เหรียญ ลพ.แสวง วัดหนองอีดุก สรรคบุรี ชัยนาท ศิษย์สายหลวงพ่อกวย

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 8 พฤษภาคม 2019.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    upload_2019-5-20_19-52-38-jpeg-jpg.jpg
    หลวงปู่ท่านเป็นพระที่พูดน้อยแบบว่าถามคำตอบคำ ถ้าไม่ถามอะไรท่านก็จะไม่พูด นี่คือหลวงปู่บุญศรี ถ้าพูดถึงวาจาสิทธิ์ หลวงปู่บุญศรีท่านไม่เป็นที่สองรองใคร เรื่องใครเป็นอาจารย์หลวงปู่ก็ไม่มีใครรู้จริง ศิษย์บางสายก็บอกว่าหลวงปู่เป็นศิษย์ “หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก” นี่ก็เป็นเพียงแค่คำกล่าวอ้าง จะจริงหรือไม่จริงก็ไม่มีใครรู้ แต่เท่าที่ผมได้สอบถามศิษย์ใกล้ชิดของหลวงปู่ ศิษย์ใกล้ชิดคนนี้เขาเห็น “รูปหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค” อยู่ที่กุฏิของหลวงปู่ ก็แสดงว่าหลวงปู่บุญศรีต้องมีความเกี่ยวเนื่องกับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อย่างแน่นอน ศิษย์ใกล้ชิดคนนี้บอกว่าเท่าที่ดูก็ไม่เห็นมีรูปพระองค์อื่นเลย ผมคิดว่าถ้า หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค เป็นอาจารย์ของหลวงปู่บุญศรี (หลวงปู่ฤาษีลิงเล็ก) ก็คงจะพอมีมูล อืม...สรุป หลวงปู่ท่านจะเป็นศิษย์ของใครนั้นไม่สำคัญ แต่สำคัญที่หลวงปู่ไม่ใช่พระธรรมดา เป็นพระที่มีแต่ให้กับลูกศิษย์ลูกหา อยากให้หลวงปู่ช่วยเหลืออะไร “ให้นึกถึงท่าน” แค่นี้พอ......(หลวงปู่ท่านได้พูดไว้).....ให้นึกถึงท่าน ท่านจะคอยช่วยเหลือลูกศิษย์....

    หลวงปู่บุญศรี อินทวัณโณ ท่านไม่เคยพูดว่าท่านเป็นหลวงพ่อฤาษี ลิงเล็ก ท่านอยู่ที่วัดใหม่ศรีสุทธาวาส มานานประมาณ ๔๐ ปี เป็นป่า เป็นวัดร้าง ไม่มีผู้คน แต่เต็มไปด้วยสัตว์นานาชนิด มากที่สุดคือ งู ท่านสำเร็จอภิญญา ๖ หรือ ฉฬภิญโญ ปี ๒๕๓๕ หลวงพ่อฤาษีลิงดำมรณะภาพท่านก็ไปที่งาน ที่วัดท่าซุง คนตาบอดมองไม่เห็น ท่านมีความชำนาญด้วยอภิญญา แต่คนจิตใจต่ำทราม ไม่มีวาสนาได้พบ ได้เห็น สำหรับข้าพเจ้าแล้ว หลวงพ่้อฤาษีลิงขาว หลวงพ่อฤาษีลิงเล็ก หลวงปู่บุญศรี อินทวัณโณ จะเป็นใครไม่สำคัญ ที่สำคัญ ท่านเป็นพระที่ข้าพเจ้าเคารพบูชา ไม่น้อยไปกว่าหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    หลังจากฉลองพระมหาเจดีย์ทรงดอกพุดตาลของสมเด็จพระพุทธเจ้าองค์ปฐมที่วัดท่าซุง ฉันกับคณะได้ไปพบท่านแม่ชี ประทุม โชติอนันต์ ที่สำนักส่งเสริมปฏิบัติธรรม อ.ปากช่อง ต้นปี2535 ประมาณปลายเดือน มีนาคม ขณะที่ท่านแม่ได้สนทนากับคณะของฉัน มีพี่สาวท่านหนึ่ง ได้พูดคุยเกี่ยวกับพระรูปหนึ่ง ที่จ.จันทบุรี สงเคาระห์ท่านเกี่ยวกับการรักษาโรค แต่ฉันจะไม่อธิบายเกรงจะยาวไป ท่านแม่ถามว่า เธอรู้ไหมว่าพระรูปนั้นเป็นใคร แล้วท่านก็บอกว่านั่นแหละหลวงพ่อฤๅษีลิงขาวนะ จะเล่าตัดตอนเลยก็แล้วกัน ท่านแม่เล่าต่อว่า ครั้งหนึ่งท่านได้ไปกราบพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานของพวกเรา ท่านกล่าวกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อว่า.....หลวงพ่อเจ้าค่ะ หลวงพ่อโยมก็กราบแล้ว หลวงพ่อฤๅษีลิงขาวโยมก็กราบแล้ว เหลืออีกองค์หนึ่ง โยมยังไม่ได้กราบ โยมขอไปกราบเจ้าค่ะ โยมจะไม่รบกวนอะไรเจ้าค่ะ พระเดชพระคุณหลวงนิ่งไปหน่อยหนึ่ง แล้วท่านก็ตอบกับท่านแม่มาว่า ที่พยุหะคีรี ฝั่งโกรกพระ จะมีวัดอยู่สามวัด จะมีอยู่วัดหนึ่งมีพระแก่อยู่องค์เดียว ให้ไปหา ให้เรียกว่า " หลวงตาเล็ก " อย่าไปถามอะไรเกี่ยวกับหลวงพ่อปานทั้งหมด เค้าจะไม่ตอบ แล้วอย่าไปรบกวนอะไรเค้าๆจะหนีเสีย นี่คือคำกล่าวของท่านแม่ชีประทุม โชติอนันต์ผู้บริสุทธิ์ของฉัน และพวกเราลูกหลานก็ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ที่ได้สั่งท่านแม่มาอย่างเคร่งครัด หวังใจเหลือเกินว่า ข้อความนี้จะยังความกระจ่างแจ้งในกมลของท่าน ขอโมทนาบุญกับท่านด้วย ที่ท่านเคารพหลวงตาเล็ก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงปู่บุญศรี ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งEMS50บาทครับ

    %E0%B8%A5%E0%B8%9B-%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5-jpg.jpg B-%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87-jpg.jpg

    รูปหล่อหลวงปู่บุญศรี ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งEMS50บาทครับ

    %E0%B8%A5%E0%B8%9B-%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B51-jpg.jpg -%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B51%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87-jpg.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    _13_177.jpg

    ประวัติและปฏิปทา
    หลวงพ่อทรง ฉันทโสภี

    วัดศาลาดิน (วัดมอญ)
    ต.ม่วงเตี้ย อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง


    ๏ ชาติภูมิ

    “พระครูสุภัทรธรรมโสภณ” หรือ “หลวงพ่อทรง ฉันทโสภี” มีนามเดิมว่า ทรง วารีรักษ์ เกิดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2466 ตรงกับวันอังคาร แรม 14 ค่ำ เดือน 8 ปีกุน ณ บ้านม่วงเตี้ย ต.ม่วงเตี้ย อ.วิเศษชัยชาญ (ในสมัยนั้นเรียกว่า แขวงเมืองวิเศษชัยชาญ) จ.อ่างทอง โยมบิดาชื่อ นายจั่น วารีรักษ์ โยมมารดาชื่อ นางกอง วารีรักษ์ ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย


    ๏ การศึกษาเบื้องต้นและการอุปสมบท

    ในวัยเยาว์ ท่านมีลักษณะขาวสูง หูยาว พูดจาไพเราะ มีแววตาแห่งความเมตาสูงอยู่เสมอ แม้ว่าท่านจะเป็นคนแข็งแรงแต่ไม่เคยทำร้ายรังแกเพื่อนคนใด แม้สัตว์เป็นก็ไม่ฆ่าแกงเป็นอาหาร ท่านเป็นเด็กฉลาดใฝ่รู้ เล่าเรียนสิ่งใดแล้วมีความสามารถมากกว่าเด็กโดยทั่วไป อีกทั้งช่วยเหลือครอบครัวทำมาหากินมาตลอด และมีจิตใจฝักใฝ่ในทางศาสนา จึงเป็นที่รักโปรดปรานของโยมบิดา-โยมมารดา และญาติพี่น้องเป็นอย่างมาก

    ท่านได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนวัดยางมณี (ชวนประชาสรรค์) ต.ม่วงเตี้ย อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง จนจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (ป.6) ซึ่งในสมัยนั้นคนส่วนใหญ่จะจบแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (ป.4) จึงเป็นการเรียนจบที่สูงสามารถเป็นครูสอนตามโรงเรียนได้ ต่อมาท่านได้เข้ารับราชการเพียงระยะเวลาสั้นๆ โดยยังคงช่วยเหลือครอบครัวหาเลี้ยงชีพประกอบกิจการค้าขาย

    เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุในทางพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2486 ณ พัทธสีมาวัดยางมณี ต.ม่วงเตี้ย อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง โดยมี พระครูสุกิจวิชาญ (หลวงพ่อชวน พฺรหฺมโชโต) วัดยางมณี เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการสุวรรณ วัดไร่ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอธิการชั้ว วัดตูม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “ฉันทโสภี”

    ๏ การศึกษาพระปริยัติธรรมและสรรพวิชาอาคม

    หลังอุปสมบท ท่านได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อชวนระยะหนึ่ง จากนั้นได้ย้ายไปอยู่จำพรรษาที่วัดไร่ และวัดศาลาดิน เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมและพระธรรมวินัย สามารถสวดพระปาติโมกข์ได้อย่างคล่องแคล่ว

    ขณะเดียวกัน ท่านได้ศึกษาสรรพวิชาอาคมจาก หลวงพ่อชวน พฺรหฺมโชโต วัดยางมณี, หลวงพ่อมุ่ย พุทธรักขิโต วัดดอนไร่, หลวงพ่อพักตร์ จันทสุวัณโณ วัดโบสถ์, หลวงพ่อคำ ปัญญาสาโร วัดโพธิ์ปล้ำ และศึกษาโหราศาสตร์กับ หลวงพ่อเข็ม วัดข่อย พระเถราจารย์ชื่อดังแห่งยุค ซึ่งได้เมตตาถ่ายทอดสรรพวิชาให้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้แล้วท่านได้เรียนวิทยาคมจากตำราโบราณที่รับสืบทอดจากบรรพบุรุษ จนเชี่ยวชาญสามารถเขียนอ่านอักษรขอมได้

    หลวงพ่อทรง เคร่งครัดปฏิบัติและชอบการปลีกวิเวก หมั่นฝึกฝนปฏิบัติวิชาอาคมต่างๆ ตามที่ได้ร่ำเรียนและได้รับการถ่ายทอดมา จนมีความชำนาญในวิปัสสนากัมมัฏฐาน มีพลังสมาธิญาณอย่างน่าอัศจรรย์

    มีเรื่องเล่าขานกันว่า เมื่อปี พ.ศ.2513 หลวงพ่อทรงท่านได้จัดงานผูกพัทธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิตพระอุโบสถ แล้วจัดสร้างเหรียญเสมาเป็นรูปท่านครึ่งองค์ เพื่อมอบให้สาธุชนเป็นที่ระลึก โดยนิมนต์ พระธรรมมุนี (หลวงพ่อแพ เขมังกโร) วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี, หลวงพ่อมุ่ย พุทธรักขิโต วัดดอนไร่ จ.สุพรรณบุรี และพระเถราจารย์ผู้ทรงวิทยาคมรูปอื่นๆ มาร่วมนั่งปลุกเสก

    หลังจากพระเกจิผู้ทรงวิทยาคมคลายพลังสมาธิญาณ และผ่อนคลายอิริยาบถ หลวงพ่อทรงยังคงนั่งนิ่งส่งพลังสมาธิญาณ กระทั่งเหรียญเสมาที่อยู่ในบาตรบินลอยวนไปมา ส่งเสียงกระทบฝาบาตรอย่างน่าอัศจรรย์

    จนหลวงพ่อมุ่ย พุทธรักขิโต วัดดอนไร่ เปรยว่า “พอแล้วท่านทรง จะปลุกเสกไปถึงไหน เดี๋ยวเหรียญก็ได้แตกป่นกันหมดพอดี” หลวงพ่อทรงจึงผ่อนคลายพลังสมาธิญาณ ต่อมาคณะศิษยานุศิษย์ได้ตั้งสมญานามเหรียญเสมารุ่นนี้ว่า “รุ่นเหรียญบิน” ตราบจนปัจจุบัน

    หลวงพ่อทรง ได้รับการยอมรับและศรัทธาของศิษย์ทุกระดับชั้น เชื่อถือกันว่าท่านมีคาถาอาคมทรงพุทธคุณครอบจักรวาล โดยเฉพาะด้านเมตตามหานิยม ความเจริญรุ่งเรือง และด้านมหาอำนาจปกป้องผองภัยสารพัด สิ่งมหัศจรรย์ที่บังเกิดทั้งปวง ศิษยานุศิษย์ต่างประจักษ์ สามารถให้คำตอบได้เป็นอย่างดี
    http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=11956

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนหลวงพ่อทรง ให้บูชา 100 บาทค่าจัดส่งEMS50บาทครับ
    ลพ.ทรง.jpg ลพ.ทรงหลัง.jpg
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    87694414994782_view_resizing_images_4_320x200.jpg
    ประวัติ หลวงปู่มี กันตสีโล วัดป่าสันติธรรม

    หลวงปู่มี กันตสีโล เดินท่านชื่อ มี ลุนศิลา เกิดที่บ้านปอพาน ต.ดงบัง
    อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม เมื่อปี พ.ศ.2452 ปีจอ เป็นบุตรของ พ่อทรี แม่สา ลุนศิลา มีพี่น้องร่วมมารดาบิดา 5 คน คือ
    1.หลวงปู่มี กันตสีโล (นายมี ลุนศิลา)
    2.นายบุตรดี ลุนศิลา (ออกบวชธุดงค์)
    3.นางทุม ลุนศิลา (ยังมีชีวิตอยู่ )
    4.นายสวน ลุนศิลา (เสียชีวิตแล้ว)
    5.นายสี ลุนศิลา (ออกบสชเดินธุดงค์)
    เมื่อหลวงปู่มีอายุครบ 12 ได้บวชเป็นสามเณร อยู่กับอาจารย์คือพระครูจันดี ที่วัดโพธิ์ธาราม บ.ดงบัง ต.ดงบัง อ.พยัคฆภูมิพิสัย (ปัจจุบันขึ้นกับ อ.นาดูน) ในช่วงนี้หลวงปู่มีได้ึศึกษาคัมภีร์มูลกัจจายนะจากพระครูจันดี จนสำเร็จด้วยความยากลำบาก แต่ด้วยความที่หลวงปู่มี เป็นผู้ที่มีความพยายามและมีจิตใจตั้งมั่น จึงประสบผลสำเร็จตั้งแต่ยังเป็นสามเณร พอบรรพชาเป็นสามเณรได้ 8 ปี ก็เข้ารับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีพระครูจันดี สีตลคุณ เจ้าคณะอำเภอพยัคฆภูมิพิสัยในขณะนั้น เป็นพระอุปัชฌาย์ ในขณะที่ดำรงเพศของสมณะอยู่นั้นหลวงปู่ยังได้ศึกษาพระธรรมวินัย จนสอบไล่ได้ นักธรรมชั้นตรี หลังจากนั้นหลวงปู่ก็ได้ออกธุดงค์เรียนวิปัสสนากรรมฐานอีก 2 ปี กับเจ้าคุณมหานา แล้วจึงได้เดินทางกลับมายังบ้านเกิด เพื่อเจริญวิปัสสนากรรมฐานอีก ที่ป่าช้าบ้านดงบัง ร่วมกับพระอาจารย์ปิ (ปัจจุบันลาสิกแล้ว) ต่อมาได้ฝากตัวเป็นศิษย์กับพระอาจารย์ดำ วัดสระศิลา บ้านหนองหิน อ.พยัคฆภูมิพิสัย ซึ่งพระอาจารย์ดำผู้นี้ก็เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านและมีชื่อเสียงอย่าางกว้างขวาง อีกรูปหนึ่งของ อ.พยัคฯ ในขณะนั้น และต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2495 หลวงปู่มี ได้มีโอกาสเดินทางมาพบปะญาติโยมที่บ้านแวงดง อ.พยัคฯ และได้พบสถานที่ใกล้บ้านอวงดง ซึ่งเป็นสถานที่ร่มรื่นและสงบเงียบเหมาะแก่การเจริญภาวนาวิปัสสนากรรมฐาน จึงได้ตัดสินใจมาถือศีลเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ที่ป่าดงส้มป่อยซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้านแวงดง ระยะทาง 1.5 กม.ชาวบ้านในละแวกนั้นได้เกิดมีความเลื่อมใสศรัทธาในบารมีขององค์หลวงปู่มี จึงได้ช่วยกันสร้างที่พักถวายแก่หลวงปู่มี พอเป็นที่จำวัดและเจริญภาวนากรรมฐานต่อไป ซึ่งในระหว่างช่วงนั้น หลวงพ่อคูณ ปริสูทโธ แห่งวัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ได้เดินทางมาขอฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาหลักธรรม และฝึกจิตเจริญวิปัสสนาพระกรรมฐาน กบหลวงปู่มี กันตสีโล เป็นเวลา ๑ ปี ๖ เดือน จนสำเร็จตามความพอใจแล้วจึงลากลับสู่วัดบ้านไร่ จากนั้นชื่อเสียงขององค์หลวงปู่มี กันตสีโล เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง จึงมีญาติโยมผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาในองค์หลวงปู่มี ได้เดินทางมา เพื่อขอพึงบุญบารมีขององคืหลวงปู่มี ทั้งในจังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดใกล้เคียง ไดยไม่ขาดสาย ปัจจุบัน หลวงปู่มีอายุ ๘๖ ปี จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านแวงดง (วัดป่าสันติธรรม) ต.แวงดง อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม
    คุณลักษณะพิเศษขององค์ หลวงปู่มี กันตสีโล ที่แตกต่างจากพระภิกษุทั่วไป คือ
    ๑.ไม่ชอบสวมรองเท้า
    ๒.ไม่กางร่มแม้ฝนจะตกหนักหรือแดดแรงขนาดไหน
    ๓.มีปาฏิหาริส์ล่องหนหายตัวได้ เมื่อมีเหตุขับขัน
    ๔.สามารถรักษาคนป่วยที่มีจิตประสาทฟั่นเฟือนให้หายได้
    ๕.ครองสมณเพศโดยสันโดด

    อภินิหาริย์ วัตถุมงคลของ หลวงปู่มี กันตสีโล
    .ครั้งแรก พ.อ.อ.กิตติ แพทย์เพียร พอ.คนึง นวลไทย เอาเหรียยหลวงปู่มี รุ่น ๒ หรือที่รู้จักกันในชื่อ เหรียญขามเรี่ยนเล็ก ทดลองยิ่งด้วยปืน .๓๕๗ ปรากฏว่า ปืนแตกที่ปากลำกล้อง
    อีกครั้ง เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๘ ร.ท.ปกครอง แก้วทะเล ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มี ไปฝังตะกรุดที่ วัดหลวงพ่อคูณ ตอกถึง ๓ ครั้ง ก็ไม่เข้า จนต้องขออนุญาต จึงเข้า
    การปฏิบัติของหลวงปู่มี เป็นการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ อาศัยความเพียรพยายามเป็นที่ตั้ง จึงได้มีประชาชนหลั่งไหล ไปที่วัดไม่ขาดสาย เพื่อไปพึงบารมีขององคืหลวงปุ่มี และเพื่อไปปฏิบัติเจริญวิปัสสนากรรมฐาน อานิสงส์จึงได้เกิดมีแก่ผู้ปฏิบัติเอง
    ปัจจุบัน วัดป่าสันติธรรม มีหลวงปู่รวย เป็นเจ้าอาวาสคอยดูแลปกครองอยู่ ซึ่งองค์หลวงปู่รวยก็เป็นศิษย์ผู้หนึ่งที่เคยรับใช้ใกล้ชิดองค์หลวงปู่มี กันตสีโล เหมือนจึงได้รับการประสิทธิ์ประสาทวิชาจากหลวงปู่มี มาไม่น้อยเช่นกัน
    และปัจจุบันสังขารหลวงปู่มีไม่เน่าไม่เปื่อย ถูกเก็บรักษาไว้ที่โลงแก้ว ที่วัดป่านสันติธรรม เพื่อเป็นที่สักการบูชาของสาธุชนอีกยาวนาน ทางคณะศิษย์จึงได้จัดงานให้มีการเปลี่ยนผ้าจีวร ขององค์หลวงปู่มีทุกๆปี ซึ่งถือเป็นงานประจำปีของวัดป่าสันติธรรม จัดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม ของทุกปี มีประชาชนที่เลื่อมใสศรัทธาไปรวมงานเป็นอันมากในทุกๆปี
    ขออานิสงส์จงบังเกิดมีแก่ท่านผู้ที่มีความศรัทธาใฝ่ในธรรม และมีความร่มเย็นทุกท่าน เป็นสุขทุกประการ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    รูปหล่อเหมือนหลวงปู่มี ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งEMS50บาทครับ

    ลป.มีกล่อง.jpg ลป.มี.jpg ลป.มีหลัง.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    หลวงปู่ฤทธิ์ท่านเป็นพระเกจิดังเชื้อสายเขมรที่มีความเชี่ยวชาญด้านคาถาอาคมทั้งของไทย ลาว และเขมร อย่างหาผู้เทียบเคียงไม่ได้ ท่านเป็นพระที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาอย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหนฐานะ เป็นอย่างไร หลวงปู่ท่านจะให้การต้อนรับพูดคุยด้วยเป็นอย่างดี ไม่จำเป็นต้องนั่งรถยนต์ราคาแพงๆไปกราบ ท่านแล้วถึงจะได้พบหลวงปู่ นอกจากจะได้รับการต้อนรับขับสู้จากท่านอย่างไม่ถือเนื้อถือตัวแล้ว หลวงปู่ยังจะ ปลุกเสกวัตถุมงคลในมือของท่านอีกอย่างดีก่อนมอบให้ บางครั้งท่านก็จะจารเป็นยันต์ให้ บางครั้งท่านก็จะพรมน้ำมนต์ให้ วัตถุมงคลของท่านถือว่าเป็นสุดยอดไม่ว่าจะได้โดยตรงจากมือหรือที่ศูนย์พระเครื่องต่างๆก็ตาม ยังไม่พบว่าวัตถุมงคลของท่านมีของปลอมหรือเสริมโดยที่หลวงปู่ยังไม่ได้ปลุกเสก บรรดาผู้ที่บูชาวัตถุมงคลของท่าน ต่างก็พบกับอภินิหารแบบพลิกชะตาชีวิตให้อย่างทันตาเห็น ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน เมตตา มหานิยม โชคลาภ ค้าขาย เรียกเงินเรียกทอง เป็นต้น แม้ว่าทุกวันนี้จะเป็นยุค ไอเอ็มเอฟ ที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ทำมาหากินลำบากกันถ้วนหน้า แต่คนที่บูชาวัตถุมงคลหลวงปู่ฤทธิ์มักจะได้พบกับสิ่งแปลกประหลาด เช่น ค้าขายดีขึ้นอย่างผิดปกติ มีโชคได้ลาภ ลองปืนไม่ออก เป็นต้น
    หลวงปู่ฤทธิ์เกิดวันอาทิตย์ที่ 13 เดือน 6 (พฤษภาคม) แรม 8 ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ. 2460 ณ ตำบลทุ่งมน อำเภอประสาท จังหวัดสุรินทร์ ท่านบวชเณรเมื่อปี 2482 และบวชเป็นพระที่วัดเพชรบุรี ต.ทุ่งมน จ.สุรินทร์ เมื่อปี 2483 โดยมีหลวงพ่อแปะ วัดปราสาทธนาพร(บ้านพลวง) อำเภอประสาท เป็นพระอุปปัชฌาย์ หลังจากนั้นท่านมาจำพรรษาที่วัดปราสาทธนาพร เพื่อ ศึกษาพระธรรมกับหลวงพ่อแปะอยู่ 3 ปีจึงได้ย้ายไปจำวัดอยู่ที่วัดพลับ ตำบลทุ่งมน อีก 4 ปี หลวงปู่ฤทธิ์ย้ายไปอยู่ วัดบ้านกระนัง ตำบลปรือ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อปี 2490 ระหว่างที่อยู่วัดนี้ท่านได้ออกธุดงค์ไปเสาะแสวงหา ความรู้ทั้งทางธรรมและทางไสยศาสตร์ทั่วเขตอีสานจนตลอดเข้าไปในประเทศลาวและเขมร ท่านได้พัฒนาวัดบ้านกระนัง จนเจริญ มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย
    ในปี พ.ศ.2535 ท่านจึงได้ย้ายมาสร้างวัดชลประทานราชดำริ ที่บ้านกระทุ่ม ตำบลสูงเนิน อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ตามพระราชดำริและได้จำพรรษาอยู่ที่นี่มาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากวัดชลประธานราชดำริเพิ่งเริ่มก่อตั้งมาไม่นาน ยังขาดถาวรวัตถุในวัดอยู่เป็นอันมาก ซึ่งในขณะนี้หลวงปู่ได้กำลังก่อสร้างศาลาการเปรียญเพื่อใช้เป็นที่อบรมพระสงฆ์และสามเณร รวมทั้งกุฏิสงฆ์ 2 ชั้น ก็กำลังก่อสร้างอยู่เช่นกัน ซึ่งปัจจัยในการก่อสร้างนั้นได้จากการให้บูชาวัตถุมงคล รวมถึงการที่บรรดา ลูกศิษย์ร่วมทำบุญในการทอดกฐินและการทอดผ้าป่า สำหรับท่านผู้อ่านที่ต้องการทำบุญและรับวัตถุมงคลที่ช่วยเหลือ ท่านได้จริงๆ ในยุคไอเอ็มเอฟ โปรดอย่าลืมนึกถึง หลวงปู่ฤทธิ์ รตนโชโต พระเกจิชื่อดังชาวเขมรแห่งวัดชลประทานราชดำริ จังหวัดบุรีรัมย์

    ประสบการณ์ของวัตถุมงคล



    ประสบการณ์ของวัตถุมงคลรุ่นก่อนๆ ของหลวงปู่ฤทธื์ที่มีประสบการณ์เป็นที่กล่าวขานทั้งในหมู่ลูกศิษย์และบุคคลที่ได้ บูชาวัตถุมงคลของหลวงปู่ไปแล้ว
    ผ้ายันต์กิ่งแก้ว เป็นผ้ายันต์ที่มีผลในหลายๆด้าน ตามลักษณะการพับผ้ายันต์ ซึ่งรวมทั้ง เมตตา/มหานิยม คุ้มครองใน ด้านการเดินทาง โชคลาภ มหาอำนาจและอื่นๆอีกมากมาย จะเน้นมากทางด้านโชคลาภ และ เมตตา/มหานิยมคนที่ใช้แล้ว พบว่ามีคนมาติดพันมากมายเป็นต้น
    ผ้ายันต์ฉิมพะลี เป็นผ้ายันต์ที่เน้นทางด้านการค้าขายโดยเฉพาะ ซึ่งในผ้ายันต์รุ่นนี้ (โดยเฉพาะ) รุ่นพิมพ์เปื้อน (ใส่หมึกพิมพ์มากไปหน่อย -ผู้เขียน) มีรูปนางกวักและนางฟ้าซึ่งช่วยดลบันดาลให้ค้าขายดีขึ้น เช่น ร้านอาหารมีลูกค้า เพิ่มขึ้นมากผิดจากแต่ก่อนซึ่งไม่ค่อยจะมีลูกค้ามากนัก เมื่อค้าขายดีจึงช่วยปลดหนี้สินไปจนเกือบหมด , ร้านทำซอฟแวร์ ทางด้านคอมพิวเตอร์ พกผ้ายันต์ฉิมพะลีไปพบลูกค้า รายไหนรายนั้นไม่เคยพลาด ทำให้กิจการดีขึ้นโดยตลอด ทั้งๆที่ ยุคไอเอ็มเอฟซึ่งจะมีผลกระทบกับร้านเหล่านี้โดยตรง
    สำหรับวัตถุมงคลอื่นๆ เช่น เหรียญเสมา , ตะกรุด ที่ผู้บูชาติดตัวหรือติดรถ ต่างมีประสบการณ์แคล้วคลาดมาโดยตลอด
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    รูปหล่อหลวงปู่ฤทธิ์ รุ่น ๑ ให้บูชา 500 บาทค่าจัดส่งEMS50บาทครับ

    ลป.ฤทธิ์กล่อง.jpg ลป.ฤทธิ์.jpg ลป.ฤทธิ์หลัง.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    ประวัติ หลวงปู่ตี๋ (พระครูอุทัยธรรมกิจ) ญาณโสภโณ วัดหลวงราชาวาส

    budd638_1-jpg.jpg

    "พระครูอุทัยธรรมกิจ" หรือ "หลวงปู่ตี๋ ญาณโสภโณ" อดีตเจ้าอาวาสวัดหลวงราชาวาส ต.อุทัยใหม่ อ.เมือง จ.อุทัยธานี เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งเมืองอุทัยธานี ศิษย์สายธรรม หลวงพ่อพูน วัดหนองตางู และ หลวงพ่อพุฒ วัดทุ่งแก้ว

    วัตถุมงคลของหลวงปู่ตี๋ ที่สร้างขึ้นมาแต่ ละรุ่น มีความคิดโดดเด่นในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเมตตามหานิยม โชคลาภ และอยู่ยงคง กระพัน จึงเป็นที่นิยมเสาะหาของนักสะสมโดยทั่วไป

    ชาติภูมิ หลวงปู่ตี๋ เป็นชาวอุทัยธานีโดยกำเนิด เกิดที่ ต.อุทัยใหม่ อ.เมือง เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2455 ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 ปีชวด มีนามเดิมว่า ตี๋ แซ่ตั้ง เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวน 6 คน โยมบิดา-มารดา ชื่อนายก้าง และนางเหล็ง แซ่ตั้ง ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย

    ในช่วงวัยเยาว์ ด.ช.ตี๋ ได้เรียนหนังสือที่โรงเรียนอุทัยทวีเวทย์ จ.อุทัยธานี จนจบการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 3 หลังจากเข้ารับการตรวจเลือกรับราชการทหาร ปรากฏว่าไม่ถูกคัดเกณฑ์

    หลังจากนั้น ได้เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 16 กรกฎา คม 2476 ณ พัทธสีมาวัดธรรมโฆษก (โรงโค) โดยมีพระสุนทรมุณี (หลวงพ่อฮวด) วัดพิชัยปุรณาราม เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี เป็นพระอุปัชฌาย์, พระปลัดโชติ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระใบฎีกาทิม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ญาณโสภโณ มีความหมายว่า ผู้มีจิตอันงดงาม

    เมื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุ ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดธรรมโฆษก ต่อมาเมื่อเกิดไฟไหม้ตลาดอุทัยธานีครั้งใหญ่ ได้ไปอยู่กับหลวงพ่อพูนที่วัดหนองตางู เป็นเวลา 2 พรรษา ได้ศึกษาวิทยาคม จนกระทั่งหลวงพ่อพูน มรณภาพลงในปี พ.ศ.2480 จึงได้กลับมาอยู่ที่วัดธรรมโฆษกอีกครั้ง

    ในปี พ.ศ.2497 ท่านได้ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดหลวงราชาวาส พ.ศ.2501 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดหลวงราชาวาส และได้รับแต่งตั้งเป็นพระฐานานุกรมของพระราชอุทัยกวี (พุฒ) เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี เจ้าอาวาสวัดมณีสถิตกปิฏฐาราม (วัดทุ่งแก้ว) พระอารามหลวง

    พ.ศ.2517 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตร ที่ พระครูอุทัยธรรมกิจ

    นอกจากได้รับการถ่ายทอดการฝึกจิตวิชาแพทย์แผนโบราณ รวมทั้งวิทยาคมด้านอื่น จากหลวงพ่อพูน วัดหนองตางู จ.อุทัยธานี หลวงปู่ตี๋ยังได้ศึกษาจากตำราสมุดข่อยโบราณของหลวงพ่อแป้น อดีตเจ้าอาวาสวัดหลวงราชาวาส เกี่ยวกับยันต์เทพรัญจวน เป็นยันต์เดียวกับที่จารลงในตะกรุดโทน ซึ่งหลวงพ่อป๊อก อดีตเจ้าอาวาสวัดอุโป สถารามใช้อยู่เป็นประจำ

    ท่านจึงได้ให้ช่างหลี เป็นช่างตัดผมในตลาดอุทัยธานี สักยันต์เทพรัญจวนที่ตัวของท่านที่อกและหลังเป็นที่ระลึกกับหลวงพ่อแป้น และเห็นว่าเป็นยันต์โบราณที่ใช้สืบทอดกันมา ท่านยังได้รับการถ่ายทอดต่อจากพระราชอุทัยกวี หรือท่านเจ้าคุณพุฒ วัดทุ่งแก้ว

    ด้วยความสมถะและถือสันโดษมาตลอดระยะเวลาในชีวิตสมณเพศของหลวงปู่ตี๋ ญาณโสภโณ หรือพระครูอุทัยธรรมกิจ ท่านชอบศึกษาหาความรู้และอยู่อย่างเงียบๆ มีวัตถุปฏิบัติที่เรียบง่าย ยึดมั่นในศีลาจารวัตร เคร่งครัดในพระธรรมวินัย

    แม้ท่านจะมีชื่อเสียงในเรื่องของการสร้างวัตถุมงคลที่เป็นที่นิยมสะสมกันในวงการพระเครื่อง แต่ท่านก็ยึดคำโบราณที่ว่า "ฆ้องดังเองไม่มีคนตี เรียกว่า ฆ้องอัปรีย์ ฆ้องที่ดีต้องมีคนตีถึงจะดัง"

    วัตถุมงคลของท่านไม่ว่าจะเป็นเสือพุทธาคม ตะกรุดเทพรัญจวน เหรียญและรูปหล่อ สร้างขึ้นมาด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ประกอบการปลุกเสกเดี่ยวและใช้เวลายาวนานตลอดไตรมาส หรือ 3 เดือนเป็นส่วนใหญ่ จึงบังเกิดความ เข้มขลังในพุทธคุณ จนเป็นที่เล่าลือโจษขานกันมากมาย

    วันที่ 1 มีนาคม 2546 เวลา 11.57 น. หลวงปู่ตี๋ ญาณโสภโณ ได้ละสังขารลงด้วยอาการสงบ สิริอายุ 91 ปี พรรษา 71 ถือเป็นความสูญเสียของวงการสงฆ์เมืองอุทัยธานีอย่างแท้จริง ด้วยหลวงปู่ตี๋เป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

    ปัจจุบัน สังขารอันบริสุทธิ์ของท่านยังคงนอนสงบนิ่งภายในโลงแก้วอันโปร่งใส ณ วัดหลวงราชาวาส ต.อุทัยใหม่ อ.เมือง จ.อุทัยธานี เพื่อให้พุทธศาสนิกชนที่ศรัทธา ตลอดจนบรรดาศิษยานุศิษย์ได้กราบไหว้สักการะ
    เหลือปรากฏไว้แต่เพียงคุณงามความดีเพียงเท่านั้น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญรุ่น๔หลวงพ่อตี๋ วัดหลวงราชาวาส อุทัยธานี ปี ๒๕๓๕ ที่ระลึกในงานทอดกฐิน กรมการรักษาดินแดน สร้าง 2000 เหรียญครับ มี4เหรียญ สวยเดิมๆเก่าเก็บทุกเหรียญครับ
    ให้บุชาเหรียญละ 200 บาทค่าจัดส่งEMS50 บาทครับ

    %E0%B8%A5%E0%B8%9B-%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%8B-jpg.jpg %E0%B8%A5%E0%B8%9B-%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%8B%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87-jpg.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    get_auc3_img-jpg.jpg
    upload_2019-7-23_14-22-54-jpeg.jpg
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อฤาษีสมชาย วัดโหง่นขาม อุบลราชธานี

    ให้บูชา2,000บาทครับ


    %E0%B8%AD-%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2-jpg.jpg %E0%B8%AD-%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87-jpg.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    วันนี้จัดส่ง

    ED 9850 8392 1 TH ปลวกแดง

    ED 9850 8393 5 TH บางบัวทอง

    ขอบคุณครับ
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    upload_2019-5-20_19-52-38-jpeg-jpg-jpg.jpg
    หลวงปู่ท่านเป็นพระที่พูดน้อยแบบว่าถามคำตอบคำ ถ้าไม่ถามอะไรท่านก็จะไม่พูด นี่คือหลวงปู่บุญศรี ถ้าพูดถึงวาจาสิทธิ์ หลวงปู่บุญศรีท่านไม่เป็นที่สองรองใคร เรื่องใครเป็นอาจารย์หลวงปู่ก็ไม่มีใครรู้จริง ศิษย์บางสายก็บอกว่าหลวงปู่เป็นศิษย์ “หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก” นี่ก็เป็นเพียงแค่คำกล่าวอ้าง จะจริงหรือไม่จริงก็ไม่มีใครรู้ แต่เท่าที่ผมได้สอบถามศิษย์ใกล้ชิดของหลวงปู่ ศิษย์ใกล้ชิดคนนี้เขาเห็น “รูปหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค” อยู่ที่กุฏิของหลวงปู่ ก็แสดงว่าหลวงปู่บุญศรีต้องมีความเกี่ยวเนื่องกับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อย่างแน่นอน ศิษย์ใกล้ชิดคนนี้บอกว่าเท่าที่ดูก็ไม่เห็นมีรูปพระองค์อื่นเลย ผมคิดว่าถ้า หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค เป็นอาจารย์ของหลวงปู่บุญศรี (หลวงปู่ฤาษีลิงเล็ก) ก็คงจะพอมีมูล อืม...สรุป หลวงปู่ท่านจะเป็นศิษย์ของใครนั้นไม่สำคัญ แต่สำคัญที่หลวงปู่ไม่ใช่พระธรรมดา เป็นพระที่มีแต่ให้กับลูกศิษย์ลูกหา อยากให้หลวงปู่ช่วยเหลืออะไร “ให้นึกถึงท่าน” แค่นี้พอ......(หลวงปู่ท่านได้พูดไว้).....ให้นึกถึงท่าน ท่านจะคอยช่วยเหลือลูกศิษย์....

    หลวงปู่บุญศรี อินทวัณโณ ท่านไม่เคยพูดว่าท่านเป็นหลวงพ่อฤาษี ลิงเล็ก ท่านอยู่ที่วัดใหม่ศรีสุทธาวาส มานานประมาณ ๔๐ ปี เป็นป่า เป็นวัดร้าง ไม่มีผู้คน แต่เต็มไปด้วยสัตว์นานาชนิด มากที่สุดคือ งู ท่านสำเร็จอภิญญา ๖ หรือ ฉฬภิญโญ ปี ๒๕๓๕ หลวงพ่อฤาษีลิงดำมรณะภาพท่านก็ไปที่งาน ที่วัดท่าซุง คนตาบอดมองไม่เห็น ท่านมีความชำนาญด้วยอภิญญา แต่คนจิตใจต่ำทราม ไม่มีวาสนาได้พบ ได้เห็น สำหรับข้าพเจ้าแล้ว หลวงพ่้อฤาษีลิงขาว หลวงพ่อฤาษีลิงเล็ก หลวงปู่บุญศรี อินทวัณโณ จะเป็นใครไม่สำคัญ ที่สำคัญ ท่านเป็นพระที่ข้าพเจ้าเคารพบูชา ไม่น้อยไปกว่าหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    หลังจากฉลองพระมหาเจดีย์ทรงดอกพุดตาลของสมเด็จพระพุทธเจ้าองค์ปฐมที่วัดท่าซุง ฉันกับคณะได้ไปพบท่านแม่ชี ประทุม โชติอนันต์ ที่สำนักส่งเสริมปฏิบัติธรรม อ.ปากช่อง ต้นปี2535 ประมาณปลายเดือน มีนาคม ขณะที่ท่านแม่ได้สนทนากับคณะของฉัน มีพี่สาวท่านหนึ่ง ได้พูดคุยเกี่ยวกับพระรูปหนึ่ง ที่จ.จันทบุรี สงเคาระห์ท่านเกี่ยวกับการรักษาโรค แต่ฉันจะไม่อธิบายเกรงจะยาวไป ท่านแม่ถามว่า เธอรู้ไหมว่าพระรูปนั้นเป็นใคร แล้วท่านก็บอกว่านั่นแหละหลวงพ่อฤๅษีลิงขาวนะ จะเล่าตัดตอนเลยก็แล้วกัน ท่านแม่เล่าต่อว่า ครั้งหนึ่งท่านได้ไปกราบพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานของพวกเรา ท่านกล่าวกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อว่า.....หลวงพ่อเจ้าค่ะ หลวงพ่อโยมก็กราบแล้ว หลวงพ่อฤๅษีลิงขาวโยมก็กราบแล้ว เหลืออีกองค์หนึ่ง โยมยังไม่ได้กราบ โยมขอไปกราบเจ้าค่ะ โยมจะไม่รบกวนอะไรเจ้าค่ะ พระเดชพระคุณหลวงนิ่งไปหน่อยหนึ่ง แล้วท่านก็ตอบกับท่านแม่มาว่า ที่พยุหะคีรี ฝั่งโกรกพระ จะมีวัดอยู่สามวัด จะมีอยู่วัดหนึ่งมีพระแก่อยู่องค์เดียว ให้ไปหา ให้เรียกว่า " หลวงตาเล็ก " อย่าไปถามอะไรเกี่ยวกับหลวงพ่อปานทั้งหมด เค้าจะไม่ตอบ แล้วอย่าไปรบกวนอะไรเค้าๆจะหนีเสีย นี่คือคำกล่าวของท่านแม่ชีประทุม โชติอนันต์ผู้บริสุทธิ์ของฉัน และพวกเราลูกหลานก็ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ที่ได้สั่งท่านแม่มาอย่างเคร่งครัด หวังใจเหลือเกินว่า ข้อความนี้จะยังความกระจ่างแจ้งในกมลของท่าน ขอโมทนาบุญกับท่านด้วย ที่ท่านเคารพหลวงตาเล็ก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    รูปหล่อแช่น้ำมนต์หลวงปู่บุญศรี ให้บูชา 2000 บาททครับ

    ลป.บุญศรี.jpg ลป.บุญศรีหลัง.jpg
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    ประวัติ หลวงพ่อมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ




    1230650524.jpg
    รูปหลวงพ่อมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ

    หลวงพ่อมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ
    หลวงพ่อมุ่ย เป็นที่เคารพของลูกศิษย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซียสิงคโปร์ และฮ่องกง ท่านเปรียบเสมือน “อริยสงฆ์แห่งแดนทักษิณ” ใครที่เคยไปกราบสักการะท่านจะรู้ว่า ท่านมีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดมาก ถวายเงินทองท่านจะไม่รับอย่างเด็ดขาด

    ประวัติหลวงพ่อมุ่ย จนฺทสุวณฺโณ หรือ "พระครูนิโครธจรรยานุยุต แห่งวัดป่าระกำเหนือ"
    นามเดิมของท่านชื่อมุ่ย ทองอุ่น บิดาชื่อ นายทองเสน ทองอุ่น มารดาชื่อ นางคงแก้ว ทองอุ่น ท่านเกิดเมื่อวันอังคารที่ ๔ เมษายน 2442 ณ บ้านป่าระกำ หมู่ที่ 6 ตำบลป่าระกำ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านมีพี่น้องทั้งหมด 8 คน หลวงพ่อมุ่ยเป็นบุตรคนที่สองของตระกูล ทองอุ่น

    พระครูนิโครธจรรยานุยุต (มุ่ย จนฺทสุวณฺโณ)
    หลวงพ่อมุ่ย ได้บรรพชาอุปสมบท เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2462 ณ วัดป่าระกำเหนือ อำเภอปากพนัง และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูนิโครธจรรยานุยุต เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๙๘ และในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส วัดป่าระกำเหนือและเจ้าคณะตำบลป่าระกำ ในปีเดียวกัน

    1230650639.jpg
    วัดป่าระกำเหนือ

    หลวงพ่อมุ่ย ได้ไปศึกษาด้านวิปัสสนาธุระกับอาจารย์จืด และอาจารย์ศักดิ์ วัดถ้ำเขาพลู อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร และได้ออกธุดงค์วัตรในป่าลึกแถบจังหวัดชุมพรประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และราชบุรี เป็นเวลาหลายปี ร่วมกับหลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นพระสหธรรมิก ที่รักใคร่นับถือกันมาก หลวงพ่อมุ่ย เป็นพระวิปัสสนาธุระ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นเลิศ นอกจากนั้นยังมีความรู้ด้านต่าง ๆ อีกมาก เป็นหมอยาสมุนไพร เป็นผู้รู้เวทมนต์คาถา เป็นพระนักเทศน์ เป็นพระเกจิอาจารย์ที่เคารพนับถือของคนทั่วไป

    หลวงพ่อมุ่ย นับเป็นพระเถระที่มากด้วยเมตตาบารมีล้ำเลิศของภาคใต้ ที่ประพฤติพรหมจรรย์ มั่นคงยาวนานปี ศีลาจารวัตรเรียบร้อย เป็นที่เคารพนับถือของญาติมิตรและศิษยานุศิษย์ ตลอดจนบุคคลทั่วไป
    นับเป็นพระสุปฏิปันโนรูปหนึ่งของเมืองนครศรีธรรมราช ที่ทรงคุณธรรม อย่างสูงส่ง มีอัธยาศัยโอบอ้อมอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนทุกระดับชั้น เพราะเหตุนี้เองชาวบ้านจึงขนานนามให้ท่านเปรียบเสมือน “อริยสงฆ์แห่งแดนทักษิณ” อย่างแท้จริง

    หลวงพ่อมุ่ย ท่านมีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดมากในพระธรรมวินัยมาก หลวงพ่อมุ่ยท่านจะไม่จับต้องเงินทอง และไม่สะสมสมบัติของมีค่า ในกุฏิของท่านจึงไม่มีของมีค่าอะไรเลย ใครถวายอะไรให้ท่าน หากมีคนอื่นมาขอต่อท่านก็จะยกให้ทันทีโดยไม่มีความเสียดายอะไรทั้งสิ้น หลวงพ่อมุ่ย ท่านฉันเอกา (มื้อเดียวใน ๑ วัน) หลวงพ่อมุ่ย ท่านจำพรรษาอยู่หลายวัด แต่วัดที่ส่วนใหญ่ผู้คนรู้จักกันคือ วัดป่าระกำเหนือ และ วัดบางบูชา เนื่องจากท่านได้สร้างพระเครื่องจนเป็นที่โด่งดังและหลายๆคนต้องการคือพระปิดตาน้ำนมควายพระปิดตาพ่อท่านมุ่ย จะสร้างทั้งวัดบางบูชาและวัดป่าระกำเหนือ

    1230650630.jpg
    รูปหลวงพ่อมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ

    หลวงพ่อมุ่ย เป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์ในพิธีพุทธาภิเษก จตุคามรามเทพ รุ่นแรก ปี ๒๕๓๐ พระเครื่องและวัตถุมงคลของพ่อท่านมุ่ย แต่ละชนิดแต่ละรุ่น เช่นพระปิดตา พระพิมพ์ประทานพร ลูกอม หลวงพ่อจะปลุกเสกเดี่ยว ทั้งนั้น ตามหลักของพระเกจิสายใต้สมัยก่อน คือบินเดี่ยว ไม่มั่นใจไม่สร้าง เพราะมั่นใจในวิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างมั่นใจ และได้ปลุกเสกอยู่นานเป็นปีหรือหลายปี จึงจะมอบให้คนนำไปบูชา เพราะท่านทำด้วยใจรักและศรัทธามั่น ก่อนนำวัตถุมงคลไปใช้ พ่อท่านท้าให้นำไปลองก่อน ถ้าไม่มั่นใจจะไม่ยอมให้ใครเอาไปใช้

    หลวงพ่อมุ่ยได้ถึงแก่มรณภาพ ด้วยโรคชรา เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เวลา ๔ นาฬิกา ๔๖ นาที สิริอายุได้ ๙๓ ปี ๑ เดือน ๑๘ วัน และจำนวน ๗๓ พรรษา
    ประวัติพ่อท่านมุ่ย พระครูนิโครธจรรยานุยุต (มุ่ย จนฺทสุวณฺโณ)

    พระครูนิโครธจรรยานุยุต (มุ่ย จนฺทสุวณฺโณ) นามเดิมชื่อมุ่ย สกุล ทองอุ่น บิดาชื่อ นายทองเสน ทองอุ่น มารดาชื่อ นางคงแก้ว ทองอุ่น เกิดเมื่อวันอังคารที่ ๔ เมษายน ๒๔๔๒ ณ บ้านป่าระกำ หมู่ที่ ๖ ตำบลป่าระกำ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช
    พระครูนิโครธจรรยานุยุต ได้บรรพชาอุปสมบท เมื่อวันที่๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ ณ วัดป่าระกำเหนือ อำเภอปากพนัง สอบได้นักธรรมเอกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑ ณ สำนักเรียนวัดมุมป้อม อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
    ใน พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส วัดป่าระกำเหนือ และเป็นเจ้าคณะตำบลป่าระกำ
    ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระครูนิโครธจรรยานุยุต เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๘
    พระครูนิโครธจรรยานุยุต เป็นพระวิปัสสนาธุระ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นเลิศ นอกจากนั้นยังมีความรู้ด้านต่างๆ อีกมาก เป็นหมอยาสมุนไพร เป็นผู้รู้เวทมนต์คาถา เป็นพระนักเทศน์ เป็นพระเกจิอาจารย์ที่เคารพนับถือของคนทั่วไป

    สถานที่จำพรรษาของพ่อท่านมุ่ย
    ๑. วัดป่าระกำเหนือ พ.ศ.๒๔๖๒-๒๔๖๓
    ต.ป่าระกำ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช
    ๒. วัดถ้ำเขาพลู พ.ศ.๒๔๖๔-๒๔๗๑
    ต.ชุมโค อ.ปะทิว จ.ชุมพร
    ๓. วัดมุมป้อม พ.ศ.๒๔๗๑-๒๔๗๖
    ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช (ยกเว้นพ.ศ.๒๔๗๓)
    ๔. วัดหมน พ.ศ.๒๔๗๓
    ต.ท่าเรือ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
    ๕. วัดป่าระกำเหนือ พ.ศ.๒๔๗๗-๒๕๑๘
    ต.ป่าระกำ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช
    ๖. วัดบางบูชาชนาราม พ.ศ.๒๕๑๙-๒๕๒๒
    ต.เกาะทวด อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช
    ๗. วัดคลองน้อย พ.ศ.๒๕๒๒-๒๕๒๔
    ต.คลองน้อย อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช
    ๘. วัดป่าระกำเหนือ พ.ศ.๒๕๒๕-๒๕๓๕
    ต.ป่าระกำ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช

    สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) โปรดเกล้าฯ ให้พระครูนิโครธจรรยานุยุต เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์
    เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้โปรดเกล้าฯ นิมนต์พ่อท่านมุ่ยไปเฝ้าที่โรงปูนซิเมนต์ไทยทุ่งสง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในโอกาสนั้น พ่อท่านมุ่ยได้มอบพระปิดตา และพระประทานพรให้ และยังได้ฝากพระปิดตาและพระประทานพรไปให้สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯ โดยใช้เวลาในการสนทนาธรรมรวมประมาณ ๔๐ นาที

    พระนักพัฒนา
    เมื่อพระอุปัชฌาย์เพชร เจ้าอาวาสวัดป่าระกำเหนือ ถึงแก่มรณภาพ คณะศรัทธาธรรมและญาติโยม ได้พร้อมใจกันนิมนต์พ่อท่านมุ่ยจากวัดมุมป้อม มาเป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดป่าระกำเหนือ เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๗
    เมื่อพ่อท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าระกำเหนือ พ่อท่านก็เริ่มพัฒนาวัดโดยการเป็นประธานการก่อสร้างถนน พระวิหาร พระอุโบสถ และยังได้เปิดโรงเรียนสอนปฏิบัติธรรมแก่พระภิกษุสามเณร โดยที่พ่อท่านมุ่ยเป็นผู้สอนเองอยู่หลายปี
    นอกจากนั้นยังได้ร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านป่าระกำ ในการพัฒนาลำคลอง ถนนหนทาง และถาวรวัตถุภายในหมู่บ้าน โดยไม่ต้องรองบประมาณจากทางราชการ
    โดยส่วนตัวของพ่อท่านมุ่ยแล้ว ท่านได้บริจาคทุนทรัพย์ให้กับโรงเรียนประชาบาลหลายสิบโรงเรียนในท้องที่อำเภอปากพนัง ส่งเสริมการศึกษาและการประกอบอาชีพของชาวบ้าน จนทุกคนเรียกท่านติดปากว่า “พ่อท่านมุ่ย”

    วัตรปฏิบัติ
    พ่อท่านมุ่ยเป็นพระเถระที่หมั่นเพียร ในการประกอบกิจทางศาสนา ทำวัตร สวดมนต์ ทำสังฆกรรม และรับนิมนต์โดยไม่เลือกว่าเป็นใคร มาจากไหน อย่างทั่วหน้า หากไม่ขัดต่อบทบัญญัติทางพระวินัย

    คลองใหม่พ่อท่านมุ่ย
    คลองใหม่พ่อท่านมุ่ย เป็นคลองขุดอยู่ในพื้นที่ตำบลชะเมา เป็นคลองที่ขุดเชื่อมระหว่างคลองชะเมาที่บ้านโอขี้นาก และเชื่อมกับคลองค้อที่บ้านหัวสวน เริ่มขุดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ และขุดเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๗ มีความยาวประมาณ ๔ กิโลเมตร ผู้ดำเนินการขุดคลองนี้คือ พระครูนิโครธจรรยานุยุต (มุ่ย จนฺทสุวณฺโณ)

    ขุดโดยใช้แรงงานคน ส่วนมากเป็นคนในพื้นที่ตำบลชะเมา ตำบลเกาะทวด อำเภอปากพนัง และตำบลเชียรเขา อำเภอเชียรใหญ่ โดยมี
    กำนันและผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้รับผิดชอบ “ออกปาก” คนในหมู่บ้านไปขุด เริ่มแรกคลองมีขนาดกว้าง ๒ เมตร ลึก ๑ เมตร คนทั่วไปเรียกชื่อคลองนี้ว่า “คลองใหม่พ่อท่านมุ่ย” ตามชื่อของผู้ดำเนินการขุด

    คลองใหม่พ่อท่านมุ่ย มีประโยชน์ในด้านคมนาคมระหว่างคลองค้อกับคลองชะเมา แต่เดิมนั้นการเดินทางจากคลองค้อไปคลองชะเมาต้องไปออกทางบ้านเกาะแก ตำบลชะเมา คลองใหม่พ่อท่านมุ่ยจึงช่วยย่นระยะทาง และช่วยให้การเดินทางได้สะดวกรวดเร็วขึ้น สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปบ้านหัวสะพานชะเมา บ้านเสาธง ในหน้าน้ำชาวบ้านเข้าไปหาไม้ในป่าพรุ และล่องแพมาทางคลองนี้ และยังมีประโยชน์ ในด้านการเกษตรกรรม มีน้ำใช้ เพื่อการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะเพื่อการทำนา เพราะทั้งสองฝั่งคลองนี้เป็นพื้นที่นาทั้งหมด
    คลองใหม่พ่อท่านมุ่ย บ่งบอกถึงวิสัยทัศน์พระนักพัฒนา ผู้นำและบารมีของพ่อท่านมุ่ยอย่างแท้จริง เป็นคลองประวัติศาสตร์ที่น่าภาคภูมิใจ
    คำสอนของพ่อท่านมุ่ย
    “ คบพระให้เรียนพระวินัย
    คบข้าราชการไทยให้เรียนกฎหมาย
    คบนักบุญให้เรียนธรรมะ
    คบอันธพาลให้เรียนพระเวท ”

    คำขวัญของพ่อท่านมุ่ย ในการถมพื้นที่วัดให้ดอน
    “ เดินเข้าในวัด สองหัตถ์ถือดิน
    หญิงชายทั้งสิ้น ขอดินถมวัด ”
    คำขวัญนี้ได้เขียนไว้ที่แผ่นป้ายทางเข้าวัด

    พ่อท่านมุ่ยไม่สรงน้ำแต่ไม่มีกลิ่นตัว
    ประมาณก่อนปี ๒๕๐๐ พ่อท่านมุ่ยไปธุดงค์ที่จังหวัดพัทลุง ได้สรงน้ำร้อนที่บ่อน้ำร้อนแห่งหนึ่งในจังหวัดพัทลุง ได้อธิษฐานจิตว่า ตั้งแต่บัดนี้จะไม่สรงน้ำ ด้วยความสัจขออย่าให้สบง จีวร และตัว มีกลิ่นเป็นอันขาด จากบัดนั้นเป็นต้นมา พ่อท่านมุ่ยก็ไม่สรงน้ำอีกเลย แต่สบง จีวร และตัวก็สะอาด และไม่มีกลิ่นเลย พ่อท่านมุ่ยไม่สรงน้ำเป็นเวลากว่า ๔๐ ปี นี่คือ อธิษฐานบารมี

    พ่อท่านมุ่ย อบรมนักโทษ
    พ่อท่านมุ่ยได้รับการแต่งตั้งให้อบรมบุคคลอันธพาล ให้กลับใจเป็นพลเมืองดี ทั่วภาค ๘ เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๓ สมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี นักโทษผู้ใดจะมอบตัวให้มอบตัวกับพ่อท่านมุ่ย แล้ว

    โทษต่างๆ ที่มีอยู่จะหมดคดีไปโดยปริยาย ทั้งนี้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ถวายเงินสนับสนุนในการดูแลนักโทษ เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท
    พ่อท่านมุ่ย จนฺทสุวณฺโณ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรชั้นตรีที่ พระครูนิโครธจรรยานุยุต เป็นกรณีพิเศษ ในนามคณะรัฐบาลสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยนั้นบรรดานักโทษที่ต้องขังอยู่ในเรือนจำปากพนัง หากพ่อท่านมุ่ยต้องการขอตัวมาช่วยทำงานในวัด ทางการจะอนุมัติให้ตามคำขอทุกครั้ง เพราะมีความเชื่อมั่นในพ่อท่านมุ่ยว่าสามารถอบรมสั่งสอนนักโทษเหล่านั้นให้กลับตัวเป็นคนดีได้
    ใครก็ตามที่ให้สัญญากับพ่อท่านมุ่ยว่าจะกลับตัวเป็นคนดี ทุกคนจะปลอดภัยทุกประการ ขนาดบางคนถูกทางการสั่งให้จับตาย หากมีบัตรพ่อท่านมุ่ยเป็นเครื่องประกันว่าเขาได้กลับตัวเป็นคนดีแล้ว ก็จะรอด
    ปลอดภัย จึงทำให้บรรดาผู้ประพฤติผิด ตลอดจนนักโทษทุกคน กลับตัวเป็นคนดี และให้ความเคารพนับถือพ่อท่านมุ่ยมาก

    แต่ถ้าหากทางการต้องการตัวบุคคลนั้นจริงๆ พ่อท่านมุ่ยก็จะส่งตัวไปให้ได้ภายใน ๗ วัน ไม่ว่าผู้นั้นจะก่อคดีปล้นฆ่าหรือคดีอุกฉกรรจ์อื่นใดก็ตาม เป็นที่กล่าวขานจนรู้กันไปทั่วปากพนัง ตลอดจนหัวไทร เชียรใหญ่ ชะอวด ทำให้นายอำเภอเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในการเสียสละช่วยเหลือให้คนเป็นคนดีในสังคมของท่านเป็นอันมาก

    ในการนี้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มอบพัดประจำตำแหน่ง เครื่องหมายตราสิงห์คู่ให้กับพ่อท่าน ๑ เล่ม พัดเล่มนี้ปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่หน้า***บศพพ่อท่าน และจอมพล ป.พิบูลสงคราม บอกว่ามีเล่มเดียวในประเทศไทย นักโทษในขณะนั้นมีประมาณ ๒๐๐ กว่าคน ท่านให้การอบรมในเรื่องธรรมะ ให้นักโทษคิดดีและทำดี ขณะที่ท่านอบรมนั้น พ่อท่านให้ทำงาน ทำประโยชน์ให้กับวัดด้วย โดยขุดสระน้ำในวัด แล้วนำดินนั้นมาถมพื้นวัด ทำให้พื้นสูงกว่าระดับเดิมถึง ๒ เมตร สระน้ำที่นักโทษขุดนั้นเรียกว่า “สระนักโทษ” และพ่อท่านยังได้พานักโทษ เข้าไปหาไม้ในป่าพรุมาทำเสนาสนะภายในวัด ทางที่พ่อท่านพาเข้าไปหาไม้นั้นเรียกกันว่า “ทางนักโทษ”

    พ่อท่านจะให้นักโทษกลับบ้านเป็นครั้งคราว โดยให้กลับเดือนละ ๑-๒ ครั้ง แล้วแต่กรณี หรือถ้าจะมอบหมายให้นักโทษไปทำธุระเรื่องงาน พ่อท่านจะมอบบัตรให้ ด้านหน้ามีข้อความว่า “ พระครูมุ่ย จนฺทสุวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดป่าระกำเหนือ เจ้าคณะตำบล อำเภอปากพนัง” ด้านหลังมีข้อความว่า
    “ วันที่ ๑๓ ม.ค. พ.ศ. ๒๓๙๙ อาศัยหนังสือบังคับการตำรวจภูธรภาค ๘ ลงวันที่ ๒๔ ส.ห. (สิงหาคม) พ.ศ.๙๙ ด้วยให้นายรัน พลรัตน์ ไปตามนายหรบ ขอให้เจ้าหน้าที่จงได้ความปลอดภัยแก่ นายรันและนายหรบ ซึ่งเดินทางไปหาอาตมาที่วัดป่าระกำล่าง(เหนือ) ใช้ได้ตั้งแต่วันที่๑๓–๑๘ พ.ศ.๙๙ พ้นจากนี้ขอให้เจ้าหน้าที่จับกุมได้ ม.ให้ทำการต่อหนังสือต่อไป ๗ วัน ม. ” พ่อท่านมุ่ย มีความสามารถ มีเวทมนต์คาถาสะกดนักโทษได้ พ่อท่านรับรองกับทางราชการว่าไม่ให้นักโทษหนี เคยมีนักโทษคิดจะหนี แต่แล้วก็เดินวนเวียนอยู่ในวัดหนีไปไม่ได้ พ่อท่านมุ่ยจึงควบคุมนักโทษได้ด้วยคาถาอาคมที่เข้มขลัง

    พ่อท่านมุ่ยคลอดบุตรด้วยน่องด้านขวา
    พ่อท่านมุ่ยมีวิทยาคม ด้านการคลอดบุตร ในอดีตแม่คลอดบุตรเป็นเรื่องเสี่ยงต่อชีวิตแม่และลูก บางครั้งแม่ตาย บางครั้งลูกตาย เพราะการแพทย์ยังไม่เจริญ พ่อท่านมุ่ยเรียนวิชานี้เพื่อต้องการช่วยแม่ที่คลอดบุตรยาก ปรากฏว่าได้ช่วยคนมามาก
    การคลอดบุตรด้วยน่องด้านขวา คนคลอดอยู่ที่บ้าน แต่พ่อท่านอยู่ที่วัด ก่อนที่จะคลอด พ่อท่านจะถามผู้ที่มาหาว่า ผู้หญิงที่จะคลอดหันหัวไปทางทิศไหน แล้วพ่อท่านจะนอนหันหัวไปทางทิศเดียวกับคนคลอด แล้วพ่อท่านทำ “อาคม” ใส่ที่น่องของพ่อท่าน แล้วน่องของพ่อท่านจะเจ็บปวดมีอาการพลิกตัวไปมาเหมือนกับคนคลอดจริง หลังจากนั้นอาการปวดที่น่องเริ่มทุเลาลงเรื่อยๆ จนปกติ แล้วพ่อท่านบอกว่าผู้หญิงคนนั้นคลอดเรียบร้อยแล้ว เมื่อผู้มาหาพ่อท่านกลับไปถึงบ้านผู้หญิงคนนั้นคลอดแล้วจริงๆ หลังจากนั้นพ่อท่านก็เอาน้ำมาอาบน่องของท่าน เหมือนกับอาบน้ำผู้คลอดตามปกติ
    ไม่มีผู้ใดที่คลอดยากแล้ว มาหาพ่อท่านแล้วคลอดไม่ออก “อาคม”นี้ พ่อท่านปฏิบัติได้โดยไม่ต้องสรงน้ำ ถ้าสรงน้ำจะถืออาคมนี้ไม่ได้ เมื่อถือ “อาคม” นี้แล้ว เป็นลักษณะพิเศษอย่างหนึ่ง คือ กลิ่นกายของพ่อท่านไม่มี และถ้าเดินทางผ่านหญ้ารกๆ หรือต้นกล้าข้าว ปรากฏว่าหญ้ารกๆ หรือต้นกล้าข้าวจะเฉาแดงเท่าทางเดินของพ่อท่าน
    ต่อมาภายหลังพ่อท่านก็หยุดทำ “อาคม”นี้ เนื่องจากชราภาพ ไม่สามารถที่จะทนความเจ็บปวดได้ อีกทั้งมีแพทย์แผนปัจจุบันทันสมัยแล้ว แต่พ่อท่านได้มีอาคมของท่านไว้ในลูกอมชานหมากที่ทำด้วยชานหมาก ถ้าจะคลอดก็ใช้ลูกอมชานหมากนี้ใส่ลงในน้ำดื่ม โดยอธิษฐานจิตถึงบารมีของพ่อท่าน ให้พ่อท่านช่วยเหลือในการคลอดครั้งนี้

    พ่อท่านมุ่ย กับพิธีพุทธาภิเษก องค์พ่อจตุคามรามเทพรุ่นปี ๒๕๓๐
    พ่อท่านมุ่ยเป็นพระเกจิอาจารย์ในพิธีกรรมพุทธาภิเษก องค์พ่อจตุคามรามเทพ รุ่นปี ๒๕๓๐ เกือบทุกขั้นตอน ไม่ว่าในทะเลหรือบนบก โดยทำพิธีร่วมกับ พระคณาจารย์สำนักเขาอ้อ คือ ๑.พระครูกาชาด วัดดอนศาลา, ๒.พระครูศิริวัฒนาการ (ศรีเงิน) วัดดอนศาลา, ๓.พระครูพิพิธวรกิจ (คล้อย) วัดภูเขาทอง และ๔.พระครูอดุลย์ธรรมกิตติ (กลั่น) วัดเขาอ้อ พระคณาจารย์ดังของนครศรีธรรมราช คือ
    ๑.หลวงปู่คลิ้ง วัดถลุงทอง
    ๒.หลวงปู่จันทร์ วัดทุ่งเฟื้อ
    ๓.หลวงพ่อสังข์ วัดดอนตรอ
    ๔.พ่อท่านมุ่ยวัดป่าระกำเหนือ
    ผู้ที่ไปนิมนต์มาในพิธีคือ ขุนพันธรักษ์ราชเดช และนายเอนก สิทธิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชในขณะนั้น
    ลักษณะเด่นของพ่อท่านมุ่ย
    ๑. พระนักเทศน์ อบรมสั่งสอน
    ๒. พระนักพัฒนา
    ๓. พระนักการศึกษา
    ๔. พระนักปกครอง
    ๕. พระหมอยา แพทย์แผนไทย
    ๖. พระผู้เก่งกล้าคาถาเวทมนต์
    ๗. พระผู้มีวาจาสิทธิ์ ยึดมั่นในสัจจะอธิษฐาน
    ๘. พระผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัยยิ่งนัก
    จากลักษณะเด่นของพ่อท่านมุ่ย ทำให้ผู้ที่เคยได้พบท่าน จะให้ความเคารพศรัทธาเลื่อมใส พ่อท่านมุ่ยมาก เมื่อได้เห็นในปฏิปทาของท่านแล้วประทับใจ พ่อท่านมุ่ย มีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยมาก ไม่จับต้องเงินทอง ไม่สะสมสมบัติของมีค่า ในกุฏิของท่านจึงไม่มีของมีค่าอะไรเลย ใครถวายอะไรให้ท่าน หากมีคนอื่นมาขอต่อท่านก็จะยกให้ทันทีโดยไม่มีความเสียดายอะไรทั้งสิ้น

    นอกจากนี้ พ่อท่านมุ่ย ยังฉันเอกา (มื้อเดียวใน ๑ วัน) ฉันรวม โดยเอากับข้าวต่างๆ ที่ชาวบ้านนำมาถวายที่วัดอย่างละนิดอย่างละหน่อย เอามารวมในจานข้าว แล้วคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน แล้วจึงฉันแต่พออิ่ม
    พ่อท่านมุ่ยนับเป็นพระเถระที่มากด้วยเมตตาบารมีลำเลิศของภาคใต้
    ที่ประพฤติพรหมจรรย์ มั่นคงยาวนานปี ศีลาจารวัตรเรียบร้อย เป็นที่เคารพนับถือของญาติมิตรและศิษยานุศิษย์ ตลอดจนบุคคลทั่วไป
    นับเป็นพระสุปฏิปันโนรูปหนึ่งของเมืองนครศรีธรรมราช ที่ทรงคุณธรรม อย่างสูงส่ง มีอัธยาศัยโอบอ้อมอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนทุกระดับชั้น เพราะเหตุนี้เองชาวบ้านจึงขนานนามให้ท่านเปรียบเสมือน “เอกองค์อริยสงฆ์แห่งทักษิณ” อย่างแท้จริง

    มหัศจรรย์ ถ่ายรูปพ่อท่านไม่ติด
    ถ้าใครจะถ่ายรูปของพ่อท่านมุ่ยไปไว้สักการะเคารพบูชา จะต้องบอกหรือขออนุญาตต่อพ่อท่านเสียก่อน มิฉะนั้นจะถ่ายรูปพ่อท่านไม่ติด แม้จะมีฝีมือถ่ายภาพดีเพียงใด ปรากฏการณ์มีมาหลายครั้งแล้ว

    การดำเนินชีวิตของพ่อท่านมุ่ย
    พ่อท่านได้กำหนดช่วงของการดำเนินชีวิตไว้ ๓ ช่วง
    อายุ ๑-๓๐ ปี เป็นเรื่องของปฏิยัติศึกษาหาความรู้ให้มาก และสอน บอกให้ผู้อื่นรู้ด้วย
    อายุ ๓๑-๖๐ ปี เป็นเรื่องของการปฏิบัติ คือทำตนเป็นตัวอย่างที่ดี นำความรู้ที่ได้เรียนมาปฏิบัติให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
    อายุ ๖๑ ปีขึ้นไป (๖๑-๙๓ปี) เป็นเรื่องของปฏิเวธเสวยผลของการปฏิบัติ

    วัตถุมงคลของพ่อท่านมุ่ย
    พ่อท่านมุ่ยผู้เชี่ยวชาญด้านผงปถมัง
    ผงปถมังได้มาจากการเขียน “นะปถมังพินธุ” แล้วลบออก ผงที่ได้จากการลบนะปถมังพินธุ คือ ผงปถมัง
    นะปถมังพินธุ นอกจากจะเรียก นะปฐมกัปป์แล้ว ยังมีชื่อเรียกอย่างอื่นอีก เช่น นะทรงแผ่นดินบ้าง นะตัวต้นบ้าง หรือนะปัดตลอดบ้าง นะทุกตัวที่โบราณาจารย์ท่านประดิษฐ์ขึ้นนั้น เป็นอักขระวิเศษอย่างหนึ่งจะว่ายันต์ก็ไม่ใช่ ตัวนะประกอบด้วยส่วนสำคัญ ๕ ประการคือ พินธุ ทัณฑะ เภทะ อังกุ และสิริ
    นะปถมังต้องลงตามสูตรที่ละขั้นตอน เรียกว่า “สูตรปถมัง” เมื่อลงขั้นตอนใด ต้องว่าคาถาของขั้นตอนนั้น แล้วเสกคาถากำกับตัวที่ลงไว้อีกที จนกระทั่งครบสูตรปถมัง ตอนลบต้องว่าคาถาไปด้วย
    พ่อท่านมุ่ยศึกษาวิชาทำผงปถมังจนมีความเชี่ยวชาญ ในการทำผงปถมัง ท่านใช้ความมานะพยายามเขียนสูตรปถมัง แล้วลบออกมาเป็นผงอยู่นานถึง ๑๐ กว่าปี ทุ่มเททั้งพลังกายและพลังใจอย่างเต็มที่ (วิชาเอกนี้แม้แต่ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ซึ่งสำเร็จวิชาเดียวกัน ยังยอมรับนับถือว่า เป็น ๑ ไม่เป็นรองใคร)
    เมื่อได้ผงปถมังมากพอจะนำมาสร้างเป็นพระเครื่อง หลวงพ่อมุ่ยก็เอาผงวิเศษที่ทำขึ้นล้วนๆ โดยมิได้ผสมปูนขาวหรือวัตถุอื่นใด นำมาคลุกเคล้ากับน้ำนมควาย ซึ่งใช้เป็นตัวประสานผงวิเศษ นวดจนกระทั่งเหนียวได้ที่จึงนำไปกดในแม่พิมพ์ โดยพ่อท่านบอกว่าที่ต้องใช้ "น้ำนมควาย" ก็เพราะว่าน้ำนมควายเข้มข้นกว่า "น้ำนมวัว" ซึ่งน้ำนมของสัตว์ ๒ ชนิดนี้เป็นอาหารของมนุษย์ ที่ได้ชุบเลี้ยงชาวโลกมานานแล้ว เป็นสัตว์ที่มีบุญคุณต่อมนุษย์อย่างแท้จริง
    ขั้นตอนก็คือเมื่อได้ "น้ำนมควาย" มาแล้วพ่อท่านจะนำไปเคี่ยว เพื่อใช้เป็นตัวประสานในการสร้างพระ ในการเคี่ยวน้ำนมควายนี้ของทุกอย่างต้องลงอักขระเลขยันต์ ไม่ว่าจะเป็น ก้อนเส้า (ก้อนอิฐ หรือก้อนหิน ที่เอามาวางเป็นหลักต่างเตา สำหรับตั้งหม้อ) ไม้ฟืนสำหรับสุมไฟ รวมทั้งหม้อสำหรับใส่น้ำนมควาย ขณะเคี่ยวก็จะต้องบริกรรมพระคาถาไปด้วย สำหรับดินสอที่ใช้เขียนอักขระ พ่อท่านจะทำจากข้าวเม่าตำ ผสมกับสมุนไพรและมวลสารต่างๆ ตามตำราโบราณ ปั้นเป็นแท่งๆ ใช้แทนดินสอ แล้วนำไปเขียนอักขระเลขยันต์ พร้อมกับบริกรรมคาถาไปด้วย
    พ่อท่านมุ่ยทำผงปถมังครั้งแรกใช้กระดานหนา ๖ หุน เสกคาถาลงอักขระ ทำผงปถมัง ปรากฏว่า ผงปถมัง ทะลุกระดานหายไปหมดไม่ได้ผงปถมังสักนิดเดียว พ่อท่านมุ่ยจึงได้ไปปรึกษากับพ่อท่านหมุน ซึ่งเป็นเกลอของท่านที่จังหวัดพัทลุง พ่อท่านหมุนบอกว่าให้เอาใบกล้วยทองลงยันต์ผูกธรณีจึงจะได้ผงปถมัง หลังจากนั้นจึงกลับมาทำผงปถมัง ได้ผงปถมังมากมาย

    ผงปถมัง พ่อท่านมุ่ยไม่ได้ทำเพียงคนเดียว ขณะนั่งเสกคาถาอยู่นั้นจะมีเทวดามาร่วมอยู่ด้วย และยื่นผงปถมังให้ ผงปถมังของพ่อท่านมุ่ย จึงเป็นผงปถมังของเทวดารวมอยู่ด้วย
    เมื่อได้ผงปถมัง ด้วยอำนาจแห่งพลังจิตของพ่อท่านแล้ว จึงนำไปสร้างเป็นองค์พระ ปลุกเสกอีกครั้งหนึ่ง จึงจะเสร็จสมบูรณ์จริงๆ จะเห็นได้ว่า พิธีกรรมสร้างพระของ พ่อท่านมุ่ย นั้นไม่ธรรมดาเลย พระของท่านจึงทรงไว้ซึ่งความขลังและศักดิ์สิทธิ์สุดพรรณนา

    พระที่พ่อท่านมุ่ยสร้างขึ้นมารุ่นแรก เป็นพิมพ์พระปิดตาจำนวนไม่ถึงพันองค์ หลังจากแกะพระออกจากพิมพ์ก็จะเอามาตกแต่งให้ดูเรียบร้อยสวยงามแล้วจึงปลุกเสกให้เกิดพุทธานุภาพสูงสุด

    การปลุกเสกพระปิดตาของพ่อท่านมุ่ยทำการปลุกเสกเดี่ยว ซึ่งตามแบบพระเกจิอาจารย์ทางภาคใต้ถือว่า ถ้าไม่แน่จริงก็ไม่ปลุกเสกองค์เดี่ยว แสดงว่าพ่อท่านมุ่ยมั่นใจในพระปิดตาของท่านมาก การปลุกเสกก็มิใช่กระทำกันแค่ ๓ วัน ๗ วัน แต่ท่านใช้เวลาปลุกเสกอยู่หลายปี ก่อนจะนำออกมาแจกจ่ายให้บรรดาศิษย์และญาติโยม โดยไม่ได้หวังค่าตอบแทนแต่ประการใด

    ในภาคใต้จะหาพระผู้มีความรู้ความสามารถ การจัดทำผงปถมังมีน้อยมากในจำนวนน้อยนั้น มีพ่อท่านมุ่ยอยู่ด้วย จะหาผู้อื่นมาเทียบเทียมได้ยาก นับเป็นเอกในเรื่องทำผงปถมัง

    อิทธิวัตถุมงคลต่างๆ ที่ได้ผ่านการอธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยวจากพ่อท่านมุ่ย จนฺทสุวณฺโณ แล้ว บรรดาศิษยานุศิษย์ต่างใฝ่หามาสักการะเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล ในตอนแรกที่พ่อท่านปลุกเสก ผู้ที่ได้รับไปแล้ว มีประสบการณ์อภินิหารทั้งทางด้านแคล้วคลาด มหาอุด คงกระพันชาตรี เมตตา และปราบภูติผีปีศาจ กันผี คุณไสย ขับผีเข้าเจ้าสิง จนเป็นที่เลื่องลือจึงมีผู้นิยมและแสวงหากันมาก
    แม้กระทั่งท่านมรณภาพไปแล้ว แต่ความศรัทธาต่อท่านยังคงอยู่ตลอดกาล

    เรื่องความศักสิทธิ์บารมีล้ำเลิศ เชื่อกันว่าเรื่องพุทธคุณพุทธานุภาพดีเด่นดังนี้
    - พระปิดตา ของพ่อท่านมุ่ยเยี่ยมมาก มีพลานุภาพและอำนาจในทาง ขลังและศักดิ์สิทธิ์ มักบังเกิดอิทธิปาฏิหาริย์ บันดาลโชคลาภ เมตตา และแคล้วคลาดจากภัยอันตรายต่างๆ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับทานที่เดินทางไปต่างถิ่นแดนไกลๆ

    ขุนพันธรักษ์ราชเดช ให้ความเคารพนับถือ พ่อท่านมุ่ย และ ท่านขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้ มาร่วมพิธีสร้างวัตถุมงคล ที่วัดป่าระกำเหนือบ่อยครั้ง ตลอดจนมานิมนต์พ่อท่านเข้าร่วมเป็นพระเกจิอาจารย์ ในพิธีกรรมพุทธาภิเษก องค์พ่อจตุคามรามเทพ รุ่นปี ๒๕๓๐

    - ะประทานพร ของพ่อท่านมุ่ย ดีเด่นมีพลานุภาพ ในด้าน
    อิทธิคุณเป็นหลัก คือ เมตตา กรุณา เชื่อถือได้ กลุ่มบุคคลที่มีชื่อเสียง ทำธุรกิจ การค้า การธนาคาร รับราชการ นักการเมือง การปกครอง พ่อค้า แม่ขาย มีไว้บูชาดีนักแลฯ

    เรื่องราวความขลังความศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่องมีปฏิหาริย์ดังนี้

    รายการแรกโจรปล้นบ้านผิด เรื่องนี้ได้รับคำบอกเล่าจากท่านพระครูสิริปุญญาภิยุต (สวงค์ ฐิตปุญโญ) ท่านเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันว่า สมัยนั้นมีเศรษฐีผู้หนึ่งเป็นลูกศิษย์พ่อท่านมุ่ย บ้านอยู่ตำบลคลองน้อย ได้มีโจรประกาศว่าจะปล้นบ้านทำให้ตกใจจึงนั่งเรือหางยาวมาหาพ่อท่านมุ่ยที่วัดป่าระกำเหนือ พ่อท่านมุ่ยจึงถามว่าเรากลัวเขารึ เศรษฐีผู้นั้นบอกว่า “กลัวครับพ่อท่าน” แล้วพ่อท่านก็เสกน้ำมนต์ให้ไปส่วนหนึ่ง พร้อมกับมอบพระปิดตา ให้อีกองค์หนึ่ง ให้กระทำตามที่ท่านบอกคือใช้น้ำมนต์พรมให้รอบบริเวณบ้านแล้วเอาพระปิดตาบูชาไว้ติดตัว ครั้นเมื่อถึงวันที่โจรจะเข้าปล้นปรากฏว่าโจรได้มาจริงแต่ได้เลยบ้านเศรษฐีผู้นั้นไปปล้นบ้านหลังถัดไปซึ่งเป็นบ้านคนจน
    ตามธรรมเนียมของโจร เมื่อปล้นแล้วไม่ได้อะไร ผ้าขี้ริ้วก็ต้องเอา ปรากฏว่าเจ้าของบ้านหลังนั้นโดนทุบเสียอาน โดยโจรได้ข้าวของไปไม่มาก เมื่อเจ้าของบ้านตัดพ้อโจรว่า บ้านเศรษฐีอยู่หน้าบ้านตนทำไมไม่
    ปล้น เจ้าพวกโจรกลับบอกว่าหาไม่เจอ มีแต่บ้านแกบ้านเดียวเท่านั้น ว่าแล้วก็จากไป เรื่องเลื่องลือกันมาก โด่งดังมาแทบทุกยุคสมัย

    รายการที่ ๒ ถูกยิงไม่ออก เหตุการณ์เกิดที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่องมีอยู่ว่า มีเศรษฐีนีคนหนึ่ง เป็นเจ้าของเรือประมงและที่ดินจำนวนมาก ได้เกิดกรณีพิพาทเรื่องเรือและที่ดิน จึงได้มีกลุ่มโจรมาลอบดักสังหารเศรษฐีผู้นี้เสีย วันหนึ่งเมื่อเศรษฐีนีผู้นี้ออกไปดูเรือ ประมงสองคนกับลูกชาย กลุ่มที่มาดักสังหารจึงลอบยิงด้วยปืนปรากฏว่ายิงไม่ออกถึงสองครั้ง โจรจึงกรูเข้าไปใช้มีดดาบฟันลูกชายจนล้มลง อาการสาหัสลูกชายต้องแกล้งทำเป็นนอนตาย จากนั้นโจรจึงกรูกันเข้าไปทำร้ายเศรษฐีนี แต่ปรากฏว่าฟันไม่เข้า ลูกชายเห็นเหตุการณ์โดยตลอดแต่ไม่อาจช่วยเหลือได้ เจ้าตัวหัวหน้าได้ใช้ไม้ตีจนล้มคว่ำสลบแล้วสั่งสมุนเข้าค้นตัวปรากฏว่า ในกระเป๋าเศรษฐีนีมีพระปิดตาและพระประทานของพ่อท่านมุ่ยอยู่ ๒ องค์ เท่านั้นหัวหน้าโจรและลูกสมุนต่างยกมือพนมไหว้ขอขมาต่อเศรษฐีนีแล้วต่างแยกย้ายกันไปโดยทิ้งปริศนา

    ประวัติพ่อท่านมุ่ย พระครูนิโครธจรรยานุยุต (มุ่ย จนฺทสุวณฺโณ)

    พระครูนิโครธจรรยานุยุต (มุ่ย จนฺทสุวณฺโณ) นามเดิมชื่อมุ่ย สกุล ทองอุ่น บิดาชื่อ นายทองเสน ทองอุ่น มารดาชื่อ นางคงแก้ว ทองอุ่น เกิดเมื่อวันอังคารที่ ๔ เมษายน ๒๔๔๒ ณ บ้านป่าระกำ หมู่ที่ ๖ ตำบลป่าระกำ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช
    พระครูนิโครธจรรยานุยุต ได้บรรพชาอุปสมบท เมื่อวันที่๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ ณ วัดป่าระกำเหนือ อำเภอปากพนัง สอบได้นักธรรมเอกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑ ณ สำนักเรียนวัดมุมป้อม อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
    ใน พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส วัดป่าระกำเหนือ และเป็นเจ้าคณะตำบลป่าระกำ
    ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระครูนิโครธจรรยานุยุต เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๘
    พระครูนิโครธจรรยานุยุต เป็นพระวิปัสสนาธุระ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นเลิศ นอกจากนั้นยังมีความรู้ด้านต่างๆ อีกมาก เป็นหมอยาสมุนไพร เป็นผู้รู้เวทมนต์คาถา เป็นพระนักเทศน์ เป็นพระเกจิอาจารย์ที่เคารพนับถือของคนทั่วไป

    สถานที่จำพรรษาของพ่อท่านมุ่ย
    ๑. วัดป่าระกำเหนือ พ.ศ.๒๔๖๒-๒๔๖๓
    ต.ป่าระกำ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช
    ๒. วัดถ้ำเขาพลู พ.ศ.๒๔๖๔-๒๔๗๑
    ต.ชุมโค อ.ปะทิว จ.ชุมพร
    ๓. วัดมุมป้อม พ.ศ.๒๔๗๑-๒๔๗๖
    ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช (ยกเว้นพ.ศ.๒๔๗๓)
    ๔. วัดหมน พ.ศ.๒๔๗๓
    ต.ท่าเรือ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
    ๕. วัดป่าระกำเหนือ พ.ศ.๒๔๗๗-๒๕๑๘
    ต.ป่าระกำ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช
    ๖. วัดบางบูชาชนาราม พ.ศ.๒๕๑๙-๒๕๒๒
    ต.เกาะทวด อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช
    ๗. วัดคลองน้อย พ.ศ.๒๕๒๒-๒๕๒๔
    ต.คลองน้อย อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช
    ๘. วัดป่าระกำเหนือ พ.ศ.๒๕๒๕-๒๕๓๕
    ต.ป่าระกำ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช

    สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) โปรดเกล้าฯ ให้พระครูนิโครธจรรยานุยุต เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์
    เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้โปรดเกล้าฯ นิมนต์พ่อท่านมุ่ยไปเฝ้าที่โรงปูนซิเมนต์ไทยทุ่งสง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในโอกาสนั้น พ่อท่านมุ่ยได้มอบพระปิดตา และพระประทานพรให้ และยังได้ฝากพระปิดตาและพระประทานพรไปให้สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯ โดยใช้เวลาในการสนทนาธรรมรวมประมาณ ๔๐ นาที

    พระนักพัฒนา
    เมื่อพระอุปัชฌาย์เพชร เจ้าอาวาสวัดป่าระกำเหนือ ถึงแก่มรณภาพ คณะศรัทธาธรรมและญาติโยม ได้พร้อมใจกันนิมนต์พ่อท่านมุ่ยจากวัดมุมป้อม มาเป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดป่าระกำเหนือ เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๗
    เมื่อพ่อท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าระกำเหนือ พ่อท่านก็เริ่มพัฒนาวัดโดยการเป็นประธานการก่อสร้างถนน พระวิหาร พระอุโบสถ และยังได้เปิดโรงเรียนสอนปฏิบัติธรรมแก่พระภิกษุสามเณร โดยที่พ่อท่านมุ่ยเป็นผู้สอนเองอยู่หลายปี
    นอกจากนั้นยังได้ร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านป่าระกำ ในการพัฒนาลำคลอง ถนนหนทาง และถาวรวัตถุภายในหมู่บ้าน โดยไม่ต้องรองบประมาณจากทางราชการ
    โดยส่วนตัวของพ่อท่านมุ่ยแล้ว ท่านได้บริจาคทุนทรัพย์ให้กับโรงเรียนประชาบาลหลายสิบโรงเรียนในท้องที่อำเภอปากพนัง ส่งเสริมการศึกษาและการประกอบอาชีพของชาวบ้าน จนทุกคนเรียกท่านติดปากว่า “พ่อท่านมุ่ย”

    วัตรปฏิบัติ
    พ่อท่านมุ่ยเป็นพระเถระที่หมั่นเพียร ในการประกอบกิจทางศาสนา ทำวัตร สวดมนต์ ทำสังฆกรรม และรับนิมนต์โดยไม่เลือกว่าเป็นใคร มาจากไหน อย่างทั่วหน้า หากไม่ขัดต่อบทบัญญัติทางพระวินัย

    คลองใหม่พ่อท่านมุ่ย
    คลองใหม่พ่อท่านมุ่ย เป็นคลองขุดอยู่ในพื้นที่ตำบลชะเมา เป็นคลองที่ขุดเชื่อมระหว่างคลองชะเมาที่บ้านโอขี้นาก และเชื่อมกับคลองค้อที่บ้านหัวสวน เริ่มขุดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ และขุดเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๗ มีความยาวประมาณ ๔ กิโลเมตร ผู้ดำเนินการขุดคลองนี้คือ พระครูนิโครธจรรยานุยุต (มุ่ย จนฺทสุวณฺโณ)

    ขุดโดยใช้แรงงานคน ส่วนมากเป็นคนในพื้นที่ตำบลชะเมา ตำบลเกาะทวด อำเภอปากพนัง และตำบลเชียรเขา อำเภอเชียรใหญ่ โดยมี
    กำนันและผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้รับผิดชอบ “ออกปาก” คนในหมู่บ้านไปขุด เริ่มแรกคลองมีขนาดกว้าง ๒ เมตร ลึก ๑ เมตร คนทั่วไปเรียกชื่อคลองนี้ว่า “คลองใหม่พ่อท่านมุ่ย” ตามชื่อของผู้ดำเนินการขุด

    คลองใหม่พ่อท่านมุ่ย มีประโยชน์ในด้านคมนาคมระหว่างคลองค้อกับคลองชะเมา แต่เดิมนั้นการเดินทางจากคลองค้อไปคลองชะเมาต้องไปออกทางบ้านเกาะแก ตำบลชะเมา คลองใหม่พ่อท่านมุ่ยจึงช่วยย่นระยะทาง และช่วยให้การเดินทางได้สะดวกรวดเร็วขึ้น สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปบ้านหัวสะพานชะเมา บ้านเสาธง ในหน้าน้ำชาวบ้านเข้าไปหาไม้ในป่าพรุ และล่องแพมาทางคลองนี้ และยังมีประโยชน์ ในด้านการเกษตรกรรม มีน้ำใช้ เพื่อการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะเพื่อการทำนา เพราะทั้งสองฝั่งคลองนี้เป็นพื้นที่นาทั้งหมด
    คลองใหม่พ่อท่านมุ่ย บ่งบอกถึงวิสัยทัศน์พระนักพัฒนา ผู้นำและบารมีของพ่อท่านมุ่ยอย่างแท้จริง เป็นคลองประวัติศาสตร์ที่น่าภาคภูมิใจ
    คำสอนของพ่อท่านมุ่ย
    “ คบพระให้เรียนพระวินัย
    คบข้าราชการไทยให้เรียนกฎหมาย
    คบนักบุญให้เรียนธรรมะ
    คบอันธพาลให้เรียนพระเวท ”

    คำขวัญของพ่อท่านมุ่ย ในการถมพื้นที่วัดให้ดอน
    “ เดินเข้าในวัด สองหัตถ์ถือดิน
    หญิงชายทั้งสิ้น ขอดินถมวัด ”
    คำขวัญนี้ได้เขียนไว้ที่แผ่นป้ายทางเข้าวัด

    พ่อท่านมุ่ยไม่สรงน้ำแต่ไม่มีกลิ่นตัว
    ประมาณก่อนปี ๒๕๐๐ พ่อท่านมุ่ยไปธุดงค์ที่จังหวัดพัทลุง ได้สรงน้ำร้อนที่บ่อน้ำร้อนแห่งหนึ่งในจังหวัดพัทลุง ได้อธิษฐานจิตว่า ตั้งแต่บัดนี้จะไม่สรงน้ำ ด้วยความสัจขออย่าให้สบง จีวร และตัว มีกลิ่นเป็นอันขาด จากบัดนั้นเป็นต้นมา พ่อท่านมุ่ยก็ไม่สรงน้ำอีกเลย แต่สบง จีวร และตัวก็สะอาด และไม่มีกลิ่นเลย พ่อท่านมุ่ยไม่สรงน้ำเป็นเวลากว่า ๔๐ ปี นี่คือ อธิษฐานบารมี

    พ่อท่านมุ่ย อบรมนักโทษ
    พ่อท่านมุ่ยได้รับการแต่งตั้งให้อบรมบุคคลอันธพาล ให้กลับใจเป็นพลเมืองดี ทั่วภาค ๘ เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๓ สมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี นักโทษผู้ใดจะมอบตัวให้มอบตัวกับพ่อท่านมุ่ย แล้ว

    โทษต่างๆ ที่มีอยู่จะหมดคดีไปโดยปริยาย ทั้งนี้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ถวายเงินสนับสนุนในการดูแลนักโทษ เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท
    พ่อท่านมุ่ย จนฺทสุวณฺโณ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรชั้นตรีที่ พระครูนิโครธจรรยานุยุต เป็นกรณีพิเศษ ในนามคณะรัฐบาลสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยนั้นบรรดานักโทษที่ต้องขังอยู่ในเรือนจำปากพนัง หากพ่อท่านมุ่ยต้องการขอตัวมาช่วยทำงานในวัด ทางการจะอนุมัติให้ตามคำขอทุกครั้ง เพราะมีความเชื่อมั่นในพ่อท่านมุ่ยว่าสามารถอบรมสั่งสอนนักโทษเหล่านั้นให้กลับตัวเป็นคนดีได้
    ใครก็ตามที่ให้สัญญากับพ่อท่านมุ่ยว่าจะกลับตัวเป็นคนดี ทุกคนจะปลอดภัยทุกประการ ขนาดบางคนถูกทางการสั่งให้จับตาย หากมีบัตรพ่อท่านมุ่ยเป็นเครื่องประกันว่าเขาได้กลับตัวเป็นคนดีแล้ว ก็จะรอด
    ปลอดภัย จึงทำให้บรรดาผู้ประพฤติผิด ตลอดจนนักโทษทุกคน กลับตัวเป็นคนดี และให้ความเคารพนับถือพ่อท่านมุ่ยมาก

    แต่ถ้าหากทางการต้องการตัวบุคคลนั้นจริงๆ พ่อท่านมุ่ยก็จะส่งตัวไปให้ได้ภายใน ๗ วัน ไม่ว่าผู้นั้นจะก่อคดีปล้นฆ่าหรือคดีอุกฉกรรจ์อื่นใดก็ตาม เป็นที่กล่าวขานจนรู้กันไปทั่วปากพนัง ตลอดจนหัวไทร เชียรใหญ่ ชะอวด ทำให้นายอำเภอเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในการเสียสละช่วยเหลือให้คนเป็นคนดีในสังคมของท่านเป็นอันมาก

    ในการนี้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มอบพัดประจำตำแหน่ง เครื่องหมายตราสิงห์คู่ให้กับพ่อท่าน ๑ เล่ม พัดเล่มนี้ปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่หน้า***บศพพ่อท่าน และจอมพล ป.พิบูลสงคราม บอกว่ามีเล่มเดียวในประเทศไทย นักโทษในขณะนั้นมีประมาณ ๒๐๐ กว่าคน ท่านให้การอบรมในเรื่องธรรมะ ให้นักโทษคิดดีและทำดี ขณะที่ท่านอบรมนั้น พ่อท่านให้ทำงาน ทำประโยชน์ให้กับวัดด้วย โดยขุดสระน้ำในวัด แล้วนำดินนั้นมาถมพื้นวัด ทำให้พื้นสูงกว่าระดับเดิมถึง ๒ เมตร สระน้ำที่นักโทษขุดนั้นเรียกว่า “สระนักโทษ” และพ่อท่านยังได้พานักโทษ เข้าไปหาไม้ในป่าพรุมาทำเสนาสนะภายในวัด ทางที่พ่อท่านพาเข้าไปหาไม้นั้นเรียกกันว่า “ทางนักโทษ”

    พ่อท่านจะให้นักโทษกลับบ้านเป็นครั้งคราว โดยให้กลับเดือนละ ๑-๒ ครั้ง แล้วแต่กรณี หรือถ้าจะมอบหมายให้นักโทษไปทำธุระเรื่องงาน พ่อท่านจะมอบบัตรให้ ด้านหน้ามีข้อความว่า “ พระครูมุ่ย จนฺทสุวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดป่าระกำเหนือ เจ้าคณะตำบล อำเภอปากพนัง” ด้านหลังมีข้อความว่า
    “ วันที่ ๑๓ ม.ค. พ.ศ. ๒๓๙๙ อาศัยหนังสือบังคับการตำรวจภูธรภาค ๘ ลงวันที่ ๒๔ ส.ห. (สิงหาคม) พ.ศ.๙๙ ด้วยให้นายรัน พลรัตน์ ไปตามนายหรบ ขอให้เจ้าหน้าที่จงได้ความปลอดภัยแก่ นายรันและนายหรบ ซึ่งเดินทางไปหาอาตมาที่วัดป่าระกำล่าง(เหนือ) ใช้ได้ตั้งแต่วันที่๑๓–๑๘ พ.ศ.๙๙ พ้นจากนี้ขอให้เจ้าหน้าที่จับกุมได้ ม.ให้ทำการต่อหนังสือต่อไป ๗ วัน ม. ” พ่อท่านมุ่ย มีความสามารถ มีเวทมนต์คาถาสะกดนักโทษได้ พ่อท่านรับรองกับทางราชการว่าไม่ให้นักโทษหนี เคยมีนักโทษคิดจะหนี แต่แล้วก็เดินวนเวียนอยู่ในวัดหนีไปไม่ได้ พ่อท่านมุ่ยจึงควบคุมนักโทษได้ด้วยคาถาอาคมที่เข้มขลัง

    พ่อท่านมุ่ยคลอดบุตรด้วยน่องด้านขวา
    พ่อท่านมุ่ยมีวิทยาคม ด้านการคลอดบุตร ในอดีตแม่คลอดบุตรเป็นเรื่องเสี่ยงต่อชีวิตแม่และลูก บางครั้งแม่ตาย บางครั้งลูกตาย เพราะการแพทย์ยังไม่เจริญ พ่อท่านมุ่ยเรียนวิชานี้เพื่อต้องการช่วยแม่ที่คลอดบุตรยาก ปรากฏว่าได้ช่วยคนมามาก
    การคลอดบุตรด้วยน่องด้านขวา คนคลอดอยู่ที่บ้าน แต่พ่อท่านอยู่ที่วัด ก่อนที่จะคลอด พ่อท่านจะถามผู้ที่มาหาว่า ผู้หญิงที่จะคลอดหันหัวไปทางทิศไหน แล้วพ่อท่านจะนอนหันหัวไปทางทิศเดียวกับคนคลอด แล้วพ่อท่านทำ “อาคม” ใส่ที่น่องของพ่อท่าน แล้วน่องของพ่อท่านจะเจ็บปวดมีอาการพลิกตัวไปมาเหมือนกับคนคลอดจริง หลังจากนั้นอาการปวดที่น่องเริ่มทุเลาลงเรื่อยๆ จนปกติ แล้วพ่อท่านบอกว่าผู้หญิงคนนั้นคลอดเรียบร้อยแล้ว เมื่อผู้มาหาพ่อท่านกลับไปถึงบ้านผู้หญิงคนนั้นคลอดแล้วจริงๆ หลังจากนั้นพ่อท่านก็เอาน้ำมาอาบน่องของท่าน เหมือนกับอาบน้ำผู้คลอดตามปกติ
    ไม่มีผู้ใดที่คลอดยากแล้ว มาหาพ่อท่านแล้วคลอดไม่ออก “อาคม”นี้ พ่อท่านปฏิบัติได้โดยไม่ต้องสรงน้ำ ถ้าสรงน้ำจะถืออาคมนี้ไม่ได้ เมื่อถือ “อาคม” นี้แล้ว เป็นลักษณะพิเศษอย่างหนึ่ง คือ กลิ่นกายของพ่อท่านไม่มี และถ้าเดินทางผ่านหญ้ารกๆ หรือต้นกล้าข้าว ปรากฏว่าหญ้ารกๆ หรือต้นกล้าข้าวจะเฉาแดงเท่าทางเดินของพ่อท่าน
    ต่อมาภายหลังพ่อท่านก็หยุดทำ “อาคม”นี้ เนื่องจากชราภาพ ไม่สามารถที่จะทนความเจ็บปวดได้ อีกทั้งมีแพทย์แผนปัจจุบันทันสมัยแล้ว แต่พ่อท่านได้มีอาคมของท่านไว้ในลูกอมชานหมากที่ทำด้วยชานหมาก ถ้าจะคลอดก็ใช้ลูกอมชานหมากนี้ใส่ลงในน้ำดื่ม โดยอธิษฐานจิตถึงบารมีของพ่อท่าน ให้พ่อท่านช่วยเหลือในการคลอดครั้งนี้

    พ่อท่านมุ่ย กับพิธีพุทธาภิเษก องค์พ่อจตุคามรามเทพรุ่นปี ๒๕๓๐
    พ่อท่านมุ่ยเป็นพระเกจิอาจารย์ในพิธีกรรมพุทธาภิเษก องค์พ่อจตุคามรามเทพ รุ่นปี ๒๕๓๐ เกือบทุกขั้นตอน ไม่ว่าในทะเลหรือบนบก โดยทำพิธีร่วมกับ พระคณาจารย์สำนักเขาอ้อ คือ ๑.พระครูกาชาด วัดดอนศาลา, ๒.พระครูศิริวัฒนาการ (ศรีเงิน) วัดดอนศาลา, ๓.พระครูพิพิธวรกิจ (คล้อย) วัดภูเขาทอง และ๔.พระครูอดุลย์ธรรมกิตติ (กลั่น) วัดเขาอ้อ พระคณาจารย์ดังของนครศรีธรรมราช คือ
    ๑.หลวงปู่คลิ้ง วัดถลุงทอง
    ๒.หลวงปู่จันทร์ วัดทุ่งเฟื้อ
    ๓.หลวงพ่อสังข์ วัดดอนตรอ
    ๔.พ่อท่านมุ่ยวัดป่าระกำเหนือ
    ผู้ที่ไปนิมนต์มาในพิธีคือ ขุนพันธรักษ์ราชเดช และนายเอนก สิทธิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชในขณะนั้น
    ลักษณะเด่นของพ่อท่านมุ่ย
    ๑. พระนักเทศน์ อบรมสั่งสอน
    ๒. พระนักพัฒนา
    ๓. พระนักการศึกษา
    ๔. พระนักปกครอง
    ๕. พระหมอยา แพทย์แผนไทย
    ๖. พระผู้เก่งกล้าคาถาเวทมนต์
    ๗. พระผู้มีวาจาสิทธิ์ ยึดมั่นในสัจจะอธิษฐาน
    ๘. พระผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัยยิ่งนัก
    จากลักษณะเด่นของพ่อท่านมุ่ย ทำให้ผู้ที่เคยได้พบท่าน จะให้ความเคารพศรัทธาเลื่อมใส พ่อท่านมุ่ยมาก เมื่อได้เห็นในปฏิปทาของท่านแล้วประทับใจ พ่อท่านมุ่ย มีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยมาก ไม่จับต้องเงินทอง ไม่สะสมสมบัติของมีค่า ในกุฏิของท่านจึงไม่มีของมีค่าอะไรเลย ใครถวายอะไรให้ท่าน หากมีคนอื่นมาขอต่อท่านก็จะยกให้ทันทีโดยไม่มีความเสียดายอะไรทั้งสิ้น

    นอกจากนี้ พ่อท่านมุ่ย ยังฉันเอกา (มื้อเดียวใน ๑ วัน) ฉันรวม โดยเอากับข้าวต่างๆ ที่ชาวบ้านนำมาถวายที่วัดอย่างละนิดอย่างละหน่อย เอามารวมในจานข้าว แล้วคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน แล้วจึงฉันแต่พออิ่ม
    พ่อท่านมุ่ยนับเป็นพระเถระที่มากด้วยเมตตาบารมีลำเลิศของภาคใต้
    ที่ประพฤติพรหมจรรย์ มั่นคงยาวนานปี ศีลาจารวัตรเรียบร้อย เป็นที่เคารพนับถือของญาติมิตรและศิษยานุศิษย์ ตลอดจนบุคคลทั่วไป
    นับเป็นพระสุปฏิปันโนรูปหนึ่งของเมืองนครศรีธรรมราช ที่ทรงคุณธรรม อย่างสูงส่ง มีอัธยาศัยโอบอ้อมอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนทุกระดับชั้น เพราะเหตุนี้เองชาวบ้านจึงขนานนามให้ท่านเปรียบเสมือน “เอกองค์อริยสงฆ์แห่งทักษิณ” อย่างแท้จริง

    มหัศจรรย์ ถ่ายรูปพ่อท่านไม่ติด
    ถ้าใครจะถ่ายรูปของพ่อท่านมุ่ยไปไว้สักการะเคารพบูชา จะต้องบอกหรือขออนุญาตต่อพ่อท่านเสียก่อน มิฉะนั้นจะถ่ายรูปพ่อท่านไม่ติด แม้จะมีฝีมือถ่ายภาพดีเพียงใด ปรากฏการณ์มีมาหลายครั้งแล้ว

    การดำเนินชีวิตของพ่อท่านมุ่ย
    พ่อท่านได้กำหนดช่วงของการดำเนินชีวิตไว้ ๓ ช่วง
    อายุ ๑-๓๐ ปี เป็นเรื่องของปฏิยัติศึกษาหาความรู้ให้มาก และสอน บอกให้ผู้อื่นรู้ด้วย
    อายุ ๓๑-๖๐ ปี เป็นเรื่องของการปฏิบัติ คือทำตนเป็นตัวอย่างที่ดี นำความรู้ที่ได้เรียนมาปฏิบัติให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
    อายุ ๖๑ ปีขึ้นไป (๖๑-๙๓ปี) เป็นเรื่องของปฏิเวธเสวยผลของการปฏิบัติ

    วัตถุมงคลของพ่อท่านมุ่ย
    พ่อท่านมุ่ยผู้เชี่ยวชาญด้านผงปถมัง
    ผงปถมังได้มาจากการเขียน “นะปถมังพินธุ” แล้วลบออก ผงที่ได้จากการลบนะปถมังพินธุ คือ ผงปถมัง
    นะปถมังพินธุ นอกจากจะเรียก นะปฐมกัปป์แล้ว ยังมีชื่อเรียกอย่างอื่นอีก เช่น นะทรงแผ่นดินบ้าง นะตัวต้นบ้าง หรือนะปัดตลอดบ้าง นะทุกตัวที่โบราณาจารย์ท่านประดิษฐ์ขึ้นนั้น เป็นอักขระวิเศษอย่างหนึ่งจะว่ายันต์ก็ไม่ใช่ ตัวนะประกอบด้วยส่วนสำคัญ ๕ ประการคือ พินธุ ทัณฑะ เภทะ อังกุ และสิริ
    นะปถมังต้องลงตามสูตรที่ละขั้นตอน เรียกว่า “สูตรปถมัง” เมื่อลงขั้นตอนใด ต้องว่าคาถาของขั้นตอนนั้น แล้วเสกคาถากำกับตัวที่ลงไว้อีกที จนกระทั่งครบสูตรปถมัง ตอนลบต้องว่าคาถาไปด้วย
    พ่อท่านมุ่ยศึกษาวิชาทำผงปถมังจนมีความเชี่ยวชาญ ในการทำผงปถมัง ท่านใช้ความมานะพยายามเขียนสูตรปถมัง แล้วลบออกมาเป็นผงอยู่นานถึง ๑๐ กว่าปี ทุ่มเททั้งพลังกายและพลังใจอย่างเต็มที่ (วิชาเอกนี้แม้แต่ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ซึ่งสำเร็จวิชาเดียวกัน ยังยอมรับนับถือว่า เป็น ๑ ไม่เป็นรองใคร)
    เมื่อได้ผงปถมังมากพอจะนำมาสร้างเป็นพระเครื่อง หลวงพ่อมุ่ยก็เอาผงวิเศษที่ทำขึ้นล้วนๆ โดยมิได้ผสมปูนขาวหรือวัตถุอื่นใด นำมาคลุกเคล้ากับน้ำนมควาย ซึ่งใช้เป็นตัวประสานผงวิเศษ นวดจนกระทั่งเหนียวได้ที่จึงนำไปกดในแม่พิมพ์ โดยพ่อท่านบอกว่าที่ต้องใช้ "น้ำนมควาย" ก็เพราะว่าน้ำนมควายเข้มข้นกว่า "น้ำนมวัว" ซึ่งน้ำนมของสัตว์ ๒ ชนิดนี้เป็นอาหารของมนุษย์ ที่ได้ชุบเลี้ยงชาวโลกมานานแล้ว เป็นสัตว์ที่มีบุญคุณต่อมนุษย์อย่างแท้จริง
    ขั้นตอนก็คือเมื่อได้ "น้ำนมควาย" มาแล้วพ่อท่านจะนำไปเคี่ยว เพื่อใช้เป็นตัวประสานในการสร้างพระ ในการเคี่ยวน้ำนมควายนี้ของทุกอย่างต้องลงอักขระเลขยันต์ ไม่ว่าจะเป็น ก้อนเส้า (ก้อนอิฐ หรือก้อนหิน ที่เอามาวางเป็นหลักต่างเตา สำหรับตั้งหม้อ) ไม้ฟืนสำหรับสุมไฟ รวมทั้งหม้อสำหรับใส่น้ำนมควาย ขณะเคี่ยวก็จะต้องบริกรรมพระคาถาไปด้วย สำหรับดินสอที่ใช้เขียนอักขระ พ่อท่านจะทำจากข้าวเม่าตำ ผสมกับสมุนไพรและมวลสารต่างๆ ตามตำราโบราณ ปั้นเป็นแท่งๆ ใช้แทนดินสอ แล้วนำไปเขียนอักขระเลขยันต์ พร้อมกับบริกรรมคาถาไปด้วย
    พ่อท่านมุ่ยทำผงปถมังครั้งแรกใช้กระดานหนา ๖ หุน เสกคาถาลงอักขระ ทำผงปถมัง ปรากฏว่า ผงปถมัง ทะลุกระดานหายไปหมดไม่ได้ผงปถมังสักนิดเดียว พ่อท่านมุ่ยจึงได้ไปปรึกษากับพ่อท่านหมุน ซึ่งเป็นเกลอของท่านที่จังหวัดพัทลุง พ่อท่านหมุนบอกว่าให้เอาใบกล้วยทองลงยันต์ผูกธรณีจึงจะได้ผงปถมัง หลังจากนั้นจึงกลับมาทำผงปถมัง ได้ผงปถมังมากมาย

    ผงปถมัง พ่อท่านมุ่ยไม่ได้ทำเพียงคนเดียว ขณะนั่งเสกคาถาอยู่นั้นจะมีเทวดามาร่วมอยู่ด้วย และยื่นผงปถมังให้ ผงปถมังของพ่อท่านมุ่ย จึงเป็นผงปถมังของเทวดารวมอยู่ด้วย
    เมื่อได้ผงปถมัง ด้วยอำนาจแห่งพลังจิตของพ่อท่านแล้ว จึงนำไปสร้างเป็นองค์พระ ปลุกเสกอีกครั้งหนึ่ง จึงจะเสร็จสมบูรณ์จริงๆ จะเห็นได้ว่า พิธีกรรมสร้างพระของ พ่อท่านมุ่ย นั้นไม่ธรรมดาเลย พระของท่านจึงทรงไว้ซึ่งความขลังและศักดิ์สิทธิ์สุดพรรณนา

    พระที่พ่อท่านมุ่ยสร้างขึ้นมารุ่นแรก เป็นพิมพ์พระปิดตาจำนวนไม่ถึงพันองค์ หลังจากแกะพระออกจากพิมพ์ก็จะเอามาตกแต่งให้ดูเรียบร้อยสวยงามแล้วจึงปลุกเสกให้เกิดพุทธานุภาพสูงสุด

    การปลุกเสกพระปิดตาของพ่อท่านมุ่ยทำการปลุกเสกเดี่ยว ซึ่งตามแบบพระเกจิอาจารย์ทางภาคใต้ถือว่า ถ้าไม่แน่จริงก็ไม่ปลุกเสกองค์เดี่ยว แสดงว่าพ่อท่านมุ่ยมั่นใจในพระปิดตาของท่านมาก การปลุกเสกก็มิใช่กระทำกันแค่ ๓ วัน ๗ วัน แต่ท่านใช้เวลาปลุกเสกอยู่หลายปี ก่อนจะนำออกมาแจกจ่ายให้บรรดาศิษย์และญาติโยม โดยไม่ได้หวังค่าตอบแทนแต่ประการใด

    ในภาคใต้จะหาพระผู้มีความรู้ความสามารถ การจัดทำผงปถมังมีน้อยมากในจำนวนน้อยนั้น มีพ่อท่านมุ่ยอยู่ด้วย จะหาผู้อื่นมาเทียบเทียมได้ยาก นับเป็นเอกในเรื่องทำผงปถมัง

    อิทธิวัตถุมงคลต่างๆ ที่ได้ผ่านการอธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยวจากพ่อท่านมุ่ย จนฺทสุวณฺโณ แล้ว บรรดาศิษยานุศิษย์ต่างใฝ่หามาสักการะเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล ในตอนแรกที่พ่อท่านปลุกเสก ผู้ที่ได้รับไปแล้ว มีประสบการณ์อภินิหารทั้งทางด้านแคล้วคลาด มหาอุด คงกระพันชาตรี เมตตา และปราบภูติผีปีศาจ กันผี คุณไสย ขับผีเข้าเจ้าสิง จนเป็นที่เลื่องลือจึงมีผู้นิยมและแสวงหากันมาก
    แม้กระทั่งท่านมรณภาพไปแล้ว แต่ความศรัทธาต่อท่านยังคงอยู่ตลอดกาล

    เรื่องความศักสิทธิ์บารมีล้ำเลิศ เชื่อกันว่าเรื่องพุทธคุณพุทธานุภาพดีเด่นดังนี้
    - พระปิดตา ของพ่อท่านมุ่ยเยี่ยมมาก มีพลานุภาพและอำนาจในทาง ขลังและศักดิ์สิทธิ์ มักบังเกิดอิทธิปาฏิหาริย์ บันดาลโชคลาภ เมตตา และแคล้วคลาดจากภัยอันตรายต่างๆ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับทานที่เดินทางไปต่างถิ่นแดนไกลๆ

    ขุนพันธรักษ์ราชเดช ให้ความเคารพนับถือ พ่อท่านมุ่ย และ ท่านขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้ มาร่วมพิธีสร้างวัตถุมงคล ที่วัดป่าระกำเหนือบ่อยครั้ง ตลอดจนมานิมนต์พ่อท่านเข้าร่วมเป็นพระเกจิอาจารย์ ในพิธีกรรมพุทธาภิเษก องค์พ่อจตุคามรามเทพ รุ่นปี ๒๕๓๐

    - ะประทานพร ของพ่อท่านมุ่ย ดีเด่นมีพลานุภาพ ในด้าน
    อิทธิคุณเป็นหลัก คือ เมตตา กรุณา เชื่อถือได้ กลุ่มบุคคลที่มีชื่อเสียง ทำธุรกิจ การค้า การธนาคาร รับราชการ นักการเมือง การปกครอง พ่อค้า แม่ขาย มีไว้บูชาดีนักแลฯ

    เรื่องราวความขลังความศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่องมีปฏิหาริย์ดังนี้

    รายการแรกโจรปล้นบ้านผิด เรื่องนี้ได้รับคำบอกเล่าจากท่านพระครูสิริปุญญาภิยุต (สวงค์ ฐิตปุญโญ) ท่านเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันว่า สมัยนั้นมีเศรษฐีผู้หนึ่งเป็นลูกศิษย์พ่อท่านมุ่ย บ้านอยู่ตำบลคลองน้อย ได้มีโจรประกาศว่าจะปล้นบ้านทำให้ตกใจจึงนั่งเรือหางยาวมาหาพ่อท่านมุ่ยที่วัดป่าระกำเหนือ พ่อท่านมุ่ยจึงถามว่าเรากลัวเขารึ เศรษฐีผู้นั้นบอกว่า “กลัวครับพ่อท่าน” แล้วพ่อท่านก็เสกน้ำมนต์ให้ไปส่วนหนึ่ง พร้อมกับมอบพระปิดตา ให้อีกองค์หนึ่ง ให้กระทำตามที่ท่านบอกคือใช้น้ำมนต์พรมให้รอบบริเวณบ้านแล้วเอาพระปิดตาบูชาไว้ติดตัว ครั้นเมื่อถึงวันที่โจรจะเข้าปล้นปรากฏว่าโจรได้มาจริงแต่ได้เลยบ้านเศรษฐีผู้นั้นไปปล้นบ้านหลังถัดไปซึ่งเป็นบ้านคนจน
    ตามธรรมเนียมของโจร เมื่อปล้นแล้วไม่ได้อะไร ผ้าขี้ริ้วก็ต้องเอา ปรากฏว่าเจ้าของบ้านหลังนั้นโดนทุบเสียอาน โดยโจรได้ข้าวของไปไม่มาก เมื่อเจ้าของบ้านตัดพ้อโจรว่า บ้านเศรษฐีอยู่หน้าบ้านตนทำไมไม่
    ปล้น เจ้าพวกโจรกลับบอกว่าหาไม่เจอ มีแต่บ้านแกบ้านเดียวเท่านั้น ว่าแล้วก็จากไป เรื่องเลื่องลือกันมาก โด่งดังมาแทบทุกยุคสมัย

    รายการที่ ๒ ถูกยิงไม่ออก เหตุการณ์เกิดที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่องมีอยู่ว่า มีเศรษฐีนีคนหนึ่ง เป็นเจ้าของเรือประมงและที่ดินจำนวนมาก ได้เกิดกรณีพิพาทเรื่องเรือและที่ดิน จึงได้มีกลุ่มโจรมาลอบดักสังหารเศรษฐีผู้นี้เสีย วันหนึ่งเมื่อเศรษฐีนีผู้นี้ออกไปดูเรือ ประมงสองคนกับลูกชาย กลุ่มที่มาดักสังหารจึงลอบยิงด้วยปืนปรากฏว่ายิงไม่ออกถึงสองครั้ง โจรจึงกรูเข้าไปใช้มีดดาบฟันลูกชายจนล้มลง อาการสาหัสลูกชายต้องแกล้งทำเป็นนอนตาย จากนั้นโจรจึงกรูกันเข้าไปทำร้ายเศรษฐีนี แต่ปรากฏว่าฟันไม่เข้า ลูกชายเห็นเหตุการณ์โดยตลอดแต่ไม่อาจช่วยเหลือได้ เจ้าตัวหัวหน้าได้ใช้ไม้ตีจนล้มคว่ำสลบแล้วสั่งสมุนเข้าค้นตัวปรากฏว่า ในกระเป๋าเศรษฐีนีมีพระปิดตาและพระประทานของพ่อท่านมุ่ยอยู่ ๒ องค์ เท่านั้นหัวหน้าโจรและลูกสมุนต่างยกมือพนมไหว้ขอขมาต่อเศรษฐีนีแล้วต่างแยกย้ายกันไปโดยทิ้งปริศนา
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงพ่อมุ่ย หลังหลวงพ่อยิ้ม วัดป่าระกำเหนือ ปี 2530 เนื้อทองแดง เป็นเหรียญรุ่นแรกพ่อท่านมุ่ย ปกติท่านจะไม่ให้ใครสร้างเหรียญที่เป็นรูปเหมือนท่าน รุ่นนี้หลวงพ่อยิ้มซึ่งท่านเป็นพระน้องชายของท่านได้จัดสร้างขึ้นในปี 30 เหรียญสวยสภาพเดิมๆ ให้บูชา 1500 บาททครับ

    ลพ.มุ่ย.jpg ลพ.มุ่ยหลัง.jpg
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999

    หลวงปู่โป๊ะ วัดบ้านบิง อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ
    ลองหาข้อมูลประวัติท่านอ่านดูตามเวปครับ สีผึ้งท่านบูชากันหลักหลายพันท่านมีชื่อด้านสีผึ้งเมตตามหาเสน่ห์ ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งEMS50บาทครับ
    ลพ.โปีธ.JPG ลพ.โปีธหลัง.JPG
     
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    หลวงปู่ปรง พื้นเพ เป็นคนย่านวัดห้วยเจริญสุข ต.พักทัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี

    ท่านเกิดเมื่อวันเสาร์ ปีมะโรง พ.ศ.๒๔๔๗ เกิดปีเดียวกับหลวงปู่เย็นวัดสระเปรียญเเก่กว่าหลวงพ ่อกวยหนึ่งปี(หลวงพ่อกวยเกิด วันพุธ ปีมะเส็งพ.ศ.๒๔๔๘)

    สมัยหนุ่ม ได้บวชเรียนกับหลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์ รุ่นเดียวกับ หลวงพ่อปู่เย็นวัดสระปรียญ หลวงพ่อกวย วัดบ้านเเค หลวงพ่อเเพ วัดพิกุลทอง หลวงพ่อบัว วัดเเสวงหาอ่างทอง เป็นต้น

    สมัยตอนบวช นอกจากเรียนวิชากับหลวงพ่อศรีเเล้วก็เรียนกับอีกหลาย หลวงพ่อ เช่นหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ หลวงพ่อเคน วัดดงเศรษฐีหลวงพ่อคำวัดตลุกคู่ จ. อุทัย เเละกับอีกหลายอาจารย์ที่เป็นสงฆ์เเละฆราวาส

    จากนั้นสึกออกมามีครอบครัว เช่นเดียวกับหลวงปู่เย็น วัดสระเปรียญหลวงปู่เย็นบวชเเล้วสึกออกมามีครอบครัว เเล้วตอนเเก่ก็มาบวชอีก

    สายหลวงพ่อศรี มีทั้งสึกออกมามีครอบครัว เเละบางรูปก็ไม่สึก เช่นหลวงพ่อกวยหลวงพ่อเเพ เเละท่านอื่นๆ

    หลวงปู่ปรงกลับมาบวชอีกครั้งเมื่ออายุอยู่ในช่วงห้าส ิบกว่าถึงอายุหกสิบ

    หลังจากบวชอีกครั้ง ก็ออกธุดงค์ร่วมยี่สิบปีออกเเสวงหาความสงบเเละเรียนว ิชาเพิ่มกับอีกหลายสาย
    เมื่ออายุได้๘๐ปี จึงหยุดธุดงค์เเละกลับมาที่สิงห์บุรีมาจำพรรษาที่วัด ธรรมเจดีย์ คาดว่าหลวงปู่เป็นผู้สร้างวัดนี้

    ที่วัดธรรมเจดีย์ ท่านได้ออกวัตถุมงคลเป็นรุ่นเเรกๆเเละหลายรุ่นจากประ สบการณ์ของพระเครื่องของท่านทำให้ชื่อเสียงโด่งดังเเ ละมีคนรู้จักท่านมากขึ้น
    ช่วงปลายอายุ หลวงปู่ปรงได้ย้ายจากวัดธรรมเจดีย์มาจำพรรษาที่วัดห้ วยเจริญสุขเพื่อช่วยสร้างโบสถ์ที่วัดนี้ซึ่งเป็นบ้าน เกิดของท่าน

    จนเมื่อปลายปี๒๕๔๐ หลวงปู่ปรงได้มรณภาพลงที่วัดห้วยเจริญสุข อายุได้๙๕ปี ๔เดือนเเละ๓วัน ซึ่งไล่เลี่ยกับหลวงปู่เย็น(มรณภาพ ปี๒๕๓๙ อายุ ๙๔ปี)

    สรุป ท่านเรียนมาสายเดียวกับหลวงพ่อกวยเเละหลวงปู่เย็น ตำราอาคมเก่าๆของหลวงปู่ ปัจจุบันเก็บรักษาโดยอ.เซียน ศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่เมื่อครั้งจำพรรษาอยู่ที่วัดธรรม เจดีย์

    ส่วนอีกชุดอยู่ที่ศิษย์ท่านนึงที่เป็นสงฆ์ซึ่งเป็นอี กท่านที่ใกล้ชิดหลวงปู่เเละของคัดลอกตำราของหลวงปู่ไ ว้

    ตำราชุดนี้ เขียนเเช่งไว้
    ใครไม่ได้ครอบครู เปิดดู ขอให้ตายอย่าได้มีโลงใส่ อย่างได้มีไฟเผา ผมเคยดู เเต่ไม่กล้าเปิดครับ
    ความจริงเเล้วประวัติ เรื่องราวอย่างละเอียดของท่าน ยังมีอีกมาก เเละน่าสนใจมากทีเดียว
    index.php?PHPSESSID=ns43c5unbnb78l9ds3h0a9c723&action=dlattach;topic=6917.jpg

    ประวัติหลวงปู่ปรง
    เดิมชื่อ ปรง ปิ่นทอง เกิดปีมะเส็ง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘ เป็นบุตรของคุณพ่อปั้น ปิ่นทอง เเละคุณเเม่ปลีก ปิ่นทอง มีพี่น้องสามคน คนเเรกชื่อ นานยโป้ย ปิ่นทอง คนรองชื่อนางเปล่ง จงกสิกรรม หลวงปู่ปรงเป็นคนสุดท้อง

    อุปสมบท
    อุปสมบทครั้งเเรกเมื่อพ.ศ.๒๔๖๘ ที่วัดห้วยเจริญสุข มีหลวงพ่อพระครูศรี วิริยะโสภิต วัดพระปรางค์ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อช้ามเเละหลวงพ่อผ่อง เป็นพระคู่สวด เรียนวิชากับหลวงพ่อศรีได้ ๖ พรรษา จากนั้นได้ลาสิกขาเพราะร้อนวิชา ออกมามีครอบครัวเเละใช้ชีวิตเเบบฆราวาส มีบุตรชายหนึ่งคน
    ท่านเคยใช้ชิวิตเเบบเสือ เเบบนักเลง ภายหลังกลับใจมาบวชอีกครั้ง หลวงปู่เข้าอุปสมบทครั้งที่สองปีพ.ศ.๒๕๐๔ ที่วัดราชประสิทธิ์ จ.สิงห์บุรี มีหลวงพ่อเตี้ยมเป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากนั้น ท่านได้มาจำพรรษาที่วัดธรรมเจดีย์ ๓๐ พรรษา จากนั้นหลวงปู่ได้ออกธุดงค์ไปทางจังหวัดอุทัยธานี เข้าสู่ป่าใหญ่ ออกไปถึงประเทศเขมรเป็นเวลา ๓ ปี จึงกลับมายังวัดธรรมเจดีย์


    การศึกษาวิทยาคม
    ได้บวชเรียนเเละศึกษาวิชาต่างๆกับหลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์ ๖ พรรษา นอกจากนี้ยังได้เรียนวิชาจากพระสงฆ์เเละฆราวาสต่างๆดังนี้
    หลวงพ่อต้วม วัดสนามชัย ชัยนาท
    หลวงพ่อคำ จ.อุทัยธานี
    หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ
    หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา
    หมอเจียก จ.อุทัยธานี
    หลวงพ่อเคน วัดดงเศรษฐี จ.อุทัยธานี หลวงพ่อเคนนี้ เป็นอาจารย์หลวงปู่กวยด้วยเช่นกัน เก่งวิชารักษาโรค ประสานกระดูก มีวิชาเล่นเเร่เเปรธาตุ ทำตะกั่วให้เป็นทองคำได้เเบบหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ
    อาจารย์รื่น อำเภอวิเชียร จ.เพชรบูรณ์
    อาจารย์อ้วน วัดด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี


    เสือกลับใจ
    หลังจากบวชครั้งที่สองปีพ.ศ.๒๕๐๔ หลวงปู่จำพรรษาที่วัดธรรมเจดีย์ โดยตัดทางโลกสิ้นเชิง สมัยนั้นทางกองปราบเคยส่งมือปราบมาฆ่าท่าน เพราะท่านเคยมีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำ ทางกองปราบส่งคนปลอมตัวมาเเบบสามัญชน มาหลอกถามท่านว่า บวชทำไม จะสึกหรือไม่ หลวงปู่ตอบไปว่า บวชครั้งนี้ ขอบวชให้พระพุทธองค์ จะไม่ขอลาสิกขาอีกเเล้ว จนกว่าจะถึงฝั่งพระนิพพาน คนที่ปลอมตัวมา เห็นหลวงปู่พูดจาจริงจังดังนั้นจึงไม่ทำอะไรท่าน เเละได้ลบชื่อหลวงปู่ออกจากรายชื่อบัญชีดำ หลวงปู่ก็ได้ปฎิบัติธรรมอย่างจริงจังดังที่ท่านได้กล่าวออกไป
    จากนั้นท่านก็ไปศึกษาตำราเก่าของหลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์ สมัยนั้นหลวงพ่อทอง เป็นเจ้าอาวาส เดินทางไปเรียนวิชากับหลวงพ่อเคน วัดดงเศรษฐที่อุทัยธานี หลวงปู่เก่งวิชาหลายอย่างที่เรียนจากหลวงพ่อศรี เช่น การทำเเหวนเเขน ลงตะกรุด เช่นตะกรุดสามกษัตริย์ ตะกรุดโทน ตะกรุดสามดอก นอกจากนี้ยังเก่งเรื่องทำผงวิเศษ ทำสีผึ้ง ลงมีดหมอได้ขลัง เเละเก่งวิชาตะกรุดกระดอนสะท้อน คือ ถ้าถูกยิง ลูกปืนจะย้อนกลับ



    ปฎิปทา
    ๑. เป็นผู้คงเเก่เรียน ชอบศึกษา ทำผงได้เก่ง เก่งทางตะกรุด มีดหมอ ลงอาถรรพ์ วิชาหลายอย่างทำได้เเบบหลวงปู่กวย
    ๒. ชอบทำวัตถุมงคลเอง ที่หน้ากุฎิหลวงปู่มักนั่งจารตะกรุด หรือเขียนผ้ายันต์ คนไปกราบ บางครั้งนั่งลงยันต์ไป นั่งคุยไป เขียนเสร็จ เสกเดี๋ยวนั้นเลยก็มี
    ๓. ร้อนวิชา หลวงปู่ค่อนข้างร้อนวิชา อย่างที่กล่าว ท่านชอบลงของ ทำของด้วยตัวเอง
    ๔. ชอบเลี้ยงสัตว์ หลวงปู่เลี้ยงหมา เเมว ไก่ ตอนเช้าๆท่านจะขุนข้าวให้มันเอง ปรกติหลังหกโมงเย็น หลังจารตะกรุด ท่านจะมาให้ข้าวพวกมัน เเมวคลุกข้าวให้กินในกุฎิ หมาจะมีข้าวในอ่างให้ข้างนอก เสร็จกิจ หลวงปู่จะสรงน้ำ ทำวัตรสวดมนต์ ปลุกเสกวัตถุมงคลเเละปฎิบัติธรรม
    ๕. ชอบยิงคุนกระสุน คันกระสุนนี้ ใช้ลูกดินยิงเเทนลูกธนู ท่านมักวางไว้ใกล้ตัว สมัยก่อน ใครเคยไปกราบ มักจะเห็นคันกระสุนวางข้างๆตัวท่าน



    คุณวิเศษ
    ๑. หายตัวได้ หลายครั้งที่ศิษย์พบเหตุการณ์ดังกล่าว เช่นขับรถมาถึงหน้ากุฎิ เห็นหลวงปู่นั่งจารตะกรุด พอลงรถมาถึง จะกราบท่านเเละนำของมาถวาย กลับมองไม่เห็น พอเดินไปเดินมา หาท่าน กลับเห็นท่านนั่งอยู่ที่เดิม พอถามว่าท่านไปไหน หลวงปู่ตอบว่า นั่งอยู่ตรงนี้ ไม่ได้ไปไหน ศิษย์ใกล้ชิดบางคนบอกมาว่า เวลาหลวงปู่เสก หรือลงตะกรุดให้เป็นกำบัง ต้องลงจนไม่มีใครเห็นตัวท่าน
    ๒. ถ่ายรูปไม่ติด หลายครั้งที่ท่านไปงานพิธีต่างๆ มีช่างมาขอถ่ายรูปท่าน บางครั้งหลวงปู่รำคาญ ถ่ายเเบบไม่เกรงใจ หรือท่านยังไม่พร้อม พวกช่างเลยกดชัตเตอร์ไม่ลง บางครั้งถ่ายไปไม่ติดก็เคยมี หลวงปู่เคยเหน็บตะกรุดชนิดหนึ่งที่ท่านทำให้คนทำบุญ เเต่ท่านพกติดตัว มีศิษย์ถาม ท่านเลยตอบไปว่า ท่านรำคาญพวกถ่ายรูป เลยต้องมีดีติดตัวไว้บ้าง ครั้งนึงมีศิษย์มาจากอเมริกา มากราบท่าน หลวงปู่ได้เอาตะกรุดชนิดนี้ออกมาให้ทำบุญ ท่านบอกว่า เงินหาได้ เเต่ตะกรุดเเบบนี้ หาได้ยากกว่าหลายร้อยเท่านัก
    ๓. ทำวัตถุมงคลได้ขลัง ท่านเป็นพระ ชอบพระเอง เเม้อายุมาก ผ้ายันต์ ตะกรุดจารเอง มีดหมอก็จารเอง สมเด็จยุคเเรกๆหลวงปู่ทำเอง รุ่นต่อมาเเม้ไม่ได้ทำเอง เเต่ก็คุมเรื่องมวลสาร เนื้อหา ส่วนผสมต่างๆ วัตถุหลักที่เป็นส่วนผสม เช่น ผงอิทธิเจ เเร่ เส้นเกศา เป็นต้น
    การปลุกเสก มีการอัญเชิญพระอรหันต์ เสกด้วยคาถาชินบัญชร พระคาถาธรรมจักรกัปปะวัตนสูตร พระผงท่านเด่นทางเมตตาเเรง เหรียญเเละตะกรุดก็มหาอุตม์ หยุดปืนได้ไม่เเพ้ใคร
    ๔. ลงอาถรรพ์ได้ ในสระที่วัด หลวงปู่ได้ขุดไว้ ให้ชาวบ้านได้ใช้น้ำอาบเเละกิน ท่านได้ลงอักขระทื่เสา ฝังไว้ที่ขอบสระทั้งสี่ด้าน ถือเป็นเขตวัด เขตอภัยทาน ต่อมีมีชาวบ้านบางกลุ่ม ถือวิสาสะ ไม่เกรงใจเขตวัดเขตอภัยทาน มาดักปลาในสระไปทำอาหารกินกัน ต่อมาเกิดอาเภท บ้านถูกไฟไหม้ ต้องคดีติดคุก มีอันเป็นไปต่างๆนานา เรื่องนี้เป็นที่โจษขานกันมาก ลองไปถามเเถววัดดู เเล้วจะทราบดี



    มรณภาพ
    ในบั้นปลายชีวิต หลวงปู่ได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดห้วยเจริญสุข บ้านเกิดท่าน มาช่วยสร้างโบสถ์ จากนั้น ท่านก็จำพรรษาที่วัดนี้ จนมรณภาพ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จหลังรูปเหมือนฝั่งตะกรุด ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งEMS50 บาทครับ

    ลพ.ปรง.jpg ลพ.ปรงหลัง.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    เหรียญพระแก้วมรกต สร้างเนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี ธนาคารศรีนคร ปี 2523 พิธีใหญ่ หลวงปู่ดู่ วัดสะแก หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี และเกจิมากมายร่วมปลุกเสก

    ด้านหลัง มีตัวอัขระ อะสังวิสุโลปุสะพุภะ ซึ่งเป็นอักขระชุดเดียวกะที่เขียนในเหรียญหลวงพ่อเดิมอันลือลั่น ถึง 2 ชุดทั้งเดินหน้าและถอยหลัง เพิ่มความเข้มขลังแบบทวีคูณเข้าไปอีก เป็นเหรียญดีที่น่าเก็บอีกรุ่นครับ

    อะสังวิสุโลปุสะพุภะ เป็นพระพุทธคุณ 9 ประการของพระพุทธเจ้า ใช้เป็นพุทธานุสสติในการเจริญพระกรรมฐาน หมายถึงระลึกเอาคุณพระพุทธเจ้ามาเจริญภาวนา เจริญมากๆ จนกระทั่งจิตใจเป็นสมาธิ ก็จะระงับนิวรณ์ต่างๆในชั่วระยะอยู่ในฌาน สมเด็จพระพุฒาจารย์อาจ อาสภเถระท่านแนะนำว่า ต้องสวดมากๆ เพื่อทำให้พระพุทธคุณติดอยู่กับใจ หรือให้ใจติดกับพระพุทธคุณ เมื่อใจติดกับพระพุทธคุณดีแล้ว เรียกว่าจิตเป็นสมาธิ พอจะนึกถึงคุณพระพุทธเจ้า ใจวิ่งไปหาพระพุทธคุณเลยทีเดียว หรือพระพุทธคุณมาปรากฏแก่ใจทันที อย่างนี้เรียกว่าเจริญได้ที่แล้ว.....ต้องสวดต้องท่องกันให้ได้ เพราะไม่ได้นี่แหละ เวลาภาวนา พระพุทธคุณ ก็ไม่มาคุ้มครองปกป้องรักษาเรา มีเหตุเภทภัย ก็คุ้มครองอะไรไม่ได้ และเพราะเราไม่เจริญพระพุทธคุณนี่แหละ เราก็ไม่รู้จักคุณพระพุทธเจ้าจริงๆ พระพุทธเจ้าก็เลยไม่รู้จักเรา เมื่อเราไปไหนมาไหน พระพุทธเจ้าก็ไม่ตามรักษา.....พระพุทธคุณนี้ ถ้าเจริญได้จริงๆ ใจรักจริงๆ ไปไหน พระพุทธเจ้าไปด้วย พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรด ให้เราได้เล็ดลอดปลอดภัย ให้เราได้มีความสุขด้านจิตใจจริงๆ.........พระพุทธคุณ 9ประการนั้น คือ อิติปิโส ภควา สมเด็จพระผู้มรพระภาคพระองค์นั้น...

    พระพุทธคุณ 9 ประการนี้ ย่อเหลือพระคุณละ 1 อักษร ดังนี้ คือ.-

    1.อะ (อรหัง)-เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส.....
    2.สัง(สัมมา สัมพุทโธ)-ตรัสรู้ความจริงด้วยพระองค์เอง โดยถูกต้อง.......
    3.วิ(วิชชา จรณะสัมปันโน)-ทรงสมบูรณืด้วยวิชาสมบัติและจริยาสมบัติ........
    4.สุ(สุคโต)-เสด็จไปดี......
    5.โล(โลกวิทู)-ทรงรู้เท่าทันโลกทั้ง 3..........
    6.ปุ(อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ)-ทรงเป็นสารถี ฝึกบุรุษที่ควรฝึกได้ ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน.......
    7.สะ(สัตถา เทวมนุสสานัง)-ทรงเป็นครูสอนทั้งเทวดาและมนุษย์........
    8.พุ(พุทโธ)-ทรงเบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใส.......
    9.ภะ(ภควา)-เป็นผู้ทรงแจกพระอมตะมรดก.......

    เหรียญพระแก้วมรกต สร้างเนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี ธนาคารศรีนคร ปี 2523 พิธีใหญ่ให้บูชาเบาๆ 150 บาทค่าจัดส่งEMS50 บาทครับ(ปิดรายการ)
    ศรีนคร.jpg ศรีนครหลัง.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 สิงหาคม 2019
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    %B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%9E%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B9%8C.jpg


    ประวัติ หลวงพ่อสุพจน์ วัดศรีทรงธรรม อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ( พอสังเขป )
    นาม เดิมของท่าน คือ สุพจน์ จาริพิบูลย์ โยมบิดา-มารดาชื่อ นายมานิตย์-นางจำเนียร จาริพิบูลย์ ท่าน เกิดเมื่อ วันที่ 25 มกราคม 2488 ที่อ. พระประแดง จ.สมุทรปราการ มีพี่น้อง จำนวน 3 คน ท่านเป็นคน ที่ 2
    ท่านได้เข้าพิธีบรรพชาอุปสมบท เมื่อ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2508 ณ.พัทธสีมา วัดโปรดเกศเชษฐาราม ต.บางผึ้ง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ โดยมีท่าน เจ้าคุณพระศีลคุณาลังการ เมื่อครั้งยังเป็น พระครูนิทานธรรมวัตร เจ้าอาวาส วัดโปรดเกศเชษฐารามและ เจ้าคณะตำบลบางผึ้งเป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาแช่ม วัดโปรดเกศเชษฐาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระมหาภักดี วัดโปรดเกศเชษฐาราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ มีฉายาว่า จันทูปโม..

    พระอาจารย์ ที่หลวงพ่อสุพจน์ ได้ร่ำเรียน ทางธรรม และ
    พุทธาคม เท่าที่หลวงพ่อได้บอกเล่า ให้รับทราบมีดังนี้...
    1. พระมหาแช่ม วัดโปรดเกศเชษฐาราม
    2. หลวงปู่อินทร์เทวดา วัดบางกะบัว
    3. หลวงพ่อรอด วัดหนองกระทิง
    4. พ่อเฒ่ามืด สุดยอดมหาอุด
    หลวง พ่อสุพจน์ จนทูปโม วัดศรีทรงธรรม อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ขึ้นชื่อว่าเป็นพระเกจิอาจารย์เลื่องชื่อทั้งทางด้านคงกระพันและมหาเสน่ห์ โดยเฉพาะบรรดาศิษยานุศิษย์จากทั่วประเทศมักจะเรียกหาวัตถุมงคลที่ขึ้นชื่อ เป็นอย่างมาก คือตะกรุด “พุทธคงอุดปืน” หรือวัตถุมงคลประเภทอื่นที่มีสัญลักษณ์ชัดเจน คือ...ดาบปืนไขว้...
    พระเกจิอาจารย์รูปนี้อาจจะแตกต่างจากพระเกจิฯ ชื่อดังทั้งหลาย เนื่องจากใครก็ตามที่เคยเข้าไปสัมผัสกับท่านด้วยตนเอง อาจจะรู้สึกในทันทีได้เลยว่า เป็นพระสงฆ์ที่พูดจาโผงผาง ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ไม่มีพิธีรีตองในการเข้าไปกราบนมัสการ และสิ่งสำคัญคือท่านอาจจะมีวัตรปฏิบัติที่ชื่นชอบแจกทานแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก และเด็กๆ ทั่วไปอย่างสม่ำเสมอ
    ดังนั้น ทุกวันที่ 25 มกราคม ซึ่งเป็นวันฉลองเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของทุกปี บรรดาศิษยานุศิษย์ที่เลื่อมใสในวัตรปฏิบัติดังกล่าว จึงมักแสดงความประสงค์บริจาคเงินหรือสิ่งของเข้าร่วมทำบุญและแจกทานจัด เลี้ยงแก่เด็กนักเรียนชนบทซึ่งส่วนใหญ่ยังยากไร้ในปัจจัยสี่กว่า 1,500 คนทุกปี
    หลวงพ่อสุพจน์ กล่าวว่า การสร้างทานบารมีต้องมาจาก “ใจ” อันบริสุทธิ์ จึงจะสามารถกระทำได้อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการครองตนอยู่ในสมณเพศ ญาติโยมจะใส่บาตรให้แก่พระสงฆ์ที่ได้ค้ำจุนพระพุทธศาสนาอันเป็นการสร้างทาน บารมีของญาติโยม ส่วนพระก็รับศรัทธาของญาติโยมได้ฉันภัตตาหารฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ในช่วงครองสมณเพศ
    “เมื่อญาติโยมมีศรัทธาในการค้ำจุนพระพุทธศาสนามาเป็นอย่างดีมาตลอดสองพัน กว่าปี จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่พระสงฆ์จะต้องสะสมทรัพย์และสิ่งของที่ญาติโยมบริจาคทำบุญมา ดังนั้นการแจกทานจัดเลี้ยง พร้อมอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นแก่เด็กนักเรียนชนบทที่ยังขาดโอกาส จึงเป็นการสนองทานบารมีของญาติโยมอีกต่อหนึ่ง ส่วนวัดศรีทรงธรรมจัดงานแจกทานจัดเลี้ยง ได้ทุกปีก็เพราะมีลูกศิษย์ที่ศรัทธาและบูชาวัตถุมงคลรุ่นพิเศษกันทุกปี อาตมาก็ได้รับปัจจัยจากความศรัทธานี่แหละมาเป็นทุนแจกทานปีละกว่าสี่แสนบาท”
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญสรงน้ำหลวงพ่อสุพจน์ปี2537ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งEMS50 บาทครับ
    ลพ.สุพจน์.jpg ลพ.สุพจน์หลัง.jpg
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    297-d3e2.jpg

    พระครูเกษมธรรมนันท์ (หลวงปู่แช่ม ฐานุสฺสโก)

    สถิต ณ วัดดอนยายหอม ตำบลดอนยายหอม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

    นามเดิม
    แช่ม อินทนชิตจุ้ย
    ฉายา
    ฐานุสฺสโก
    เกิด
    วันพุธที่ ๖ มีนาคม ๒๔๔๙ ตรงกับวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะเมีย
    อุปสมบท
    วัดดอนยายหอม ในวันศุกร์ที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๖ ปีเถาะ

    พระครูเกษมธรรมนันท์ (แช่ม ฐานุสฺสโก) วัดดอนยายหอม ตำบลดอนยายหอม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เชื่อกันว่าหลวงพ่อแช่มสำเร็จเตโชกสิณตั้งแต่พรรษายังน้อย บางคนเชื่อว่าท่านสำเร็จฌานอภิญญามีพลังจิตเข้มขลัง ปรากฏการณ์ที่ทำให้ชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก็คือ สามารถอธิษฐานจิตปลุกเสกจนน้ำมนต์เทไม่ออก

    ชื่อเดิม
    แช่ม อินทนชิตจุ้ย

    ชาตะ
    วันพุธที่ ๖ มีนาคม ๒๔๔๙ ตรงกับวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะเมีย ที่บ้านหมู่ที่ ๑ ตำบลดอนยายหอม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เป็นบุตรคนที่ ๓ ของนายเนียม และนางอ่ำ อินทนชิตจุ้ย

    อุปสมบท
    ที่อุโบสถวัดดอนยายหอม ในวันศุกร์ที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๖ ปีเถาะ โดยมีพระครูอุตตรการบดี (สุข) วัดห้วยจรเข้ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูทักษิณานุกิจ (เงิน) วัดดอนยายหอม เป็นพระกรรมวาจารย์ และพระครูวินัยธร (ใย) วัดบางช้างใต้ เป็นพระอนุศาสนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “ฐานุสฺสโก”

    การศึกษา
    ในด้านพระปริยัติธรรม หลวงพ่อแช่ม สอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ จากนั้นได้หันมาศึกษาด้านการปฎิบัติ โดยได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐาน และพระเวทวิทยาคมต่างๆจากหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม หลวงพ่อรุ่ง วัดดอนยายหอม หลวงพ่อคง วัดบางกะพร้อม และพระครูอุตตรการบดี (สุข) วัดห้วยจรเข้

    สมณศักดิ์
    - ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นพระครูฐานานุกรมของพระราชธรรมาภรณ์ (เงิน) ในตำแหน่งพระครูปลัดแช่ม
    - ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะชั้นโท ฝ่ายวิปัสสนา ที่ พระครูเกษมธรรมานันท์
    - ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ เป็นพระอุปัชฌาย์
    - ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นเจ้าอาวาสวัดดอนยายหอม
    - ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นเอก วิปัสสนา พัดพุฒตาลขาว ในราชทินนามเดิม

    ผลงานด้านการพัฒนา
    สมัยที่หลวงพ่อเงินยังมีชีวิตอยู่ หลวงพ่อแช่มเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง สำคัญของหลวงพ่อเงินในการพัฒนาสร้างสรรค์สาธารณประโยชน์ต่างๆ มากมาย เมื่อหลวงพ่อเงินมรณภาพไปในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ หลวงพ่อแช่ม ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของหลวงพ่อเงินต่อไป
    ๑. การบูรณปฎิสังขรณ์เสนาสนะ กุฎิสงฆ์ และถาวรวัตถุต่างๆในวัดดอนยายหอม
    ๒. เป็นประธานอุปถัมภ์ในการสร้างวัดตะแบกโพรงสามัคคีธรรมที่อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
    ๓. สร้างโรงเรียนหลวงพ่อแช่มอุปถัมภ์ (ฉิมเกตุ อ่อนอุทิศ) ที่ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
    ๔. สร้างตึกคนไข้ ๔ ชั้น ที่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
    ๕. จัดหาทุนสร้างหอประชุมอำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

    ชื่อเสียงกิตติคุณ
    เชื่อกันว่าหลวงพ่อแช่มสำเร็จเตโชกสิณตั้งแต่พรรษายังน้อย บางคนเชื่อว่าท่านสำเร็จฌานอภิญญามีพลังจิตเข้มขลัง ปรากฏการณ์ที่ทำให้ชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก็คือ สามารถอธิษฐานจิตปลุกเสกจนน้ำมนต์เทไม่ออก วัตถุมงคลต่างๆที่ท่านอธิษฐานจิตปลุกเสก มีพุทธคุณครบเครื่องทุกๆด้าน แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือ เมตตามหานิยม ปัจจุบันวัตถุมงคลชุดสำคัญๆของท่านเริ่มเป็นที่นิยมและสะสมกันมากขึ้น นอกจากพระเครื่องและวัตถุมงคลต่างๆแล้ว น้ำพระพุทธมนต์ แป้งเจิม มงคลสวมคอ การผูกหุ่นพยนต์ และสาริกาลิ้นทอง เป็นวิชาเฉพาะตัวที่หลวงพ่อทำได้ขลังยิ่งนัก

    มรณภาพ
    วันพฤหัสบดีที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ รวมสิริมายุได้ ๘๗ ปี พรรษา ๖๗

    พุทธคุณที่เล่าสืบทอดกันมา

    พุทธคุณในวัตถุมงคลของท่านเด่นทาง เมตตามหานิยม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญหน้าวัวหลวงพ่อแช่ม หลวงพ่อเงิน ให้บูชา 100 บาทค่าจัดส่งEMS50 บาทครับ

    ลพ.แช่ม.jpg ลพ.แช่มหลัง.jpg
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    luangpoo_tee.jpg

    ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่ธีร์ เขมจารี วัดมิ่งเมืองพัฒนาราม (วัดภูเวียงวนาราม) ต.ภูเวียง อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น


    อัตโนประวัติ

    ?พระมงคลวราจารย์? หรือ ?หลวงปู่ธีร์ เขมจารี? พระเกจิอาจารย์ชื่อดังด้านเครื่องรางของขลัง และวัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์ แห่งวัดมิ่งเมืองพัฒนาราม (วัดภูเวียงวนาราม) บ้านนาก้านเหลือง ต.ภูเวียง อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น

    หลวงปู่ธีร์ มีนามเดิมว่า ธีร์ คำใสขาว เกิดเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2453 ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 7 ปีจอ ณ บ้านกระจาย ต.น้ำคำ (ปัจจุบัน ต.หนองหมื่นถ่าน) อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายจันทา และนางบับ คำใสขาว


    การศึกษาเบื้องต้น

    ในช่วงวัยเยาว์ได้เข้าศึกษาเล่าเรียนหนังสือไทย ก.ข. ที่โรงเรียนบ้านกอก ต่อมาย้ายกลับมาเรียนที่โรงเรียนบ้านกระจาย อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3


    การบรรพชาและอุปสมบท

    เมื่ออายุครบ 16 ปี นายธีร์ได้เข้าพิธีบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ.2469 ณ วัดโพธิ์ศรี บ้านกระจาย อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด โดยมีพระใบฎีกาหล้า เจ้าคณะอำเภอสุวรรณภูมิ เป็นพระอุปัชฌาย์

    ด้วยจิตใจที่ฝักใฝ่ในการศึกษาพระปริยัติธรรม จึงย้ายไปอยู่จำพรรษาที่วัดราศีไศล บ้านฟ้าเลื่อม ต.หน่อม อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด โดยมีครูบาเฒ่าหรือหลวงปู่ญาครูโส ธมฺมปาโล เป็นพระอาจารย์ใหญ่ และพระอาจารย์เมืองกับพระอาจารย์สอน เป็นพระอาจารย์ถ่ายทอดวิชาความรู้ สวดมนต์น้อย มนต์กลาง มนต์หลวง และมูลกัจจายน์

    กระทั่งอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ จึงเข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2472 ณ พัทธสีมาวัดราษีไศล บ้านฟ้าเลื่อม ต.หน่อม อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด โดยมีครูบาเฒ่าหรือหลวงปู่ญาครูโส ธมฺมปาโล เป็นพระอุปัชฌาย์


    การศึกษาพระปริยัติธรรม

    ภายหลังอุปสมบท ได้ขอย้ายไปอยู่จำพรรษาที่วัดบ้านพันขาง ต.บ้านเขวา อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อศึกษามูลกัจจายน์

    พ.ศ.2475 ศึกษาบาลีไวยากรณ์ ที่วัดบ้านเค็งใหญ่ อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี

    พ.ศ.2477 ย้ายไปเรียนนักธรรมบาลี ที่วัดบางกะจะ ต.สำเภาล่ม จ.พระนครศรีอยุธยา

    พ.ศ.2478 ย้ายไปอยู่ที่วัดหงส์รัตนาราม ต.วัดอรุณ อ.บางกอกใหญ่ จ.ธนบุรี

    พ.ศ.2479 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นโท และสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค

    พ.ศ.2481 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก ที่สำนักเรียนวัดศรีนวล อ.เมือง จ.ขอนแก่น


    มาพำนักจำพรรษาที่วัดโพธิ์ศรี

    อย่างไรก็ตาม เมื่อการศึกษาพระปริยัติธรรมชั้นสูงไม่สำเร็จตามความตั้งใจไว้แต่เดิม ประจวบกับกลับมาเยี่ยม และรักษาพยาบาลโยมบิดา-โยมมารดาบังเกิดเกล้า

    ท่านจึงได้มุ่งความเพียรในการปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ได้นำเอาวิชาความรู้แขนงต่างๆ ที่เคยร่ำเรียนออกมาใช้ในทางปฏิบัติ ทั้งการสอน การปกครอง การสาธารณูปการ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทั้งหมดล้วนแต่เป็นงานที่จำเป็นต้องทำและรับผิดชอบมากขึ้น

    พ.ศ.2482 ได้รับมอบหมายจากพระราชสารธรรมมุนี อดีตเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น ให้ไปอยู่ที่วัดโพธิ์ศรี บ้านท่อน ต.สำราญ อ.เมือง จ.ขอนแก่น เพื่อพัฒนาวัดโพธิ์ศรีให้เจริญรุ่งเรือง

    พ.ศ.2485 ได้รับแต่งตั้งเป็นฐานานุกรมของเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น และเป็นกรรมการตรวจสอบประโยคนักธรรมสนามหลวง


    งานด้านสาธารณูปการ

    พ.ศ.2482-2490 บูรณะอุโบสถเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมและสร้างใหม่จนแล้วเสร็จ สร้างกุฏิ และเสนาสนะอื่นๆ ที่วัดโพธิ์ศรี บ้านท่อน ต.สำราญ อ.เมือง จ.ขอนแก่น

    พ.ศ.2494-2500 บูรณปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์ชัย อ.ภูเวียง สร้างกุฏิ 5 หลัง โรงเรียนพระปริยัติธรรม ศาลาการเปรียญและปรับปรุงบริเวณวัด

    พ.ศ.2500 หลวงปู่ธีร์ได้มาสร้างวัดแห่งใหม่ในบริเวณป่าไม้ของชุมชนตั้งชื่อว่า วัดภูเวียงวนาราม ต่อมา พ.ศ.2505 ได้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า วัดมิ่งเมืองพัฒนาราม จนถึงปัจจุบัน

    พ.ศ.2520 ได้รับการยกเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างจากกรมการศาสนา ได้พัฒนาวัดสร้างถาวรวัตถุ กุฏิ อุโบสถ ศาลาการเปรียญ อาคารเรียน กำแพงวัด และพิพิธภัณฑสถาน ตามลำดับ





    การสร้างพระเครื่องวัตถุมงคล

    พระเครื่องวัตถุมงคลของหลวงปู่ธีร์ที่โด่งดัง ท่านได้สร้างตะกรุด นั่งแผ่เมตตาโดยการเขียนลงยันต์ ตะกรุด ในแผ่นทอง ผ้า แผ่นหินหรือกระเบื้อง รวมทั้งการฟั่นปลุกเสกด้ายสายสิญจน์เพื่อผูกแขนและคอ เด็กผู้ใหญ่ทั้งหญิงและชายทุกวัย หรือนำไปติดเสาติดฝาเรือนชาน ร้านค้า รถยนต์พาหนะ หรือฝังไว้ตามสถานที่ต่างๆ เพื่อป้องกันอาถรรพ์ภูตผีปีศาจ

    ขณะเดียวกัน หลวงปู่ยังเสกน้ำพระพุทธมนต์มอบให้ผู้เจ็บป่วยเป็นไข้ที่มาพึ่ง บารมีธรรมได้นำไปดื่มกินหรืออาบ เพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บ

    ในยามว่างของหลวงปู่ธีร์ ท่านมักจะทุ่มเทชีวิตจิตใจทั้งชีวิตในการสะสมพระเครื่อง ทั้งพระรุ่นเก่า พระใหม่ พระบูชา พระพุทธรูปปางต่างๆ โดยจะนั่งพินิจพิเคราะห์และเก็บสะสมไว้จนนับไม่ถ้วน รวมไปถึงของเก่าของโบราณวัตถุต่างๆ มากมาย ที่เป็นมรดกอารยธรรมภูเวียง อาทิ ระฆัง ฆ้อง หม้อ จาน ถ้วย โถ โอ ชาม ขันหมาก ถาด ไหดิน หิน เงินทอง สำริด จนต้องมีการสร้างเก็บไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ในที่สุด

    หลวงปู่ธีร์ได้ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่บรรดาคณะศิษยานุศิษย์ ดังเช่น การตื่นเวลาตี 4 ทำวัตรภาวนาสาธยายพุทธมนต์ แผ่เมตตาเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ตี 5 ตีสัญญาณระฆัง ทำวัตรร่วมกับพระภิกษุ-สามเณร ก่อนออกรับบิณฑบาต ดังนี้แล

    การมรณภาพ

    หลวงปู่ธีร์ เขมจารี ได้ละสังขารด้วยอาการสงบ เมื่อเวลา 24.00 น. ของวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2549 ณ โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น หลังเข้ารับการรักษาอาการโรคปอดติดเชื้อ มาตั้งแต่ช่วงกลางปี พ.ศ.2549

    วงการสงฆ์ต้องสูญเสียพระเถระรูปสำคัญผู้บำเพ็ญคุณูปการต่อชาวเมืองขอนแก่นมาอย่างยาวนาน ด้วยความอุตสาหวิริยะ เหลือทิ้งไว้แต่ผลงานอันทรงคุณค่าที่อุทิศให้แด่พระพุทธศาสนา เป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำไว้เบื้องหลัง

    ทั้งนี้ ทางวัดและคณะศิษยานุศิษย์ได้จัดงานบำเพ็ญกุศล ณ ศาลาการเปรียญวัดมิ่งเมืองพัฒนา อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น และตั้งศพให้ญาติโยมทั่วไปได้กราบไหว้ พร้อมทั้งสวดพระอภิธรรมศพ จนครบ 100 วัน ก่อนทำพิธีพระราชทานเพลิงศพต่อไป

    ทุกวันนี้แม้สังขารหลวงปู่ธีร์จะดับสูญ แต่คุณงามความดียังคงปรากฏไพศาล

    http://www.ubonpra.com/board/index.php?topic=88.0

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงปู่ธีร์ ให้บูชา 100 บาทค่าจัดส่งEMS50 บาทครับ

    ลพ.ธีร์.jpg ลพ.ธีร์หลัง.jpg
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    1447-9b8b.jpg

    ประวัติ หลวงปู่ม่น ธัมมจิณโณ วัดเนินตามาก

    พระครูสุจิณธรรมวิมล หรือ หลวงปู่ม่น ธัมมจิณโณ อดีตพระเกจิอาจารย์ชื่อ ดังวัดเนินตามาก ต.โคกเพลาะ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี นามเดิม นายม่น นามสกุล วิญญาณ เกิดเมื่อวันเสาร์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 5 ปีจอ ตรงกับวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2453 โยมบิดาชื่อ มา โยมมารดาชื่อ แดง มีพี่น้องรวมกัน 3 คน คือ 1.นางเทียม เอมเปีย 2.หลวงปู่ม่น 3.นางย้อย โบราณ

    ในวัยเยาว์ โยมบิดามารดา นำไปฝากเรียนกับพระที่วัดใกล้บ้าน ศึกษาอักขระสมัย เนื่องจากท่านเป็นผู้มีจิตใจอ่อน โยน โอบอ้อมอารี สนใจใฝ่เรียน มีความพยายามและอดทนเป็นเยี่ยม ทำให้พระอาจารย์ได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้อย่างเต็มกำลัง จนมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น ด้านอักษร การแพทย์แผนโบราณ และการช่าง

    เนื่องจากท่านเป็นบุตรชายคนเดียว จึงถือเป็นหลักของครอบครัว ขยันขันแข็ง ประกอบสัมมาอาชีพช่วยเหลือโยมบิดามารดาทำให้ครอบครัวมีฐานะมั่นคงในเวลาต่อ มา มีที่นาทำกินเป็นของตนเองจำนวนพอสมควร

    จนกระทั่งอายุได้ 29 ปี ท่านจึงได้ขอบรรพชาอุปสมบท ในวันเสาร์ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 5 ตรงกับวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2481 ณ พัทธสีมาวัดโคกเพลาะ ต.โคกเพลาะ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี

    มี พระครูสังวรศีลาจารย์ วัดหลวงพรหมาวาส ต.วัดหลวง อ.พนัสนิคม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูพิพัฒน์ธรรมคุณ วัดโบสถ์ ต.วัดโบสถ์ อ.พนัสนิคม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระครูอาจารสุนทร วัดโคกเพลาะ ต.โคกเพลาะ อ.พนัส นิคม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า "ธัมมจิณโณ"

    เมื่อได้อุปสมบทแล้ว ได้พำนักที่วัดโคกเพลาะระยะหนึ่ง จึงได้ย้ายไปจำพรรษา ที่วัดเนินตามาก เริ่มศึกษาเล่าเรียนคันธุระและวิปัสสนาธุระอย่างจริงจัง เคร่งครัด ประกอบคุณงามความดีตามความเหมาะสมของเพศสมณะ ท่านเป็นพระที่เคร่งครัดในธรรมวินัยตั้งแต่เริ่มอุปสมบท ศึกษาปริยัติธรรม เข้าสอบนักธรรมชั้นตรี ชั้นโท ตามลำดับ มีความสามารถในการจำและสวดพระปาฏิโมกข์ได้ จนมาทำการค้นคว้าด้วยตนเอง ฝึกการปฏิบัติจิตและกัมมัฏฐาน

    เพื่อหลุดพ้นอย่างจริงจังเมื่ออุปสมบทได้ 5 พรรษา จึงได้ออกธุดงค์เพื่อหาประสบการณ์ไปตามสถานที่ต่างๆ เช่น พระพุทธบาท สระบุรี วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นต้น

    ท่านเล่าว่า ไปศึกษาวิชาธรรมกายกับ หลวงพ่อสด วัดปาก น้ำ (สมัยที่หลวงพ่อสดยังมีชีวิตอยู่) แต่เมื่อปฏิบัติได้ 7 วัน ท่านบอกว่าไม่ถูกกับจริต เลยขอลาไปที่อื่นต่อมาภายหลังท่านได้ฝากตนเป็นศิษย์ พระสมุห์บุญยิ่ง วิริโย ที่วัดเขาบางพระ อ.ศรีราชา รับคำแนะนำสั่งสอนในการปฏิบัติอันเป็นไปด้วยธาตุและจริตเป็นหนึ่งเดียวกัน

    นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาด้านเวชกรรมจากพระสมุห์บุญยิ่งเพิ่มเติมจนมีความเชี่ยวชาญ ต่อมา พระสมุห์บุญยิ่ง ได้ชักชวนหลวงปู่ม่น ออกธุดงค์หาสถานที่ปฏิบัติวิเวก เป็นสัปปายะ จนได้พบถ้ำจักรพงศ์ บนเกาะสีชัง ทั้งอาจารย์และศิษย์จึงได้พำนักอยู่ ณ ที่นี้ จนหลวงปู่ม่นเกิดความก้าวหน้าทางจิตเป็นอย่างมาก

    ปี 2490 พระอธิการกี่ เจ้าอาวาสวัดเนินตามาก ได้ลาสิกขา ทางคณะสงฆ์ และอุบาสก อุบาสิกาได้มาอาราธนานิมนต์หลวงปู่ม่น กลับไปเป็นเจ้าอาวาสปกครองวัด สั่งสอนภิกษุ สามเณร และ อุบาสก อุบาสิกาสืบต่อไป เมื่อหลวงปู่ม่นเป็น เจ้าอาวาส ได้ปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ทำนุบำรุงวัดเนินตามากให้เจริญรุ่งเรือง สร้างถาวรวัตถุ เช่น อุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิ วิหาร ฯลฯ

    นอกจากนี้ ยังช่วยพัฒนาท้องถิ่น ทำถนน ไฟฟ้า สร้างโรงเรียน ตั้งกองทุนมูลนิธิต่างๆ ให้การศึกษาแก่พระภิกษุ สามเณร สอนนักธรรม พระนวกะ ส่งเข้าสอบนักธรรมสนามหลวงทุกปี หลวงปู่ม่นเป็นที่เคารพ ศรัทธาของบรรดาศิษย์ เสียสละ สร้างคุณงามความดี ให้แก่พระพุทธศาสนาและท้องถิ่น เป็นที่ยอมรับของสาธุชนทั่วไป ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดหลวงปู่ม่นมากที่สุด คือ พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร ส่วนเหรียญที่มีประสบการณ์มากที่สุด คือ "รุ่นเจริญพร" ซึ่งเป็นรุ่นที่นายทหารชั้นผู้ใหญ่บูชาติดตัวมากที่สุด

    ปี 2529 คณะสงฆ์ได้พิจารณาขอพระครูชั้นโทที่ พระครูสุจิณธรรมวิมล ปี 2523 หลวงปู่ม่นได้อาพาธด้วยโรคอัมพฤกษ์ เข้า รับการรักษาที่โรงพยาบาลพนัสนิคม เกือบหายเป็นปกติ จึงกลับมาพักฟื้นที่วัด จนกระทั่งปี 2537 ท่านอาพาธหนักอีกครั้ง เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสมิติเวช กรุงเทพฯ เป็นเวลาถึง 8 เดือน จึงสามารถกลับมาอยู่วัด

    หลังจากนั้น ท่านก็อาพาธเป็นๆ หายๆ เข้าออกโรงพยาบาลสมิติเวช กระทั่ง มรณภาพด้วยอาการสงบ ณ โรงพยาบาลสมิติเวช เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 ต.ค.2541 เวลา 18.00 น. สิริอายุได้ 88 ปี 5 เดือน 24 วัน พรรษา 60
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงปู่ม่น ออกวัดหอมศีลปี2528 รุ่น๑ ให้บูชา 100 บาทค่าจัดส่งEMS50 บาทครับ

    ลป.ม่น.jpg ลป.ม่นหลัง.jpg
     
  17. ~หัตถ์oBuddha~

    ~หัตถ์oBuddha~ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 มกราคม 2017
    โพสต์:
    459
    ค่าพลัง:
    +276
    จองครับ
     
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    upload_2019-8-2_22-17-58.jpeg
    ประวัติพระครูวิบูลพัชรญาณ(หลวงปู่ชด ปิยธมโม)


    เพชรบูรณ์เป็นเมืองที่มีภูเขาล้อมรอบ มีทัศนียภาพอันงดงาม รื่นรมย์น่าอยู่เหมาะแก่การแสวงหาความวิเวกเป็นอย่างยิ่ง พระนักปฏิบัติธรรมจึงนิยมเดินทางมาเพื่อหาความวิเวก มิได้ขาด
    พระเถระที่มีชื่อเสียงในอดีต คงไม่มีใครเกินหลวงปู่ทบ ซึ่งชาวเพชรบูรณ์ต่างถือว่าท่านเป็นเพชรน้ำเอกของจังหวัด หลังจากที่หลวงปู่ทบ ท่านได้มรณภาพแล้ว เมืองเพชรบูรณ์คล้ายกับแสงหิ่งห้อยที่ต้องแสงอาทิตย์ ชั่วขณะหนึ่ง แต่ต่อมาอีกไม่นานนักเพชรดวงใหม่ก็ฉายแสงออกมา เหมือนกับคำโบราณที่ว่า กรุงศรีอยุธยา ไม่สิ้นคนดี เพชรดวงที่ว่านี้ก็อยู่ไม่ไกลจากเพชรดวงเดิมเท่าใดนัก และท่านก็เป็นศิษย์ของหลวงพ่อทบนั่นเอง เข้าทำนองที่ว่า ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น ฉะนั้น
    ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาทุกอย่างจากหลวงปู่ทบ ในบรรดานักปฏิบัติธรรมด้วยกันแล้ว ท่านเป็นยอดนักปฏิบัติ เป็นพระสุปฏิปันโนอย่างแท้จริง นับตั้งแต่ท่านเข้ามาสู่ร่มผ้ากาสาวพักตร์ ท่านออกเดินธุดงค์มาตลอด คือ ท่าถือการเดินธุดงค์ตลอดชีพจวบจนกระทั่งสังขารไม่อำนวยท่านจึงจะหยุดเดินธุดงค์ พระเถระที่ข้าพเจ้า (บรรจง นุชกลาง) จะเล่าประวัติย่อให้ท่านทั้งหลายฟังต่อไปนี้ แม้เป็นพระที่ไม่โด่งดังเปรี้ยงป้างอย่างรูปอื่น เพราะท่านรักสันโดษ ชอบความวิเวก เคยมีหนังสือพิมพ์ไปขอประวัติท่านไปลง แต่ท่านปฏิเสธ ท่านบอกว่า เบื่อรับแขก ไม่อยากดัง ดังแล้วหาความสงบไม่ได้
    ข้าพเจ้า มีความภูมิใจมากที่เสนอประวัติพระอริยสงฆ์ รูปหนึ่งที่มีปฏิปทาน่าเลื่อมใสอย่างยิ่ง ตามที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสสนทนากับท่าน พระเถระรูปนี้คือ พระครูวิบูลพัชรญาณ (หลวงปู่ชด ปิยธมโม) ซึ่งข้าพเจ้าเรียกว่า หลวงปู่มากกว่า
    ชาติภูมิหลวงปู่

    หลวงปู่ ถือกำเนิด ณ วันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2448 ปีมะเส็ง ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งเป็นวันมาฆะบูชา เวลาอรุณขึ้นพอดี พ่อแม่ หลวงปู่ดีใจมาก เพราะความเชื่อว่า เด็กที่เกิดในวันนี้ จะเป็นเด็กที่ทำให้พ่อ แม่ มีความเจริญ สุขสบายขึ้น เป็นเด็กที่มีบุญญาธิการ พ่อแม่ ของหลวงปู่จึงตั้งชื่อให้ว่า ชด เพื่อที่ชดเชยสิ่งที่ขาดไปในครอบครัวซึ่งมีฐานะยากจนมาก นับแต่หลวงปู่เกิดมาก็ทำให้ฐานะทางบ้านกลับดีขึ้นเป็นลำดับ นับว่าท่านเกิดมาชดเชยสิ่งที่ขาดให้สมกับชื่อท่านโดยแท้
    หลวงปู่เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวน 8 คน ของนายแช่ม นางเลี่ยม อยู่เจริญ ณ บ้านหัวลำโพง หมู่ที่ 7 ต.หัวสำโรง อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี พ่อแม่มีอาชีพทำนา


    การศึกษาในวัยปฐม

    หลวงปู่ อายุได้ 8 ขวบ ได้เข้าเรียนหนังสือที่วัดหัวสำโรง เรียนได้แค่ 3 เดือน ต้องออกมาช่วยพ่อแม่ เลี้ยงดูน้อง ๆ ที่ยังเล็กอยู่ นับว่ามีความกตัญญูตั้งแต่เยาว์วัย พออายุได้ 13 ปี ก็ได้เข้ารับการศึกษาอีกครั้งหนึ่งที่วัดหัวสำโรง ท่านเรียนทั้งภาษาไทย และภาษาบาลีที่เป็นหนังสือขอม คราวนี้เรียนนานหน่อยคือ 6 เดือน ท่านก็สามารถอ่านออกเขียนได้ จนได้รับคำชมเชยจากพระที่สอนว่า ฉลาดมาก นับว่าท่านมีสติปัญญาเป็นเลิศทีเดียว กอรปกับท่านมีความอุตสาหะ ไม่ย่อท้อ มาตั้งแต่เด็ก จึงทำให้ท่านสำเร็จการศึกษาในระยะเวลาอันสั้น


    การอุปสมบทครั้งแรก

    หลังจากที่ท่านสำเร็จการศึกษามาแล้ว ก็ออกมาช่วยเหลือพ่อแม่ ทำงานบ้าน พออายุได้ 22 ปี หลังจากการเป็นทหารเกณฑ์แล้ว ท่านก็บวชพระเพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่ ตามประเพณีของชาวไทยทุกคน ท่านบวชเป็นครั้งแรกที่ วัดพยัคฆาราม (ซึ่งอาจผิด ท่านบอกว่าจำไม่ค่อยได้) โดยมีหลวงพ่อสาย เป็นพระอุปัชฌาย์ และหลวงพ่อสายนี้เองที่สอนวิทยาคมให้เป็นองค์แรก เมื่อท่านได้รับรสพระธรรมแล้วมีจิตใจเลื่อมใส ไม่อยากที่จะสึกออกไป แต่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องสึกคือ ในพรรษาที่สอง โยมพ่อของท่านเกิดป่วยหนัก และเสียชีวิตลง โยมแม่ต้องรับภาระหนักเพียงผู้เดียวในครอบครัว ด้วยความกตัญญู หลังจากออกพรรษาแล้วท่านจึงสึกออกมาเพื่อช่วยเหลือพ่อแม่ทำงานบ้าน ทั้ง ๆ ที่แสนจะเสียดายผ้าเหลือง แต่ก็มีความตั้งใจว่า วันหนึ่งถ้ามีโอกาส จะกลับมาบวชใหม่

    ย้ายที่ทำมาหากิน

    หลังจากที่ท่านสึกออกมาแล้ว ท่านเป็นกำลังสำคัญในครอบครัว ช่วยเหลือกิจการต่าง ๆเรียกว่าต้องทำหน้าที่แทนพ่อ ในการเลี้ยงดูน้อง ๆ ที่ยังเล็กอยู่ แม่ของท่านรู้ว่าท่านมีความประสงค์จะบวชอีกเลยกลัวว่าครอบครัวจะขาดกำลังสำคัญ จึงคิดผูกท่านด้วยเครื่องผูกคือเรือน จึงได้ไปสู่ขอผู้หญิงให้โดยไม่ได้บอกให้ทราบเลย ท่านจึงจำต้องแต่งงาน เมื่ออายุ 26 ปี
    หลังจากแต่งงานแล้ว ได้ย้ายไปอยู่ที่ บ้านห้วยกระเบียน ต.พิกุล อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ประกอบอาชีพทำนา ซึ่งเป็นอาชีพหลักของประชาชนแถบนั้น


    ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อเดิม

    หลวงปู่มีจิตเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก หลังจากที่ท่านได้ย้ายมาอยู่ที่ชุมแสงแล้ว วันหนึ่งหลังจากเสร็จการทำนาแล้ว หลวงปู่ ได้ดั้นด้นเดินทางไปหาพระเถระที่มีชื่อเสียงมากในขณะนั้น คือ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ฆราวาส ท่านเรียนวิชากับหลวงพ่อเดิมอยู่ 3 เดือน
    เมื่อท่านเรียน วิทยาคมกับหลวงพ่อเดิม พอสมควรแล้วท่านจึงกราบลาหลวงพ่อเดิม เดินทางกลับบ้านทนี่ อ.ชุมแสง เพื่อทำหน้าที่ผู้นำครอบครัวที่ดีตามเดิม


    อุปสมบทครั้งที่สอง

    ในปี พ.ศ.2496 ขณะนั้น หลวงปู่มีอายุที่ได้ 46 ปี แม่ของท่านเกิดป่วยหนักและได้เสียชีวิตลง ท่านจึงตั้งใจจะบวชให้แม่ และได้โอกาสบวชตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่เดิม ท่านบวชครั้งที่สอง ที่วัดหนองกอไผ่ ต.วังสำโรง อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร โดยมี พระครูวิเศษธรรมวิวิต เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์บุญมา วัดดงเย็น เป็นพระกรรมวาจา และพระอาจารย์แฟ้ม วัดไข่เน่า เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ภายหลังที่ท่านบวชแล้วก็ตั้งอธิษฐานจิตว่า จะไม่ขอสึกเด็ดขาด จะตั้งใจปฏิบัติธรรมจนกว่าชีวิตจะหาไม่ และจะเดินธุดงค์ตลอดไป เพื่อทำการสงเคราะห์สรรพสัตว์ จนกว่าสังขารจะไม่อำนวย ซึ่งก็ปรากฏว่าเป็นจริงตามที่ท่านตั้งใจ คือ หลวงปู่ หยุดเดินธุดงค์เมื่อปี พ.ศ.2527 รวมเวลาที่ท่านเดินธุดงค์อยู่ 30 ปีเต็ม


    แสวงหาอาจารย์กัมมัฎฐาน

    หลังจากที่หลวงปู่บวชแล้ว ท่านอยู่จำพรรษาอยู่ที่วัดหนองกอไผ่ 1 พรรษา พอออกพรรษาแล้วท่านก็กราบลาพระอุปัชฌาย์ เพื่อเดินทางไปหาอาจารย์สอนกัมมัฏฐาน เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว จึงออกเดินทางเรื่อยไป ตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อเสาะแสวงหาอาจารย์ที่จะสอนธรรมปฏิบัติ จนกระทั่งเดินทางมาถึงยังวัดเขาต้นงิ้ว อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งก็เป็นเวลาใกล้เข้าพรรษา จึงได้ขอจำพรรษาที่นั่น เมื่ออยู่ได้ระยะหนึ่ง ได้เห็นแนวปฏิบัติและได้สนทนากันเกิดความเลื่อมใสจึงได้ขอมอบตัวเป็นศิษย์ธรรมของ หลวงพ่อก๋ง วัดเขาต้นงิ้ว


    แนวทางปฏิบัติธรรม

    หลวงปู่เรียนกัมมัฏฐานกับหลวงพ่อก๋ง อยู่ 3 ปี แนวทางการปฏิบัติของหลวงปู่นั้นคือ ท่าใช้กำหนด อานาปนสติ คือดูลมหายใจเข้าออก ซึ่งเป็นแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงดำเนิน หรือเป็นแนวทางปฏิบัติที่ พระอริยเจ้าทั้งหลายดำเนินกันสืบมา หลวงปู่เป็นพระที่ปรารภความเพียรมาก คือ หนึ่งท่านนอนเพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น นอกนั้นท่านจะปฏิบัติธรรมด้วยอริยบททั้ง 4 สลับกันไป ท่านปฏิบัติอยู่อย่างนี้ มิได้ขาดถึง 3 ปี จนหลวงพ่อก๋ง ออกปากร้องให้ท่านทำการสอนศิษย์แทน แต่หลวงปู่ปฏิเสธ หลังจากที่ท่านมีความชำนาญในการปฏิบัติดีแล้ว หลวงปู่ก็ได้กราบลาหลวงพ่อก๋ง อาจารย์สอน ออกเดินทางต่อไป เพื่อหาความวิเวก และโปรดสรรพสัตว์ต่อไป

    วัตถุมงคลและปาฏิหาริย์ต่างๆ

    จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยที่ หลวงปู่ ท่านทำวัตถุมงคลอะไรก็ขลัง และดังก่อปาฏิหาริย์ต่าง ๆ นั้นเป็นเพราะว่า หนึ่งหลวงปู่มีอาจารย์ดีที่โด่งดังถึงสามองค์ คือ หลวงพ่อสาย วัดพยัคฆาราม หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ และหลวงพ่อทบ วัดช้างเผือก อีกประการหนึ่ง คือ หลวงปู่เป็นพระสุปฏิปันโนท่านดำเนินตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อย่างเคร่งครัด มิได้ขาด
    วัตถุมงคลที่ท่านทำขึ้นมีหลายอย่าง เช่น สีผึ้ง น้ำมันมนต์ เหรียญ พระผงผสมว่าน พระสมเด็จ พระปิดตา รูปหล่อ และตระกรุด เป็นต้น แม้กระทั่งน้ำมนต์ท่านก็ขลัง ใครปรารถนาอะไรก็สำเร็จ ข้าพเจ้าจะขอเล่าถึงอภินิหารต่าง ๆ เท่าที่รวบรวมได้เพียงเล็กน้อย ดังต่อไปนี้
    เมื่อปี พ.ศ. 2520 หลวงปู่ทำการสร้างอุโบสถที่วัดเสาธงทอง ในคืนวันที่ทำการตัดลูกนิมิตนั้น ขณะที่ทำการตัดลูกนิมิตอยู่นั้น ซึ่งเป็นเวลาเที่ยงคืน ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดคือ แผ่นดินร้องลั่นสั่นสะเทือนดังมาก จนทำให้ชาวบ้านในตลาดนายมได้ยินกันทั่วไป ได้ถามถึงสาเหตุกับหลวงปู่ ท่านยิ้มก่อนที่จะตอบว่า ไม่มีอะไรหรอก เจ้าของที่เขาอนุโมทนาส่วนบุญ และในวันที่ หลวงปู่ เบิกพระเนตรพระประธานในอุโบสถ ก็เกิดเหตุมหัศจรรย์อีกคือ มีลมพายุใหญ่พัดประมาณ 30 นาทีแต่ไม่มีฝน จนหลวงปู่ต้องยืนออกไปโบกมืออยู่สักครู่ก็หาย และทันทีที่พายุสงบลง ก็ปรากฏว่ามีสายรุ้ง พวย พุ่งขึ้นจากองค์พระประธาน ซึ่งผู้ที่มาร่วมพิธีต่างเห็นกันมากมาย นับว่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง
    ส่วนเหรียญรุ่นแรก ที่สร้างใน พ.ศ.2521 นั้น ก่อปาฏิหาริย์มากมาย แก่ผู้ที่มีไว้ติดตัวเป็นที่ทราบกันดีในหมู่ทหารตำรวจที่มาขอเหรียญหลวงปู่ไว้บูชา หลวงปู่ท่านมีคติอยู่อย่างหนึ่งคือ ท่านจะไม่ให้แก่ผู้ที่ไม่ตั้งใจไปขอหรือไม่เลื่อมใส เหรียญหลวงปู่ก่อปาฏิหาริย์หลายอย่าง เช่น ครั้งหนึ่งหลานชายหลวงปู่ อยู่ที่อำเภอหนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ขับรถไถนาไปไถต่างถิ่น ถูกคนร้ายลอบยิง แต่ยิงไม่ออก คนร้ายพยายามอยู่ 3 วัน แต่ไม่สำเร็จ จึงเข้ามาตีสนิทและถามว่า มีอะไรดี หลานหลวงปู่ จึงให้ดูเหรียญหลวงปู่ที่คล้องคออยู่เพียงเหรียญเดียว พอคนร้ายรู้ว่า มีเหรียญหลวงปู่ ก็บอกความจริงให้ฟังและยังบอกว่าตนก็มีเหมือนกัน


    http://www.luangporthob.com/forum/index.php?topic=946.0
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงพ่อชด วัดซับข่อย ปี32 ให้บูชา 100 บาทค่าจัดส่งEMS50 บาทครับ
    ลพ.ชด.jpg ลพ.ชดหลัง.jpg
     
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    -b2-e0-b8-98-e0-b8-b5-e0-b8-a3-e0-b8-b2-e0-b8-88-e0-b8-b2-e0-b8-a3-e0-b8-a2-e0-b9-8c-696x382-jpg.jpg
    คอลัมน์ อริยะโลกที่ 6

    ย้อนกลับไปช่วงดึกของคืนวันที่ 11 มี.ค.2554 แวดวงคณะสงฆ์ต้องสูญเสียพระเถระชั้นผู้ใหญ่ไปอย่างไม่มีวันกลับ ด้วย ‘สมเด็จพระมหาธีราจารย์’ (นิยม ฐานิสสโร) เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ มรณภาพด้วยอาการสงบ สิริอายุ 88 ปี พรรษา 68

    สร้างความอาลัยให้แก่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาอย่างมาก

    มีนามเดิมว่า นิยม จันทนิทร เกิดเมื่อวันที่ 11 ก.พ.2466 ที่บ้านท่าหิน ต.ธนู อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา

    การศึกษาเบื้องต้น อายุ 7 ขวบ เรียนหนังสือวัด ประถม ก กา และมูลบทบรรพกิจ ในสำนักเจ้าอธิการอุ่น วัดหันตรา อ.พระนครศรีอยุธยา อายุ 9 ขวบ ได้เข้าโรงเรียนประชาบาลวัดหันตรา จบชั้นประถมปีที่ 4 ในปี พ.ศ.2478

    อายุ 13 ปี โยมบิดานำไปฝากให้เรียนบาลีนักธรรม ณ สำนักวัดตองปุ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

    ต่อมาบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดกระสังข์ ต.ธนู อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา วันที่ 28 มิ.ย.2479 เมื่ออายุ 14 ปี โดยพระเทพวงศาจารย์ (แคร สุมโน) ขณะนั้นดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูโบราณคณิสสร วัดตองปุ เป็นพระอุปัชฌาย์

    อุปสมบท เมื่ออายุได้ 22 ปี วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2487 ที่วัดพระญาติการาม ต.ไผ่ลิง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา โดยพระเทพวงศาจารย์ ขณะนั้นดำรงสมณศักดิ์ที่พระโบราณคณิสสร วัดพนัญเชิง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสาธุกิจการี (ขม) วัดประดู่ทรงธรรม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูอุทัยคณารักษ์ (ใหญ่ ติณณสุวัณโณ) วัดสะแก เป็นพระอนุสาวนาจารย์

    ได้รับฉายาว่า ฐานิสฺสโร อันมีความหมายว่า “ผู้มีฐานะอันยิ่งใหญ่”

    สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นพระเถระใฝ่ศึกษาเล่าเรียน ท่านสอบนักธรรมเอกได้ในปี พ.ศ.2486 ในสำนักเรียนวัดราชบุรณะ และปี พ.ศ.2498 จบเปรียญธรรม 9 ในสำนักเรียนวัดสระเกศ ถือเป็นศิษย์รุ่นพี่รุ่นน้องกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) วัดสระเกศ และสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

    [​IMG]
    ด้านภารกิจสงฆ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2490 จวบจนถึงทุกวันนี้ พระคุณเจ้าเป็นกรรมการตรวจนักธรรม-บาลีสนามหลวง เป็นครูสอนบาลีประโยคเปรียญธรรม 3-7 ด้วยตนเอง

    เป็นเจ้าคณะภาค 13 เป็นเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม เป็นพระอุปัชฌาย์วิสามัญ เป็นเจ้าสำนักเรียนพระปริยัติธรรมวัดชนะสงคราม เป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม และอีกนับไม่ถ้วน

    ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2505 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระปริยัติโสภณ พ.ศ.2507 เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่พระราชโมลี วัดราชบุรณะ พ.ศ.2511 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่พระเทพโสภณ วัดชนะสงคราม พ.ศ.2515 เป็นพระราชาคณะธรรมที่พระธรรมปิฎก วัดชนะสงคราม ปี พ.ศ.2530 เป็นพระราชาคณะรองสมเด็จพระราชาคณะที่พระธรรมวโรดม

    พ.ศ.2535 ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวามหาราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ในราชทินนาม สมเด็จมหาธีราจารย์

    ด้านการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมเด็จฯ จะแสดงพระธรรมเทศนาในโบสถ์ทุกวันพระ เวลา 09.30 น. เป็นประจำไม่เคยขาด โดยในวันพระจะไม่รับกิจนิมนต์ข้างนอก ยกเว้นงานพระราชพิธีเพียงอย่างเดียว

    ข้อธรรมคำสอนของท่านถือว่าศักดิ์สิทธิ์ เตือนสติให้คนอ่านได้ยั้งคิดทุกยาม อาทิ “รู้ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ สุจริต คบมิตรดี เลี้ยงชีวีพอประมาณ” เป็นต้น

    ในระยะหลัง สุขภาพของท่านเจ้าประคุณสมเด็จไม่แข็งแรงนัก ประกอบกับวัยที่ชราภาพของท่าน ทำให้ท่านต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นประจำ แต่ท่านยังคงทุ่มเทอุทิศงานสนองพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ไทยอย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย ยังคงทำงานหนัก เพื่อตรวจตรางานทุกชิ้นอย่างละเอียดรอบคอบ

    จนเมื่อช่วงเดือน พ.ย.2553 คณะสงฆ์วัดชนะสงคราม นำเจ้าประคุณสมเด็จเข้าพักฟื้นอาการอาพาธที่กุฏิคณะ 1 วัดชนะสงคราม โดยจัดให้มีเจ้าหน้าที่พยาบาลและพระอุปัฏฐากคอยดูแลท่านอย่างใกล้ชิด

    กระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 01.05 น. คืนวันที่ 11 มี.ค. จึงมรณภาพอย่างสงบ สร้างความเศร้าสลดอาลัยเป็นอย่างยิ่ง
    https://www.khaosod.co.th/amulets/news_223126
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญสมเด็จพระมหาธ๊ราจารยื (นิยม) วัดชนะสงคราม ให้บูชา 100 บาทค่าจัดส่งEMS50 บาทครับ


    %E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88-jpg.jpg %E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87-jpg.jpg
     
  20. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,820
    ค่าพลัง:
    +20,999
    เหรียญหลวงพ่อโก๊ะ วัดเก้าห้อง 2534 อยุธยา ที่ท่านสร้างเหรียญซ้อนมอเตอร์ไซท์อันโด่งดังครับ
    ให้บูชา 100 บาทค่าจัดส่งEMS50 บาทครับ

    ลพ.โก๊ะ.jpg ลพ.โก๊ะหลัง.jpg
    [​IMG] [​IMG]
     

แชร์หน้านี้

Loading...