานเขียนชิ้นเดียวในปีนั้นที่ได้รับพระราชทานรางวัลทุนภูมิพล โดยได้เข้ารับพระราชทานรางวัลเป็นทุนการศึกษาจากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันพระราชทานปริญญาบัตร

    จากคนที่ไม่เคยเขียนหนังสือ จากคนที่ไม่เคยสนใจงานด้านขีดๆเขียนๆมาก่อน จนมาได้รับพระราชทานรางวัลทุนภูมิพล ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าข้าพเจ้าจะยินดีและดีใจเพียงใด ข้าพเจ้าขอกราบแทบเบื้องบาทของหลวงปู่ทวดและหลวงพ่อดู่ ขอนมัสการด้วยความเคารพ...ด้วยเศียร... และ เกล้า...ที่ทำฝันของข้าพเจ้าให้เป็นจริง
     
  2. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๘๑. หลวงปู่ทวดช่วยชีวิต

    ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เป็นคำสอนของพระพุทธองค์ที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ความทุกข์ของคนเรานั้นมีมากมายหลายเรื่องหลายอย่าง การเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังที่เพียรพยายามรักษาอย่างไรก็ไม่ยอมหายสักที นี่ก็เป็นความทุกข์ที่ทรมานจิตใจมากเรื่องหนึ่งของมนุษย์เรา บทความที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นเรื่องของคุณรัตนาภรณ์ อินทรกำแหง ซึ่งเขียนโดยเบญจะ ชินปัญชนะ จากหนังสือขวัญเรือน ได้เล่าไว้ดังนี้

    คุณรัตนาภรณ์ อินทรกำแหง เป็นศิลปินดาราที่เด่นดังในอดีตและยังมีผลงานอยู่ถึงทุกวันนี้ ชีวิตจริงของศิลปินท่านนี้ได้ผ่านอุปสรรคมาแล้วอย่างมากมาย ตื่นเต้นเร้าใจยิ่งกว่าภาพยนต์ที่เธอแสดง และเมื่อถึงบทเศร้าแล้ว เศร้าสลดจนต้องฆ่าตัวตาย เมื่อหลายปีก่อนคุณรัตนาภรณ์ ได้เกิดล้มป่วยเป็นอัมพาต ลุกเดินไม่ได้ ได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลมีชื่อแห่งหนึ่งหมดเงินไปร่วม 2 แสนบาท แต่ไม่หาย และไม่ดีขึ้นเลย พอรู้ข่าวว่าที่ไหนมีหมอเก่ง จะรีบให้คนพาไปรักษาแล้วก็เหมือนเดิม รักษาไปจนทรัพย์สินเงินทองเกือบหมด โรคร้ายที่ทรมานเพราะลุกเดินไม่ได้ก็ยังทรมานใจอยู่ เป็นเช่นนี้อยู่นานถึง 7 เดือน

    ฆ่าตัวตายดีกว่า คนเราเมื่อหมดหนทางไม่มีทางออก ก็ต้องคิดสั้น คนที่ต้องอยู่ในสภาพที่ช่วยตัวเองไม่ได้เป็นระยะเวลานานๆ ต้องอยู่แต่ในห้องที่แคบๆ จะทำอะไรก็ต้องอาศัยผู้อื่นมันน่าเบื่อหน่ายคับแค้นใจยิ่งนัก ตายซะจะดีกว่า ชาติที่แล้วคงทำกรรมไว้มาก ขอยอมชดใช้กรรมแต่เพียงเท่านี้

    นั่นเป็นคำพูดของคุณรัตนาภรณ์ที่น้อยอกน้อยใจในชะตากรรมของตนเอง ก่อนที่จะตัดสินใจไปตาย! เมื่อตัดสินใจแล้ว จึงเดินทางท่องเที่ยวแบบสั่งลา อยากไปที่ไหนก็ไปชอบใจที่ไหนก็อยู่นานหน่อย เมื่อไปถึงภูเก็ตเกิดความเบื่อจึงหลบไปชายหาดที่ไม่มีคน สั่งบุตรบุญธรรม (เพราะคุณรัตนาภรณ์หรือคุณแดง ไม่มีบุตร) ให้ไปซื้อข้าวปลาอาหารทานกันที่ชายหาด

    เมื่อไม่มีใครอยู่แล้ว คุณแดงจึงได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อคุณพระศรีรัตนตรัย โดยเฉพาะ หลวงพ่อทวด ที่เคารพนับถือมาก เพราะเคยได้ประจักษ์ในด้านอิทธิฤทธิ์อภินิหารจากการรอดตายมาแล้ว (ถึงกับได้ชักชวนคุณสมบัติ เมทะนี ดารายอดนิยมในอดีต ช่วยกันสร้างพระเครื่องบูชาหลวงพ่อทวด ถวายให้วัดช้างไห้ไปรุ่นหนึ่ง) ช่วงนั้นคุณแดงได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อองค์หลวงพ่อทวดไว้ว่า

    "ขณะนี้ลูกได้ถูกโรคร้ายเบียดเบียน ทนทุกข์ทรมานเป็นเวลานานแล้ว วันนี้ได้ตัดสินใจขอลาตาย บุญใดที่ลูกได้ทำมาแล้วในอดีตชาติก็ดี และในชาตินี้ก็ดี ลูกขออุทิศบุญนั้นให้กับเจ้ากรรมนายเวรที่ได้ล่วงเกินกันมา จะด้วยเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี ขอให้หลวงพ่อทวดช่วยเป็นสื่อไปบอกให้เจ้ากรรมนายเวรต่างๆ มารับไปและอโหสิกรรมให้ลูกด้วย และถ้าเมื่อลูกได้หมดกรรมจริงแล้ว ขอให้หลวงพ่อทวดได้เมตตาสงเคราะห์ให้หายจากโรคภัยในวันนี้ด้วย ถ้ายังไม่หาย ลูกขอลายตายในบัดนี้"

    เมื่อจบคำอธิษฐานแล้ว คุณแดงก็ลงมือคลานกลิ้งตัวลงทะเลไป เมื่อเจอคลื่นซัดมา ก็กลิ้งกลับไปแต่ก็ยังกระเสือกกระสนคลานต่อไป แล้วก็ถูกคลื่นซัดเข้าฝั่งอีก ต่อสู้กับคลื่นเพื่อที่จะไปให้ลึกพอที่จะจมน้ำแล้วหายใจไม่ออก เป็นเช่นนี้อยู่ครึ่งชั่วโมง จนบุตรบุญธรรมกับคนใช้มาพบเห็น ช่วยพยุงตัวขึ้นฝั่ง ขณะนั้นเหนื่อยจนไม่ได้สติ มาตกใจรู้ตัวเพราะเสียงตะโกนลั่นว่า "แม่หายแล้ว! แม่หายแล้ว!" ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นแล้ว เพราะคุณแดงยืนได้แล้ว เดินได้ด้วย หายจากโรคร้ายแล้ว จากคุณพระรัตนตรัยและหลวงพ่อทวดที่ประทานให้ เนรมิตให้โดยใช้เวลาสั้นๆ จากการที่ต้องทนทรมานอยู่นานถึง 7 เดือน

    นี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าขอฝากท่านผู้อ่านไว้เป็นเครื่องเจริญศรัทธา
     
  3. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๘๒. ทามาก็อตจิ

    ทามาก็อตจิ หรือเจ้าสัตว์เลี้ยงคอมพิวเตอร์ที่แสนจะขี้อ้อน ซึ่งกำลังแพร่ระบาดและเป็นที่นิยมเลี้ยงกันในหมู่นักเรียนนักศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ญี่ปุ่นและในบ้านเรา จนทางโรงเรียนต้องห้ามนักเรียนไม่ให้นำมาโรงเรียน เพราะจะทำให้เสียการเรียน เนื่องจากต้องคอยดูแลทามาก็อตยิ่งกว่าไข่ในหิน ต้องคอยป้อนอาหารให้ทาน พาเข้าห้องน้ำ เจ็บป่วยต้องพาไปหาหมอและอื่นๆ อีกจิปาถะ มิฉะนั้น... มันก็จะตาย

    จากเรื่องทามาก็อตเจ้าสัตว์เลี้ยงปลอม ทำให้ข้าพเจ้าคิดถึงวรรณกรรมที่มีชื่อเรื่องหนึ่งในอดีต คือ ตลิ่งสูง ซุงหนัก ของ นิคม รายยวา กวีซีไรทื เมื่อหลายปีก่อน ครั้งนั้น นิคมได้นำเสนอเรื่องความเป็น ของจริง และ ของปลอม ได้อย่างไพเราะกินใจยิ่งนัก นิคม ได้ให้ คำงาย ตัวเอกของเรื่องเรียนรู้และพบคำถามได้โดยการ "ประสบ" กับ คำตอบอันเป็นรูปธรรมหลายๆ ครั้ง จนสามารถโยงเข้าสู่ปริศนาในใจได้

    คำงายเริ่มแกะช้างใหญ่เท่าตัวจริง เขาเริ่มตั้งคำถามว่า "เราเคยเดินทางไกล ได้พบเห็นอะไรหลายอย่าง แต่ตัวเราเองเป็นของใกล้ที่สุด เรากลับไม่เคยเห็นมันเลย" จนเมื่อคำงานแกะช้างได้เป็นตัวเป็นตนแล้ว แต่เขายังหาความเป็นช้างไม่ได้

    จนวันหนึ่ง เมื่อเขาอยู่บนหลังพลายสุด ยามที่พลายสุดตกมัน เมื่อเขากุมสติได้เขาพบว่า สิ่งนี้เองที่เราอยากรู้ เขาคิดขณะความอุ่นและอ่อนละมุนจากตัวช้างแล่นซ่านใต้ร่างเขา มันมีอารมณ์มีเลือดเนื้อมีชีวิตและวิญญาณ เขาสัมผัสได้ถึง ความมุทะลุ รุนแรงที่กำลังทะยานไปข้างหน้า รู้สึกถึงความหวาดกลัวและหวั่นไหวชั่วขณะของมัน ความเศร้า ความเจ็บปวด และความตกใจ ขณะดิ้นรนและวิ่งพล่าน ฟัดเหวี่ยงอยู่กับแอ่งที่หาทางออกไม่ได้ สิ่งที่คำงายค้นพบนี้ ไม่ใช่เพียงแต่ชีวิตและเลือดเนื้อของช้างตัวหนึ่งเท่านั้น แต่คือชีวิตและเลือดเนื้อของมนุษยชาติที่ขาดหายไปในโลกปัจจุบัน โลกที่ผู้คนชมชื่นกับชีวิตที่เป็น "ซาก" มากกว่าชีวิตที่เป็น "จริง"

    ดังนั้น คำงายจึงหันกลับมาพิจารณาช้างไม้ของเขาอีกครั้งหนึ่ง และฉงนฉงายนักว่า "คนเรานี่แปลกจริงๆ ไม้ใหญ่ มันก็ใหญ่ของมันอยู่แล้ว ใครไม่ได้ทำให้รูปช้างใหญ่ แต่ท่อนไม้มันใหญ่ของมันเอง ตัวมันจริงๆ คือต้นไม้ใหญ่ แต่คนกลับ ไม่เห็นความสวยและมีค่าของมันตอนมีร่มเงามีชีวิต กลับโค่นมัน ลิดกิ่งใบให้เป็นซากไม้แล้วเอามาแกะให้เหมือนซากช้าง ชื่นชมมันมากกว่าได้เห็นช้างหรือต้นไม้ที่มีชีวิตจริงๆ เสียอีก ทำไปทำมาจะไม่มีของจริงเลยสังอย่าง ไม่ว่าช้างหรือไม้"

    เรื่องของทามาก็อตจิ คำงาย และพลายสุด เป็นตัวอย่างอันดีให้ข้าพเจ้าได้ความเข้าใจชัดเจนแจ่มแจ้งขึ้นในเรื่อง ของจริงของปลอม

    บทสนทนาตอนหนึ่ง ที่หลวงพ่อดู่ท่านพูดคุยกับข้าพเจ้าและเพื่อนครั้งที่ได้กราบนมัสการและถวายดอกบัวแก่ท่าน ก่อนที่จะถวายดอกบัว เพื่อนของข้าพเจ้าได้นำดอกบัว มาพับกลีบเข้าไปทีละชั้นจนเห็นเกษรดอกบัวที่อยู่ด้านใน หลวงพ่อท่านนั่งมองดูอยู่ ในที่สุดท่านได้ฝากข้อคิด ในการไปทำบุญครั้งนั้นให้ข้าพเจ้าว่า

    "ดอกบัวที่พับกับดอกบัวที่ไม่ได้พับ อย่างไหนอยู่ได้นานกว่ากัน"

    "อย่างที่ไม่พับครับ" ข้าพเจ้าตอบ

    "เอ้อ! ก็เรามันอยากนี่นา อยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้เป็นอย่างนี้ ข้าฝากแกไปคิดดู"

    พับกันไปพับกันมา ในที่สุดของจริงก็อยู่ได้ทนนานตามธรรมชาติกว่าของที่ถูกพับ และก็ดูจริงๆ แล้วดอกบัวที่ถูกพับเป็นดอกกุหลาบนั้นจะดูเป็นดอกบัวก็ไม่ใช่ จะเป็นดอกกุหลาบก็ไม่เชิง

    เอา ความเป็นดอกบัว...ถวายท่านดีกว่า ข้าพเจ้าตอบกับตัวเอง
     
  4. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๘๓. ไตรสรณาคมน์

    คุณหมออมรา มลิลา เป็นฆราวาสผู้ปฏิบัติธรรมได้ดียิ่งผู้หนึ่งที่ข้าพเจ้าเคารพนับถือและถือเป็นแบบอย่าง วันหนึ่งข้าพเจ้าได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับท่านที่ธรรมสถาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    บทสนทนาวันนั้น ได้พูดกันถึงพระไตรสรณาคมน์ คุณหมอได้ฝากข้อคิดในเรื่องที่กล่าวกันว่า การขอถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง จะสามารถกำจัดภัยได้จริงนั้น ถึงอย่างไร จึงกำจัดภัยได้จริง คุณหมอได้อธิบายว่า

    การถึงพระพุทธ เพื่อเป็นสรณะนั้น หมายถึง การเข้าใจถึงศักยภาพของจิตแท้ที่เป็นพุทธ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ใครก็ตามที่เชื่อเช่นนั้น จนพากเพียรบากบั่น ฝึกอบรมจิตใจของตนให้เกิดสัมมทิฏฐิ ตั่งมั่นในมรรค ไม่ย่อหย่อน อ่อนแอ ท้อแท้เกียจคร้านที่จะปฏิบัติให้ยิ่งๆขึ้นไป

    จนในที่สุด ใจนั้นถึงพร้อมด้วยสติ สมาธิ ปัญญา และมีกำลังพอที่จะขุดรากถอนโคนกิเลสอาสวะทั้งปวงออกไปจากจิตใจได้ จิตของผู้นั้น ก็จะเป็นอิสระจากสิ่งเศร้าหมอง คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ตื่น เบิกบาน เป็นพุทธะ มีความบริสุทธิ์เทียบเท่ากับพุทธะของพระอรหันต์ทั้งปวง และของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แต่ความสามารถทางอภิญญาอาจยิ่งหย่อนกว่ากันได้

    การถึงพระธรรม คือการมีสติรักษาใจให้น้อมเอาเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตมาเป็นธรรมะสอนใจแทนการปล่อยให้ปรุงคิดเตลิดไปตามสัญญาอารมณ์ เกิดเป็นความทุกข์ เกิดเป็นความคับข้องใจ หรือเมื่อใดใจคิดฟุ้งซ่าน ก็หยุดกำหนดรู้อยู่กับปัจจุบัน คือขณะเดี๋ยวนี้ เฉพาะหน้าแต่ละขณะ แต่ละขณะ ใจที่ฝึกเช่นนี้ จะเปรียบเสมือนมีธรรมของพระพุทธองค์เทศน์ให้ฟังอยู่ในใจตลอดเวลา

    เมื่อไม่มีสิ่งกระทบก็รู้อยู่กับปัจจุบัน เมื่อมีสิ่งกระทบ ไม่ว่าจะเป็นผัสสะจากภายนอก หรืออารมณ์ของใจเอง ก็จะหมุนให้คิดเป็นมรรคทุกครั้ง จะเปลี่ยนจากความคิดที่เป็นกิเลสให้เป็นมรรค เปลี่ยนกิเลสเป็นมรรค ดังนี้เรื่อยไป ดังนั้น ความคิด คำพูด หรือการกระทำด้วยกายทุกอย่างๆ จะเป็นการกระทำเพื่อความสิ้นสุดแห่งทุกข์ถ่ายเดียว

    การถึงพระสงฆ์ คือ การน้อมตนให้ปฏิบัติดัง "พระสงฆ์" คือ เป็นผู้ปฏิบัติดี (สุปฏิปันโน) ปฏิบัติตรง (อุชุปฏิปันโน) ปฏิบัติถูก (ญายปฏิปันโน) ปฏิบัติชอบ (สามีจิปฏิปันโน) ตลอดเวลาที่จะระลึกได้

    การปฏิบัติดังกล่าวมานี้คือ การถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่จะเป็นสรณะที่พึ่งอันแท้จริง สามารถกำจัดทุกข์ กำจัดภัยได้จริง

    ข้าพเจ้าฟังคุณหมออธิบายจนจบได้แต่อมยิ้ม

    ใบหน้าของหลวงพ่อดูลอยเด่นพร้อมกับเสียงของท่านดังขึ้นมาในโสตประสาทของข้าพเจ้าว่า "นั่นแหละ พระไตรสรณาคมน์ ใครเชื่อพระ ก็เป็นพระ ใครละได้ ก็ไม่ใช่คน"
     
  5. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๘๔. ไม่พอดีกัน

    ข้าพเจ้าเคยได้ยินผู้อำนวยการวัยห้าสิบท่านหนึ่งในธนาคารปรารภกับผู้ใหญ่อีกท่านว่าสมัยหนุ่มๆ มีเรี่ยวแรงดี แต่เงินเดือนน้อย อยากไปเที่ยวเมืองนอกก็ไปไม่ได้ เพราะไม่มีสตางค์ แต่ทุกวันนี้มีเงินเดือนมาก อายุก็มากขึ้นตามมา มีเงินไปเที่ยวได้อย่างสบาย แต่ไม่มีแรงไป

    ข้าพเจ้านึกถึงคำคมที่ อุดม แต้พานิช หรือ "โน้ต" ศิลปินตลกและนักเขียนที่โด่งดังสุดขีดจากเดี่ยวไมโครโฟน และงานเขียนหนังสือที่ขายดีติดอันดับยอดขายสูงสุดคนหนึ่งในบ้านเราขณะนี้ ได้เล่าไว้ในหนังสือ Note Book หน้า 131 ว่า

    มีแรง มีเวลา ไม่มีเงิน
    มีแรง มีเงิน ไม่มีเวลา
    มีเงิน มีเวลา ไม่มีแรง

    นี้เป็นข้อคิดที่ดีทีเดียว ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงคำสอนหลวงพ่อดู่ที่สอนข้าพเจ้าให้ตั้งอกตั้งใจภาวนาตั้งแต่อายุไม่มาก ในเวลาที่พอมีเรี่ยวแรง มีเวลา (จะมีเงินหรือไม่มีเงิน ช่างมัน!) ว่า

    "ข้อสำคัญที่สุดของการปฏิบัติคือ ต้องไม่ประมาท"

    ต้องปฏิบัติให้เต็มที่ตั้งแต่วันนี้ ใครจะรู้ว่าความตายจะมาถึงเราเมื่อไร?

    เคยเห็นไหม เพื่อนเรา คนที่เรารู้จักที่ตายไปแล้ว นั่นน่ะ เขาเตือนเรา

    ถ้าเราปฏิบัติไม่เป็นเสียแต่วันนี้ เวลาจะตายมันก็ไม่เป็นเหมือนกัน

    เหมือนกับคนที่เพิ่งคิดหัดว่ายน้ำ เวลาใกล้จะจมน้ำตายนั่นแหละ ก็จมตายไปเปล่าๆ

    แกไม่ปฏิบัติวันหนึ่งวันนี่ เสียหายหลายแสน

    วันนึงก็มีความหมาย

    ข้าฝากให้แกไปคิดเป็นการบ้าน"

    <!-- / message -->
     
  6. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๘๕. ธรรมะจากสัตว์

    เวลาพระพุทธเจ้าตรัสสอนเหล่าพระสาวก ท่านมักจะยกสัตว์ต่างๆ มาแสดงเปรียบเทียบให้ได้แง่คิดทางธรรมอยู่เสมอ นับเป็นวิธีสอนธรรมที่ทำให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจ และมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจนทีเดียว

    ดังตัวอย่าง เช่น ยกเรื่องงูพิษเปรียบกับการศึกษาเล่าเรียน ถ้าเรียนไม่ดี เรียนไม่เป็น ได้ความรู้มาผิดๆ ความรู้นั้นอาจจะเป็นอันตรายดุจเดียวกับงูพิษที่ขนดหาง ย่อมถูกงูพิษแว้งกัดเอาได้

    ยกลิงโง่อยากลองเอามือจับตัง เอาเท้าทีบและใช้ปากกัด ผลที่สุดติดตังดิ้นไม่หลุด เปรียบเหมือนคนที่ไม่รู้จักวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องเต็มไปด้วยความเห็นผิด ความเข้าใจที่ผิด ในที่สุดก็จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก

    ยกเต่าหดหัวอยู่ในกระดอง ได้ยินเสียงอะไรที่ผิดปกติก็จะหดหัวเข้ากระดองปลอดภัยไว้ก่อน เปรียบดังผู้ปฏิบัติที่สำรวมอินทรีย์ (คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เห็นอะไร ได้ยินอะไร..ก็มีสติ ไม่ยินดี ยินร้ายไปตามเสียงเร้าจากภายนอก ก็ย่อมปลอดภัยจากกิเลสได้

    ยกนกเขาที่ร้องเสียง คู คู เหมือนคนที่ตระหนี่ถี่เหนียว หวงแหนโภคทรัพย์ ไม่แบ่งปันคนอื่น ตัวเองก็ไม่กิน ไม่ใช้ บุญกุศลก็ไม่ทำ ได้แต่นอนกอดทรัพย์ภูมิใจว่าทรัพย์ของกู ของกู หลงยึดติดอยู่อย่างนั้น

    ในบรรดาเรื่องที่ยกตัวอย่างมานี้ เรื่องที่หลวงพ่อดู่นำมาเล่าเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้ศิษย์ได้ฟังกันบ่อยๆ คือ เรื่องนกเขาที่ร้องเสียง คู คู ได้ฟังแล้วเป็นเครื่องเตือนใจ ให้ศิษย์ทั้งหลายอย่างได้ประมาท และหมั่นพิจารณาอยู่เนืองๆ ว่า

    ตัวเรา...ตัวเขา
    ไม่ใช่เรา...ไม่ใช่เขา
    ของเรา...ของเขา
    ไม่ใช่ของเรา...ไม่ใช่ของเขา
     
  7. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๘๖. สังคมวิปริต

    ในหนังสือพุทธธรรมกับสังคมซึ่งเขียนโดย ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ได้กล่าวถึงสังคมไทยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๘ ไว้ว่า "ประเทศไทยมีวัดกว่า ๒๕,๐๐๐ วัด พระกว่าสองแสนรูป เณรกว่าแสนรูป พุทธศาสนิกชนอีกเต็มประเทศ ไฉนเราจึงมีปัญหาทางสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ"

    ความเป็นคนใจบุญสุนทานของผู้คนไทยในอดีต และการที่มีวัดวาอารามสร้างอยู่ทุกมุมเมือง ไม่ได้ช่วยให้ปัญหาสังคมลดลงไปในปัจจุบัน

    สภาพเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมถึงขั้นวิกฤต ผู้คนมีความทุกข์ยากกันมากมาย เรามีผู้นำบ้านเมืองที่ไม่สามารถเอาเป็นแบบอย่างที่ดีได้ จนสื่อมวลชนต่างพากันขนานนามว่าเป็นยุคราหูครองเมือง ทั้งผู้นำและคนรอบข้างหมดปัญญาแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในทางที่ถูกที่ควร ถึงขนาดต้องสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา ทำพิธีรับส่งราหู ดูฮวงจุ้ยกันให้วุ่นวายสับสน จนเปรอะกันไปหมด ประชาชนเดือดร้อน สังคมวิปริตกันถ้วนหน้า

    ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ฝากข้อคิดหลักธรรมไว้ในหนังสือของท่านชื่อ "เมื่องไทยจะวิกฤต ถ้าคนไทยมีศรัทธาวิปริต" ซึ่งข้าพเจ้าขออนุญาตคัดลอกมาก ณ ที่นี้ สรุปความว่า คุณสมบัติของชาวพุทธที่ดี หรือ อุบาสกธรรม 5 ประการที่ควรปฏิบัติคือ

    1. มีศรัทธา เชื่ออย่างมีเหตุผล มั่นในคุณพระรัตนตรัย ไม่งมงาย

    2. มีศีล มีความประพฤติสุจริตดีงาม อย่างน้อยดำรงตนได้ในศีลห้า

    3. ไม่ตื่นข่าวมงคล เชื่อกรรม มุ่งหวังผลจากการกระทำ มิใช่จากโชคลางของขลัง พิธีกรรม สิ่งศักดิ์สิทธิ์

    4. ไม่แสวงหาทักขิไณยนอกหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า

    5. เอาใจใส่ ทำนุบำรุงช่วยกิจการพระพุทธศาสนา

    เริ่มต้นที่ตัวเรา...เริ่มที่บ้านเรา แล้วเราจะมิใช่ตัวปัญหาที่ทำสังคมให้วิปริต แต่จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาสังคมวิปริต ให้เป็นส่วนหนึ่งที่ลูกศิษย์หลวงพ่อมอบเป็นของขวัญถวายแต่ในหลวง และมอบถวายแด่...หลวงพ่อของเรา
     
  8. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๘๗. เชื้อดื้อยา

    [​IMG]

    หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอังคารที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๒๐ ในคอลัมน์เมนู ข้อมูลโดยนายดาต้า ได้พูดถึงเรื่องของหมอกับการสั่งยาให้แก่คนไข้ ข้าพเจ้าขอเล่าให้ฟังโดยย่อๆ เพื่อความเข้าใจในสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการสื่อให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ เรื่องของเรื่องมีว่า มีคำถามจากชาวบ้านถึงนายดาต้า ข้าพเจ้าขอคัดลอกมาดังนี้

    "ผมสังเกตว่าเดี๋ยวนี้ไปหาหมอ แล้วหมอสั่งยามาให้มาก อย่างเป็นหวัดไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ค่ารักษา ค่ายา 400-500 บาททุกครั้ง ทั้งที่แต่เดิมนั้น โรคหวัดนี่กินยาแผงไม่กี่บาทก็หายแล้ว ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น"

    จากคำถามข้อสงสัยดังกล่าว นายดาต้าก็ได้ตอบไปในลักษณะที่ว่า หมอจ่ายยาให้ไปเกินกว่าเหตุ ข้าพเจ้าได้นำเรื่องนี้ไปสอบถามจากญาติซึ่งเป็นอายุรแพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางการรักษาด้วยยา ซึ่งก็ได้ความกระจ่างกลับมาว่า เราคงเคยทราบกันว่ามีเชื้อโรคมากมายมีอาการดื้อยา ทำให้รักษาหายได้ยากโดยเฉพาะในเมืองไทย ทั้งนี้ มีสาเหตุที่สำคัญ คือการให้การรักษาที่ไม่เต็มที่ ดังเช่น คนไข้ไปซื้อยามาทานเองจากร้านขายยา หรือไปพบแพทย์ตามคลีนิค โรงพยาบาล แพทย์ส่วนใหญ่จะจัดยาให้คนไข้ครบตามจำนวนว่าจะต้องทานยากี่วัน 5 วัน 7 วัน หรือ 10 วัน ก็จะจัดยาให้ครบ เช่น คนไข้เป็นหวัดเนื่องจากติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งคนไข้จำต้องได้ยาปฏิชีวนะหรือยาแก้อักเสบ คนไข้ที่เป็นวัณโรค คนไข้ที่เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ฯลฯ

    เมื่อคนไข้เหล่านี้ทานยาแล้วมีอาการดีขึ้น หรือ หายไปก็จะหยุดยาทั้งๆที่เชื้อโรคยังไม่หาย เมื่อหยุดยา ขณะที่เชื้อโรคบางส่วนยังไม่ตายนั้น มันจะกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ แพร่พันธุ์ใหม่ออกมา ซึ่งเป็นพันธุ์ที่จะวิวัฒนาการให้ดื้อต่อยาที่เคยใช้มาก่อนแต่ใช้ไม่ครบตามจำนวน จากนั้นไม่นาน อาการเจ็บไข้ก็จะเกิดขึ้นมาใหม่ คราวนี้จะรักษาให้หายก็จะยากกว่าครั้งแรกแน่นอน ต้องใช้ยาที่แรงขึ้นกว่าเก่า หากคนไข้ใช้ยาผิดวิธี เชื้อก็จะดื้อยากขึ้นมาอีก ทุกวันนี้จึงมีโรคดื้อยาเกิดขึ้นมากมาย เพราะการใช้ยาที่ไม่ศึกษาให้ถูกวิธี

    ในเรื่องของการศึกษาปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกัน

    การใช้ยาไม่ถูกวิธี... ทำให้เชื้อโรคดื้อยาขึ้นฉันใด
    การศึกษาปฏิบัติธรรมไม่ถูกวิธี... ก็ทำให้ศิษย์ดื้อคำสอนของครูอาจารย์ฉันนั้น
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • poodu7.jpg
      poodu7.jpg
      ขนาดไฟล์:
      30 KB
      เปิดดู:
      1,509
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 สิงหาคม 2007
  9. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๘๘. คุณธรรม ๖ ประการ

    หลวงพ่อดู่เคยปรารภธรรมเกี่ยวกับเรื่องการเจริญโพชฌงค์ อันเป็นคุณธรรมที่ทำให้บุคคลผู้ปฏิบัติตามได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน มีแต่ความเย็นใจในทุกที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ เป็นธรรมที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง อีกทั้งมีความไพเราะทั้งอรรถและธรรม จึงขอฝากไว้กับศิษย์หลวงพ่อให้ได้นำไปพิจารณากัน

    "ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย ผู้ที่เห็นภัยในวัฏฏสงสารนั้น ถ้าประกอบด้วยคุณธรรม 6 ประการนี้ ย่อมจะได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ถึงความเยือกเย็นอย่างยอดเยี่ยม คุณธรรม 6 ประการนั้นคือ

    ข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม
    ประคองจิตในสมัยที่ควรประคอง
    ยังจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรร่าเริง
    วางเฉยจิตในสมัยที่ควรวางเฉย
    มีจิตน้อมไปในมรรค ผล อันประณีตสูงสุด
    ยินดียิ่งในพระนิพพาน"

    ผู้ปฏิบัติที่มีความชาญฉลาด ย่อมจะต้องศึกษาจิตใจและอารมณ์ของตนให้เข้าใจ และรู้จักวิธีกำหนด ปล่อยวาง หรือควบคุมจิตใจและอารมณ์ให้ได้ เปรียบเสมือนเวลาที่เราขับรถยนต์ จะต้องศึกษาให้เข้าใจถึงวิธีการขับขี่ที่ปลอดภัย บางครั้ง ควรเร่ง บางคราวควรผ่อน บางทีก็ต้องหยุด

    เร่งในเวลาที่ควรเร่ง
    ผ่อนในเวลาที่ควรผ่อน
    หยุดในเวลาที่ควรหยุด
    ก็จะสามารถถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย

    เปรียบเหมือนการปฏิบัติธรรมะนี่ล่ะ ทำนองเดียวกันให้พิจารณาอย่างนี้
    <!-- / message -->
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 สิงหาคม 2007
  10. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๘๙. ลิงติดตัง

    ท่ามกลางกระแสสังคมที่สับสนวุ่นวาย ไม่ว่าจะเป็นกิจธุระส่วนตัว กิจธุระเรื่องครอบครัว เรื่องที่ทำงาน เรื่องของญาติสนิทมิตรสหาย จนบ่อยครั้งที่เรารู้สึกเหมือนถูกพันธนาการด้วยภาระและหน้าที่ที่ต้องจัดการมากมายอยู่ทุกวี่ทุกวัน ทั้งตัวเราเองและทั้งผู้คนรอบข้าง

    หลวงพ่อได้เคยเปรียบลักษณะเช่นนี้กับอาการของลิง โดยท่านได้ถามข้าพเจ้าว่า

    "แกเคยรู้จักไหม โลกติดตัวเหมือนลิงติดตัง"

    ("ตัง" ตามความหมายในพจนานุกรมหมายถึง ยางไม้ที่ผสมกับสิ่งอื่นแล้ว ทำให้เหนียวใช้สำหรับดักนก)

    เวลาที่เขามาดักจับลิง เมื่อลิงมาติดกับที่มีตังติดอยู่ ตังติดมือลิงข้างหนึ่ง มันก็ใช้มืออีกข้างมาแกะออก แต่แกะไม่ออก กลับติดตังทั้งสองมือ เอาเท้ามาช่วยถีบออก ก็ไม่ออกอีก เอาปากกัดอีกผลที่สุดเลยติดตังไปทั้งตัว ทั้งสองมือ สองเท้าและปากติดตังไปหมด นอนรอให้เขามาจับตัวเอาไป

    ข้าพเจ้าก้มลงดูตัวเอง และเหลียวมองดูรอบตัวไม่เห็นลิงแม้แต่ตัวเดียวที่ติดตัง เห็นแต่ตัวเองและคนรอบๆ ข้าง ติดตังเต็มไปหมด...ไม่มีลิงสักตัว

    ใครก็ได้ ช่วยแกะทีเถอะครับ!
    <!-- / message -->
     
  11. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๙๐. ปรารภธรรมเรื่อง "การเกิด"

    บ่ายร่มลมเย็นวันหนึ่ง ในอิริยาบถสบายๆ ของหลวงพ่อที่กุฏิท่าน หลวงพ่อได้ปรารภธรรมเกี่ยวกับเรื่อง "การเกิด" ให้กับศิษย์ได้ฉุกคิดเป็นการบ้าน

    ท่านได้ปรารภไว้ว่า

    "คนเราเกิดมา ไม่เห็นมีอะไรดี มีดีอยู่อย่างเดียว สวดมนต์ไหว้พระ ปฏิบัติภาวนา"

    ข้าพเจ้าหวนรำลึกถึงคำสอนท่านพุทธทาสภิกขุจากหนังสือ "เล่าไว้เมื่อวันสนธยา" ซึ่งสัมภาษณ์โดยพระประชา ปสันนธัมโม ท่านพุทธทาสภิกขุได้พูดถึงเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิตว่า คือ เกิดมาควรจะได้อะไร เกิดมาทำไม

    คนส่วนใหญ่สมัยเป็นเด็กๆ ไม่มีทางรู้ ไม่มีทางรู้ว่าเกิดมาทำไม พ่อแม่ก็ไม่ได้สอนว่าเกิดมาทำไม เพียงแต่ได้รับการดูแลว่าทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ ที่เรียกว่าดีๆ ให้เรียนหนังสือ ให้ประพฤติดี ก็ดีแต่ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม จนกระทั่งเป็นหนุ่มสาว ก้ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม เพื่อประโยชน์อะไร แต่ก็ได้ทำทุกๆอย่างตามที่ผู้หลักผู้ใหญ่สอนให้ทำ ตามขนบธรรมเนียมประเพณีมีให้ทำ จึงมีการศึกษา มีอาชีพสำหรับทำมาหากิจ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น บางคนจนเลยวัยผู้ใหญ่ล่วงถึงวัยชรา ก็ไม่มีโอกาสแม้จะคิดหาคำตอบที่สำคัญที่สุดในชีวิตนี้ ข้าพเจ้าขออนุญาต ขีดเส้นใต้คำว่า ที่สำคัญที่สุดในชีวิตนี้

    ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้เฉลยคำตอบนี้ไว้ว่า...

    "เกิดมาให้ได้รับสิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ คือ ให้มีชีวิตที่เย็น ที่ไม่เป็นทุกข์เลย"

    สรุปได้ว่า เพื่อแสวงหาความสุขที่ไม่กลับกลายเป็นความทุกข์อีก

    มีสุภาษิตจีนบทหนึ่งที่ว่า...

    รู้ก่อน แก้ก่อน
    รู้หลัง แก้หลัง
    ไม่รู้ ไม่แก้
    รู้แล้ว ทำไมไม่แก้

    นั่นน่ะซิ รู้แล้ว...ทำไม (ยัง) ไม่แก้ (วะ)!
    ข้าพเจ้าอุทานกับตัวเอง
    <!-- / message -->
     
  12. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๙๑. เมด อิน วัดสะแก

    ท่านที่มีความสนใจในพระเครื่องพระบูชาของหลวงพ่อดู่ พรหมปัญโญ จะพบว่าพระเครื่อง พระบูชา วัตถุมงคลของท่านมีมากมายหลายรุ่นหลายแบบ

    เท่าที่พอจะสืบทราบ หลวงพ่อได้เริ่มสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 เรื่อยมา มีทั้งชุดพระบูชาที่เป็นพระพุทธรูปและที่เป็นรูปหล่อหลวงปู่ทวด หลวงพ่อดู่ ครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ เช่น หลวงพ่อเกษม เขมโก ที่เป็นพระเครื่องก็ได้แก่ ชุดพระเหนือพรหม ชุดชัยมงคลคาถา (พาหุงฯ) ชุดเหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อดู่ รวมทั้งเหรียญโลหะอื่นๆ พระหยดน้ำ รูปหล่อลอยองค์ขนาดเล็ก พระพิมพ์ต่างๆ ล็อกเกตและแหวน

    เมื่อต้นปี 2540 ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้เห็นหนังสือเกี่ยวกับพระเครื่องเล่มหนึ่ง ผู้เขียนได้เล่าถึงข่าวดังในรอบปี 2539 และได้จัดอันดับ 10 ข่าวดังแห่งวงการพระเครื่องในรอบปี ซึ่งว่ากันไปตามประสาคนในวงการพระเครื่อง แต่มีข่าวหนึ่งในบรรดา 10 ข่าวดังนี้ที่สะดุดใจข้าพเจ้าคือ

    "...สับสนที่สุด ในวงการพระเครื่องคือ พระเครื่องบูชาของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สับสนจนบรรดาเซียนพระไม่กล้าจัดประกวดเพราะไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอันไหนของจริง อันไหนของปลอม" ข้าพเจ้าอ่านแล้วอดขำไม่ได้ ก็พวกท่านทั้งหลาย (บรรดาเซียนพระเครื่อง) เล่นจัดประกวดพระเครื่องด้วยวัตถุประสงค์ที่จะตีราคาพระเครื่องพระบูชาของหลวงพ่อออกมาในเชิงพาณิชย์ เพื่อนำมาซื้อๆขายๆ แสวงหากำรี้กำไรกันในตลาดซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์ของหลวงพ่อ

    วัตถุประสงค์ของหลวงพ่อ ต้องการให้พระเครื่องบูชาของท่านเป็นสื่อ...ให้เข้าถึงพระแท้ในจิตใจของผู้ประพฤติปฏิบัติตามธรรมคำสอนของท่าน ต้องการให้พระนี้ได้ถึงมือบุคคลที่สนใจปฏิบัติจริงๆ ดังจะเห็นได้จากการที่มีพระเครื่อง พระบูชาของหลวงพ่อ จำนวนมากที่ทำเป็นพระผงปูนซีเมนต์ขาว มีจำนวนมากมายนับแสนองค์ จนบางคนมีความรู้สึกว่า พระหลวงพ่อดู่...ไม่มีราคา แต่ข้าพเจ้ากลับรู้สึกตรงกันข้ามว่า พระหลวงพ่อดู่...เมด อิน วัดสะแกนี้

    ที่ว่า...ไม่มีราคานั้น คือ ไม่มีราคาแบบที่หาค่ามิได้เป็น Invaluable หรือ Priceless Thing สำหรับผู้รู้ คุณค่า มิใช่สำหรับผู้รู้ มูลค่า ที่นิยมการซื้อขายแลกเปลี่ยนเป็นเงินทองกัน
     
  13. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๙๒. หลวงพ่อดู่ หลวงปู่ทวด

    วันหนึ่งในคราวที่ปลอดคน ข้าพเจ้าได้มีโอกาสอยู่ที่กุฏิของหลวงพ่อกับท่านโดยลำพัง หลวงพ่อได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า มีลูกศิษย์นายทหารคนหนึ่งมาเล่าให้ท่านฟังว่า หลวงปู่ทวดท่านไปหลอกเขา

    "หลอกยังไงหรือครับ" ข้าพเจ้าถามท่าน

    "เขาว่าเวลาที่เขาภาวนาอยู่ หลวงปู่ทวดไปยืนอยู่ข้างหน้าเขา สักพักตัวท่านก็เปลี่ยนไป หัวเป็นหลวงปู่ทวด ตัวเป็นข้า..."

    หลวงพ่อตอบข้าพเจ้ายังไม่จบ ข้าพเจ้าอดถามแทรกไม่ได้ว่า "เขารู้ได้อย่างไรครับว่าตัวเป็นหลวงพ่อ"

    ท่านตอบข้าพเจ้าว่า "เขาจำรอยสักรูปผีเสื้อที่มือข้าได้" หลวงพ่อได้เล่าต่อว่า "เมื่อหลวงปู่ทวดไปหลอกเขาโดยแสดงให้เห็น หัวเป็นหลวงปู่ทวด ตัวเป็นข้าแล้ว สักพักก็เปลี่ยนใหม่ ทีนี้หัวเป็นข้า ส่วนตัวเป็นหลวงปู่ทวดถือไม้เท้ากลับไปกลับมาอย่างนี้"

    เรื่องที่หลวงพ่อได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังนี้ ตรงกับนิมิตที่ศิษย์ของหลวงพ่อหลายคนเคยมีนิมิตเกี่ยวกับท่าน คือ เป็นนิมิตรูปพระพุทธเจ้าอยู่ตรงกลาง ด้านขวาด้านซ้ายมีรูปหลวงปู่ทวดและหลวงพ่อดู่ สักพักภาพทั้งสามก็ค่อยๆ เลื่อนมารวมเป็นภาพเดียวกันคือเป็นภาพพระพุทธเจ้า

    หากหลวงพ่อดู่และหลวงปู่ทวดมิใช่พระองค์เดียวกันแล้ว สมควรแล้วหรือที่นิมิตที่ศิษย์นายทหารท่านนั้นจะเห็นศีรษะหลวงพ่อดู่ไปวางบนลำตัวหลวงปู่ทวด สมควรแล้วหรือที่ภาพพระพุทธเจ้า หลวงปู่ทวด และหลวงพ่อดู่ มารวมเป็นภาพเดียวกัน

    ข้าพเจ้าเชื่อว่าหลวงพ่อดู่เป็นพระโพธิสัตว์ที่ปรารภนาพุทธภูมิเช่นเดียวกับหลวงปู่ทวด ส่วนท่านจะเป็นองค์เดียวกันหรือไม่นั้น ข้าพเจ้าไม่ทราบได้ เพราะเป็นวิสัยของผู้มีญาณเท่านั้นที่จะพึงทราบ เหตุที่บันทึกเรื่องนี้ไว้ก็เพียงเพื่อเตือนใจตัวเองที่ครั้งหนึ่งหลวงพ่อได้เคยเมตตาเล่าเรื่องนี้ให้ข้าพเจ้าฟังและหากจะเป็นประโยชน์กับใครบ้าง ช่วยสร้างศรัทธาปสาทะให้เกิดความพากเพียร ที่จะก้าวล่วงความทุกข์ให้ได้แล้ว ข้าพเจ้าขออนุโมทนาด้วยอย่างยิ่งครับ
     
  14. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๙๓. กรรมฐานพาลจิตเพี้ยน

    เมื่อหลายปีก่อน มีการเสวนาทางวิชาการเรื่อง "โรคจิตกับกรรมฐาน" จัดโดยธรรมสถานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในครั้งนั้นมีการเชิญจิตแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราชมาเล่าถึงปัญหาโรคจิตที่เกิดจากการนั่งวิปัสสนากรรมฐาน ว่าที่จริงแล้วการทำกรรมฐานไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดโรคจิตแต่ประการใด การที่คนทั่งไปนั่งวิปัสสนากลับมาแล้วเกิดอาการทางจิตที่คนอื่นมองว่า "เพี้ยน" หรือเป็นโรคประสาท เป็นเพราะทำไม่ถูกวิธี

    จิตแพทย์ท่านนั้นได้กล่าวว่า การที่มีผู้ไปทำวิปัสสนากลับมาแล้วผิดปกติมีไม่มากนัก แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากก็คือ ปัจจุบันมีสำนักสอนการปฏิบัติ รวมทั้งวิปัสสนาเกิดขึ้นอย่างมากมาย จนทำให้คนคิดว่าเป็นแฟชั่นที่กำลังได้รับความนิยม คาดว่ามีสำนักน้อยใหญ่ทั่วประเทศเป็นพันแห่ง สาเหตุที่ทำให้คนมุ่งเข้าสู่สำนักกรรมฐานเหล่านี้เนื่องมาจากความทุกข์ ความผิดหวังในชีวิต จึงต้องหาที่พึ่งทางใจไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยว

    สรุปได้ว่าคนที่เพี้ยนจากการทำกรรมฐานนั้น ส่วนใหญ่มีความอ่อนแอทางจิตใจอยู่แล้ว และมาพบกับแนวทาง วิธีการสอนที่ผิดๆ เช่น อ่านตำราแล้วนำไปตีความเอง เพิ่งฝึกใหม่แต่คิดค้นวิธีปฏิบัติเองนอกแบบของครูอาจารย์ ฟังจากเพื่อนที่เล่าให้ฟังต่อๆ กันมา

    เจ้าสำนักกรรมฐานบางแห่งมักใช้วิธีพิสดารต่างๆ เพื่อสร้างความขลังให้สำนักตนด้วยการฝึกแบบแปลกๆ จนทำให้คนที่ฝึกแบบที่ผิดๆ นี้เกิดอาการเคร่งเครียด บ้างก็เกิดความกลัวหวาดระแวง เกิดเป็นอาการเพี้ยนต่างๆ ตามมา อาการเพี้ยนนี้ มิใช่เพิ่งเกิดในสมัยปัจจุบัน หากแต่ในครั้งพุทธกาลก็มีหลักฐานปรากฏในพระวินัยปิฎกภาค อาทิกรรมิกะ คือ

    สมัยหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนกรรมฐานข้อที่ว่าด้วยการให้พิจารณาร่างกายดุจเป็นซากศพแก่พระภิกษุ หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าผาสุกวิหารธรรม คือทรงพักผ่อนส่วนพระองค์เป็นเวลา 15 วัน ในระหว่างนี้ จะไม่เสด็จออกบิณฑบาต จะมีแต่พระภิกษุผู้ทำหน้าที่คอยอุปัฏฐากอยู่ ไม่ทรงรับแขกและงดการแสดงธรรม

    พระภิกษุที่ได้ฟังพระพุทธเจ้าสอนเรื่อง อสุภะกรรมฐาน ได้นำคำสอนไปปฏิบัติโดยไม่มีครูอาจารย์คอยควบคุมอย่างใกล้ชิดก็เกิดอาการวิปริต เห็นร่างกายเป็นซากศพ เป็นที่น่าขยะแขยง เป็นทุกข์ จึงจ้างวานคนอื่นให้ฆ่าตัวเองบ้าง ลงมือฆ่ากันเองบ้าง

    เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเสด็จจากผาสุกวิหารธรรม ทรงทราบเรื่องเข้า จึงทรงสอนให้ภิกษุที่เหลืออยู่ให้พิจารณากรรมฐานในแนวใหม่

    อีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องพระภิกษุกลุ่มหนึ่งเรียนกรรมฐานจากพระพุทธเจ้าแล้วกราบทูลลาเข้าป่าหาที่สงบปฏิบัติกรรมฐานจนได้บรรลุฌานเป็นความสงบแล้ว ไม่นานก็เกิดความสำคัญผิดคิดว่าตนได้สำเร็จขั้นอรหันต์แล้ว จึงชวนกันออกจากป่ากลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้า และได้บอกความประสงค์เรื่องนี้แก่พระอานนท์ พระอานนท์เข้าไปกราบทูลพระพุทธเจ้าเพื่อขออนุญาตเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต แต่รับสั่งให้พระอานนท์ไปบอกพระภิกษุเหล่านั้นให้ไปพิจารณาซากศพในป่าช้าก่อน ซึ่งในขณะนั้นในป่าช้ามีคนที่ตายใหม่ๆ ยังไม่ได้เผา

    พระภิกษุเหล่านั้นก็ได้ไปดูศพในป่าช้า เมื่อดูศพที่กำลังขึ้นอืดก็บังเกิดความเกลียด และเมื่อไปดูศพหญิงสาวที่เพิ่งตายและเห็นอวัยวะทุกส่วนยังสดอยู่ก็บังเกิดราคะ พระภิกษุเหล่านั้นจึงทราบว่าพวกตนยังไม่ได้บรรลุธรรมใดๆ ก็เกิดความสลดสังเวชใจในความสำคัญผิดของตน หลังจากนั้นได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ได้ฟังธรรมจึงได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในเวลาต่อมา

    นี้เป็นหลักฐานว่าการปฏิบัติกรรมฐานตามหลักศาสนาพุทธ จำเป็นต้องมีครูอาจารย์คอยดูแล เช่นคอยแนะนำว่าภาพที่เห็นและความคิดที่เกิดขึ้นในขณะที่เจริญพระกรรมฐาน หรือ เวลานั่งกรรมฐาน ตลอดจนอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในระหว่างนั้นมีความหมายอย่างไรและควรวางอารมณ์ต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างไร มิฉะนั้น ผู้ทำกรรมฐานอาจเกิดความเห็นผิด แล้วพัฒนากลายเป็นความวิปริตหรือผิดเพี้ยน ที่สุดแล้วอาการอาจรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ กลายเป็นคนวิกลจริตไปก็มี

    ผู้ปฏิบัติจึงควรเริ่มต้นศึกษาพุทธศาสนาด้วยการศึกษาหาความรู้ ทำความเข้าใจในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เข้าใจก่อนที่จะลงมือนั่งสมาธิเจริญภาวนา เพราะการทำสมาธิแต่เพียงอย่างเดียวก็มีโทษ มิใช่ประโยชน์ด้านเดียว

    ดังนั้น จึงขอฝากผู้ปฏิบัติที่มักมีนิมิตภาวนา ไม่ว่าเป็นนิมิตประเภทภาพ เสียง กลิ่น หรือสิ่งอื่นใดก็ตาม หลวงพ่อท่านเคยสอนไว้ว่า "อย่ายินดียินร้าย และอย่าน้อมใจเชื่อในนิมิตที่เกิดขึ้น" ท่านสอนไม่ให้ปฏิเสธ หรือว่าให้เชื่อนิมิตทันทีที่นิมิตเกิดขึ้น แต่สอนให้เชื่อหรือปฏิบัติก็ต่อเมื่อ ความจริง ปรากฏขึ้นเท่านั้น หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ท่านได้เคยแนะนำวิธีละนิมิตกับศิษย์คนหนึ่งใหนหนังสือ "หลวงปู่ฝากไว้" เรียบเรียงโดยพระโพธินันทมุนี หรืออดีตพระครูนันทปัญญาภรณ์ว่า

    "...นิมิตบางอย่างมันก็สนุกดี น่าเพลิดเพลินอยู่หรอก แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้นมันก็เสียเวลาเปล่า วิธีละได้ง่ายๆ ก็คืออย่าไปดูสิ่งที่ถูกเห็นเหล่านั้น ให้ดูผู้เห็น แล้วสิ่งที่ไม่อยากเห็นนั่นก็จะหายไปเอง"
     
  15. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๙๔. จะไปทางไหน

    [​IMG]

    หลวงพ่อเคยพูดถึงความรู้สึกห่วงใยของท่านที่มีกับบรรดาศิษย์ว่า หลายคนก่อนจะมาเกิดนี่ พวกที่อยู่บนสวรรค์ ก็ได้ไปร่ำลาพระก่อน พอลงมาแล้วก็มาเพลิดเพลินหลงติดอยู่กับโลก ครั้นเมื่อตายไปแล้วก็ไปเกิดในที่ลำบาก ในอบายภูมิ มีนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ไม่สามารถกลับขึ้นไปรับผลบุญบนสวรรค์ชั้นพรหม หรือไปนิพพานได้

    พระพุทธเจ้าเคยเปรียบบุคคลไว้ ๔ จำพวกคือ

    ๑. บุคคลที่มืดมาแล้วมืดไป เปรียบได้กับบุคคลที่มาจากภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์ ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ครั้นมาเกิดแล้วก็ประกอบแต่กรรมชั่ว เมื่อตายจากโลกมนุษย์ก็กลับไปสู่อบายภูมิอีก

    ๒. บุคคลที่มืดมาแล้วสว่างไป เปรียบได้กับบุคคลที่มาจากภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์ ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ครั้นมาเกิดแล้วก็ประกอบแต่กรรมดี เมื่อตายจากโลกมนุษย์ เขาก็สามารถไปสู่สุคติมีสวรรค์ พรหม พระนิพพานได้

    ๓. บุคคลที่สว่างมาแล้วมืดไป เปรียบได้กับบุคคลที่มาจากภพภูมิที่สูงกว่ามนุษย์ได้แก่สวรรค์ พรหม ครั้นมาเกิดแล้วก็ประกอบแต่กรรมชั่ว เมื่อตายจากโลกมนุษย์ก็กลับไปสู่อบายภูมิ

    ๔. บุคคลที่สว่างมาแล้วสว่างไป เปรียบได้กับบุคคลที่มาจากภพภูมิที่สูงกว่าภูมิมนุษย์ ได้แก่ สวรรค์ พรหม ครั้นมาเกิดแล้วก็ประกอบแต่กรรมดี เมื่อตายจากโลกมนุษย์ เขาก็สามารถไปสู่สุคติมีสวรรค์ พรหม พระนิพพานได้

    จะมืดมาหรือสว่างมา ข้าพเจ้าคิดว่าไม่สำคัญเท่ากับจะมืดไปหรือสว่างไป เพราะอย่างไรเสีย เราก็ได้มาเกิดแล้ว แต่ขณะนี้เรายังไม่ได้...ไป

    ในประวัติของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม เมื่อคราวที่ในหลวงรัชกาลที่ 4 ทรงให้ขุดสระน้ำและปลูกพระตำหนักกลางสระน้ำอย่างสวยงาม ท่านได้ตรัสถามสมเด็จโตว่า "สวยไหม ขรัวโต" สมเด็จโตกกราบทูลตอบว่า "สวยมากมหาบพิตร ดุจราชรถอันวิจิตร"

    เท่านี้แหละ ในหลวงทรงกริ้วไปหลายวัน เพราะท่านเป็นปราชญ์เชี่ยวชาญภาษาบาลี คำกราบทูลของสมเด็จโตว่า "ดุจราชรถอันวิจิตร" นี้ตรงกับพุทธภาษิตบทหนึ่งว่า

    "สูทั้งหลายจงมาดูโลกนี้ อันตระการตาดุจราชรถอันวิจิตร ที่พวกคนโง่หลงติดอยู่ แต่ผู้รู้หาติดข้องอยู่ไม่"
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 กันยายน 2007
  16. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๙๕. ตีเหล็กร้อนๆ

    ครั้งหนึ่ง มีเพื่อนผู้ปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้าได้ฝากเรียนถามหลวงพ่อว่า ในยุคปัจจุบัน ผู้คนกำลังมีความทุกข์กันมากมาย นอกจากการปฏิบัติธรรมแล้ว ควรทำอย่างไรอีก ข้าพเจ้าได้กราบเรียนถามหลวงพ่อ ซึ่งท่านเมตตาตอบว่า คำถามมันมีคำตอบอยู่ในตัวแล้ว นอกจากการปฏิบัติธรรมแล้วไม่มีอย่างอื่น เพราะการปฏิบัติธรรมคือปฏิบัติให้ถูกต้อง ที่สำคัญอย่างแรกคือต้องทำความเห็นเราให้ถูกเสียก่อนว่าที่ว่า "ปฏิบัติธรรม" นั้น "ปฏิบัติอะไร" และ "ปฏิบัติอย่างไร" ท่านได้แยกแยะให้ไว้เป็นสองนัย คือ โลกียธรรม และ โลกุตรธรรม

    โลกียธรรม คือ ให้ปฏิบัติหน้าที่ของเราให้พร้อมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ต่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หัวหน้า ลูกน้อง เพื่อนๆ และหน้าที่ต่อตัวเอง

    โลกุตรธรรม ก็ใช้ทุกข์จากสภาพที่เป็นอยู่นี้แหละเป็นเครื่องกำหนดรู้ สำหรับผู้มีปัญญาแล้ว ยิ่งเห็นทุกข์มากเท่าใด ก็ยิ่งอยากที่จะพ้นทุกข์มากเท่านั้น โดยอาศัยหนทางมรรคที่พระพุทธเจ้าสอนเป็นแนวทางเดิน

    ได้ฟังคำตอบของหลวงพ่อ ทำให้ข้าพเจ้าระลึกถึงประวัติของสมเด็จโต วัดระฆังฯ อีกครั้ง โดยปกติในหลวงรัชกาลที่ 4 มักนิมนต์สมเด็จโตเข้ามาเทศน์ในวังเสมอ วันหนึ่งที่ท่านนิมนต์สมเด็จโตมาเทศน์ พอดีวันนั้นท่านมีกิจธุระที่จะต้องไปทำต่อ เมื่อสมเด็จโตมาเทศน์ ท่านทราบดีว่าในหลวงมีเรื่องร้อนพระทัยอยู่จะรีบไป ท่านก็เทศน์ให้ในหลวงฟังอยู่เสียนานกว่าจะจบลงได้

    ครั้งต่อมา ในหลวงนิมนต์สมเด็จโตเข้ามาเทศน์ในวังอีก วันนั้นท่านว่างจากกิจธุระการงานดีแล้ว ตั้งใจจะฟังเทศน์สมเด็จเต็มที่ สมเด็จโตแทนที่จะเทศน์อะไรให้ในหลวงฟัง วันนั้น ท่านกลับไม่แสดงธรรมและไม่เทศน์เลย เพียงขึ้นต้นว่า ธรรมใดๆ มหาบพิตรก็ทรงทราบดีอยู่แล้ว เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

    เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าจะตีเหล็กให้ตีตอนร้อนๆ ในวันแรก ในหลวงทรงมีเรื่องกังวลพระทัย จิตใจไม่ปกติ สมเด็จโตท่านจึงต้องเทศน์นานหน่อย แต่วันต่อมาท่านสบายพระทัย จิตใจเป็นปกติดี ก็ไม่มีเหตุอันใดที่ต้องเทศน์สอนอีก ฉันใด การพิจารณาทุกข์ให้เข้าใจทุกข์ ให้ผ่านทุกข์ให้ได้ ก็ต้องพิจารณาในยามที่เผชิญทุกข์มากๆ ยามที่ปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้าเช่นปัจจุบันนี้ ฉันนั้น
    <!-- / message -->
     
  17. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๙๖. ครูพักลักจำ

    คุณธรรมที่โดดเด่นของหลวงพ่อดู่อีกประการหนึ่ง ที่ข้าพเจ้ายังจดจำได้ดี คือหลวงพ่อรู้จักเอาเหตุการณ์เล็กๆน้อยๆที่ดูเหมือนไม่สลักสำคัญอะไร มาจุดประกายความคิดแก่ศิษย์ ด้วยวิธีคิดและกุศโลบายอันแยบคายจนทำให้เหตุการณ์เล็กๆน้อยๆกลับเป็นเรื่องราวที่มีค่า กลายเป็นบทเรียนอันทรงคุณค่า...สำหรับศิษย์ในเวลาต่อมา อย่างเช่น เรื่องหนึ่งในสี่ หลวงพ่อได้เคยปรารภธรรมกับข้าพเจ้าว่า

    "ข้านั่งดูดยา มองดูซองยาแล้วตั้งปัญหาถามตัวเองว่า เรานี่ปฏิบัติได้หนึ่งในสี่ของศาสนาหรือยัง ถ้าซองยานี้แบ่งเป็นสี่ส่วน เรานี่ยังไม่ได้หนึ่งในสี่ มันจวนเจียนจะได้แล้วก็คลาย เหมือนกับเรามัดเชือกจนเกือบจะแน่นได้ที่แล้วเราปล่อย มันก็คลายออก เรานี่ยังไม่เชื่อจริง ถ้าเชื่อจริงนี่มันต้องได้หนึ่งในสี่แล้ว"

    ต่อมาภายหลังท่านได้ขยายความให้ข้าพเจ้าฟังว่า

    "ที่ว่าหนึ่งในสี่นั้น อุปมาดั่งการปฎิบัติธรรมเพื่อให้บรรลุมรรคผลในพุทธศาสนา ท่านแบ่งไว้เป็นขั้นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหัตตผล อย่างน้อยเราเกิดมาในชาตินี้ ได้พบพระพุทธศาสนา เปรียบเหมือนได้พบสมบัติล้ำค่า หากไม่ปฏิบัติเอาให้ได้อย่างน้อยหนึ่งในสี่ ก็เท่ากับว่าเราเป็นผู้ประมาทอยู่มาก"

    ยิ่งได้ศึกษา ยิ่งได้เรียนรู้กับหลวงพ่อ ข้าพเจ้าก็ยิ่งบังเกิดความอัศจรรย์ขึ้นในจิตใจ ท่านสอนให้เราได้หลักและวิธีคิดด้วย โยนิโสมนสิการ ทำให้เราได้เกิดศรัทธาและก่อให้เกิด "ปัญญา" อันเป็นยอดปรารถนาของทุกคน ให้เกิดความเข้าใจแจ่มชัดในเรื่องตัวตนของเราและทุกชีวิตที่อยู่รอบข้าง

    หลวงพ่อท่านเคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า

    "คนสมัยก่อนที่เขาปฏิบัติกันได้ดี ต้องรู้จักลักสังเกตจดจำสิ่งที่ดีงามของผู้อื่นมาปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดมีที่ตัวเรา เหมือนที่ข้าสอนพวกแกนี่ ไม่ใช่สำนักปฏิบัติ ไม่ใช่สำนักวัดสะแก ถ้าเป็นสำนักก็ต้องตั้งแบบใหม่ ที่ข้าสอนนี่ไม่ใช่แบบใหม่ แต่เป็นแบบของพระพุทธเจ้า ข้าก็ลักสอนแอบสอนอยู่นี่ ใครเชื่อจริงเอาจริงก็ได้ไป ช่วยๆกัน...ช่วยเหลือพระศาสนา"
    <!-- / message -->
     
  18. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๙๗. ที่สุดแห่งทุกขเวทนา

    "ธรรมนั้นอยู่ฟากตาย ไม่รอดตาย ไม่เห็นธรรม"

    เป็นคำสอนธรรมที่ไพเราะ กินใจ และเป็นประโยชน์ในการนำมาขบคิดพิจารณาให้แจ่มแจ้งกับตนเองอย่างยิ่ง

    วันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้านั่งปฏิบัติภาวนา ใจมีความสงบระงับพอสมควร เวลาผ่านไปได้สัก 2-3 ชั่วโมง ทุกขเวทนาอันเนื่องมาจากความปวดเมื่อยตามร่างกายเริ่มทวีขึ้นเรื่อยๆ

    ในครั้งแรก ข้าพเจ้าอาศัยกำลังสมาธิเข้าข่มความเจ็บปวด โดยพยายามให้จิตจดจ่ออยู่กับคำภาวนาให้มั่นคงขึ้น ความปวดเมื่อยก็หายไป แต่ก็เป็นเพียงชั่วขณะไม่นานนัก ความปวดเมื่อยนั้นก็กลับคืนมาอีกและรุนแรงขึ้น ข้าพเจ้าจึงตั้งคำถามตัวเองว่า...

    "ที่ว่าเจ็บปวด มันปวดตรงไหน ที่จิตหรือที่กาย"

    "เจ็บที่กาย" ข้าพเจ้าตอบตัวเอง

    "เออ เจ็บที่กาย มันก็ต้องไม่เกี่ยวกับจิต ถ้าเราเชื่อพระพุทธเจ้าว่าจิตกับกายเป็นคนละส่วนกัน เราจะต้องเห็นจิต เห็นกายว่าเป็นคนละส่วนด้วยตัวเรา และต้องไม่ทุรนทุรายจากความเจ็บปวดอันนี้" ข้าพเจ้าบอกกับตัวเองอีก

    เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ แต่อนิจจาความเจ็บปวดมิได้หายไปไหนเลย กลับทวีความรุนแรงถึงขนาดที่ขาทั้งสองข้างของข้าพเจ้าสั่นระริกและกระตุกด้วยความเจ็บปวดเอง ขณะนั้นเกิดเป็นความร้อนทั่วร่างกาย โดยเฉพาะที่หัวเข่าที่นั่งขัดสมาธิเกิดความเจ็บปวดแสนสาหัสเหมือนมีใครมาบิดขาและดึงให้ยืดออก เป็นความทรมานที่สุดครั้งหนึ่งของการปฏิบัติภาวนาของข้าพเจ้าทีเดียว

    ข้าพเจ้าบอกกับตนเองว่าวันนี้ต้องให้เห็นที่สุดของทุกขเวทนาให้ได้ เราจะไม่ยอมลุกจากที่นั่งโดยไม่ผ่านทุกข์ ไม่เห็นที่สุดของทุกขเวทนา ถ้าเราลุกแปลว่าเราไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ถ้าเราเชื่อพระพุทธเจ้าจริงเราต้องผ่านทุกข์ให้ได้ ให้ใจเราเห็นให้ได้ว่า จิตกับกายนี้เป็นคนละส่วนกัน ถ้าหากวันนี้เราแพ้ ก้ไปหาผ้าถุงมานุ่งเสีย แล้วไม่ต้องมาปฏิบัติอีกเลย ปฏิบัติไปก็ตายเปล่า เพราะคนขี้แพ้ทำอะไรมันก็แพ้อยู่วันยังค่ำ เวลาจะตายมันเจ็บปวดเพียงไรจะทนไหวหรือ

    เมื่อตกลงกับตัวเองดังนี้แล้ว ความเจ็บปวดก็ยังมิได้หายไปไหนเลย คราวนี้กลับเพิ่มความรุนแรงขึ้นจนน้ำตาข้าพเจ้าไหลออกมาเป็นสาย ในใจขณะนั้นข้าพเจ้าไม่หวังอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องการแม้กระทั่งความสงบ นึงเพียงอย่างเดียวว่าที่เราทำอยู่นี้ด้วยศรัทธา ด้วยความรักหลวงพ่อดู่และขอเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เมื่อความเจ็บปวดรุมเร้าข้าพเจ้าอย่างแสนสาหัส ถึงขนาดเจียนอยู่เจียนไป จนข้าพเจ้ารู้ตัวดีว่าไม่สามารถทนต่อไปได้อีกแล้ว แต่ใจก็ยังไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมลุก และไม่ยอมขยับเขยื้อน ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตัวเองเหมือนเด็กที่ยืนกำหมัด กัดฟัน แล้ววิ่งเข้าไปชกกับคู่ต่อสู้ที่รูปร่างสูงใหญ่ได้เปรียบกว่าทุกประตู ข้าพเจ้าทั้งร้องไห้ทั้งตะโกนอยู่ในใจว่า "ผมทำถวายหลวงพ่อครับ"

    สิ้นคำกล่าวของข้าพเจ้านี้ เหมือนกันหลวงพ่อท่านรับทราบ พลันเกิดเหตุอัศจรรย์เป็นนิมิตที่ข้าพเจ้าจดจำได้ตลอดชีวิต คือ ข้าพเจ้าเห็นหลวงพ่อดู่เป่าพรวดลงมาที่กระหม่อมของข้าพเจ้า ความรู้สึกขณะนั้นดุจมีน้ำทิพย์ชโลมรดตั้งแต่ศีรษะจนจรดปลายเท้า ทุกขเวทนาความปวดเมื่อยที่เมื่อสักครู่ราวกับถูกก้อนหินที่มีนำหนักหนึ่งร้อยกิโลทับไว้ ก็พลันหายไปในพริบตา เกิดเป็นความเย็นกายเย็นใจตั้งแต่ศีรษะจนจรดปลายเท้า ไม่มีที่ใดที่ความเจ็บปวดซ่อนเร้นหรือหลงเหลืออยู่เลย

    ข้าพเจ้าเริ่มมีความมั่นใจในการปฏิบัติมากขึ้น ความลังเลสงสัยในวิถีทางปฏิบัติเริ่มหมดไป มีแต่ความปลาบปลื้มปีติในธรรมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สังเกตดูจิตกับอารมณ์ถูกแยกออกเป็นคนละส่วนเหมือนแก้วที่ใส่น้ำไว้ แก้วกับน้ำแม้อยู่ด้วยกัน แก้วก็เป็นแก้ว น้ำก็เป็นน้ำ อยู่กันคนละส่วน ฉันใด จิตก็เป็นจิต...เป็นผู้รู้ อารมณ์ก็เป็นอารมณ์...เป็นผู้ถูกรู้ ฉันนั้น

    เมื่อหยุดอยู่สักพักหนึ่ง จึงน้อมเอาความสงบมาพิจารณาธรรมารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบใจต่อไป

    อย่างนี้กระมังที่ท่านหลวงตา (พระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน) เคยสอนไว้ว่า การต่อสู้กับกิเลส ถ้าสู้กับมัน ชกกับมัน หากสู้ไม่ไหว ถูกมันจับได้ จับมือเรามัดไว้ ขาเรามีก็ต้องเตะถีบมัน หากถูกมันจับขาได้อีก ปากเรามีก็ต้องกัด ต้องด่ามัน ให้สู้จนยิบตา

    ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจบทเรียนบทนี้แล้ว ความเข้าใจเริ่มมีมากขึ้น พร้อมกับความรักที่มีต่อหลวงพ่อดู่ก็มีมากขึ้นเช่นกัน
     
  19. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๙๘. พุทธนิมิต

    [​IMG]


    การตอบคำถามของหลวงพ่อแก่ศิษย์ช่างสงสัยอย่างข้าพเจ้า บางครั้งท่านไม่ตอบตรงๆ แต่ตอบด้วยการกระทำ การแสดงให้ดู และการตอบของท่านก็ยังความอัศจรรย์ให้เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าและเพื่อนๆเป็นอย่างยิ่ง ดังเหตุการณ์เมื่อครั้งที่เกิด "พุทธนิมิต" เมื่อคืนวันขึ้น 14 ค่ำเดือน 6 ก่อนวันวิสาขบูชาปี พ.ศ. 2528 หนึ่งคืนที่วันสะแก

    เหตุเริ่มแรกเกิดจากเมื่อตอนกลางวันในวันนั้น ข้าพเจ้าได้มากราบนมัสการหลวงพ่อที่วัด พร้อมกับพกพาเอาความสงสัยสองเรื่อง คือ เวลาที่หลวงพ่อหลวงปู่ทั้งหลาย ท่านจะไปช่วยลูกศิษย์ที่อยู่ห่างกันคนละที่ในเวลาเดียวกัน ท่านไปได้อย่างไร พร้อมกับเรื่องนี้ ในวันนั้นข้าพเจ้าได้นำรูปปาฏิหาริย์ของครูอาจารย์ท่านอื่นๆ ที่ศิษย์ของท่านเหล่านั้นถ่ายภาพ ได้รวบรวมมาถวายให้หลวงพ่อท่านดู มีภาพของพระอาจารย์มหาปิ่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาฯ และพระอาจารย์จวน ด้วยความงวยงงสงสัย ข้าพเจ้าจึงถามท่านว่าภาพเหล่านี้ถ่ายกันจริง หรือ ว่าทำขึ้นมา

    หลวงพ่อท่านพิจารณาดูรูปเหล่านั้นทีละใบจนครบ ใช้เวลาประมาณหนึ่งนาที แล้วรวบเข้าไว้ด้วยกัน ยกมือไหว้ แล้วบอกข้าพเจ้าว่า "ข้าโมทนาสาธุด้วย ของจริงทั้งนั้น" ดังนั้น จึงไม่มีคำอธิบายอื่นใดอีกนอกจากนี้

    ครั้นตกเวลากลางคืนประมาณสองทุ่ม ข้าพเจ้ากับเพื่อนๆ มาที่กุฏิหลวงพ่ออีกครั้ง มีลูกศิษย์มากมายต่างมาสรงน้ำหลวงพ่อในโอกาสวันคล้ายวันเกิดท่าน...วันวิสาขปุรณมี เมื่อคณะที่มาสรงน้ำหลวงพ่อเดินทางกลับไปหมด เหลือแต่ข้าพเจ้าและเพื่อนๆ พวกเราขออนุญาตหลวงพ่อถ่ายรูปกับท่านไว้เป็นที่ระลึก ข้าพเจ้าจำได้ดีว่าเมื่อหลวงพ่ออนุญาตแล้ว จากนั้นท่านก็นั่งนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน ไม่เคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น ศิษย์ตากล้องผลัดกันถ่ายภาพได้ประมาณสิบภาพ แล้วทุกคนก็กราบนมัสการท่านอีกครั้ง บรรยากาศคืนนั้น ข้าพเจ้ามีความรู้สึกที่แปลกไปกว่าทุกวัน จำได้ว่าบริเวณกุฏิหลวงพ่อเย็นสบาย... เย็นเข้าไปถึงจิตถึงใจข้าพเจ้าอย่างยิ่ง

    เมื่อนำฟิล์มทั้งหมดไปล้าง ปรากฏว่ามีภาพปาฏิหาริย์ "พุทธนิมิต" เกิดขึ้น ส่วนแรกเป็นภาพพุทธนิมิต คือ เป็นภาพพระพุทธเจ้าที่ถ่ายได้โดยไม่มีวัตถุที่เป็นพระพุทธรูป เหตุอัศจรรย์อีกประการหนึ่งคือเป็นภาพที่อยู่ต้นฟิล์มที่มิได้ตั้งใจถ่าย เป็นภาพที่ผู้ถ่ายต้องการกดชัตเตอร์ทิ้ง ส่วนที่สองเป็นภาพหลวงพ่อโดยมีแสงสีเป็นรังสีต่างๆ รอบๆองค์ท่าน

    [​IMG]

    สำหรับข้าพเจ้าแล้ว นี่เป็นการตอบคำถามที่หลวงพ่อเมตตาตอบข้าพเจ้าที่ได้ถามท่านไว้สองคำถามเมื่อตอนกลางวัน ภาพ "พุทธนิมิต" เป็นการตอบคำถามที่ว่าเวลาที่หลวงพ่อหรือหลวงปู่ทั้งหลายท่านจะไปช่วยลูกศิษย์ที่อยู่ห่างกันคนละที่ในเวลาเดียวกัน ท่านไปได้อย่างไร ส่วนภาพหลวงพ่อดู่ที่มีแสงสีเป็นรังสีต่างๆรอบๆองค์ท่าน ก็เป็นการตอบต่อคถามที่ว่า ภาพครูอาจารย์องค์ต่างๆ ที่ข้าพเจ้านำมาถวายให้ท่านดูนั้น "เป็นของจริง" ข้าพเจ้าเชื่อแน่เหลือเกินว่า หลวงพ่อคงมิได้ตอบคำถามข้าพเจ้าเพียงสองคำถามเท่านั้น จึงขอฝากท่านผู้รู้ที่ได้เห็นภาพเหล่านี้ให้นำไปพิจารณาด้วยดี ก็จะได้รับประโยชน์อีกมากทีเดียว​

    หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ ข้าพเจ้าได้นำภาพเหล่านี้มาถวายให้หลวงพ่อดู่และกราบเรียนขอคำอธิบายจากท่าน​

    ท่านตอบอย่างรวบรัดว่า "เขาทำให้เชื่อ"

    หลวงพ่อเน้นเสียง สีหน้าเกลื่อนยิ้มด้วยเมตตา​
     
  20. leo_tn

    leo_tn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +13,374
    ๙๙. หลวงพ่อบอกหวย

    ความจริงแล้วข้าพเจ้าควรตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า "วิดีโอประวัติและคำสอนของหลวงพ่อ" มากกว่า แต่ชื่อเรื่องยาวไป และไม่ชวนอ่านเท่า "หลวงพ่อบอกหวย" จึงขออนุญาตใช้ชื่อเรื่องนี้แทน

    ข้าพเจ้าและหมู่คณะอีกหลายคนมีความตั้งใจที่จะทำวิดีโอประวัติและคำสอนของหลวงพ่อ เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงท่าน โดยจัดทำด้วยความเคารพท่านเป็นที่สุด ไม่ต้องการหาผลกำไรจากการนี้

    จากนั้นก็ได้ปรึกษากันในเรื่องทุนที่จะดำเนินการ และหลังจากที่ได้แบ่งงานกันแล้ว ทุกคนพร้อมใจกันมากราบนมัสการหลวงพ่อต่อหน้าสรีระของท่าน ที่ตั้งไว้ที่หอสวดมนต์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับกุฏิของหลวงพ่อในปัจจุบัน ข้าพเจ้าจำได้ว่าคำอธิษฐานของพวกเราในวันนั้นคือ ขออนุญาตต่อหลวงพ่อในการจัดทำวิดีโอประวัติและคำสอนของท่าน และหากหลวงพ่ออนุญาตขอให้หลวงพ่อบอกพวกเราด้วย จะโดยนิมิต มาเข้าฝัน หรือวิธีใดก็แล้วแต่ เพื่อให้พวกเราสบายใจ ว่าไม่ได้ทำโดยที่หลวงพ่อไม่อนุญาต และขอให้สิ่งที่จะต้องทำทุกอย่างสะดวกราบรื่น ไม่ติดขัดจนงานสำเร็จ แต่หากหลวงพ่อไม่อนุญาตแล้ว ขอให้การทำงานของพวกเราติดขัด มีอุปสรรค ทำให้ท้อใจ และเลิกล้มความตั้งใจที่จะทำกันในที่สุด

    จากวันที่พวกเราได้ขออนุญาตหลวงพ่อแล้ว พวกเราสิบกว่าคนใช้เวลากันประมาณหนึ่งปี เพื่อจัดทำวิดีโอที่มีความยาวประมาณ 30นาที เริ่มตั้งแต่การเขียนบท เปลี่ยนจากบทให้เป็นสคริปต์ ติดต่อหาข้อมูลเกี่ยวกับหลวงพ่อตั้งแต่ชีวิตของท่านในวัยเยาว์ จนกระทั่งอุปสมบทเป็นพระภิกษุ สอบถามจากพระเถระครูอาจารย์ที่เคยร่วมธุดงค์กับท่าน ผู้เฒ่าผู้แก่ที่รู้จักท่าน ติดต่อช่างภาพที่จะมาถ่ายทำวิดีโอนอกสถานที่ โดยต้องไปถ่ายทำที่บ้านเกิดของท่าน เป็นต้น จนกระทั่งวิดีโอที่ช่วยกันจัดทำแล้วเสร็จ

    ข้าพเจ้ายังจำได้ดีวันนั้นเป็นวันที่ 31 มกราคม 2536 เวลากลางคืน ประมาณสามทุ่ม ข้าพเจ้านั่งดูวิดีโออยู่คนเดียวที่ชั้นล่าง ดูไปก็คิดถึงท่านไป ผ่านไปได้ค่อนเรื่อง ด้วยความคิดถึงท่าน น้ำตาเจ้ากรรมของข้าพเจ้าก็เอ่อล้นขึ้นมา ในขณะเดียวกันนั้นเอง ข้าพเจ้าแลเห็นหลวงพ่อดู่ทางด้านขวามือข้าพเจ้า ท่านเดินเข้ามาหาแล้วหยุดห่างจากข้าพเจ้าประมาณเมตรเศษและบอกข้าพเจ้าว่า

    "ข้าอนุโมทนากับพวกแกด้วย ที่ทำให้คนอื่นได้บุญหลาย"

    ข้าพเจ้าเห็นท่านด้วยหางตา ครั้นเมื่อหันไปมองท่านตรงๆ ปรากฏว่าท่านหายไป แล้วข้าพเจ้าถามตัวเองว่าคิดเอาเองหรือเปล่า เสียงจิ้งจกทักทันทีที่ความคิดนี้เกิดขึ้นในใจ ข้าพเจ้านึกถึงคำที่หลวงพ่อเคยบอกพวกเราไว้ว่า

    "ถ้าข้าไปหาแก ให้คอยฟังเสียจิ้งจกให้ดี"

    พอวิดีโอจบ ข้าพเจ้าจึงขึ้นไปห้องพระชั้นบน ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังจะก้มลงกราบพระ ภาพหลวงพ่อก็ปรากฏเบื้องหน้า ทางด้านซ้ายของโต๊ะบูชาพระ หรือขวามือของข้าพเจ้า แล้วท่านก็บอกข้าพเจ้าอีกว่า "พรุ่งนี้หวยออก 21" ข้าพเจ้ายังงุนงงกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานั้นว่าคิดเอาเองอีกหรือเปล่า ทำไมถึงเป็นเรื่องเป็นราวทีเดียว หลวงพ่อท่านคงรู้ความคิดของข้าพเจ้าในขณะนั้น ท่านจึงบอกข้าพเจ้าอีกว่า "ไม่เชื่อให้ดูในรูปข้า ปฏิทิน 21"

    ข้าพเจ้ารีบเดินเข้าใกล้ที่บูชาพระซึ่งมีรูปหลวงพ่อขนาด 8 x 10 นิ้ว ใส่กรอบตั้งอยู่ เป็นรูปหลวงพ่อนั่งสมาธิ หน้ากุฏิท่านเอง ที่ข้างฝากุฏิมีปฏิทินแบบฉีกใบละวันแขวนไว้ วันที่ในปฏิทินที่เห็นนั้นเป็นวันที่ 21 ซึ่งตรงกับที่ข้าพเจ้าได้ยินหลวงพ่อบอกอยู่ในเวลานี้ ข้าพเจ้าก้มลงกราบพระ 3 ครั้ง และเรียนหลวงพ่อ ว่าข้าพเจ้าไม่เคยคิดจะขอหวยหลวงพ่อเลย ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจแล้วล่ะ หากวันนี้หลวงพ่อมาจริง ไม่ใช่ภาพนิมิตที่ข้าพเจ้าคิดขึ้นเอง ก็ขอให้พรุ่งนี้หวยออก 21 จริง แต่ถ้าพรุ่งนี้หวยไม่ออก 21 แปลว่าภาพนิมิตทั้งหมดเป็นเรื่องไม่จริงและข้าพเจ้าเพี้ยนเองตั้งแต่ต้นจนจบรายการนี้

    วันรุ่งขึ้นข้าพเจ้ามีงานที่ทำงาน จำได้ว่ากำลังยุ่งอยู่กับการจัดทำแผนงานประจำปี พ.ศ. 2536 ข้าพเจ้าลืมเรื่องนี้ไปสนิทตลอดทั้งวัน ตกเย็นก็ต้องทำงานล่วงเวลา กว่าจะได้กลับบ้านก็เป็นเวลาค่ำ เส้นทางที่ข้าพเจ้าขับรถกลับบ้านต้องข้ามสะพานพระปิ่นเกล้าเป็นประจำทุกวัน วันนั้นข้าพเจ้าขับรถมาติดไฟแดงอยู่ที่หน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลพอดี พลันข้าพเจ้านึกขึ้นมาได้ จึงเหลือบไปมองผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ติดประกาศเป็นตัวเลขเด่นอยู่หน้าสำนักงานฯ สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เห็นก็คือเลขท้ายสองตัวของหวยงวดประจำวันที่ 1 กุมภาพันธ พ.ศ. 2536 ออกเลข 21 ซึ่งตรงกับที่หลวงพ่อได้บอกข้าพเจ้าไว้ตั้งแต่เมื่อคืนนี้

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ข้าพเจ้ามาสรุปเองได้ว่า หลวงพ่อต้องการมาบอกให้ข้าพเจ้าทราบว่า ท่านอนุญาตให้พวกเราทำวิดีโอเรื่องของท่านได้ ซึ่งข้าพเจ้าได้นำเรื่องนี้มาเล่าให้หมู่คณะได้รับทราบว่าพวกเราไม่ได้ทำกันโดยพลการ หลวงพ่ออนุญาตแล้วจริงๆ ซึ่งหากท่านไม่บอกเหตุการณ์ล่วงหน้าโดยมาผูกเรื่องกับหวยที่จะออกในวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าก็คงจะไม่เชื่อว่าท่านอนุญาต สำหรับข้าพเจ้าแล้ว นี้เป็นเหตุการณ์ที่ประทับใจข้าพเจ้ามากที่สุดครั้งหนึ่งที่แสดงถึงความรัก ความเมตตา และความห่วงใยของหลวงพ่อที่มีต่อบรรดาศิษยานุศิษย์ ข้าพเจ้ามีความเชื่อ 100% เต็ม ว่าถึงแม้หลวงพ่อดู่จะมรณภาพไปแล้ว ก็เป็นการจากไปแต่กายของท่าน แต่หลวงพ่อดู่องค์จริงที่เป็นองค์ธรรมของท่านยังอยู่ คอยช่วยเหลือพระศาสนา และคอยช่วยเหลือผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายอย่างที่ไม่เสื่อมถอยไปกว่าสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่เลย

    เหตุการณ์เรื่องหลวงพ่อบอกหวยนี้ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่หลวงพ่อท่านเมตตามาช่วยเหลือหมู่คณะ ซึ่งข้าพเจ้าและศิษย์หลายคนที่เคยมีประสบการณ์ คงไม่มีใครปฏิเสธว่าหลวงพ่อดู่ท่าน... มาได้จริงๆ
     

แชร์หน้านี้

Loading...