เหรียญ ลพ.แสวง วัดหนองอีดุก สรรคบุรี ชัยนาท ศิษย์สายหลวงพ่อกวย

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 8 พฤษภาคม 2019.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    ประวัติหลวงพ่อเปลี้ย คุณสัมปันโน

    150817085612.jpg

    ประวัติหลวงพ่อเปลี้ย คุณสัมปันโน อดีตเจ้าอาวาสวัดชอนสารเดช ตำบลชอน
    สารเดช อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี (ปี พ.ศ.2496 - พ.ศ.2540)
    เดิมชื่อ ผ่อง โพธิ์นอก บุตรนายชุ่ม นางคำ โพธิ์นอก เกิดวันที่ 4 พฤศจิกายน
    พ.ศ.2456 ณ บ้านดอนเปล้า ต.บ้านเหลื่อม อ.บ้านเหลื่อม จ.นครราชสีมา
    อายูได้ 17 ปี (6 พฤษภาคม 2474) บรรพชาเป็นสามเณร โดยพระอธิการช้าง เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2477 (อายุ 20 ปี) อุปสมบทที่วัดบ้านค่าย
    อ.เมือง จ.ชัยภูมิ โดยพระครูวิจิตร เป็นอุปัชฌาย์ พระอธิการแบนกรรมวาจาจารย์ พระมหาบัวลา เป็นอนุสาวนาจาร ได้จำพรรษาอยู่วัดบ้านค่าย เริ่มเรียน การปฏิบัติกรรมฐาน และปริยัติธรรมควบคู่กับวิชาอาคมต่างๆ จนมั่นใจแล้ว จึงขออนุญาตกราบลาเจ้าอาวาสวัด ออกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ มุ่งไปหาพระอาจารย์ และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งภาคอีสาน การธุดงค์ได้สัญจรไปเรื่อยๆองค์เดียว ไม่มีความวิตกกังวลใดๆ และได้ตั้งอธิฐานจิตว่า "ร่างกายของ
    ข้าพเจ้าที่อยู่ ณ ที่นี้ ทุกท่านหิว และต้องการก็ขอให้ใช้ร่างนี้ประทังชีวิตของ
    ท่านเถิด แต่ข้าพเจ้ามิได้มุ่งร้ายหมายปองชีวิตใดเลย" ได้ศึกษาเล่าเรียน
    กับครูบาอาจารย์(ท่านไม่ยอมเปิดเผยชื่อครูบาอาจารย์ท่าน) แต่เป็นที่ทราบว่า

    เป็นศิษย์สำนักเดียวกับ"หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ" แต่คนละรุ่นเท่านั้น
    หลังจากหลวงพ่อเปลี้ย ธุดงค์รอนแรมไปทุกหนแห่งแล้ว ก็กลับมาจำพรรษาที่วัดดอนเปล้า ต.บ้านเหลื่อม อ.บ้านเหลื่อม จ.นครราชสีมา (บ้านเกิดตนเอง) ได้ศึกษาพระปริยัติธรรม บำเพ็ญเพียรเจริญภาวนา ปฏิบัติ

    กรรมฐานอย่างเคร่งครัดตลอดมา นานถึง 6 พรรษา การธุดงค์ครั้งที่สองนี้เดินทางมาภาคกลาง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2492 มาจำพรรษาที่วัดชอนสารเดช ต.ชอนสารเดช อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี โดยมี "พระอธิการทรัพย์" เป็นเจ้าอาวาส ประวัติหลวงปู่ทรัพย์นี้ ท่านเป็นเพื่อนกับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ
    จังหวัดนครสวรรค์ หลวงพ่อเดิมขี่ช้างมาสร้างวัด,สร้างโบสถ์ เขตอำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรีผ่านวัดชอนสารเดช จะต้องพักช้างค้างคืนที่วัดชอนสารเดช นอนคุยกับหลวงปู่ทรัพย์ทุกครั้ง และได้มอบรูปหล่อปั้ม(เนื้อตะกั่วลองพิมพ์ และเนื้อทองเหลือง ไว้จำนวนหนึ่งแก่หลวงปู่ทรัพย์) หลวงพ่อเปลี้ยเริ่มเรียนคาถาอาคมจากหลวงปู่ทรัพย์(นับว่าเป็นพระอาจารย์ของหลวงพ่อเปลี้ยโดยปริยาย) หลักฐานสังเกตได้จากการสร้างเหรียญรุ่น 1-3 ด้านหลังเหรียญจะมียันต์ และพระคาถาของหลวงพ่อเดิมทั้ง 3 รุ่น ก่อนหลวงปู่ทรัพย์จะมรณภาพในปี พ.ศ.2495 นั้น ได้มอบรูปหล่อปั้มของหลวงพ่อเดิม ให้แก่หลวงพ่อเปลี้ยเก็บไว้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่วัดชอนสารเดช เมื่อวันนั้นมาถึง นับได้ว่าเป็นมรดกปริศนาทุกวันนี้ยังไม่มีผู้ใดทราบเลยว่าหลวงพ่อเปลี้ย เก็บพระรูปหล่อปั้มหลวงพ่อเดิมไว้ที่ไหน
    หลวงพ่อเปลี้ย คุณสัมปันโน ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดชอน

    สารเดช ปี พ.ศ.2496 หลวงพ่อเป็นพระปฏิบัติรูปหนึ่ง ที่มีผู้ให้ความเคารพ
    สัทธามาก ท่านเคร่งครัดในการบำเพ็ญสมาธิวิปัสสนากรรมฐาน ประพฤติ
    ปฏิบัติชอบในกิจของสงฆ์ อบรมสั่งสอนชาวบ้าน และลูกศิษย์ด้วยคำพูด
    ที่สั่งสอนแล้วเข้าใจง่าย ให้ความเมตตาแก่ทุกคน หลวงพ่อเป็นพระที่มี
    ความอดทนเป็นเลิศ เมื่อรับกิจนิมนต์ทุกครั้ง ท่านจะไม่ถามความสะดวกสบาย
    ในการเดินทางเลยไม่ว่าจะใกล้หรือไกล หลวงพ่อจะเดินทางด้วยตนเอง
    เจ้าภาพนำยานพาหนะมารับพบกันตรงไหนขึ้นกันตรงนั้น เมื่อเสร็จพิธีแล้ว
    ท่านเดินทางกลับเอง ไม่ต้องรอถามเจ้าภาพว่า "จะมาส่งหรือไม่" รูปลักษณะ
    ของท่านสงบเรียบเฉย แต่แฝงความมีเมตตา อุดมอำนาจพุทธอาคมเต็ม
    เปี่ยมด้วยคุณภาพ หลวงพ่อเปลี้ย จำวัดโดยไม่กางมุ้ง ไม่ใช้ยากันยุง มันจะกัด
    ดูดเลือดอย่างไร ท่านก็วางเฉย ดั่งคำอธิฐานจิตไว้ระหว่างออกธุดงค์ครั้งแรก
    "ร่างกายของข้าพเจ้า ที่อยู่ ณ ที่นี้ ทุกท่านหิว และต้องการ ก็ขอให้ใช้ร่างนี้
    ประทังชีวิตของท่านเถิด แต่อาตมามิได้มุ่งร้ายหมายปองชีวิตใดเลย"
    มีครั้งหนึ่ง หลวงพ่อเปลี้ย อายุ 58 ปี ท่านรับนิมนต์ไปเทศน์ที่วัดวังกระเบียน
    ห่างจากวัดชอนสารเดชประมาณ 14 กิโลเมตร ระหว่างทางพบปลาอยู่ใน
    แอ่งน้ำเล็กๆ ซึ่งน้ำแอ่งนั้นมีน้ำน้อยเกือบจะแห้ง ท่านลงมือจับปลาทั้งหมดใส่ร่มที่กางออกแล้วใส่ปลา นำปลาทั้งหมดไปปล่อยที่หนองน้ำใหญ่ ที่อยู่ห่างออกไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร
    การสร้างวัตถุมงคลวัดชอนสารเดช หลวงพ่อเปลี้ยท่านไม่คิดจะสร้างเลย แต่ปลุกเสกให้ตามวัตถุประสงค์ของคณะกรรมการวัด และคณะลูกศิษย์ทั้งหมด ตั้งแต่ปี พ.ศ.2519 เป็นต้นมา ทุกครั้งที่ขออนุญาตหลวงพ่อเปลี้ยจะวางเฉย ไม่พูดว่าอย่างไรทั้งนั้น เมื่อลูกศิษย์อ้อนวอนโดยยกเหตุผลว่า "อยากได้บารมีของหลวงพ่อคุ้มครอง" หลวงพ่อเปลี้ยรับฟัง แต่นั่งเฉย เมื่อลูกศิษย์สร้างและนำวัตถุมงคลมา หลวงพ่อก็ปลุกเสกให้ด้วยความเมตตาอย่างเต็มเปี่ยม ผลงานของวัตถุมงคลทุกรุ่นของท่านมาถึงผู้ใช้ ล้วนมีประสพการต่างๆมากมาย ตั้งแต่เหรียญรุ่นที่ 2 (รวยทรัพย์) เป็นต้นมา

    พระอาจารย์สำรวย ธัมมะทีโป (ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชอนสารเดช) เป็นผู้จัดการสร้างวัตถุรุ่นต่างๆเรื่อยมาดังนี้
    1.เหรียญรูปไข่ "รุ่นลูกเสือชาวบ้าน"สร้างปี 2518 (คณะกรรมการวัดสร้างฯ)
    2.รูปหล่อขนาดห้อยคอ "รูปหล่อรุ่นแรก" สร้างปี พ.ศ.2528 (คณะกรรมการสร้าง เพื่อเก็บไว้แจกลูก แจกหลาน และญาติสนิทจริงๆ) มี 2 เนื้อ/เนื้อเงิน 100 องค์/เนื้อทองแดงรมดำ 1,000 องค์
    3.เหรียญรูปไข่ "รุ่นรวยทรัพย์" สร้างปี พ.ศ.2536 (สร้างโดยพระอาจารย์
    สำรวยฯ)
    4.เหรียญ "รุ่นเจ้าสัวรวยกว่าเศรษฐี" สร้างปี พ.ศ.2537 (ตรุษจีน) พระอาจารย์
    สำรวยฯ สร้าง
    5.เหรียญนาคปรก (นาค 5 เศียร) สร้างปี พ.ศ.2537 มี 2 เนื้อ / เนื้อนะวะโลหะ
    3,000 เหรียญ / เนื้อทองแดง 10,000 เหรียญ
    6.พระปิดตา เนื้อตะกั่ว 73 องค์ / พระปิดตาเนื้อดินไหล 2,000 องค์
    7.ปลัดขิก ทำจากไม้พญารากเดียว 1,000 ตัว สร้างปี พ.ศ.2538
    8.ลิงรุ่นแรก สร้างปี พ.ศ.2538 มี 2 เนื้อ เงิน,ทองเหลือง สร้างจำนวน
    3,000 ตัว เอกลักษณ์ลิงต้องอ้าปากกว้าง มือลิงต้องแหกตา แหกตูด
    สิ่งสำคัญอยู่ที่ผงอุดก้นลิง มีส่วนผสม ผงหลวงปู่อ่อน วัดหนองไผ่ อ.ไพศาลี
    จ.นครสวรรค์ , แป้งปูนเหนียว , ไม้โจนลิงถีบ หลวงพ่อเปลี้ย พูดเสมอว่า
    "ลิงกูต้องฮา" เป็นที่มา "ลิงฮารุ่นแรก"
    9.มีดหมอด้ามเขาควาย เนื้อเหล็กขาวลงยันต์อักษรขอม มี 3 ขนาด ใหญ่,
    กลาง,เล็ก
    10.สมเด็จดินไหล สร้างจากเนื้อดินไหลสีดำ นำดินมาจาก จังหวัดเพชรบูรณ์
    เป็นพระที่หลวงพ่อเปลี้ย ตั้งใจสร้างเอง กดแม่พิมพ์เอง ปลุกเสกเอง และ
    แจกด้วยตังเอง (ตัวต่อตัวไม่มีรับแทนกัน) แจกฟรีเท่านั้นไม่มีจำหน่าย เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ญาติโยม มาทำบุญตักบาตรกับท่าน
    11.พระเนื้อผง (วงกลม) รูปเหมือน ร.5 เนื้อสีชมพู ด้านหลัง มีอักษร จปร.
    สร้างปี พ.ศ.2538 จำนวน 1,000 องค์
    12.พระนางพญาเนื้อผง สร้างโดย นายกลั่น สูตรสุข ศรัทธาและนับถือ
    ในตัวหลวงพ่อเปลี้ย มาก อายุแก่กว่าหลวงพ่อเล็กน้อย บ้านอยู่อำเภอ
    หนองม่วง จังหวัดลพบุรี) จำนวนสร้าง 1,000 องค์ ปี พ.ศ.2528
    13.สมเด็จเนื้อผง (ผิวมันเหมือนหินอ่อน) วัดคีรีนาครัตนาราม (วัดหลวง
    พ่อดำ) สร้างปี พ.ศ.2539 แล้วนำมาให้หลวงพ่อเปลี้ยปลุกเสก นับว่า
    เป็นพระเนื้อผงรุ่นสุดท้าย (วัดทั้งสองวัดอยู่ติดกัน)
    14.รูปถ่าย (มีหลายขนาด) รวมทั้งรูปถ่ายหลวงปู่ทรัพย์ (ภาพขาวดำ) ยังมี
    สะติ๊กเกอร์ติดกระจกรถยนต์ (วงกลม และสี่เหลี่ยม) สร้าง แต่ปี พ.ศ.2536
    ถึง ปี พ.ศ.2539
    15.เหรียญทองแดงชุบทอง รูป ร.5 ด้านหลังเหรียญเขียนว่า"วัดถ้ำนิรภัย"
    อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ จำนวนสร้าง 2,000 เหรียญ หลวงพ่อเปลี้ย ปลุกเสก
    16.เหรียญกลมรูป ร.5 ทรงพระมาลา ด้านหลังเหรียญเขียนว่า "ไปมั่งมีศรีสุข
    กลับมารวยเป็นล้าน"ใส่กล่องกำมะหยี่สีแดง 1 กล่องมี 5 เหรียญ เรียกว่า
    "เหรียญหนุนดวง" หลวงพ่อเปลี้ย ปลุกเสกปี พ.ศ.2537
    17.สมเด็จข้าวสารหิน (เป็นงานแกละยากมาก ต้นทุนสูง) สร้างน้อย(ราคาแพง)
    18.เหรียญหลวงพ่อเปลี้ย คุณสัมปันโน วัดชอนสารเดช อำเภอหนองม่วง จังหวัด
    ลพบุรี รุ่น"รู้พระคุณ" สร้างปี พ.ศ.2538 มีทั้งหมด 4 เนื้อ ประกอบด้วย เนื้อเงิน
    ,เนื้อนวะโลหะ,เนื้อทองแดงชุบทอง,และเนื้อผง จุดประสงค์สร้างแจก งานทอด
    ผ้าป่า (งานประจำปีวัดชอนสารเดช วันที่ 5-6 เม.ย.2538) และเนื้อผง ใส่กล่องพลาสติกกำมะหยี่สีเขียว
    แจกงานทอดกฐินวัดวงษ์สว่าง ต.บ่อทอง อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี ปี พ.ศ.2539
    รวมสร้างเนื้อโลหะทั้งหมด 5,000 เหรียญ เนื้อผง 2,000 องค์ (มีเจ้าภาพสร้างถวายหลวงพ่อเปลี้ย)

    19.พระรูปหล่อหน้าตัก 5 นิ้ว เนื้อซิลิโคลผสมข้าวสารหิน จำนวนสร้าง 99 องค์
    แจกฟรี โดยพระอาจารย์สำรวย ธัมมะทีโป (ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชอนสารเดช)
    หลวงพ่อเปลี้ย คุณสัมปันโน วัดชอนสารเดช อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี ท่าน
    สร้างพระพุทธคุณสัมปันโน หรือชาวบ้านเรียกติดปากว่า "หลวงพ่อใหญ่วัดชอน"
    ชาวบ้านไปพบเศียรพระที่ป่าละเมาะข้างวัด จึงนำมามอบให้หลวงพ่อเปลี้ย
    หลวงพ่อท่านจึงสร้างองค์พระแล้ว นำเอาเศียรพระที่ชาวบ้านมอบให้มา
    ประดิษฐ์บนตัวพระ จึงสมบูรณ์แบบนามว่า พระพุทธคุณสัมปันโน หรือ
    "หลวงพ่อใหญ่วัดชอน" ซึ่งอยู่ในศาลาชั้นเดียว ทุกปีจะจัดพิธีทอดผ้าป่า ในวัน
    ตรุษสงกรานต์ หรือเรียกว่างานประจำปีวัดชอนสารเดช มีมหรสพสมโภช
    สมัยหลวงพ่อเปลี้ย มีชีวิตอยู่ ท่านจะเป็นองค์รับผ้าป่าพร้อมแจกวัตถุมงคล
    ให้ศีลให้พร "สมบูรณ์พูนสุข" ทุกประการ
    สำหรับวัตถุมงคลที่หลวงพ่อเปลี้ยปลุกเสกให้ ฯลฯ ที่ ข้าพเจ้าไม่ได้ลง
    เพราะไม่มีข้อมูล จึงขออภัยด้วยครับ จำไว้อย่างหนึ่ง

    หลวงพ่อเปลี้ย ท่าน
    มรณภาพ ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2540 ถ้าวัตถุมงคลนั้นมีวันเดือนปีใน
    การสร้างให้พิจารณาดูครับ สำหรับถาวรวัตถุที่สร้างสมัยหลวงพ่อเปลี้ย
    ดำรงขันธ์อยู่นั้นมี พระอุโบสถ ,ศาลาการเปรียญ ,ศาลาธรรมสังเวช ,หอระฆัง
    กำแพงรอบวัด ,วิหารหลวงพ่อใหญ่ ,กองทุนเพื่อการศึกษานักเรียนโรงเรียน
    ชุมชนวัดคีรีนาครัตนาราม ฯลฯ ประชาชนที่สัทธาในตัวหลวงพ่อ จะมาหา
    หลวงพ่อเปลี้ยทุกวัน มาใช้บริการจากหลวงพ่อ เช่น รดน้ำมนต์สะเดาะ
    เคราะห์ ,เจิมรถยนต์ ,เป่าหัว (เป็นพิธีที่สุดยอด หลวงพ่อเปลี้ยจะทำพิธี
    นานมาก มากกว่า 30 นาที ปั้นหน้า-เป่าหัว ตบท้ายด้วยน้ำมนต์เย็นๆ
    ชุ่มหัวเลยครับ
    เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2540 หลวงพ่อเปลี้ย มรณภาพอย่างสงบ ที่
    โรง พยาบาล โคกสำโรง ได้ทำพิธีรดน้ำศพหลวงพ่อที่ศาลาการเปรียญ
    วัดชอนสารเดช นำโดย หลวงปู่บุญตา วิสุทธสีโล เจ้าอาวาสวัดคลองเกตุ
    อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี เป็นประธานในพิธีรดน้ำศพ พร้อมคณะสงฆ์มาร่วมพิธี
    จนจบสิ้น ต่อมาประธานฝ่ายฆราวาส นำโดยหัวหน้ากิ่งอำเภอหนองม่วง
    พร้อมคณะข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ร่วมรดน้ำศพหลวงพ่อเปลี้ย เหตุ
    ไม่คาดฝัน ทันใดนั้นพื้นศาลาการเปรียญได้พังครืนลงมา (สูงจากพื้นดิน
    ประมาณ 3 เมตรครึ่ง)ประชาชนทุกหมู่เหล่ามารวมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
    แต่ก็น่าแปลกเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บแต่อย่างไร
    แต่ร่างของหลวงพ่อเปลี้ย ข้าพเจ้าพร้อมกับพวกดึงไว้ทัน
    การบำเพ็ญการกุศลสวดพระอภิธรรม 7 วัน ที่ศาลาธรรมสังเวช เพราะ
    ศาลาการเปรียญหลังใหญ่ไม่มีพื้น (ใช้การไม่ได้) เมื่อครบ 7 วันแล้ว
    คณะกรรมการวัดได้เคลื่อนศพหลวงพ่อเปลี้ยไปเก็บที่ศาลา 3 มุก
    ทุกสายตาต้องมาหยุดที่ข้อมือด้านขวาหลวงพ่อ มีเลข 604 ที่ข้อมือ
    เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2540 หวยรัฐบาล เลขท้าย 3 ตัวบนรางวัลที่ 1
    เลขที่ออก 604 (แต่จำไม่ได้ว่า เลขตัวไหนอยู่หน้า อยู่กลาง อยู่ท้าย)
    หลวงพ่อให้โชคครั้งสุดท้าย (แปลกแต่จริง)
    งานประราชทานเพลิงศพ (เป็นกรณีพิเศษ) หลวงพ่อเปลี้ย คุณสัมปันโน
    เจ้าอาวาสวัดชอนสารเดช 18 มีนาคม 2542 เวลา 16.00 น.พระราชทานเพลิง
    ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณทุกข้อมูลที่นำเสนอ ในประวัติหลวงพ่อเปลี้ย คุณ
    สัมปันโน วัดชอนสารเดช อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี ตั้งแต่ต้นมาตลอดจนบัดนี้
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงหลวงปู่เปลี้ย
    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งEMS 50 บาทครับ
    ลป.เปลี้ย.jpg ลป.เปลี้ย1หลัง.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    เบอร์บัญชีผมครับ
    เบอร์บัญชีธ.กรุงไทย KTB125-0-08923-9 supachai thu

    โอนเงินแล้วช่วยแจ้งวันเวลาที่โอนในกระทู้เพื่อง่ายในการตรวจสอบ หรือทางPMไม่ต้องโพสหลักฐานให้เสียเวลา สมัยนี้โลกออนไลน์ตรวจสอบง่ายหลอกกันยาก แล้วจะรีบดำเนินการจัดส่งEMSไปให้โดยด่วนนะครับ..หลายรายการก็ค่าจัดส่งEMS 50 บาทครับ

    ติดต่อได้ที่ 08..1.70..4..72..64
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    วันนี้จัดส่ง
    EI 1189 92851 TH ตลิ่งชัน

    EI 1189 92865 TH ปลวกแดง

    ขอบคุณครับ
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    https://palungjit.org/threads/หลวงพ...าผู้มากไปด้วยบุญฤทธิ์-แห่งวัดโพธิ์คุณ.325209/

    _1_-3-jpg-jpg.jpg
    พระพุทธชินราชเสก๙วาระ หลวงพ่อพระมหาวิบูลย์ พุทธญาโณ วัดโพธิคุณ (สวนโพธิญาณ) อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
    ให้บูชา500 บาทครับค่าจัดส่งEMS50 บาทครับ

    E-%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C-jpg.jpg A7%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87-jpg.jpg 9A%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A9-jpg.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    B8%B8%E0%B8%A0%E0%B8%B2_%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%A5.jpg

    http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/lp-supa-hist.htm
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนหลวงปู่สุภา กันตสีโล เขารัง ภูเก็ต ๑๑๑ปี ให้บูชา150บาทครับค่าจัดส่งEMS50 บาทครับ

    ลป.สุภา.jpg ลป.สุภาหลัง.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    เบอร์บัญชีผมครับ
    เบอร์บัญชีธ.กรุงไทย KTB125-0-08923-9 supachai thu

    โอนเงินแล้วช่วยแจ้งวันเวลาที่โอนในกระทู้เพื่อง่ายในการตรวจสอบ หรือทางPMไม่ต้องโพสหลักฐานให้เสียเวลา สมัยนี้โลกออนไลน์ตรวจสอบง่ายหลอกกันยาก แล้วจะรีบดำเนินการจัดส่งEMSไปให้โดยด่วนนะครับ..หลายรายการก็ค่าจัดส่งEMS 50 บาทครับ

    ติดต่อได้ที่ 08..1.70..4..72..64
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    พระนาคปรกหลวงพ่อพุฒ สารสุข วัดเขาไม้แดง ชลบุรี
    ให้บูชา300บาทครับค่าจัดส่งEMS50 บาทครับ
    ลพ.พฒ.JPG ลพ.พฒหลัง.JPG
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    showimage.jpg

    พระครูสิริบุญาเขต (หลวงพ่อมี จิตฺตธโม) วัดม่วงคัน ต.รำมะสัก อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง
    พระเกจิอาจารย์จอมขมังเวทย์อยู่ยงคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด มหาอุด และเมตตามหานิยม บริสุทธิ์ผ่อง
    แผ้วทั้งทางโลกและทางธรรม ถือมรรคน้อยสันโดด ไม่ยึดติดในโลก โกรธหลง มีญาณสมบัติแก่กล้า พูดน้อยใจดี มีศีลบริสุทธิ์
    ปฏิปทาน่าเลื่อมใส เป็นพระสุปฏิปันโนที่กราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ
    เป็น ศิษย์สืบทอดไสยเวทย์สายหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จากหลวงพ่อซวง วัดชีปะขาว อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี ซึ่งหลวงพ่อซวง พระอาจารย์ของหลวงพ่อมีองค์นี้เป็นพระเกจิอาจารย์มีชื่อเสียงมากที่สุดองค์ หนึ่งของเมืองไทย ท่านมีสมาธิจิตและบุญญาบารมีสูงแก่กล้า วัตถุมงคลของท่านทุกอย่างศักดิ์สิทธิ์แน่นอนตอนละสังขารได้อธิษฐานร่างเป็น หินและ
    เผาไม่ไหม้ หลวงพ่อมีได้ศึกษาวิชาและปฏิบัติดูและรับใช้หลวงพ่อซวงจนถึงวันที่ท่านละสังขาร
    และ เป็นศิษย์สืบทอดวิชาจากหลวงพ่อนุ่ม วัดนางใน อ.วิเศษไชยชาญ จ.อ่างทอง ศึกษาวิชาหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จากหลวงพ่อเต๊ะ วัดม่วงคัน ด้วยความเชี่ยวชาญแตกฉานขมังเวทย์ในพุทธาคม ทำให้วัตถุมงคลทุกรุ่นของหลวงพ่อมีประสบการณ์ชัดเจน พิสูจน์กันมาแล้วมากมาย
    ประวัติ
    นาม เดิม นายบุญมี ขอผึ้ง ถือกำเนิด ณ บ้านม่วงคัน ต.รำมะสัก อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง เมื่อวันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2470 เป็นบุตรคนโตในจำนวนทั้งหมด 6 คนคือ 1. หลวงพ่อมี 2. นายเพี้ยน 3.นางบาง 4. นางเชิด 5. นายช่วย 6. นายชอบ ของโยมพ่อชั้น และโยมแม่เจียก
    เรียนจบการศึกษา ป.4 ที่โรงเรียนม่วงคัน หลังจากนั้นได้มาช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพในด้านเกษตรกรรมทำนา
    อุปสมบท เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ณ พัทธสีมาวัดม่วงคัน วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2491 โดยมี หลวงพ่อนุ่ม ธมฺมกาโม วัดนางใน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ทรง วัดศาลาดิน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงพ่อชม ธมฺมธีโร วัดนางใน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “จิตฺตทโม”
    ครั้นอุปสมบทแล้ว ได้จำพรรษาอยู่วัดนางใน 4 พรรษา จำพรรษาอยู่วัดชีปะขาว อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี อยู่กับหลวงพ่อซวง 2 พรรษา แล้วก็มาจำพรรษาอยู่วัดม่วงคัน ได้เดินทางไปมาหาสู่วัดนางใน และวัดชีปะขาวอยู่เสมอมา
    การศึกษาพุ ทธาคม ไสยเวท มนต์คาถา เริ่มจากการเดินทางไปจำพรรษาอยู่วัดนางใน อ.วิเศษไชยชาญ จ.อ่างทอง ได้อยู่ใกล้ชิดปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อนุ่ม
    หลวง พ่อนุ่มเป็นพระอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในวิชาไสยศาสตร์เวทมนต์คาถามาก ท่านเป็นศิษย์สืบทอดพุทธาคมจากหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ จ.นครสวรรค์ และสืบทอดวิชาไสยเวทจากหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา จ.สุพรรณบุรี และสืบทอดวิชาสายหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จากหลวงพ่อเข็ม วัดข่อย อ.วิเศษไชยชาญ จ.อ่างทอง พระอาจารย์ที่หลวงพ่อนุ่มเล่าเรียนมา แต่ละองค์ล้วนวัตถุมงคลมีค่านิยมหลักหมื่นต้นๆ ถึงหลักแสน สำหรับวัตถุมงคลของหลวงพ่อนุ่มเหรียญรุ่น 1 เล่นหากันราคาหลายหมื่น เบี้ยแก้เล่นหาราคาสูง และหายากทั้งเหรียญและเบี้ยแก้มีประสบการณ์มาก
    หลวง พ่อนุ่มวัดนางในพระอาจารย์ของหลวงพ่อมี วัดม่วงคันองค์นี้ มีไสยเวท มนต์คาถาที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ขึ้นชื่อได้แก่พระคาถาทำผงเรียกว่า “มนต์พระสังข์” ซึ่งเป็นสุดยอดเมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ สิริมงคล โชคลาภ ใช้เรียกทรัพย์ เงินทองไหลมาเทมา เป็นที่ขึ้นชื่อและมีประสบการณ์ทันตาเห็น
    แม้ ในครั้งยุคที่หลวงพ่อนุ่ม เวลาวัดมีงานปีและงานบุญ ท่านจะใช้แป้งเสกผงไปโรยบริเวณรอบวัด ตกกลางคืนผู้คนหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศจนเบียดเสียดต้องดันกันเข้าบริเวณวัด ทุกครั้งไป เป็นที่ขึ้นชื่อว่าในอำเภอวิเศษไชยชาญไม่มีวัดไหนมีผู้คนมางานมากเท่าวัดนาง ใน
    หลวงพ่อมีได้ขอศึกษาเรียนวิชาไสยเวทจากหลวงพ่อนุ่มจนจบสิ้น ในลำดับแรกท่านได้สอนวิชาทำสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ถ่ายทอดวิชาจุพลังคุณ พระคาถาผงมนต์ พระสังข์ ทำเบี้ยแก้ มหาอุด คงกระพันชาตรี เมตตาค้าขาย ทำน้ำมนต์แก้คุณไสย ขับภูตผี ทำตะกรุด ทำผงปถมังอิทธิเจ ตรีนิสิงเห และผงมหาราช หน้าพระลักษณ์

    เมื่อ ศึกษาจบสิ้นแล้ว ได้ลาพระอุปัชฌาย์ออกธุดงค์มุ่งสู่อำเภอพุทธบาทผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์ ขอนแก่น สกลนคร พระธาตุพนม จ.นครพนม สู่ประเทศลาว แล้วกลับมาทางนครราชสีมา เขาปักธงชัย จ.นครนายก ต่อไปวัดยางมณี อ.วิเศษไชยชาญ เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ขอเรียนวิชาสะกดสัตว์ร้ายจากท่านพระครูสุกิจวิชาญ (หลวงพ่อชวน) ท่านเชี่ยวชาญเรื่องวิชาป้องกันสัตว์ร้าย วิชาทำข้อกำไลแขน เชือกผูกเอว ผูกแขนป้องกันสัตว์ร้ายได้สารพัด
    เมื่อได้เรียนวิชา แล้วก็ลาหลวงพ่อชวน จากวัดยางมณีไปกราบนมัสการหลวงพ่อซวง วัดชีปะขาว 2 พรรษา ได้ขอศึกษาไสยเวทพุทธาคมจากหลวงพ่อซวง หลวงพ่อซวงได้ถ่ายทอดให้จนหมดสิ้น
    พ.ศ. 2500 หลวงพ่อมี จิตฺตทโม ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดม่วงคัน ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์เมื่อปี พ.ศ. 2513 ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นเอกพิเศษในนามพระครูสิริบุญเขต เมื่อปี พ.ศ. 2542 จวบจนปัจจุบัน



    พระครูสิริบุญาเขต (หลวงพ่อมี จิตฺตธโม) วัดม่วงคัน ต.รำมะสัก อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง
    พระเกจิอาจารย์จอมขมังเวทย์อยู่ยงคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด มหาอุด และเมตตามหานิยม บริสุทธิ์ผ่อง
    แผ้วทั้งทางโลกและทางธรรม ถือมรรคน้อยสันโดด ไม่ยึดติดในโลก โกรธหลง มีญาณสมบัติแก่กล้า พูดน้อยใจดี มีศีลบริสุทธิ์
    ปฏิปทาน่าเลื่อมใส เป็นพระสุปฏิปันโนที่กราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ
    เป็น ศิษย์สืบทอดไสยเวทย์สายหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จากหลวงพ่อซวง วัดชีปะขาว อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี ซึ่งหลวงพ่อซวง พระอาจารย์ของหลวงพ่อมีองค์นี้เป็นพระเกจิอาจารย์มีชื่อเสียงมากที่สุดองค์ หนึ่งของเมืองไทย ท่านมีสมาธิจิตและบุญญาบารมีสูงแก่กล้า วัตถุมงคลของท่านทุกอย่างศักดิ์สิทธิ์แน่นอนตอนละสังขารได้อธิษฐานร่างเป็น หินและ
    เผาไม่ไหม้ หลวงพ่อมีได้ศึกษาวิชาและปฏิบัติดูและรับใช้หลวงพ่อซวงจนถึงวันที่ท่านละสังขาร
    และ เป็นศิษย์สืบทอดวิชาจากหลวงพ่อนุ่ม วัดนางใน อ.วิเศษไชยชาญ จ.อ่างทอง ศึกษาวิชาหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จากหลวงพ่อเต๊ะ วัดม่วงคัน ด้วยความเชี่ยวชาญแตกฉานขมังเวทย์ในพุทธาคม ทำให้วัตถุมงคลทุกรุ่นของหลวงพ่อมีประสบการณ์ชัดเจน พิสูจน์กันมาแล้วมากมาย
    ประวัติ
    นาม เดิม นายบุญมี ขอผึ้ง ถือกำเนิด ณ บ้านม่วงคัน ต.รำมะสัก อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง เมื่อวันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2470 เป็นบุตรคนโตในจำนวนทั้งหมด 6 คนคือ 1. หลวงพ่อมี 2. นายเพี้ยน 3.นางบาง 4. นางเชิด 5. นายช่วย 6. นายชอบ ของโยมพ่อชั้น และโยมแม่เจียก
    เรียนจบการศึกษา ป.4 ที่โรงเรียนม่วงคัน หลังจากนั้นได้มาช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพในด้านเกษตรกรรมทำนา
    อุปสมบท เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ณ พัทธสีมาวัดม่วงคัน วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2491 โดยมี หลวงพ่อนุ่ม ธมฺมกาโม วัดนางใน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ทรง วัดศาลาดิน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงพ่อชม ธมฺมธีโร วัดนางใน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “จิตฺตทโม”
    ครั้นอุปสมบทแล้ว ได้จำพรรษาอยู่วัดนางใน 4 พรรษา จำพรรษาอยู่วัดชีปะขาว อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี อยู่กับหลวงพ่อซวง 2 พรรษา แล้วก็มาจำพรรษาอยู่วัดม่วงคัน ได้เดินทางไปมาหาสู่วัดนางใน และวัดชีปะขาวอยู่เสมอมา
    การศึกษาพุ ทธาคม ไสยเวท มนต์คาถา เริ่มจากการเดินทางไปจำพรรษาอยู่วัดนางใน อ.วิเศษไชยชาญ จ.อ่างทอง ได้อยู่ใกล้ชิดปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อนุ่ม
    หลวง พ่อนุ่มเป็นพระอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในวิชาไสยศาสตร์เวทมนต์คาถามาก ท่านเป็นศิษย์สืบทอดพุทธาคมจากหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ จ.นครสวรรค์ และสืบทอดวิชาไสยเวทจากหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา จ.สุพรรณบุรี และสืบทอดวิชาสายหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จากหลวงพ่อเข็ม วัดข่อย อ.วิเศษไชยชาญ จ.อ่างทอง พระอาจารย์ที่หลวงพ่อนุ่มเล่าเรียนมา แต่ละองค์ล้วนวัตถุมงคลมีค่านิยมหลักหมื่นต้นๆ ถึงหลักแสน สำหรับวัตถุมงคลของหลวงพ่อนุ่มเหรียญรุ่น 1 เล่นหากันราคาหลายหมื่น เบี้ยแก้เล่นหาราคาสูง และหายากทั้งเหรียญและเบี้ยแก้มีประสบการณ์มาก
    หลวง พ่อนุ่มวัดนางในพระอาจารย์ของหลวงพ่อมี วัดม่วงคันองค์นี้ มีไสยเวท มนต์คาถาที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ขึ้นชื่อได้แก่พระคาถาทำผงเรียกว่า “มนต์พระสังข์” ซึ่งเป็นสุดยอดเมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ สิริมงคล โชคลาภ ใช้เรียกทรัพย์ เงินทองไหลมาเทมา เป็นที่ขึ้นชื่อและมีประสบการณ์ทันตาเห็น
    แม้ ในครั้งยุคที่หลวงพ่อนุ่ม เวลาวัดมีงานปีและงานบุญ ท่านจะใช้แป้งเสกผงไปโรยบริเวณรอบวัด ตกกลางคืนผู้คนหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศจนเบียดเสียดต้องดันกันเข้าบริเวณวัด ทุกครั้งไป เป็นที่ขึ้นชื่อว่าในอำเภอวิเศษไชยชาญไม่มีวัดไหนมีผู้คนมางานมากเท่าวัดนาง ใน
    หลวงพ่อมีได้ขอศึกษาเรียนวิชาไสยเวทจากหลวงพ่อนุ่มจนจบสิ้น ในลำดับแรกท่านได้สอนวิชาทำสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ถ่ายทอดวิชาจุพลังคุณ พระคาถาผงมนต์ พระสังข์ ทำเบี้ยแก้ มหาอุด คงกระพันชาตรี เมตตาค้าขาย ทำน้ำมนต์แก้คุณไสย ขับภูตผี ทำตะกรุด ทำผงปถมังอิทธิเจ ตรีนิสิงเห และผงมหาราช หน้าพระลักษณ์

    เมื่อ ศึกษาจบสิ้นแล้ว ได้ลาพระอุปัชฌาย์ออกธุดงค์มุ่งสู่อำเภอพุทธบาทผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์ ขอนแก่น สกลนคร พระธาตุพนม จ.นครพนม สู่ประเทศลาว แล้วกลับมาทางนครราชสีมา เขาปักธงชัย จ.นครนายก ต่อไปวัดยางมณี อ.วิเศษไชยชาญ เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ขอเรียนวิชาสะกดสัตว์ร้ายจากท่านพระครูสุกิจวิชาญ (หลวงพ่อชวน) ท่านเชี่ยวชาญเรื่องวิชาป้องกันสัตว์ร้าย วิชาทำข้อกำไลแขน เชือกผูกเอว ผูกแขนป้องกันสัตว์ร้ายได้สารพัด
    เมื่อได้เรียนวิชา แล้วก็ลาหลวงพ่อชวน จากวัดยางมณีไปกราบนมัสการหลวงพ่อซวง วัดชีปะขาว 2 พรรษา ได้ขอศึกษาไสยเวทพุทธาคมจากหลวงพ่อซวง หลวงพ่อซวงได้ถ่ายทอดให้จนหมดสิ้น
    พ.ศ. 2500 หลวงพ่อมี จิตฺตทโม ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดม่วงคัน ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์เมื่อปี พ.ศ. 2513 ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นเอกพิเศษในนามพระครูสิริบุญเขต เมื่อปี พ.ศ. 2542 จวบจนปัจจุบัน
    B%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B5-%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%BA%E0%B8%95%E0%B8%98%E0%B9%82%E0%B8%A1-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B8%88-%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87.245239/


    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญหลวงพ่อมี วัดม่วงคัน อ่างทอง 2538 ให้บูชา150 บาทครับค่าจัดส่งEMS50 บาทครับ มี 3 เหรียญครับ สภาพสวยๆเดิมๆครับ

    ลพ.มี.JPG ลพ.มีหลัง.JPG
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    _oc=AQlmMcvje7tcjPUYPAtLhwVg2iDBlm9ODbJ7-YFuL6BTVEcXQ8AN7FNmFnYTvPrfaUs&_nc_ht=scontent.fbkk24-1.jpg

    ประวัติหลวงพ่อพิมพ์ วัดสนามชัย

    ประวัติวัดสนามชัย
    เรื่องราววัดสนามชัยในครั้งก่อน คนเก่าเล่าไว้ไม่แน่นอน จะตัดตอนเสริมต่อพอเข้าใจ
    วัดสนามชัยเป็นวัดเก่าแก่พอสมควรมีพระนอน ปางไสยาสน์ เก่าแก่อยู่กลางแจ้ง 1 องค์ ไม่มีมณฑปครอบ คำว่า สนามชัย คงหมายถึง สนามแข่งขันในสมัยก่อนนานมาแล้ว วัดสนามชัย ยังมีอีกวัดหนึ่ง เป็นวัดที่ สุรพล สมบัติเจริญนำไปร้องเพลง วัดสนามชัยนี้อยู่ห่างที่วัดหลวงพ่อกวย ประมาณ 5 กิโลเมตร ปัจจุบันรอบๆ วัด ชาวบ้านจะมีอาชีพทำนาและทำสวนส้มขาวแตงกวา ที่มีรสหวานยิ่งนัก สรุปคือไม่ได้ที่มาที่ไปที่แน่นอนจากคนเก่าเลย ประกอบกับในสมัยของท่าน ในสรรคบุรีมีเกจีอาจารย์ถึง 2 รูป คือ หลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ กับหลวงพ่อกวย ซึ่งเปรียบเสมือนอาจารย์องค์หนึ่งของท่าน ท่านจึงไม่จำเป็นต้องสร้างวัตถุมงคลอะไรขึ้นมาเพื่อความดังหรือเพื่อลาภสักการะ สมัยที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดวิหารทอง ครั้งใดที่ท่านดำริก่อสร้างอะไรท่านจะจุดธูปบอกเล่า หลวงพ่อโต วัดวิหารทอง เจ้าอาวาสองค์ก่อน แม้ในใบบอกบุญทอดผ้าป่าท่านก็ให้หลวงพ่อโตเป็นประธาน ท่านสามารถสร้างเมรุ, สะพานแขวน โดยให้หลวงพ่อโตเป็นประธาน และหลวงพ่อโตก็เป็นจริงมรณภาพไปแล้ว ยังสามารถดลจิตคลใจคนให้นำผ้าป่ามาทอดโดยไม่บอกมาก่อน ทั้งเมรุและสะพานแขวนข้ามแม่น้ำน้อย ทำได้สำเร็จ

    ประวัติหลวงพ่อพิมพ์
    ท่านเกิดที่บ้านวังขรณ์ ต.โพธิ์ชนไก่ อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี เมื่อวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 15 มิถุนายน 2458 เป็นบุตรของ พ่อขวัญ-แม่พัว อินทอง ที่บ้านวังขรณ์นี้อยู่ไม่ไกลจากวัดสนามชัย แต่อยู่คนละฝั่งแม่น้ำ ชีวิตวัยเรียนจบชั้นประถม 4 ซึ่งถือว่าสมบูรณ์และสูงสุดแล้ว ในวัยหนุ่มท่านเป็นคนใจร้อน พูดน้อย ไม่เกรงกลัวผู้ใด รูปร่างล่ำป้อม ผิวสีค้อนข้างดำ แข็งแรง ทำจริงชอบยิงกระสุน (คล้ายธนู) และเรียนกระบี่กระบองจนจบ พูดจริง ทำจริง และไม่เคยข้องแวะกับสตรีเพศเลย จนกระทั่งบวช มีชื่อเล่นว่า นายพลุ เพราะเป็นคนจริง ลงถ้าโมโหแล้วจะไม่เกรงกลัวผู้ใดเลย นายพิมพ์ได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ณ พัทธสีมาวัดโพธิ์หอม ต. เชิงกลัด อ. บางระจัน จ. สิงบุรี เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2479 โดยมีท่านพระครูศรีวิริยะโสภิต (หลวงพ่อสี) วัดพระปรางค์ เป็นพระอุปัชฌาย์ มีอาจารย์พัน เป็นพระกรรมวาจาจารย์และมหากราด เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เป็นพระภิกษุสงฆ์ เวลา 15.00 น. ได้รับฉายาว่า สุวณ۪โณและได้จำพรรษาอยู่ที่วัดโพธิ์
    หอม 1 พรรษา เพื่อหัด

    ศึกษาวิชาอาคม
    หลังจากพรรษาที่ 1 ผ่านไป ท่ามเริ่มที่จะศึกษาวิชาอาคมวิปัสสนากรรมฐาน โดยไม่ทิ้งเวลาให้สูญเปล่า ท่านได้เดินทางมาเรียนวิชากับหลวงพ่อกวย วัดบ้านแค เพราะท่านเคยเป็นลูกศิษย์หาบสำรับให้หลวงพ่อกวย ตอนที่หลวงพ่อกวยไปเรียนวิชากับหลวงพ่อเดิมถึง 7 ปี (แต่พักจำพรรษาที่วัดบางตาหงาย) เมื่อพระพิมพ์แจ้งความจำนงว่าจะขอเรียนวิปัสสนาและวิชาอาคม หลวงพ่อกวยได้ตอบปฏิเสธ โดยบอกว่าให้ไปเรียนกับอาจารย์ของท่านโดยตรงเลยคือ หลวงพ่อสีวัดพระปรางค์ หลวงพ่อสีองค์นี้แก่กล้าอาคมยิ่งนัก สร้างเหรียญไว้ 1 รุ่น ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ เต็มองค์ สวยงามยิ่งนักสนนราคาแพง มีลูกศิษย์หลายองค์ล้วนแต่แก่กล้าอาคม เช่น หลวงพ่อบัว วัดแสวงหา อาจารย์ดำรง วัดเขาขึ้น หลวงพ่อฟุ้ง หลวงพ่อเฟื่อง วัดแหลมคาง หลวงพ่อหร่ำ วัดวังจิก หลวงพ่อทอง วัดพระปรางค์ ที่โด่งดังทะลุฟ้า คือ หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง และที่เก่งและรักลูกศิษย์เหมือนหลวงพ่อรักลูก ก็หลวงพ่อกวย วัดบ้านแค (ติดอันดับ 1 ใน 9 ยอดเกจิอาจารย์รัตนโกสินทร์ยุค 4) ขอเงินหมื่นให้เงินหมื่น ขอเงินแสนให้เงินแสน ขอเงินล้านให้เงินล้าน ฯลฯ อันตัวท่านหลวงพ่อสีนี้ สร้างโบสถ์โดยไม่ได้เรื่อไรใคร ท่านสามารถเรียกทรัพย์แผ่นดินได้ เป็นเหรียญเงินเก่าสมัย ร.5, ร.6 โดยไปตักเอาในบ่อเล็กๆ ในวันฌาปนกิจศพท่าน ดาวได้ขึ้นเวลากลางวันซึ่งอัศจรรย์มาก

    หลังจากที่หลวงพ่อพิมพ์ได้ศึกษาอาคมจากหลวงพ่อสีระยะหนึ่ง ท่านก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ได้พักอยู่วัดปากน้ำภาษีเจริญแต่ท่านไม่ได้เรียนวิชาธรรมกาย คงยึดมั่นในการปฏิบัติตามแนวของหลวงพ่อสีอยู่เหมือนเดิม ท่านมาอยู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ 8 ปี ท่านได้เรียนทางปฏิบัติ คือ นักธรรมตรี, โท และเอก แล้วท่านก็กลับมาวัดสนามชัย การกลับมาครั้งนี้ของท่านปรากฏว่าหลวงพ่อพ่อสี วัดพระปรางค์ องค์อาจารย์ได้มรณภาพแล้ว การกลับมาครั้งนี้ท่านได้ปฏิบัติทางจิตอย่างจริงจัง หลังจากฉันเช้าแล้ว ท่านก็เข้าไปนั่งสมาธิในป่าช้า จนมืดค่ำดึกดื่น จะว่าท่านเรียนวิปัสสนากรรมฐานได้ช้า ไม่เหมือนศิษย์พี่ คือ หลวงพ่อกวย ก็ไม่เชิง เพราะหลวงพ่อกวยมีหลักฐานว่าเรียนวิปัสสนากรรมฐานเพียงปีเดียวสำเร็จ โดยพักที่วัดหนองตาแก้ว ได้ขุดสระศักดิ์สิทธิ์เอาไว้และปลูกต้นสมอเอาไว้ ใครอาบน้ำในสระโดยไม่ตัดไปอาบจะเป็นขี้กลาก ใครปัสสาวะที่ต้นสมอจะชักดิ้นชักงอ แต่หลวงปู่พิมพ์ท่านกลับฝึกทางจิต โดยนั่งสมาธิถ้ามีเวลาว่าง ท่านปฏิบัติทางจิตจนกระทั่งบั้นปลายของชีวิต ในบั้นปลายของชีวิตของท่าน ท่านก็คงแข็งแรง ไม่กินหยุบกินยา ล่ำป้อมดำเหมือนเดิม ถามผมว่า หลวงพ่อกวยสอนมึงอย่างนั้นหรือ ผมบอกว่าเปล่า แต่คาถาของหลวงพ่อกวยกล่าวไว้ว่า พุทโธ คือลมหายใจเข้า -ออกของพระพุทธเจ้า แล้วท่านก็ถามผมต่อ แล้วใครสอนมึง ผมตอบว่า อาจารย์ชา วัดหนองป่า

    เป็นอุปัชฌาย์
    หลวงปู่พิมพ์ ท่านไม่สนใจลาภยศ ชอบสงบ ชอบปฏิบัติทางจิต แต่พอพรรษาที่ 9 ท่านก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระปลัด พอพรรษาที่ 10 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นอุปัชฌาย์ ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอ ชื่อ พระครูสรรคภารวิชิตโดยได้รับคำสั่งจากเจ้าคณะภาคกรุงเทพฯ ท่านถึงกลับนิ่งอึ้งไป เพราะท่านไม่ได้ยินดีในลาภยศตำแหน่งใดๆ การได้มาซึ่งตำแหน่งยิ่งทำให้ท่านทำตัวสมถะ และเพื่อเห็นแก่ศาสนาท่านจึงรับไว้ ท่านปกครองพระภิกษุสงฆ์ในอำเภอสรรคบุรีอย่างจริงจัง ถ้าท่านได้ยินข่าวว่าพระภิกษุยุ่งเกี่ยวกับสีกา ท่านจะเรียกมาพบ โดยมากพระภิกษุที่มีเรื่องแบบนี้ท่านมักจะมีสตางค์ ท่านจะเอาปัจจัยข้าวของมาถวายท่านมากมาย แต่ท่านหลับพูดว่า ท่านเอาของของท่านกลับไปซะ แล้วไปหาที่อยู่ไกลๆ ให้พ้นจากเขตปกครองของจ้า ไม่อย่างนั้นจะหาว่าข้าไม่ดีไม่ได้นะ รีบๆ ไปซะไปให้ไวๆ ไปให้ไกลๆ ด้วย เนื่องจากตบะแล้วความแกกล้าอาคม ความสันโดษ ความไม่เกรงกลัวใครนี่เอง ลูกศิษย์ที่ท่านได้บวชให้ไปได้อนุญาตท่านเปลี่ยนนามสกุล จากนามสกุลเดิม “สรรคภารวิชิต” ได้ขอเปลี่ยนหลายคน

    ของคู่บุญ
    หลวงพ่อพิมพ์ ท่านชอบปฏิบัติทางจิต แต่ไม่ชอบเรียนวิชา แม้ศิษย์พี่คือหลวงพ่อกวย จะอยู่ไม่ไกล (ตอนที่ท่านเป็นอุปัชฌาย์ ท่านต้องไปจำพรรษาอยู่วัดวิหารทอง ซึ่งอยู่ติดที่ว่าการอำเภอ) แต่มีสิ่งหนึ่งที่ท่านชอบคือคันกระสุน(คล้ายธนู) ใช้ลูกดินยิง คือ ท่านเคยเรียนกระบี่กระบองมาก่อน ท่านได้สั่งศิษย์หาไม่ไผ่ป่าที่ล้มอยู่มีโขลงช้างข้ามและมีผีตายทับ ถ้าได้ช่วยทำให้ท่านสัก 1 อัน อยู่ต่อมาลูกศิษย์ของท่านได้ไปดูเขายิงเสือ (คน) นอนตายทับลำไม้ไผ่เมื่อดูไปดูมา ได้เห็นรอยเท้าของโขลงช้างเดินข้ามไปมานานแล้ว ลูกศิษย์ของท่านเลยตัดเองมา แม้ว่าจะทำได้ 2 อันแต่ลูกศิษย์ของท่านกลับทำเพียงอันเดียว เพื่อให้เป็นของหนึ่งเดียว คันกระสุนนี่ยาวกว่าของหลวงพ่อกวยเกือบ 1 ฟุต แต่ของหลวงพ่อกวยไม้แก่กว่า ไม้แก่มากเกือบเป็นสีแดง แต่ท่านจะยิงกระสุนวิถีคดได้แบบหลวงพ่อกวยหรือเปล่าไม่รู้เพราะครั้งหนึ่งศิษย์รุ่นเก่าไปกราบท่าน เห็นท่านถือคันกระสุนอยู่ จึงแกล้งแหย่ท่านว่า หลวงปู่หันหน้าไปทางโน้น แล้วยิงให้โดนหัวผมที ท่านนิ่งเฉย ท่านพูดว่า กูไม่ใช่หลวงพ่อกวยนี่หว่า ภายหลังคันกระสุนนี้ได้ตกมาอยู่กับศิษย์ใกล้ชิดท่านนึง ปัจจุบันได้มอบให้พิพิธภัณหลวงพ่อกวยไปแล้ว

    ผู้สืบทอดอาจารย์ธรรมโชติ
    ที่อำเภอสรรค์บุรีนี้ ถ้าพระองค์ใดเป็นเจ้าคณะอำเภอจะต้องจำพรรษา หรือเป็นเจ้าอาวาสวัดวิหารทอง ซึ่งอยู่ติดหรือใกล้ที่ว่าการอำเภอ ท่านพระครูพิมพ์ก็เช่นกัน เดิมก็เป็นเจ้าอาวาสวัดวิหารทอง อยู่ๆ ท่านไม่ชอบใจกรรมการวัด ท่านก็มาจำพรรษาที่วัดสนามชัย บ้านเกิดของท่าน เหตุการณ์แบบนี้ได้เกิดขึ้นมา 3 ครั้ง ตั้งแต่พระครูปัตร, พระครูปุ่น ซึ่งสืบเชื้อสายเป็นญาติพี่น้องกันมาทั้ง 3 องค์ ได้มีการจดบันทึกเอาไว้ว่า สืบเชื้อสายมาจากขุนสรรค์ แต่ตัวพระครูพิมพ์นั้นกลับมีปฏิปทา เหมือนหนึ่งเป็นหน่อของท่านอาจารย์ธรรมโชติ คือใครเดือดร้อนของเหรียญรูปท่าน ท่านก็ให้ไป แต้ถ้าเป็นทหาร เป็น ตชด. ท่านต้องแจกตะกรุด เหรียญหันหลังชนกันกับขันสรรค์ ผ้ายันต์ ผ้ายันต์นี้แม้ไม่มีก็จะเขียนให้ จะค้างคือที่วัดก็จะเขียนให้ แม้ผืนขนาดใหญ่ ผู้พันให้ลูกน้องมาขอ เขียนด้วยปลุกด้วย 3 วัน 3 คืน เอาไว้ป้องกันบังเกอร์ก็เขียนให้ เงินไม่สำคัญ ทหารกินข้าววัด

    เป็นผู้มีเชื้อสายของคนจริง และเทพสังหาร
    พระครูพิมพ์ มีชื่อเล่นว่า นายพลุ มีศักดิ์เป็นน้องปู่ฉุ่น อดีตครูใหญ่คนแรกวัดสนามชัย ภายหลังได้ลาออกและโดนกักบริเวณที่บางขวางเป็นสิบปี และเป็นน้องของสางฉาว สางฉาวนี้ คำว่า สาง หมายถึงคนที่ตายไปแล้วจะเรียกว่าเสือฉาวก็ได้ เป็นที่ไม่กลัวคน ไม่ว่ามีดหรือปืน จะเดี๋ยวหรอหมู่ก็ได้ เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อกวย วัดบ้านแค หนังเหนียว ปืนยิงไม่ออก แถมล่ำป้อมแบบพระครูพิมพ์ เป็นเสือบุกเดี่ยว แต่ไม่ปล้นชิงบริเวณบ้าน เคยติดคุกที่บางขวาง ที่เกาะตะรุเตา ก็หนีมาได้ ตอนนั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังได้รับจ้างทหารญี่ปุ่นซ่อมสะพานพุทธยอดฟ้าฯ ครั้งสุดท้ายติดคุกที่ชัยนาท พัศดีสั่งตีตัวแดง (สั่งตาย) โดยทั้งไม้ทั้งปืน ยังแหกคุกที่มีลวดไฟฟ้าออกมาได้ ท่านมีหลาน – เหลน อยู่คนสองคน คนแรกเป็นกำนัน ชื่อกำนันใส กำนันใสนี้ถ้าลูกบ้านทะเลาะกันอย่างรุนแรงท่านก็จะเตียน ถ้าเตียนไม่ฟัง แกจะฆ่าคนผิด โดยไม่คิดสตางค์ และไม่แย้มให้ใครรู้เลย

    จอมคน
    ในสมัยเสือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สุพรรณบุรี ได้ชื่อว่าเป็นถิ่นเสือปล้น เสือที่โด่งดังที่สุดที่ขนาดตั้งเป็นชุมเสือได้คือ เสือฝ้าย โดยมากก็จะมีของดี ทราบว่าเสือที่มีของดีและมีคุณธรรมคือ เสือมเหศวร ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ อยู่บ้านไพรนกยูง อ.หันคา จ.ชัยนาท ครั้งหนึ่งเสือฝ้ายได้มาตั้งชุมเสือที่บ้านล่องใหญ่ บ้านเดิมบางนางบวง สุพรรณบุรี ได้รู้ข่าวว่า บ้านนายยอด เดชมา (พ่อหมอเฉลียว เดชมา) มีปืน ร.ศ.ปืนพระราม อยู่ 5 กระบอก จึงได้ให้ลูกน้องมาเอาปืนที่บ้านโยมยอดโยมยอดได้มาบอกหลวงพ่อกวยให้ช่วย แต่หลวงพ่อกวยได้ไปเรียนวิชาเพิ่มเติมกับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ โยมยอดเลยวิ่งแจ้นไปบอกพระครูพิมพ์ พระครูพิมพ์ท่านก็รับกิจนิมนต์ทันที ท่ารนเดินลัดตัดทุ่งไปทันทีที่หมู่บ้านสามเอก (ดงเสือ) ขณะที่ชุมเสือฝ้ายได้ตั้งชุมอยู่ ไม่รู้ว่าท่านพูดอย่างไร แล้วท่านก็สะพายปืนยาวรุ่นเก่า 5 กระบอก มาหน้าตาเฉย เรื่องนี้ท่านไม่ยอมเล่าให้ใครฟังถึงที่ไปที่มา ยังมีลูกหลานที่ทำนิสัยแบบนี้อีก คนคนนี้เป็นคนบ้าบิ่น (โหล่) ชื่อเชน (ปิ๊ด) ฉายาแหวนแขนเรดาร์ บ้านเดิมอยู่หัวเด่น ขณะบวชอยู่กับหลวงพ่อกวย วัดบ้านแค ปรากฏว่ามีพวกเสือได้วิ่งไล่จะปล้ำคุณยายม่าย (เป็นคนจีนเตี่ยเอามาขาย 2 คนพี่น้อง) ยายม่ายได้วิ่งมาหวังพึ่งหลวงพ่อกวย พอดีเจอพระเชนพอดี พระเชนโดดเหน็บมีดหมอหลวงพ่อกวย ห่มผ้าไปส่งยายม่าย พระเชนได้พูดว่า “ถ้ามันกล้าปล้ำผู้หญิงต่อหน้ากู กูก็ขาดจากพระวันนี้แหละวะ”

    เกียรติคุณปรากฏ
    ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามได้มีเสือตั้งชุมปล้นสะดมทรัพย์สิน วัวควาย ฯลฯ เอาไปเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านสนามชัยได้รวมตัวกันเข้าไปกราบพระครูพิมพ์ เล่าเรื่องให้ฟัง ท่านได้ถามว่า แล้วพวกมึงจะยอมเขาหรือจะสู้เขา ชาวบ้านสนามชัยได้ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าสู้ พอท่านได้ยินคำว่าสู้ ท่านก็ไปขุดหัวว้านขมิ้นอ้อย ที่ท่านปลูกเอาไว้ เอามาล้างน้ำ เสกและจารโดยฝานตรงยอกบนออก แล้วท่านก็ฝานเป็นแว่นๆ ให้กับชาวบ้านอมใส่ปากไว้ ชาวบ้านสนามชัยมีแค่ปืนแก๊ป ปืนลูกซอง ปืนไทยประดิษฐ์ (เมดอินไทยแลนด์) พร้า ดาบ ฯลฯ แล้วท่านก็ยังสั่งว่า เมื่อตามไปทันให้โห่ร้อง แล้วสู้ประจัญบานกับมัน ผลคือผู้นำชาวบ้านคือนายพวง โดนเสือเล็กยิงแต่ยิงไม่ถูก นายพวงได้ยิงมัน โดนเสือเล็กตัดขั้วหัวใจตายเลย ผลการสู้รบในวันนั้น เสือโดยการนำของเสือเล็กบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่ชาวบ้านสนามชัยแค่บาดเจ็บเล็กน้อย เรื่องนี้โด่งดังมาก เพราะปืนที่ต่อสู้กันเป็นปืนคนละชนิดและพระครูพิมพ์ก็เพิ่งจะอายุไม่มาก อายุประมาณ 30 ปีเศษ เรื่องนี้ผู้เขียนเรื่องราวของหลวงพ่อพิมพ์ คือ คุณสมจิต เทียนวัน หรือคุณเฒ่า สุพรรณ ได้รับคำบอกเล่าและการสั่งเสียจากปู่ฉุน ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ชายของพระครูพิมพ์ ปู่ได้พูด 2-3 ครั้งว่าเมื่โตขึ้น อย่าลืมไปหาพระครูพิมพ์ ไปขอเรียนวิชาขมิ้นจากท่านให้ได้ ตอนนั้นคุณสมจิตยังเรียนอยู่ประถม 4 และย่าฉวนได้นำไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อกวยแล้ว ได้รดน้ำมนแล้ว คุณสมจิตได้แต่คิดในใจว่าพระลงเรียนทั้งมหาเปรียญและเรียนอาคมด้วย เป็นพระครูแบบนี้ถึงจะเก่งอย่างไร คิดว่าก็ไม่เท่าไรหรอก ขณะนั้น ครั้งหนึ่งคุณสมจิตไปกราบท่านที่วัดสนามชัย เตรียมขมิ้นอ้อยไปด้วย กะจะไปขอเรียนวิชาตามที่ปู่สั่ง เมื่อท่านเสกให้เสร็จ ได้อ่านดูภาษาขอม ที่ท่านจาร อ่านได้ว่า “นะโมพุทธายะ” จึงถามท่านว่า หลวงปู่ไปเรียนวิชาขมิ้นนี้มาจากไหน ท่านตอบว่า แลกเปลี่ยนวิชากัน ตอนไปอยู่รับใช้หลวงพ่อกวย ตอนที่หลวงพ่อกวยไปเรียนวิชากับหลวงพ่อเดิม คุณสมจิตได้เรียนถามว่า หลวงปู่แลกเปลี่ยนวิชากับใคร ท่านตอบว่า “ท่านอินทร์ วัดเกาะหงษ์”

    ผลงานสำคัญ
    หลวงพ่อพระครูพิมพ์ เป็นพระที่สมถะ มักน้อย สันโดษ ฉันอาหารมื้อเดียว ชอบภาวนา ไม่ชอบการสร้างวัตถุมงคลเพื่อหวังเงินทอง อายุประมาณ 30 พรรษา ได้สร้างอุโบสถร่วมกับหลวงพ่อเชื้อ น้องชายหลวงปู่เย็น วัดสระเปรียญ โดยได้ทำแหวนนิ้วตามตำราของหลวงพ่อสี วัดพระปรางค์ เพื่อสมนาคุณให้กับผู้ทำบุญพระอุโบสถหลังนี้คือ พระอุโบสถวัดวังขรณ์ ซึ่งที่วัดวังขรณ์นี้เดิมเป็นโรงเรียนปริยัติธรรม แหวนนิ้วที่เหลือนี้ยังได้ฝังไว้ที่วัดวังขรณ์ จำนวน 2 ไห ใต้ท้องวงเขียนว่า “อิ ติ” เป็นภาษาขอม นอกจากอุโบสถที่วัดวังขรณ์แล้ว ที่วัดวิหารทอง ท่านก็สร้างเมรุเผาศพ แลพสะพานแขวน ราคาหลายล้านบาท ภายหลังท่านมาอยู่วัดสนามชัย ท่านก็สร้างกุฏิกรรมฐาน

    มรณภาพ
    หลวงพ่อพิมพ์ เป็นพระที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน คนในตระกูลนี้ตั้งแต่ ชวด, ปู่ชวด ถ้าเป็นผู้ชายเวลาตายจะตายง่ายๆ เช่น เป็นลมตาย นอนตายเฉยๆ หลวงพ่อพิมพ์ท่านได้ถึงแก่มรณภาพตอนเช้า เวลา 08.00 น. ของวันที่ 4 กรกฎาคม 2536 ก่อนที่ท่านจะไปบาชนาคที่ ต.หัวกรด โดยก่อนไปท่านได้เขียนจดหมายทิ้งไว้บนโต๊ะ ถึงสมุห์แจ่ม เจ้าอาวาส โดยเขียนเป็นทำนอง ให้อยู่ดูแลวัดต่อไป มีงานอะไรก็ให้เร่งทำ เวลาของชีวิตเรานั้นไม่ยาวนัก แล้วท่านก็เอาหินทับไว้ ขณะที่ท่านนั่งรถมาถึงหน้าวัดสกุณาราม ห่างจากวัดสนามชัย ประมาณ 7 กิโลเมตร ศีรษะของท่านก็งุ้มลงไปข้างหน้าผิดสังเกต หลวงพ่อประเทืองซึ่งนั่งรถไปด้วยกับท่านก็ตกใจบอกให้รถหยุด มาจับดูตัวเองจึงได้รู้ว่าท่านมรณภาพ หลวงพ่อประเทืองจึงให้รถวิ่งกลับวัด ได้ตะระฆังบอกให้พระ-เณรและชาวบ้านรู้ แล้วให้คนไปนิมนต์พระอุปัชฌาย์เบิ้ม วัดสระไม้แดง ให้เป็นอุปัชฌาย์บวชแทนหลวงพ่อพิมพ์ จากนั้นก็เก็บศพไว้ 1 ปี จึงได้ขอพระราชทานเพลิงศพ สิริรวมอายุ 78 ปี พรรษา 58 นับเป็นการสูญเสียเกจิอาจารย์เมืองสรรค์ที่เป็นของจริง อาจเป็นองค์สุดท้ายของเมืองสรรค์ก็ได้

    อัฐิเป็นพระธาตุ
    เมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว ทางวัดได้อาบน้ำศพและเปลี่ยนผ้าให้ใหม่ ได้เก็บศพไว้ 1 ปี แต่พอจะขอพระราชทานเพลิงศพก็ได้เปลี่ยนผ้าให้ใหม่ โดยเก็บผ้าที่ท่านครองอยู่ในโลงพับเอาไว้และได้นำไปเผาด้วย ก่อนเผา ท่านอาจารย์สมาน ได้ให้ทางญาติสนิทหักโยกฟันเอาไว้บูชา ผลปรากฏว่า ไม่มีใครโยกหักฟันของท่านได้เลย มีแต่อาจารย์สมาน (เจ้าอาวาสวัดหัวเด่น มีศักดิ์เป็นหลานห่างๆ) ได้โยกฟันมาได้ 2 ซี่ คือ ฟันเขี้ยว 1 ซี่ อีกซี่หนึ่งเล็กมาก ท่านอาจารย์สมานได้กินซี่เล็ก เหลือแต่ฟันเขี้ยวแก้ว (ปัจจุบันเป็นของ คุณศิริชัย ชีรวณิชย์กุล) เมื่อพระราชทานเพลิงศพแล้ว จึงเปิดดูอัฐิของท่าน ผลคือ ผ้าจีวรที่ท่านครองอยู่แล้วนำไปเผาด้วยไม่ไหม้ไฟ เมื่อหยิบดูปรากฏว่าสะเก็ดของอัฐิเป็นเม็ดสีขาว เมื่อส่องดูให้ละเอียดจะเป็นเม็ดใสสีขาวเต็มไปหมด บางท่านว่าเป็นพระธาตุ นับว่าอัศจรรย์มาก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงพ่อพิมพ์ วัดสนามชัย สรรคบุรี ชัยนาท รุ่น ๓ให้บูชา100 บาทครับค่าจัดส่งEMS50 บาทครับ สภาพสวยๆเดิมๆครับ(ปิดรายการ)

    ลพ.พิมพ์.JPG ลพ.พิมพ์หลัง.JPG
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 ตุลาคม 2019
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    get_auc1_img.jpg
    หลวงปู่ปรง สาสโน

    ท่านเป็นคนย่านวัดห้วยเจริญสุข ต.พักทัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี
    ทานเกิดเมื่อวันเสาร์ ปีมะโรง พ.ศ.2447 เกิดปีเดียวกับ หลวงปู่เย็นวัดสระเปรียญ เเก่กว่าหลวงพ่อกวย หนึ่งปี(หลวงพ่อกวยเกิด วันพุธ ปีมะเส็งพ.ศ.2448)
    อุปสมบทครั้งเเรกเมื่อพ.ศ.2468 ที่วัดห้วยเจริญสุข มีหลวงพ่อ พระครูศรี วิริยะโสภิต วัดพระปรางค์ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อช้ามเ เละหลวงพ่อผ่อง เป็นพระคู่สวด เรียนวิชากับหลวงพ่อศรีได้ 6 พรรษา
    สมัยหนุ่มที่มาเรียนกับหลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์ รุ่นเดียวกันก็มี...
    -หลวงปู่เย็น วัดสระเปรียญ
    -หลวงพ่อกวย วัดบ้านเเค
    -หลวงพ่อเเพ วัดพิกุลทอง
    -หลวงพ่อบัว วัดเเสวงหาอ่างทอง
    เป็นต้น

    สมัยตอนบวช นอกจากเรียนวิชากับหลวงพ่อศรี เเล้วท่านยังไปเรียนกับอีกหลายหลวงพ่อ เช่น หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ หลวงพ่อเคน วัดดงเศรษฐีหลวงพ่อคำ วัดตลุกคู่ จ. อุทัย เเละ กับอีกหลายอาจารย์ที่เป็นสงฆ์เเละฆราวาส
    จากนั้นสึกออกมามีครอบครัว เช่นเดียวกับหลวงปู่เย็น วัดสระเปรียญ หลวงปู่เย็น บวชเเล้วสึกออกมามีครอบครัว เเล้วตอนเเก่ก็มาบวชอีก

    สายหลวงพ่อศรี มีทั้งสึกออกมามีครอบครัว และบางรูปก็ไม่สึก เช่นหลวงพ่อกวย หลวงพ่อแพ และท่านอื่นๆหลวงปู่ปรง กลับมาบวชอีกครั้งเมื่ออายุอยู่ในช่วงห้าสิบกว่า...

    หลังจากบวชอีกครั้ง ก็ออกธุดงค์ร่วม 20ปี ออกเเสวงหาความสงบ และเรียนวิชาเพิ่มกับอีกหลายสาย เมื่ออายุได้๘๐ปี จึงหยุดธุดงค์ และกลับมาที่สิงห์บุรีมาจำพรรษาที่วัด ธรรมเจดีย์ ซึ่งเป็นวัดเก่า-วัดร้าง ท่านได้มาถากถางป่าที่เต็มไปหมด เริ่มจากกระท่อมเล็กๆหลังเดียว จนก่อสร้างพัฒนามาให้เห็นดังปัจจุบัน...
    ที่วัดธรรมเจดีย์ ท่านได้ออกวัตถุมงคลเป็นครั้งแรก จากประสบการณ์ของพระเครื่องของท่านทำให้ชื่อเสียงโด่งดังและมีคนรู้จักท่านมากขึ้น ช่วงปลายอายุ หลวงปู่ปรง ได้ย้ายจากวัดธรรมเจดีย์ มาจำพรรษาที่วัดห้วยเจริญสุข เพื่อช่วยสร้างโบสถ์ที่วัดนี้ซึ่งเป็นบ้าน เกิดของท่าน

    จนเมื่อปลายปี 2542 หลวงปู่ปรง ท่านได้มรณภาพลงที่วัดห้วยเจริญสุข อายุได้ 95ปี 4เดือนและ3วัน ซึ่งไล่เลี่ยกับหลวงปู่เย็น(มรณภาพ ปี 2539 อายุ 94 ปี)

    สรุป
    ท่านเรียนวิชาอาคมมาสายเดียวกับ หลวงพ่อกวย และหลวงปู่เย็น ตำราอาคมเก่าๆของหลวงปู่ปรง เก็บรักษาอยู่ที่วัดธรรม เจดีย์ ส่วนอีกชุด อยู่ที่ศิษย์ท่าน หนึ่งเป็นสงฆ์ ซึ่งเป็นอีกท่านที่ใกล้ชิดหลวงปู่ และของคัดลอกตำราของหลวงปู่ปรง เก็บเอาไว้

    ความจริงแล้วประวัติ เรื่องราวอย่างละเอียดของท่าน ยังมีอีกมาก และน่าสนใจมากทีเดียว.....


    หลวงปู่ปรง องค์นี้ท่านเป็นพระที่ไม่ธรรมดาครับ พระอริยะสงฆ์ขั้นสูง ขนาดสมเด็จแพ ยังบอกให้ศิษย์ของท่านมา กราบ หลวงปู่ปรง สาสโน เลยครับ..

    พระผงรูปเหมือนรุ่นแรก หลวงปู่ปรง วัดธรรมเจดีย์
    ท่านลบผงเอง กดพิมพ์เอง ทำแบบโบราณที่วัดครับ....เป็นพระผงที่หนุ่มๆ แถวนั้น ห้อยบูชาติดตัวกันครับ..ของท่านดีจริงๆ ทางเสน่ห์เมตตามหาเสน่ห์ครับ..
    พระเครื่องของหลวงปู่ปรง สาสโน ถือว่าราคาขนม แต่พุทธคุณเกินราคา...
    พระสาย หลวงปู่ศรี วัดพระปรางค์ อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี เก่งสุดยอดทุกองค์ครับ หลวงพ่อกวย ,หลวงพ่อแพ ,หลวงพ่อเจ้ย .หลวงปู่เย็น ,หลวงพ่อจวน ,หลวงปู่ปรง และอีกหลายรูปครับฯลฯ



    ประสบการณ์พระเครื่องหลวงปู่ปรง สาสโน
    -เหรียญนั่งปืน (เหรียญรุ่นแรก)มีคนลองแล้วปืนแตก....เห็นกันแบบคาตาชาวบ้านนับร้อยคนเลยครับ! คนจึงได้แห่มาเช่าหมดในวันนั้นที่ปลุกเสก วันนั้นเลย....
    -เหรียญนั่งงู ยิงไม่ออกเหมือนกันครับ เป็นเหรียญรุ่นแรกอีกพิมพ์สร้างพร้อมกัน เสกพร้อมกัน...


    ประสบการณ์ของลูกศิษย์หลวงปู่ปรง สาสโน
    -มีพี่ชายเป็นทหารเขาบอกว่า พระเครื่องหลวงปู่ปรง ช่วยชีวิตเขา ระเบิดที่ฝ่ายตรงข้ามยิงตกลงมาตรงหน้าด้าน!....ต่อหน้าต่อตา....รอดตายทั้งกลุ่ม....”หลวงปู่ปรง สาสโน พระองค์นี้ผมก็ศรัทธามากครับ...”
    -เหรียญหลวงปู่ปรง สาสโน มีประสบการณ์สูงมาก! ทหารราชการขายแดนภาคใต้ โดนถล่มด้วยอาวุธสงครามอย่างหนัก ผมเห็นทหารคนที่คล้องเหรียญ หลวงปู่ปรง เหรียญเดียว... เห็นมากับตา ไม่เป็นอะไรเลยครับ! แถมแฟนน้องชาย เป็นคนขายอาหารในค่ายทหาร น้องบอกว่าขายของดีมากๆ ห้อยเหรียญหลวงปู่ปรง เหมือนกัน..ขอโชคก็ได้จริงๆครับ...


    ประสบการณ์เรื่องขอโชคกับหลวงปู่ปรง สาสโน
    -ผงอิทธิเจ ของ หลวงปู่ปรงนั้น เด็ดขาดมาก ทาง มหานิยม มหาเสน่ห์ ขนาดที่ว่า เวลาที่ท่านลบผง และทำผงอิทธิเจ จะมีพวกแมลงต่างๆ มากมายมารุ่มเกาะตามตัวและ ใบหน้าของท่านเต็มไปหมด นั้นแสดงให้เห็นว่า เมื่อผู้ใด ได้พระของท่านไปบูชา จะทำให้ ผู้บูชา มีสง่าราศี บังเกิด ความศักดิ์สิทธิ์ ทางด้าน เมตตา มหานิยม มหาเสน่ห์ เป็นเสน่ห์ต่อเพศตรงข้ามและอุดมด้วยโชคลาภ
    ผู้ที่บูชาพระเครื่อง ของท่านล้วนแต่เจริญในหน้าที่การงาน ร่ำรวยเป็นเศรษฐีก็มีมาก



    ทั้งยังมีประสบการณ์ ทางด้านแคล้วคลาด รอดตายจากอุบัติเหตุ ลูกศิษย์ที่มีพระเครื่อง ของท่านไว้บูชาบางคนถูกลอบยิง แต่ไม่ได้รับอันตรายเลย ปืนกลับยิงไม่ออกปากกระบอกปืนแตก..



    พูดถึงผงอิทธิเจของท่าน ถือว่าสุดยอดมากๆ หลวงปู่ปรง ท่านสำเร็จวิชาลบผงที่เก่งจริงครับ ท่านชอบลบผง..ลบทีท่านจะทำครั้งละหลายๆวัน ทำเสร็จหลวงปู่จะไม่สบายทุกครั้ง....เขียนแล้วลบ..เขียนแล้วลบ...


    เพราะฉะนั้นพุทธคุณพระที่เป็นเนื้อผงของหลวงปู่ปรง สาสโน จะเมตตาสุดยอด..สุดยอดจริงๆ...ทำมาหากินได้คล่อง เงินทองไม่ขาดมือ...เหมือนจะหมด แต่ก็มีมา.....ยิ่งขอหลวงปู่ ยิ่งได้..ต้องขอครับ...

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จหลวงปู่ปรง วัดธรรมเจดีย์ ออกวัดห้วยเจริญสุข วัดที่ท่านมาจำพรรษาช่วงปลายชีวิต ให้บูชา200 บาทครับค่าจัดส่งEMS50 บาทครับ สภาพสวยๆเดิมๆครับ(ปิดรายการ)

    ลป.ปรง.JPG ลป.ปรงหลัง.JPG
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 ตุลาคม 2019
  11. ลืมจัง

    ลืมจัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2012
    โพสต์:
    287
    ค่าพลัง:
    +731
    จองครับ
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    e0b8abe0b8a5e0b8a7e0b887e0b89ee0b988e0b8ade0b980e0b8aae0b899e0b988e0b8abe0b98c.jpg
    พระครูอุทัยธรรมสุนทร มีนามเดิมว่า เสน่ห์ นามสกุล แกว่าธัญกรณ์ นามฉายา คงคสโร เกิดเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2454 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 3 ปีกุล
    ณ ที่บ้านหนองพังค่า หมู่ที่ 1 ตำบลหนองพังค่า อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี เป็นบุตร นายกลีบ นางผูก แกว่นธัญกรณ์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 6 คน คือ
    1. นางก้านพลู สิทธิทูล (ถึงแก่กรรม)
    2. นางสาวมาริน แกว่นธัญกรณ์ (ถึงแก่กรรม)
    3. พระครูอุทัยธรรมสุนทร
    4. นายสมุห์ แกว่นธัญกรณ์ (ถึงแก่กรรม)
    5. นางสาวทองตัว แกว่านธัญกรณ์
    6. นางสาวเสนาะ แกว่าธัญกรณ์

    การศึกษา

    ในช่วงเยาว์วัย สมัยนั้นการศึกษาไม่เจริญยังต้องอาศัยศึกษาหาความรู้กันตามวัดวาอาราม หลวงพ่อได้เรียนหนังสือจบแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่โรงเรียนหนองพังค่า อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี เมื่อปีพ.ศ. 2465 แล้วไม่ได้ศึกษาต่อที่อื่นอีก ออกมาอยู่บ้านช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัว

    อุปสมบท

    เมื่ออายุ 21 ปี ผ่านการเกณฑ์ทหาร และอายุสมควรที่จะบวชได้แล้ว ท่านก็มีจิตศรัทธาที่จะอุปสมบท จึงกราบลาบิดามารดา อุปสมบทเป็นภิกษุ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2575 ที่วัดทุ่งนาไทย ตำบลเขาขี้ฝอย อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี โดยมีพระปลัดตุ้ย เป็นอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เงินเป็นกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ก้าน เป็นอนุสาวนาจารย์ จำพรรษาอยู่ที่วัดหนองพังค่า แล้วย้ายไปอยู่ที่ วัดอุโปสถาราม เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2478 จำพรรษาอยู่วัดอุโปสถาราม ได้ 4 พรรษา แล้วย้ายมาอยู่วัดสว่างอารมณ์ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2482จนถึงมรณภาพ

    งานการศึกษา

    ขณะบวชอยู่นั้น ท่านได้ปฏิบัติตนเคร่งครัดต่อธรรมวินัย และระเบียบกฎเกณฑ์ของสงฆ์ และยังเอาใจใส่ต่อการศึกษาพระธรรมวินัย จนสามารถสอบนักธรรมตรี โท เอก ได้ตามลำดับ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476 ในสังกัดสำนักเรียนวัด มณีสถิตกปิฏฐาราม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ตามลำดับดังนี้
    1. พ.ศ. 2476 สอบได้นักธรรมชั้นตรี
    2. พ.ศ. 2477 สอบได้นักธรรมชั้นโท
    3. พ.ศ. 2478 สอบได้นักธรรมชั้นเอก
    และได้เรียนภาษาขอมเพิ่มเติมจนสามารอ่านออกเขียนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะด้านการศึกษาของพระสงฆ์ หลวงพ่อได้ตั้งสำนักเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นในวัดสว่างอารมณ์ และได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูสอนพระปริยัติธรรม เป็นกรรมการกำกับห้องสอบ กรรมการตรวจสอบข้อสอบธรรมสนามหลวง และเป็นประธานกรรมการสอบธรรมสนามหลวง ประจำอำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี และมีอำนาจหน้าที่ควบคุมส่งเสริมการศึกษาของภิกษุสามเณรทุกๆ วัดภายในอำเภอสว่างอารมณ์มาเป็นเวลานาน นอกจากงานด้านการศึกษาของคณะสงฆ์ดังกล่าว หลวงพ่อท่านยังเป็นผู้เพรียบพร้อมไปด้วยความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรมและเมตาธรรม จึงทำให้ท่านเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานทางคณะสงฆ์ คือ
    พ.ศ. 2482 เป็นรองเจ้าอาวาสวัดสว่างอารมณ์
    พ.ศ. 2492 เป็นเจ้าอาวาสวัดสว่างอารมณ์
    พ.ศ. 2496 เป็นพระอุปัชฌาชย์
    พ.ศ. 2509 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอสว่างอารมณ์
    พ.ศ. 2542 ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอสว่างอารมณ์
    หลวงพ่อได้ร่วมกิจกรรมสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนา โดยเป็นประธานคณะกรรมการพระธรรมทูต ออกปฏิบัติการเผยแผ่ศีลธรรม จริยธรรม ให้กับสังคมทั่วไป
    มีการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ หลวงพ่อเป็นผู้ที่มีบุญบานมีสู. ประชาชนมีความเคารพนับถือมากมาย และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้เป็นอย่างดี ช่วยอุปการคุณและสงเคราะห์ ประชาชนผู้ตกทุกข์ เมื่อมีความเดือนร้อน มีปัญหาใดๆ หลวงพ่อเสน่ห์ท่านจะช่วยแก้ไขให้คลายทุกข์ความเดือนร้อยเป็นประจำ จนประชาชนทั่วไปรักและเคารพบูชา และเกรงขามเป็นอย่างสมณศักดิ์
    พ.ศ. 2482 เป็นฐานะนุกรมที่พระปลัดของเจ้าคณะอำเภอทัพทัน
    พ.ศ. 2497 เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นตรีที่พระครูอุทัยธรรมสุนทร
    พ.ศ. 2502 เลื่อนเป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโทในราชทินนามเดิม
    พ.ศ. 2524 เลื่อนเป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะอำเภอชันเอกในราชทินนามเดิม

    อวสานแห่งชีวิต

    ตามปกติหลวงพ่อพระครูอุทัยธรรมสุนทร (เสน่ห์ คงฺคสโร) ตลอดเวลาระยะเวลา 60 พรรษา ท่านไม่เคยอาพาธให้บรรดาญาติโยมเห็นเลย มีแต่บริหารงานกิจการคณะสงฆ์ ท่านทุ่มเทได้ความรู้ความสามารถ ให้แก่งานพระศาสนาอย่างเต็มที่ตลอดมาและที่สำคัญยิ่งคือ ท่านเป็นเป็นผู้มักน้อยไม่สะสม เป็นผู้เสียสละบูรณปฏิสังขรณ์และก่อสร้างถาวรวัตถุของวัดสว่างอารมณ์ จนเจริญรุ่งเรืองตลอดมา จนถึงวาระสุดท้าย วันที่ 16 สิงหาคม 2539 หลวงพ่อมีอาการไอและหอบจึงได้รับหลวงพ่อไปเช็คร่างกายที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์แพทย์ได้เช็คร่างกายแล้วพบโรคที่เกิดขึ้นกับหลวงพ่ออย่าง คือ
    1. ไขมันในเส้นเลือดสูง
    2. กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
    3. ถุงลมโปร่งพอง
    4. กระเพาะอาหารเป็นแผล
    5. ส่วนปลายกระเพาะอาหารเป็นแผลเรื้อรัง
    6. เป็นนิ่วในถุงน้ำดี
    แพทย์ได้ให้ยามาฉัน อาการก็ทุเลาลงบ้าง ต่อมา วันที่ 7 มิถุนายน 2542 ได้นำหลวงพ่อไปเช็คที่โรงพยาบาลศรีสวรรค์ จึงได้พบว่ามีเนื้องอกในสมองซีกซ้ายแล้วมาพักรักษาตัวที่วัดอาการก็ไม่ดีขึ้น วันที่ 2 สิงหาคม 2542 จึงนำหลวงพ่อไปที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์เข้าทำผ่าตัดที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2542 เอาเนื้องอกในสมองออกแล้วนำมาฟักฟื้นที่โรงพยาบาลสว่างอารมณ์ จนถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2542 หลวงพ่อมีอาการหนักมาก โรงพยาบาลสว่างอารมณ์จึงรีบนำหลวงพ่อส่งโรงพยาบาลอุทัยธานีเข้าห้องไอซียู จนถึงวันที่ 9 มกราคม 2543 เวลา 01.15 นาฬิกา ของวันที่ 19 มกราคม 2543 หลวงพ่อก็สิ้นใจด้วยความสงบ ณ ที่ห้องไอซียู โรงพยาบาลอุทัยธานี ท่ามกลางความโศกเศร้า อาลัยรักและเคารพของพี่น้องหลานๆ และศิษยานุศิษย์ทั้งญาติมิตรและสาธุชนทั่วไป ท่านจากไปแล้วไม่มีวันกลับมา รวมสิริอายุได้ 88 ปี 11 เดือน 18 วัน
    ด้วยอำนาจกุศลผลบุญที่ท่านได้สร้างสมตลอดชีวิตอันมีค่า ด้วยการทำกิจในพระพุทธศาสนา สงเคราะห์ญาติมิตรประชาชน มีผลเป็นที่ประจักษ์แก่บุคคลผู้อยู่ภายหลังทุกฝ่ายหวังว่าวิบากแห่งกุศลกรรมที่ดีงามจะเป็นพลวปัจจัย ติดตามสนองอำนวยสุขสมบัติให้แก่พระเดชพระคุณ พระครูอุทัยธรรมสุนทร ในสุคติสัมปรายภพโดยมิเสื่อมสูญ ไปชั่วกาลนาน ดังธรรมภาษิตว่า

    รูปํ ชีรติ มจฺจานํ นามโคตฺตํ น ชีรติ
    รูปการของสัตว์ที่ต้องตายทั้งหลายย่อมย่อยยับไป
    แต่นามชื่อเสียงวงศ์ตระกุลหาย่อยยับไปไม่

    "พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง
    โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี
    นรชาติที่วางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
    สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา"

    ด้วยแรงศรัทธาต่อเทพเจ้า วาจาศักดิ์สิทธิ์ แคล้วคลาดปลอดภัย ขอบคุณเพื่อนๆๆและข้อมูลจากเทศบาลตำบลสว่างอารมณ์
    สาธุ สาธุ สาธุ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญหลวงพ่อเสน่ห์ วัดสว่างอารมฌ์ ให้บูชา150 บาทครับค่าจัดส่งEMS50 บาทครับ

    ลพ.เสน่ห์.JPG ลพ.เสน่ห์หลัง.JPG
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 ตุลาคม 2019
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    พระครูวิบูลธรรโมบล(ครูบาเณรเงิน)
    ซึ่งเป็นพระผู้ที่ได้รับมอบผงมวลสารพุทธคุณ
    จากท่านญาคูจุณฑ์
    แห่งเสนาสนะวัตรป่าเจ้าสัว จ.อุบลราชธานี
    ที่เหลือจากการสร้างพระขุนแผนพรายกัญญา
    ได้รับมอบมาเป็นจำนวนมาก

    เพื่อไม่ให้เกิดข้อกังขาสงสัย ที่มาของผงพุทธคุณ
    ของญาครูจุณฑ ์ได้มีการขอทำหนังสือรับรอง
    รับมอบเป็นทางการขึ้นมาภายหลัง ที่พระขุนแผน
    ของญาครูจุณฑ์ ได้โดง่ดังอย่างมากภายหลัง
    หนังสือรับมอบผงมวลสารต้องไปดูกับ
    พระครูวิบูลธรรมโมบล(ครูบาเณรเงิน
    พระขุนแผน กรรมการมวลสาร ครูบาเณรเงิน
    ให้บูชา200 บาทครับค่าจัดส่งEMS50 บาทครับ

    ขุนแผน.JPG ขุนแผนหลัง.JPG
     
  14. ลืมจัง

    ลืมจัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2012
    โพสต์:
    287
    ค่าพลัง:
    +731
    โอนแล้วครับเมื่อสักครู่
    23/10/62
    01.05 น.กสิกร
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    วันนี้จัดส่ง

    EI 2440 7374 4TH พระขโนง

    ขอบคุณครับ
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    __1_779.jpg



    __2_166.jpg
    (หลวงปู่รักษ์ เรวโต)

    วัดศรีเมือง
    ต.ในเมือง อ.เมือง จ.หนองคาย


    ๏ อัตโนประวัติ

    พระธรรมไตรโลกาจารย์ (หลวงปู่รักษ์ เรวโต) อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 9 (ธรรมยุต), อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีเมือง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.หนองคาย และผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรม แผนกบาลี เป็นแห่งแรกของเมืองหนองคาย เป็นพระสังฆาธิการที่มีความเคร่งครัดในธรรมวินัยอย่างสูง แต่กอปรด้วยปฏิปทาและจริยวัตรอันงดงาม มีใจเอื้ออารีต่อคณะศิษยานุศิษย์และพุทธบริษัททั้งหลาย

    พระธรรมไตรโลกาจารย์ มีนามเดิมว่า รักษ์ มีวรรณดิษฐ์ เกิดเมื่อวันที่ 17 เมษายน พุทธศักราช 2450 ณ บ้านขุนตรา ต.ศรีฐานเหนือ อ.เมือง จ.นครเวียงจันทน์ ประเทศลาว (ในสมัยนั้น)


    ๏ การศึกษาเบื้องต้น

    เมื่ออายุได้ 5 ขวบ ด.ช.รักษ์ได้เรียนหนังสือไทยและหนังสือลาว ที่บ้านกับบิดา รวมทั้งได้เรียนหนังสือธรรม-หนังสือขอมเพิ่มเติม จึงมีความรู้เทียบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

    ต่อมาได้เรียนภาษาฝรั่งเศสที่โรงเรียนวัดจันทบุรี ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครเวียงจันทน์ ประเทศลาว (ในสมัยนั้น) อันเป็นโรงเรียนที่สอนเฉพาะพระภิกษุสามเณรเท่านั้น


    ๏ การบรรพชาและอุปสมบท

    แต่เรียนอยู่เพียง 1 ปี มีเหตุขัดข้องบางประการต้องเลิกเรียน บิดาจึงนำไปบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดขุนตรา ต.ศรีฐานเหนือ อ.เมือง จ.นครเวียงจันทน์ โดยมีพระอธิการคำหล้า เป็นพระอุปัชฌาย์

    สามเณรรักษ์มีโอกาสได้เรียนบาลีกับท่านอาจารย์มหาแก้ว ที่วัดจันทบุรี เป็นเวลา 3 ปี

    พ.ศ.2465 สามเณรรักษ์มีความประสงค์จะเข้าไปเรียนพระปริยัติธรรมที่กรุงเทพฯ ต้องเดินทางไปพร้อมคณะพ่อค้าเมืองหนองคายที่นำสิ่งของเข้าไปขายในเมืองหลวง

    ครั้นเดินทางถึงเมืองบางกอก ได้กราบถวายตัวเป็นศิษย์กับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ “พระธรรมธีรราชมหามุนี” เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาสราชวิหาร ก่อนขอทำญัตติกรรมเป็นธรรมยุต โดยมีท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นพระอุปัชฌาย์

    พ.ศ.2468 สามเณรรักษ์ สอบได้นักธรรมชั้นตรีและเปรียญธรรม 3 ประโยค

    ครั้นเมื่ออายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2470 ณ พัทธสีมาวัดบรมนิวาสราชวิหาร ต.ถนนรองเมือง อ.ปทุมวัน จ.พระนคร (ปัจจุบันคือ แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร) โดยมี ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมธีรราชมหามุนี เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอมราภิรักขิต (ชัย ชิตมาโร) เป็นพระกรรมวาจาจารย์, พระครูวินัยธร (ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และ เจ้าจอมมารดาทับทิม วังมหานาค (สะพานขาว) เป็นผู้ถวายความอุปถัมภ์ในการอุปสมบท

    พระรักษ์ ได้ทำการศึกษาบาลีไวยากรณ์ และพระธรรมบทจนเชี่ยวชาญ ครั้นเมื่อปี พ.ศ.2472 ท่านเดินทางมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บิดาที่ล่วงลับ ณ นครเวียงจันทน์ ประเทศลาว
    http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=20001

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญหลวงปู่รักษ์ เรวโต ให้บูชา100 บาทครับค่าจัดส่งEMS50 บาทครับ
    ลป.รักษ์.JPG ลป.รักษ์หลัง.JPG
     
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    6.jpg

    หลวงพ่อสมบุญ ปิยธมโม เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พุทธศักราช 2465 ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ เป็นคนไทย เชื้อสายลาว ภูมิลำเนาอยู่ที่บ้าน หนองอีเงิน ต.ห้วยขมิ้น อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี (ปัจจุบันอยู่ในเขต อ.ด่านช้าง) โยมบิดาชื่อ คำ โยมมารดาชื่อ ถิน นามสกุล ชมชื่น อาชีพทำไร่ ทำนา มีพี่น้องทั้งสิ้น 6 คน หลวงพ่อเป็นบุตรคนโต มีน้องชายอีก 2 คน และน้องสาวอีก 3 คน

    ในวัยเด็กได้เรียนหนังสือกับพระที่วัดวังกุ่ม ต.ห้วยขมิ้น เป็นระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 1 ปี เหตุที่ไม่ได้เรียนหนังสือคือ สืบเนื่องจากท่านมีภาระต้องแบ่งเบา จึงต้องละทิ้งการเรียนเพื่อช่วยครอบครัวประกอบอาชีพในฐานะพี่ชายคนโต

    ล่วงถึงพุทธศักราช 2485 พระเดชพระคุณหลวงพ่อมีอายุครบ 20 ปี จึงได้เข้าพิธีอุปสมบทตามประเพณีที่ วัดป่าสะแก มี พระครูวิสิทธิ์สิทธิการ (อาจารย์เพชร) เป็นพระอุปัชฌาย์ จำพรรษาที่วัดป่าสะแกประมาณ 2 พรรษา จึงย้ายไปจำพรรษาที่วัดต่างๆ ในละแวกนั้นอีก 4 สำนัก คือ วัดดอนมะเกลือ 2 พรรษา วัดวังคัน 3 พรรษา วัดวังกุ่ม 2 พรรษา และวัดดอนเก้าอีก 2 พรรษา จากนั้นจึงกลับมารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดดอนมะเกลือเมื่อปี 2498 รวมระยะเวลาในการจาริกจำพรรษายังอารามต่างๆ ประมาณ 13 พรรษาเศษ


    หลวงพ่อสมบุญ ปิยธมโม วัดลำพันบอง ต.หนองโพธิ์ อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี ชีวิตของหลวงพ่อดูท่าจะรุ่งเรืองในร่มเงาของผ้ากาสาวพัสตร์ หากแต่เป็นด้วยภาระทางครอบครัว เมื่อเห็นว่าท่านบวชนานจนสมควรแก่เวลา ญาติพี่น้องจึงขอร้องให้ลาสิกขา หลังจากครองตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดดอนมะเกลือได้เพียงแค่ 2 ปี

    เนื่องจากโยมบิดาและโยมมารดาเริ่มเข้าวัยชรา ทำให้ท่านผู้ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตของตระกูลมีความจำเป็นต้องลาสิกขาออกมาเพื่อดูแลครอบครัว ล่วงเข้าปีพุทธศักราช 2499 หลวงพ่อสมบุญ จึงจำต้องลาสิกขาออกมาสู่เพศฆราวาส เมื่อลาสิกขาออกมาโยมมารดาของท่านเกรงว่าลูกชายจะหนีไปบวชอีกครั้ง จึงจัดการให้ท่านแต่งงานกับ นางสาวสุวรรณ สะราคำ ผู้ซึ่งเป็นลูกสาวนายดิน-นางแก้ว สะราคำ ชาวบ้านดอนมะเกลือ ต.ป่าสะแก เมื่อแต่งงานมีครอบครัวแล้วได้ประกอบอาชีพทำไร่ทำนา ช่วยบิดา-มารดาอยู่ไม่นาน จึงย้ายนิวาสสถานมาเปิดกิจการขายของที่บ้านทับละคร เขต อ.ด่านช้าง ครั้นเมื่อย้ายมาอยู่บ้านทับละครได้ประมาณ 6 เดือน นางสุวรรณผู้เป็นภรรยาได้ถึงแก่กรรม เนื่องจากไข้ป่าที่แทรกซ้อนมาจากการคลอดบุตร เมื่อภรรยาเสียชีวิตท่านจึงยกลูกสาววัยแบเบาะให้ญาติฝ่ายภรรยาอุปการะ แล้วหันหลังให้โลกวิสัย ตั้งใจบวชจนตายคาผ้าเหลือง ส่วนลูกสาวคนเดียวของท่านเมื่อลืมตาดูโลกอยู่ได้ประมาณ 4 เดือนก็เสียชีวิต ทำให้ท่านหมดสิ้นซึ่งห่วงร้อยรัดตัดสิ้นในทางโลกโดยสิ้นเชิง หลวงพ่อจึงหวนกลับสู่เพศบรรพชิตอีกครั้งหลังจากที่ลาสิกขาออกไปได้เพียงแค่ 1 ปี กับ 3 เดือน

    ต้นปีพุทธศักราช 2501 เสร็จสิ้นงานฌาปนกิจศพนางสุวรรณผู้เป็นภรรยา พระเดชพระคุณหลวงพ่อจึงเข้าสู่พัทธสีมาอีกครั้ง มี พระอธิการกัณหา* วัดป่าสะแก เป็นพระอุปัชฌาย์ (*ภายหลังได้รับสมณศักดิ์ที่ พระครูสุขุมวิหารการ เจ้าคณะตำบลป่าสะแก)

    ภายหลังจากอุปสมบทแล้วได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดวังคอไห 1 พรรษา ย้ายไปวัดดอนมะเกลือ 2 พรรษา แล้วย้ายกลับมาอยู่วัดป่าสะแกอีก 4 พรรษา จนล่วงถึงพุทธศักราช 2507 (หลังจากอุปสมบทได้ 7 พรรษา) จึงรับอาราธนามารักษาการเจ้าอาวาส วัดลำพันบอง เขต อ.หนองหญ้าไซ จนกระทั่งได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2511 รับภาระดูแลปกครอง วัดลำพันบอง จนรุ่งเรืองตราบจนปัจจุบัน นับได้ 49 ปีบริบูรณ์

    คชสิงห์ รุ่นแรก สร้าง 399 ตัว จารึกหมายเลขและนามย่อ ลบ. หมายถึง หลวงพ่อสมบุญ ปลุกเสกวันที่ 28 เม.ษ. 2556 แหวนหน้าโล่รุ่นสอง หน้าเล็ก จารึก ลบ. ๘๓ เนื่องจากแหวนรุ่นแรกโด่งดังมาก่อนหน้า จึงกลายเป็นของดีที่หวงแหนในท้องถิ่น (คนส่วนใหญ่มักจะนำขึ้นหิ้งเก็บเงียบกันหมด) แหวนรุ่นสองจึงถือเป็นแหวนรุ่นประสบการณ์ เพราะคนส่วนใหญ่ถือว่าเป็น “รุ่นใช้” ส่วนรุ่นแรกนั้นยกไว้เป็น “รุ่นโชว์” แหวนหน้าโล่รุ่นสอง หน้าเล็ก จารึก ลบ. ๘๓ เนื่องจากแหวนรุ่นแรกโด่งดังมาก่อนหน้า จึงกลายเป็นของดีที่หวงแหนในท้องถิ่น (คนส่วนใหญ่มักจะนำขึ้นหิ้งเก็บเงียบกันหมด) แหวนรุ่นสองจึงถือเป็นแหวนรุ่นประสบการณ์ เพราะคนส่วนใหญ่ถือว่าเป็น “รุ่นใช้” ส่วนรุ่นแรกนั้นยกไว้เป็น “รุ่นโชว์”

    ปฏิปทา
    หลวงพ่อเป็นพระผู้ทรงรัตตัญญู มีอาวุโส (วัยวุฒิ) สูงยิ่งอีกรูปหนึ่งของจังหวัด สุพรรณบุรี นับถึงปัจจุบันคือ 91 พรรษา (เท่ากับหลวงปู่นาม วัดน้อยชมภู่ แต่หลวงพ่อแก่เดือนกว่า) ดำรงมั่นในพระธรรมวินัยมาโดยเคร่งครัดมิได้ด่างพร้อยเศร้าหมอง หมดจดงดงาม สมหน่อเนื้อพระชินวรณ์อย่างสมบูรณ์ ที่สำคัญคือพระเดชพระคุณท่านประกอบด้วยพรหมวิหารธรรม 4 ประการ อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ประกอบด้วย เมตตา กรุณา ปรากฏแก่สาธุชนมาโดยตลอด ทั้งยังเป็นสัตบุรุษ ผู้รู้จักเหตุและผลเป็นที่ตั้ง ไม่มัวเมาลุ่มหลงในโลกธรรม มีวาจาเป็นมงคล แยบคายในปฏิสันถาร ทั้งยังรู้จักถนอมจิตใจของสาธุชนทั้งใกล้ไกลไม่มียกเว้น ไม่จำกัดว่ายากดีมีจน ท่านสงเคราะห์ให้จนหมดสิ้น มิมีผู้ใดที่มากราบท่านแล้วจะพบกับความผิดหวัง ที่สำคัญยิ่งคือ พระเดชพระคุณหลวงพ่อเป็นพระผู้มีอารมณ์ขัน เป็นที่ติดตราตรึงใจสาธุชนผู้สนทนาธรรมมาโดยตลอด

    กิจวัตรที่กระทำมาโดยตลอดจนกระทั่งถึงวัยชราคือ การปัดกวาดลานวัด เมื่อถึงเวลาเย็นท่านจะเดินถือเสียมประจำตัวลงมานั่งยองๆ เพื่อถากหญ้าอยู่กลางลานวัด เป็นที่ชินตามาอย่างยาวนาน มีเรื่องขำขันเล่ากันว่า เมื่อสาธุชนบ้านไกลมาหาท่าน ครั้นพอเห็นหลวงตาแก่ๆ รูปหนึ่งนั่งก้มหน้าก้มตาถือเสียมถากหญ้าอยู่กลางลานวัด จึงเอ่ยปากถามถึง หลวงพ่อสมบุญ ว่าอยู่ (บนกุฏิ) หรือไม่ ท่านเฉไฉแกล้งตอบไปว่า บ่ อยู่ ดอก หลวงพ่อสมบุญ บ่ อยู่ ท่านบ่ว่าง พอเสร็จสิ้นภารกิจท่านก็เดินถือเสียมตามโยมขึ้นไป เสร็จสรรพก็เข้าไปนั่งรับแขกยังอาสนะในนาม หลวงพ่อสมบุญ ตามเดิม เป็นที่ขำขันกันในหมู่ลูกศิษย์ใกล้ไกลมาโดยตลอด

    พระเดชพระคุณหลวงพ่อเป็นพระเถระผู้มากด้วยคุณธรรม มโนธรรม ละโลภ โกรธหลงได้อย่างวิเศษ สมกับคำนำหน้าที่ข้าพเจ้าของแต่งเติมเสริมเป็นสร้อยทินนามด้วยคำว่า พระเดชพระคุณ กล่าวคือ ประกอบด้วย พระเดช อันยิ่งยงด้วยการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และปฏิบัติตรง ดำรงตั้งมั่นอยู่ใน ฌานอภิญญา ประกอบกับสรรพวิชาพุทธาคมที่ร่ำเรียนมาจากครูอาจารย์ ก่อเกิดคำว่า ความเข้มขลัง ทางเวทมนต์อันจะกล่าวถึงในช่วงต่อไป

    สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคำว่าพระเดช นั่นคือคำว่า พระคุณ ซึ่ง หลวงพ่อสมบุญ ได้ถือสงเคราะห์เหมาะสมกับคำว่า พระคุณ เป็นที่สุด ซึ่งคำนี้เองที่ทำให้คุณธรรมวิเศษที่ปรากฏในดวงจิต มีความสว่างไสว หนักแน่นมั่นคง ทรงความแก่กล้า ด้วยท่านละความโลภโดยสิ้นเชิง กล่าวกันว่า ใครผู้ใดก็ตามถ้ากล้าขอ รับรองได้ว่า จะไม่มีวันได้รับการปฏิเสธจากปากพระเดชพระคุณหลวงพ่อแม้แต่คำเดียว ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะเลวร้ายมาจากที่ใดก็ตาม ว่ากันว่าผู้ที่ได้รับจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อไปมากที่สุดนั้น แท้จริงไม่ใช่ศิษย์ใกล้ชิด ไม่ใช่คนสนิท แต่เป็นคนที่กล้าขอ เรียกได้ว่าใครก็ตามที่ ขอมาก หรือ เอ่ยปากขอบ่อยๆ ย่อมได้จากหลวงพ่อมากพอๆ กับความกล้าของบุคคลนั้น เท่าที่รับฟังจากปากชาวบ้านย่านนั้นล้วนกล่าวตรงกันว่า ไม่มีใครสักคนที่เอ่ยปาก ขอ หลวงพ่อแล้วจะไม่มีคำว่า ไม่ ฟังความได้ว่า ขอหมื่นก็ต้องได้หมื่น ขอแสนก็ต้องได้แสนเป็นเช่นนี้เสมอๆ ทาน ที่หลวงพ่อกระทำนอกจากจะทำได้ยากแล้วยังได้ชื่อว่า หาผู้ทำทานเช่นนี้ยากยิ่งนัก เพราะทานประเภทนี้พบได้แต่เพียงพระอริยบุคคลเท่านั้น ด้วยเป็นทานที่ให้โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ไม่หวังชาตินี้หรือชาติหน้า เป็นทานที่ทำให้ผู้สละหมดสิ้นซึ่งความตระหนี่ ทานเช่นนี้จึงหมดจดงดงาม ยากจักหาใครเทียม เรื่องเงิน 4 ล้านตามคำกล่าวหาได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เป็นเงินส่วนตัวที่ท่านยกให้ ส่วนผู้ที่ได้จะนำไปทำสิ่งใด จะขาดทุนหรือกำไรท่านว่ามันเป็นกรรมของมัน


    ด้วยเหตุที่ท่านไม่เคยขัดใจใคร ทั้งยังไม่เคยหวงห้ามใคร ใครของอะไรท่านให้ทั้งหมด เพียงแค่นิ่ง หรือคำว่า อือ เพียงแค่คำเดียว นี่คือ หลวงพ่อสมบุญ เนื้อนาบุญของคน สุพรรณบุรี เรื่องนี้ ครูอุดม กับ ผ.อ.สวง วงษ์สุวรรณ ให้ความเห็นที่ตรงกันว่า สำหรับ หลวงพ่อแล้วใครก็ได้ ล้วนแต่ได้เหมือนกัน การ ให้ เช่นนี้เหมือนการให้ทานของพระอริยเจ้า อันเป็นทานที่เราๆ ท่านๆ จะไม่มีวันได้เห็นจากพระรูปใด (เท่าที่ทราบมีเพียง หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ เท่านั้น ที่ให้ทานแบบเดียวกันกับ หลวงพ่อสมบุญ ) เป็นไปอย่างงดงามด้วยประการฉะนี้ เป็นจริงมาอย่างยาวนานและจะเป็นเช่นนี้ตลอดกาล สมดังคำพูดตอนหนึ่งซึ่งอาจารย์อุดมบันทึกไว้ว่า เพิ่นคงจำเป็น ถ้าไม่เดือดร้อนเพิ่นคงไม่มาพึ่งพาพระหรอก ถ้าเฮาช่วยเหลือ คงเกิดประโยชน์ต่อเพิ่นมาก เงินหมดก็บ่เป็นหยัง เพราะเฮาเฒ่าแล้ว ตายไปก็เอาเงินติดตัวไปบ่ได้ เหลือแต่ความดีติดตัวไปก็พอ สาธุ กราบหลวงพ่อครั้งที่ 1 สำหรับพระผู้เป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ

    แหวนงูนาคบาศก์ นิยมมาก จึงสร้างติดต่อกันมาตลอด เพราะหลวงพ่อต้องการให้มีเพียงพอสำหรับผู้มาทำบุญ เนื่องจาก “ประสบการณ์” อันสูงยิ่ง จึงไม่มีใครเกี่ยงเรื่องรุ่น เพราะส่วนใหญ่ประสบการณ์ด้านวัตถุมงคลมักเกิดกับวัตถุมงคลประเภท แหวน และสิงห์ (ราคาถูก) เป็นส่วนมาก การจะทราบคือต้องสังเกตใต้ท้องวงที่มักจะตอกอักษรไว้ว่า ส.บ. หรือไม่ก็ ล.บ. เป็นเอกลักษณ์ พระเดชพระคุณ หลวงพ่อสมบุญ เป็นพระเถระที่มีเมตตาธรรมอันสูงยิ่ง ทั้งยังเป็นผู้ถ่อมตนไม่โอ้อวดคุณวิเศษในตัวเอง ที่เด่นชัดคือประสบการณ์ในวัตถุมงคลของท่าน ล้วนแต่เป็นประจักษ์พยานยืนยันว่าท่านมีดีเกินตัว แต่ท่านชอบเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่อย่างพระธรรมดา เวลาวัตถุมงคลที่ศิษย์นำไปใช้ได้ผลในทางความขลัง รายแล้วรายเล่าย้อนกลับมากล่าวขวัญสรรเสริญให้ท่านฟัง ท่านกลับถ่อมตนจนเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะ แหวนนิ้ว ของท่านนับว่ามีประสบการณ์เรื่องอสรพิษกันมากราย ดังเช่นเหยียบงูเห่า งูจงอาง แต่ปรากฏว่างูไม่สามารถอ้าปากกัดได้ บางรายถูกงูแมวเซากัด บางรายถูกงูจงอางกัด แต่งูพิษกัดศิษย์ท่านไม่เข้า เมื่อรอดตายแล้วยังมาเล่าให้ท่านฟัง ท่านก็พูดว่า งูมันบ่มีแข่ว (ฟัน) ไปเหยียบหัวมันไว้บ้าง งูมันตาฟางบ้าง มันจะกัดได้จังได๋ เมื่อครั้งที่หมูป่ากัดชาวบ้านไม่เข้าเพราะสวมแหวนของท่านที่นิ้ว ท่านก็บอกว่า หมูมันเฒ่า (แก่) แข่ว (ฟัน) มันหักบ้าง แข่วมันหร่อง (หรอ) จึงกัดบ่เข้า ที่หนักหนายิ่งกว่าคือ มีศิษย์บางรายประพฤติตัวไม่ดี เป็นนักค้ายา ถูกเจ้าหน้าที่ยิงไม่เข้า เมื่อรอดมาได้จึงกลับมากราบที่ท่านช่วยชีวิตไว้ ศิษย์ใกล้ชิดที่ทราบความเป็นไปจึงท้วงติงในภายหลังว่า ท่านกำลังช่วยคนผิด ช่วยคนชั่วให้รอดชีวิต เพื่อเป็นภัยสังคมต่อไป เมื่อถามว่า หลวงพ่อไปช่วยมันไว้ทำไม ท่านก็ตอบศิษย์ไปว่า มันบ่ได้เขียนหนังสือติดหน้าผากไว้ว่า มันเป็นคนดีหรือเป็นคนบ่ดีนี่หว่า มันมากราบเฮา เฮาก็ให้ศีลให้พรมันไป ศิษย์ที่ถามพยายามไล่ให้ท่านจนแต้ม โดยบอกว่า มันจะย่ามใจในภายหลัง ท่านก็อธิบายว่า กรรมดีของมันทำไว้แต่อดีตยังคุ้มครองมันอยู่ ถ้ากรรมดีมันหมดสิ้นเมื่อไหร่ ตัวกูหรืออีหยังก็ช่วยมันบ่ได้ดอก หลายครั้งที่พระเถระผู้ใหญ่หรือคณะปกครองในท้องถิ่นสอบถามถึงความขลังของหลวงพ่อ ท่านจะยิ้มน้อยๆ แล้วตอบว่า วัตถุมงคลอีหยังก็สู้ความดีบ่ได้ดอก หมั่นเฮ็ดความดีไว้เถิด ความดีนี่แหละที่จะช่วยคุ้มครองเราเอง

    เมื่อว่าด้วยการสละหรือการให้ รวมกับสติปัญญาอันสูงส่งหลวงพ่อ จึงเป็นดั่งพระผู้เป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐตามหัวข้อข้างต้น เหมือนคำของท่านคำหนึ่งซึ่งหลุดจากปากระหว่างการสนทนากับ บรรณาธิการ ลานโพธิ์ สุธน ศรีหิรัญ ในช่วงหนึ่งว่า ถ้าไม่มีความดี ถึงอยู่เป็นร้อยปี ก็ไม่มีประโยชน์ กราบหลวงพ่อครั้งที่ 2 ในเมตตาธรรมอันล้นเหลือ
    https://pantown.com/market.php?id=86048&name=market1&area=3&topic=6&action=view

    ประสบการณ์ด้านแคล้วคลาด คงกระพัน

    1.ปีพ.ศ 2539 ญาติขิงนายบัญญัติ ไพรสัณฑ์ หมู่4 บ้านลำพันบองจำนวน 5คน จากจังหวัดกำแพงเพชร เดินทางมาทอดกฐินที่วัดลำพันบอง ขากลับรถเกิดอุบัติเหตุที่กำแพงเพชร ญาติขิงนายบัญญัติเสียชีวิต 1ราย เพราะไม่ได้ขึ้นไปรับวัตถุมงคลจากหลวงพ่อสมบุญ เนื่องจากนั่งดื่มสุรา ส่วนญาติที่เหลือ4รายปลอดภัยเพราะขึ้นไปรับวัตถุมงคลเหรียญพระใบฎีกาหลวงพ่อสมบุญ

    2. ปี2545 นายพยุง ภูฆัง ชาวบ้านหมู่ 8 บ้านลำพันบอง ถูกโจรชิงทรัพย์แต่ต่อส็ขัดขืน ถูกคนร้ายยิงด้วยปืนสั้น เป็นเพียงรอยช้ำๆเท่านั้น เพราะคล้องเหรียญรุ่นพิเศษหลวงพ่อสมบุญ

    3. . วันที่ 3 มิถุนายน 2553 นางพุด ภูฆัง ภรรยาสารวัตรกำนัน ทองหลวม ภูฆัง บ้านทุ่งกันเหลือง หมู่ 5 ตำบลป่าสะแก อ.เดิมบางนางบวช ถูกงูจงอางกัด พมีเพียงรอยช้ำๆของเขี้ยวงูจงอางเท่านั้นเท่านั้น เพราะสวมแหวนหลวงพ่อสมบุญ

    ประสบการณ์ที่ลงไว้ตามข้อมูลด้านบนนี้เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น ในท้องที่รู้กันดีว่าประสบการณ์มีมากมายเพียงใด เช่น พระสมเด็จรุ่นโป้งเปรี๊ยะ ซึ่งเป็นรุ่นที่มีการปล้นรถจักรยานยนต์แล้วยิงผู้เสียหายซึ่งสวมใส่วัตถุมงคลเป็นพระสมเด็จรุ่นนี้แล้วยิงไม่ออกมีแต่เพียงเสียงสับไกรเปรี๊ยะๆเท่านั้น หรือรายล่าสุดที่มีบันทึกไว้ในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลหนองหญ้าไซ คือ วัยรุ่นชาย อายุ 25ปี ที่อยู่ ต.แจงงาม อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี มาโรงพยาบาล วันที่ 3 มกราคม 2555 เวลา 21.25 น. นำส่งโดยรถกู้ภัย + ตำรวจจาก สภอ. หนองหญ้าไซ เหตุเกิดที่บ้านสามัคคีธรรม ผู้นำส่ง + ตำรวจให้ประวัติว่า 30 นาทีก่อนมารพ. ขณะที่ผู้บาดเจ็บเดินเที่ยวงานปิดทองฝังลูกนิมิตวัดสามัคคีธรรม ถูกคู่กรณีใช้ปืนลูกซองยิงบริเวณกลางหน้าอก มีแผลกระจายทั่วหน้าอก หลังจากนั้นผู้บาดเจ็บล้มลง ผู้พบเห็น + ตำรวจ สภอ.หนองหญ้าไซจึงนำส่งโรงพยาบาล จากการตรวจร่างกายพบบาดแผลดังนี้ บาดแผลกระสุนปืนเป็นรอยจ้ำถลอก 6 รอยบริเวณใกล้ซอกรักแร้แถบซ้าย และบาดแผลกระสุนปืนเป็นรอยจ้ำถลอก 29 รอย กระจายทั่วบริเวณกลางหน้าอก ในคอพบเพียงเหรียญหลวงพ่อสมบุญเท่านั้น
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญ รุ่น๑ หลวงพ่อสมบุญ วัดลำพันบองให้บูชา300 บาทครับค่าจัดส่งEMS50 บาทครับ (ปิดรายการ)
    ลพ.สมบุญ.JPG ลพ.สมบุญหลัง.JPG
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 พฤศจิกายน 2019
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    ประวัติพระกิตติมงคลพิพัฒน์
    monk_joy.gif
    (หลวงพ่อจ้อย ฐิตปุญโญ)
    อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ และ อดีตเจ้าคณะอำเภอดอนสัก
    วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ ต.ดอนสัก อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี
    ******************
    ขอเกริ่นนำเพื่อทำความเข้าใจ.-

    เนื่องจากท่านเจ้าคุณ พระกิตติมงคลพิพัฒน์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ในการประกอบพิธีให้บรรพชาอุปสมบทแก่ พระเทพพิพัฒนาภรณ์ (ชูชาติ กนฺตวณฺโณ ป.ธ.๕,น.ธ.เอก) เจ้าอาวาสวัดท่าไทร และเจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี รูปปัจจุบัน (ในขณะนั้นท่านมีอายุ ๒๒ ปี เมื่อวันที่ ๑๑ เดือน กรกฏาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ เวลา ๑๕.๓๕ น. ณ วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี) ข้าพเจ้าในฐานะที่เป็น Webmaster จึงขออนุญาตนำสังเขปประวัติของท่านเจ้าคุณ พระกิตติมงคลพิพัฒน์ มานำเสนอ เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณ คุณงามความดี ผลงาน และน้อมบูชาดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ และเพื่อให้ทุกท่านได้มีโอกาสชื่นชมในบารมีธรรมของท่านอีกทางหนึ่งด้วย

    ขณะเดียวกัน ก็ขออนุโมทนาแก่ คุณบำรุง พันธุ์อุบล (หลานของหลวงพ่อจ้อย) ตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มงาน คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สำนักกรรมาธิการ ๓ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ Webmaster และทำให้ข้อมูลมีความชัดเจนยิ่งขึ้น จึงขออนุโมนาเป็นอย่างยิ่งไว้ ณ ที่นี้

    ผู้รวบรวมประวัติ ขออภัยเป็นอย่างสูงต่อทุกท่านที่ไม่สามารถนำข้อมูลและภาพประกอบมาเสนอแด่ท่านได้ทั้งหมด ซึ่งขณะนี้กำลังแสวงหาอยู่ เมื่อเราได้มาอย่างสมบูรณ์เมื่อใดแล้ว จะรีบนำลงในเว็บฯ เพื่อประกาศเกียรติคุณ และให้ทุกท่านได้รับทราบในโอกาสต่อไป

    หากท่านใดที่มีข้อมูล และภาพประกอบเพิ่มเติม และมีความประสงค์จะร่วมประกาศเกียรติคุณ บารมีธรรมหลวงพ่อจ้อยของพวกเรา ขอเชิญส่งไปที่ เว็บมาสเตอร์ E-mail : watthasai@gmail. com,songpak16@yahoo.com, fm107.25mhz@gmail.com จะขอบพระคุณเป็นอย่างสูงยิ่ง


    พระมหาบุญโฮม ปริปุณฺณสีโล (ไชยฤทธิ์)
    ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าไทร
    เลขานุการเจ้าคณะภาค ๑๖

    ความเบื้องต้น.-
    ท่านเจ้าคุณ พระกิตติมงคลพิพัฒน์ ท่านมีนามเดิมว่า จ้อย นามสกุล พันธุ์อุบล ต่อมาท่าน พระครูวอน (ไม่ทราบฉายา) ผู้เป็นอา ได้เปลี่ยนนามสกุลใหม่เป็น ไกรวงศ์ ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๔๘ ตรงกับวันพุธ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะเส็ง ณ บ้านหัวรอ ตำบลม่วงงาม อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เป็นบุตร นายนวล - นางห้อง พันธุ์อุดม มีอาชีพกสิกรรม ท่านเป็นบุตรคนเดียวของพ่อแม่

    ท่านได้รับการศึกษา
    ที่ วัดมะขามคลาน ตำบลม่วงงาม อำเภอเมืองสงขลา มีท่านพระครูวอน พุทธสโร เป็นผู้สอน ท่านมีความสนใจใฝ่รู้เป็นอย่างมาก และท่านได้ศึกษาวิชาความรู้ต่าง ๆ เช่น วิชาภาษาไทย ภาษาบาลี อักษรขอม เวทมนตร์ คาถาอาคม โหราศาสตร์ และแพทย์แผนโบราณ

    ชีวิตในวัยหนุ่มของท่าน

    ท่านตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี เนื่องจากพ่อไปมีภรรยาใหม่ และท่านได้หลงผิดไประยะหนึ่ง จนถึงกับได้กระทำกรรมที่ไม่ดี จนถึงกับทำให้พ่อแม่ญาติมิตรเดือดร้อนไปด้วย บิดาจึงส่งให้ไปอาศัยกับน้าสาวที่อำเภอดอนสัก ด้วยอำนาจบุญกุสลบารมีที่ท่านเคยสั่งสมไว้จึงทำให้ท่านได้พบกัลยาณมิตรแนะนำ จนกระทั่งเมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ท่านจึงได้กลับไปอุปสมบทที่จังหวัดสงขลา จนกระทั่งครบ ๑ พรรษา ท่านจึงลาสิกขากลับมาอยู่ที่ดอนสักตามเดิม และต่อมาท่านได้แต่งงานกับ นางสาวพัว อยู่ครองชีวิตสร้างฐานะครอบครัวจนกระทั่งมีบุตรธิดาด้วยกัน ๙ คน ท่านประกอบอาชีพทำนา ทำสวน และเผาถ่าน ต่อมาได้เป็นแพทย์ประจำตำบลดอนสัก

    ต่อมาได้รับการอุปสมบทเป็นครั้งที่ ๒ ซึ่งเป็นการบวชแก้บน ที่วัดดอนยาง หมู่ที่ ๗ ตำบลท่าทอง อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีพระอธิการเริ่ม ฐานิโย เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูประจักษ์วรคุณ เจ้าอาวาสวัดประสพ ตำบลท่าทอง อำเภอกาญจนดิษฐ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์, พระอธิการวัด วัดนทีวัฒนาราม ตำบลชลคราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า จิตปุญฺโญ

    ท่านบวชเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๐ โดยท่านเล่าให้ศิษยานุศิษย์ฟังว่า ในระหว่างที่บวชอยู่นั้น ท่านคิดจะลาสิกขาถึง ๒ ครั้ง แต่ในที่สุดท่านได้พิจารณาเห็นว่าเมื่อได้หลีกออกจากเครื่องพันธนาการในเพศคฤหัสถ์แล้ว ไม่สมควรที่จะวิ่งกลับเข้าไปหาเครื่องพันธนาการคือกิเลสตัณหาอีก จึงได้ตัดสินใจอยู่ครองสมณเพศ บำเพ็ญประโยชน์ทั้งส่วนตน ส่วนพระพุทธศาสนา ส่วนสังคมและท้องถิ่นอย่างสมบูรณ์ตลอด มานับว่าเป็นการเจริญตามรอยบาทพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าในฐานะที่ท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ในบวรพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
    พระเจดีย์วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ สูงสง่างดงาม
    ตั้งอยู่บนยอดเขา บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งได้มาจากวัดพระเกียรติ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่
    หลวงพ่อจ้อย เกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งภาคใต ้เป็นผู้บุกเบิกสร้างขึ้นตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๒๕
    (ข้อมูลเกี่ยวกับภาพได้จาก ..http://krabentongnam2511.wordpress.com ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้)



    การได้รับเลื่อนสมณศักดิ์
    หลวงพ่อจ้อย ท่านได้สร้างคุณูปการทั้งแก่พระพุทธศาสนา ประเทศชาติ สังคม และประชาชนมากมาย จนชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านได้รับการเลื่องลือกล่าวสรรเสริญไปทั่วทุกสารทิศ จนถึงกับได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เพื่อเป็นเกียรติ บูชาคุณงามความดีของท่านตามลำดับ ดังนี้
    ๒๘ มีนาคม ๒๕๐๐ เป็นพระใบฎีกาจ้อย
    ๑ มกราคม ๒๕๐๔ เป็นพระครูใบฎีกาจ้อย
    ๕ ธันวาคม ๒๕๑๔ เป็นพระครูสุวรรณประดิษฐการ เจ้าคณะตำบลชั้นตรี ฝ่ายวิปัสสนาธุระ
    ๕ ธันวาคม ๒๕๒๗ เป็นพระครูสุวรรณประดิษฐการ เจ้าคณะตำบลเอก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ
    ๕ ธันวาคม ๒๕๓๐ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ "พระกิตติมงคลพิพัฒน์" พระเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งตามที่ปรากฏและท่านเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปขณะนั้นว่า ท่านเป็นพระเถระ ระดับเจ้าคณะอำเภอ เพียงรูปเดียวเท่านั้น ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นถึงชั้นพระราชาคณะ

    ได้เป็นกรรมวาจาจารย์ให้แก่เจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี รูปปัจจุบัน.-

    หลวงพ่อจ้อย ท่านเป็นพระมหาเถระที่มีบุญบารมียิ่งใหญ่ มีศิษยานุศิษย์มากมายจนสุดที่จะคณานับได้หมด เป็นทั้งอุปัชฌาย์ ให้การบรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรมากมาย และที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ ในวันที่ ๑๑ เดือน กรกฏาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ เวลา ๑๕.๓๕ น. ณ วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี พระกิตติมงคลพิพัฒน์ (จ้อย ฐิตปุญโญ) ได้เป็นพระอนุสาวนาจารย์ในการประกอบพิธีให้บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรชื่อ ชูชาติ พัฒนเจริญ อายุ ๒๒ ปี ซึ่งเมื่อบวชแล้ว ได้รับฉายาว่า กนฺตวณฺโณ (สมณศักดิ์ปัจจุบันคือ พระเทพพิพัฒนากรณ์ เจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเจ้าอาวาสวัดท่าไทร) โดยมีพระอุปัชฌาย์ชื่อ พระครูดิตถารามคณาศัย (ชม คุณาราโม) วัดท่าไทร ตำบลท่าทองใหม่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี, และมีพระกรรมวาจาจารย์ชื่อ พระครูประจักษ์วรคุณ วัดประสพ ตำบลท่าทอง อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี


    พ่อหลวงจ้อยกับราชวงศ์
    ในช่วงระยะเวลา ๔๖ ปีที่พระกิตติมงคลพิพัฒน์จำพรรษาอยู่ ณ วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ บารมีของท่านเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ได้เสด็จมาประกอบพิธีต่าง ๆ ดังนี้
    ๑. วันที่ ๒๑ - ๒๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๓ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต เสด็จมาเยี่ยมราษฎร ณ วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ เป็นครั้งแรก
    ๒. วันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงยกช่อฟ้าพระอุโบสถ
    ๓. วันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้ง ๒ พระองค์ เสด็จมาทรงเปิดประปา และทรงพระราชทานธงลูกเสือชาวบ้าน
    ๔. วันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๖ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จมาทรงวางศิลาฤกษ์ และยกฉัตรทองคำพระเจดีย์จตุรมุขบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
    ๕. วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๘ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ มาประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและยกช่อฟ้า นอกจากนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ มาทรงเยี่ยมพระกิตติมงคลพิพัฒน์
    ๖. วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๐ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนิน อย่างเป็นทางการมาเป็นองค์ประธานในการบรรจุศพและเททองหล่อรูปเหมือนพระกิตติมงคลพิพัฒน์ (พ่อหลวงจ้อย)

    ท่านเจ้าคุณ " พระกิตติมงคลพิพัฒน์" ได้มรณภาพลงด้วยอาการอันสงบ ซึ่งเป็นธรรมชาติของสังขาร เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๖ อายุ ๘๙ ปี พรรษา ๔๖ ซึ่งคณะศิษยานุศิษย์ทุกระดับชั้น ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ได้จัดบำพ็ญบุญกุศลถวายท่านอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความกตัญูกตเวที ความสำนึกมั่นในอุปการคุณและคุณูปการที่ท่านมอบไว้ให้เป็นมรดกแก่อนุชนรุ่นหลังอย่างมากมายเหลือที่จะพรรณนาให้หมดได้

    ต่อมา คณะศิษยานุศิษย์ทั่วทุกสาระทิศ ได้ร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ร่วมทุนกันจัดสร้าง "มณฑปหลวงพ่อจ้อย" ไว้เป็นอนุสรณ์สถาน เพื่อให้ทุกท่านได้สักการะบูชาที่ "วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์" ต.ดอนสัก อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในอันที่จะสรรค์สร้างคุณงามความดี เจริญรอยตามจริยาอันดีงามของท่าน ซึ่งปัจจุบันมีศิษญานุศิษย์ ข้าราชการ พ่อค้า และประชนหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสาระทิศมาสักการะบูชาอยู่ทุกวัน จนแทบจะกล่าวได้ว่า "กลิ่นธูป แสงเทียน ไม่เคยขาดหายไปจากมณฑปหลวงพ่อจ้อย" อย่างแท้จริง

    ปัจจุบันนี้ ถึงแม้ว่าร่างกายของท่านเจ้าคุณพระกิตติมงคลพิพัฒน์ (จ้อย ฐิตปุญฺญ มหาเภระ) จะได้มรณภาพไปแล้วตามธรรมชาติของสังขาร แต่คุณงามความดี บารมีธรรม ผลงานที่ท่านได้สร้างไว้ให้เป็นมรดกของชาวดอนสัก ชาวสุราษฎร์ธานี ของชาวพุทธทั่วทั้งโลกทั้งหมดนั้น ล้วนแล้วแต่ยังคงจารึกมั่นอยู่ในความทรงจำ ในจิตใจ ของประชาชนชาวสุราษฎร์ธานี และของชาวพุทธทั้งโลกอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย
    http://www.watthasai.net/pv_joi.html

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญหลวงพ่อจ้อยวัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ให้บูชา100 บาทครับค่าจัดส่งEMS50 บาทครับ

    ลพ.จ้อย.JPG ลพ.จ้อยหลัง.JPG
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • lp_joi_3.png
      lp_joi_3.png
      ขนาดไฟล์:
      212.1 KB
      เปิดดู:
      2
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    เหรียญอาจารย์มั่นออกวัดบ้านดงคำโพธิ์ 2530
    ให้บูชา100 บาทครับค่าจัดส่งEMS50 บาทครับ

    %E0%B8%A5%E0%B8%9B-%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99-jpg.jpg
    %E0%B8%A5%E0%B8%9B-%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87-jpg.jpg
     
  20. ลืมจัง

    ลืมจัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2012
    โพสต์:
    287
    ค่าพลัง:
    +731
    จองเหรียญ หลวงปู่สมบุญวัดลำพันบองครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...