.เรื่องเล่า พลัง ในวัตถุมงคล หลวงปู่หมุน หลวงปู่สรวง คุณยายชีนวล แสงทอง หลวงปู่นวยถ้ำวัวแดง

ในห้อง 'ประสบการณ์ เรื่องเล่า' ตั้งกระทู้โดย kwich, 20 พฤษภาคม 2019.

  1. kwich

    kwich เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    536
    ค่าพลัง:
    +6,587
    CDCEF486-F265-4582-89CF-871A0DEE5FA3.jpeg # เล่าสู่กันฟัง เรื่องพระดีๆ



    ...จะขอกล่าวถึงคำพูดของหลวงปู่เดินหน ที่ท่านเคยบอกกล่าวไว้ ขนาดหลวงปู่เดินหน พระเหนือโลกพระโบราณท่านกล่าวถึงและรับรอง แสดงว่าพระรูปนั้นไม่ธรรมดาแน่ๆ"
    ...."สมัยก่อนช่วงยุคปลาย ๆ ของการมาของหลวงปู่เดินหนราวปี พ.ศ. ๒๕๓๐ กว่า ๆ หลวงปู่เคยบอกให้ไปไหว้พระรูปหนึ่ง ชื่อสด วัดอยู่ริมน้ำ เป็นพระธรรมยุติ แต่สรา้งและเสกพระกับสมเด็จพระสังฆราช ท่านให้ไปตามหาท่านว่าเป็นพระอรหันต์ ให้ไปกราบเสียท่านบริสุทธิ์ ผมได้ทราบว่ามีศิษย์หลวงปู่ไปสืบจนทราบว่า พระรูปนั้นที่หลวงปู่กล่าวถึงน่าจะเป็น หลวงพ่อสด วัดโพธิ์แดงใต้ จึงนำภาพถ่ายมาให้ท่านดู หลวงปู่ท่านบอกว่าใช้รูปนี้ละพระดี หมดเชื้อเกิดแล้ว พระเครื่องที่ท่านเสกกับพระสังฆราช เป็นพระที่รับการเสกจากพระอรหันต์ถึง ๒ รูป ที่ดีทั้งนอกและในเป็นพระแท้ ท่านหมายถึงพระสังฆราชก็ บรรลุแล้วไม่มาเกิดแล้วเช่นกัน..."
    หลวงปู่สด องค์นี่ที่สมเด็จพระสังฆราชท่านนับถือมาก ไปมาหาสู่ท่านบ่อยๆ และวัตถุมงคลของท่านยังมีนาม" ญสส " ที่สมเด็จท่านอนุญาติให้ใส่ในวัตถุมงคล
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. kwich

    kwich เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    536
    ค่าพลัง:
    +6,587
    คุณยายชีนวล แสงทอง(ตอนจบ)

    61910231_1093187574224742_7241700106737549312_n.jpg

    "เหตุอัศจรรย์...ที่ต้องบันทึกไว้

    (ระหว่าง...พิธีฌาปนกิจศพ #คุณยายชีนวล แสงทอง)


    ๑. ไม่มีกลิ่นเนื้อหนัง คนถูกไฟเผา(เรียกว่า ไม่มีกลิ่นศพ ถูกเผา)

    ๒. แม้หมอน ๔ เหลี่ยมแบบอีสาน ที่ใช้หนุนศีรษะยายชีนวล ก็ยังไม่ไหม้ไฟ

    หมอนยัดด้วยนุ่น ยังคงสภาพเดิม อยู่คู่กับศพ ของยายชีนวล

    หมอนเพิ่งจะเริ่มไหม้ หลังจากหลานชาย และ หลานสาวยายชีนวล ได้เข้าไปทำพิธีจุดไฟ(จุดไฟด้วยเทียน ซ้ำอีกครั้ง หลังจาก สรีระสังขาร ยังไม่ไหม้ ทั้งที่โลงไม้ ได้ไหม้ไปหมดแล้ว)

    จนกระทั่งศพยายชีนวล ไหม้จนหมด หมอนใบนั้น จึงไหม้หมดตามไปด้วย

    ๓. ตลอดเวลาที่เผานั้น ศพยายชีนวล ไม่มีอาการหนังเนื้อแตกปริ คงสภาพผิวหนังเรียบๆ ค่อยๆแห้งไป และ ไหม้ไปอย่างช้าๆ

    ไม่มีของเหลวจากภายในศพ ไหลทะลักออกมา ให้อุจาดตา แม้แต่หยดเดียว

    ๔. ศพอยู่ในอิริยาบถเดิม ตั้งแต่เริ่มเผา จนจบกระบวนการเผา ศพไม่ขยับ อยู่ในท่านอนตลอดเวลา

    เรื่องไฟนี้ จะว่าไปแล้ว สมัยยายชีนวล ยังมีชีวิตอยู่ เคยมีผู้เห็น ยายชีนวล หยิบก้อนถ่านไฟแดงๆ ด้วยมือเปล่า

    บางคราว เกิดเหตุไฟที่ชาวบ้านจุดเผาหญ้า ลามไหม้เข้ามาที่กุฏิยายชี นวล แทนที่จะหาน้ำมาดับไฟ ท่านเอามือเปล่า กวาดไฟทั้งแขน ไฟก็ดับ ไม่ลามเข้ามา

    หลังจากศพไหม้ไฟแล้ว ถึงตอนเก็บอัฐิ ทั้งพระทั้งเณร และ ญาติโยมกรูกัน เข้าแย่งกัน เก็บอัฐิยายชีนวล จนหมด

    Cr : อำพล เจน
     
  3. kwich

    kwich เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    536
    ค่าพลัง:
    +6,587
    คุณยายชีนวล แสงทอง(ต่อ)

    62000551_1089386074604892_1704892233129394176_n.jpg 61710892_1089386091271557_2311625602857172992_n.jpg

    พระเจ้าห้าพระองค์ยายชีนวล
    อดีตเพื่อนสำเร็จต้น (ศิษย์สำเร็จลุน) วัดภูฆ้องคำ อุบลราชธานี
    1.เนื้อพิเศษ
    (ด้านหลังฝังตะกรุดเนื้อตะกั่วและเกศายายชีนวล และยังฝังเกศา และจีวร สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) วัดสัมพันธวงศ์ สมเด็จสายกรรมฐานกลางกรุง

    พระผงพิมพ์พระเจ้า5พระองค์ คุณยายชีปลุกเสก ออกให้ทำบุญเป็นค่ารักษาพยาบาลคุณยายชีตอนเข้าโรงพยาบาล

    คุณยายท่านปลุกเสกให้อย่างเต็มที่อยู่ในกุฏิท่านเป็นเวลานานร่วม 3 เดือน เมื่อท่านเสกให้เสร็จ คุณยายได้กล่าวว่า " พระรุ่นนี้ผู้ใด บูชาติดตัวจะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง "

    นับเป็ของดียิ่ง ที่คุณยายได้กล่าวรับรองไว้
    นอกจากยายชีนวลอธิษฐานจิตเป็นเวลานานแล้ว คณะผู้สร้างยังได้ขอเมตตา หลวงตาวาส วัดสะพานสูง อธิษฐานจิตอีกด้วยครับ
    -----------------------
    รังสรรค์งานโดย อาอำพล เจน ครับรายละเอียดเหมือนที่หลวงปู่คำพันธ์ได้อุทานขึ้นเมื่อเห็นยายชีครั้งแรกที่วัดธาตุมหาชัย นครพนม
    “ยายชีนี่ไม่ธรรมดา วิชามีอยู่เต็มตัว"

    เนื้อผงผสมว่านผงพุทธคุณ ของสำนักห้วยไผ่ไม่เป็นสองรองใคร

    เป็นวัตถุมงคลน้อยอย่างที่ ยายชีนวล อธิษฐานให้และออกในนามวัตถุมงคลของยายชีอีกด้วย
     
  4. kwich

    kwich เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    536
    ค่าพลัง:
    +6,587
    คุณยายชีนวล แสงทอง(ต่อ)

    62305744_1091519537724879_1590339158923018240_n.jpg

    "พระกริ่ง"

    (ที่ผ่าน...การอธิษฐานจิต...จาก #คุณยายชีนวล แสงทอง วัดภูฆ้องคำ จ.อุบลราชธานี)

    สืบเนื่องจาก...คุณพยุงศักดิ์ เศรษฐมาตย์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ ของ คุณยายชีนวล ได้พระกริ่งฯ ไม่ทราบวัดฯ มาช่อหนึ่ง(มีขนาดใหญ่กว่า พระกริ่งทั่วไป 1.5 เท่า)

    และทุกครั้ง ที่ไปกราบคุณยายชีนวล

    คุณพยุงศักดิ์ จะขอให้ท่านเมตตาอธิษฐานจิต(หลายครั้งมาก)

    (คุณยายชีนวล...มีวิธีอธิษฐานจิต...หลายรูปแบบ)

    หลังจาก คุณยายชีนวล ละสังขารไปแล้ว ในปี 2554 คุณพยุงศักดิ์ ก็เก็บพระกริ่งฯเอาไว้

    จนเมื่อ ปี 2558 ได้ตัดพระกริ่งฯออกจากช่อ โดย อ.เวทย์ เป็นผู้ทำพิธีตัดให้ มีจำนวนทั้งหมด 20 องค์

    หลังจากนั้น ได้นำมาเจาะรูที่ก้น เพื่อบรรจุมวลสารที่สำคัญ ของคุณยายชีนวล พร้อมตอกโค๊ด "แสงทอง" และ ตอกหมายเลขไทยกำกับ ๑-๑๙

    อีก 1 องค์ เพื่อนคุณพยุงศักดิ์ ขอไปทันที หลังจากตัดเสร็จ

    - มวลสาร...ที่สำคัญ

    1. เกศา คุณยายชีนวล

    2. นวด(สีผึ้ง)คุณยายชีนวล ที่ท่านให้ความสำคัญมาก

    3. น้ำมันเมตตามหานิยม คุณยายชีนวล ท่านจะทำทีละแก้ว โดยในแก้วน้ำมัน จะมีตะกรุดอยู่ 2 ดอก ขนาดดอกละ 1 นิ้ว ยายชีนวล บอกว่า เป็นของครูบาอาจารย์ อยู่ภูมะโรง ตะกรุด 2 ดอกนี้ สำคัญมาก ท่านจะไม่ค่อยให้น้ำมันฯกับใครง่ายๆ ถ้าไม่จำเป็น ถ้าให้ ก็ให้เพียงน้อยนิด

    4. นวด(สีผึ้ง)อาจารย์ซาสุด ดอนสำโฮง ประเทศลาว ที่ท่านบอกว่า แรงสุด

    5. ผงสำคัญ ของครูบาอาจารย์ต่างๆ

    6. แก้วเสด็จ(แก้วจักรพรรดิ)

    - การ...อธิษฐานจิต

    1. คุณยายชีนวล วัดภูฆ้องคำ อุบลราชธานี อธิษฐานจิตให้หลายครั้ง
    2. ท่านอาจารย์ซาสุด ดอนสำโฮง ประเทศลาว เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2561 พร้อมกับเหรียญหล่อ อ.ซาสุด รุ่น "พรสวรรค์"
     
  5. kwich

    kwich เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    536
    ค่าพลัง:
    +6,587
    # บอกข่าวบุญครับ
    ร่วมบุญกับหลวงปู่บุญส่ง. ในนามคณะศิษย์หลวงปู่พิศดู


    2C329B60-371C-4878-8244-DAED3B74F00C.jpeg

    คณะศิษย์หลวงปู่พิศดู ธัมมจารี นำโดยพระอาจารย์เกรียงไกร(ครูบาดิน) เจ้าอาวาสวัดเทพธารทอง

    ได้รวบรวมปัจจัยซื้อทองคำ เพื่อร่วมสร้างผอบทองคำ สำหรับบรรจุ พระบรมสารีริกธาตุ และ พระอรหันตธาตุ กับ หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร วัดสันติวนาราม อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี

    โดยจะนำไปถวายในนาม หลวงปู่พิศดู ธัมมจารี

    กำหนดวันที่จะนำไปถวาย คือวันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน 2562

    ***ท่านที่ต้องการร่วมบุญถวายทองคำ แด่วัดสันติวนาราม ในนามหลวงปู่พิศดู ธัมมจารี ยังสามารถโอนเงินร่วมบุญได้ถึง วันที่ 19 มิถุนายน 2562

    ตามหมายเลขบัญชีนี้.. ( บัญชีวัดเทพธารทอง )

    ++ พระเกรียงไกร กิตติธโร

    ++ ธนาคาร กรุงไทย

    ++ เลขบัญชี 204-0-48758-1

    ( เลื่อนกำหนดปิดรับปัจจัย จากวันที่ 10 มิ.ย. ไปเป็นวันที่ 19 มิ.ย. 2562 )
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  6. kwich

    kwich เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    536
    ค่าพลัง:
    +6,587
    DD47F035-34E0-4E33-BC33-3D0897F6CD44.jpeg #บอกข่าวบุญครับ

    ท่านพ่อลี กล่าวไว้ว่า ... ทาน การบริจาคเป็นการสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้อื่นให้มีความสุข การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้สิ่งซึ่งมีประโยชน์แก่กันและกัน .

    .

    เนื่องจากภายในวัดอโศการามขณะนี้มีพระภิกษุประมาณ ๒๐๐ กว่ารูป แม่ชี ๑๐๔ รูป และอุบาสิกาพักปฏิบัติธรรมอีก ๒๘๗ ท่าน ทำให้น้ำกิน น้ำใช้ เพื่อการบริโภค อุปโภคนั้น ไม่
    เพียงพอต่อความต้องการ ยิ่งในเทศกาลงานสำคัญของทางวัดฯ เช่น งานท่านพ่อลี, งานบวชชี บวชเนกขัมมะนั้น มีการขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง


    ทางวัดอโศการาม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีแท็งค์น้ำเพื่อกักเก็บน้ำ, บ่อพักน้ำขนาดใหญ่ (๗๐,๐๐๐ ลิตร) พร้อมด้วยเครื่องปั๊มน้ำและเครื่องกรองน้ำ เพื่อให้การบริโภคน้ำนั้นถูกสุขลักษณะ โดยบริษัทที่รับเหมาติดตั้งคิดค่าใช้จ่ายประมาณ ๒,๔๐๐,๐๐๐ บาท (สองล้านสี่แสนบาทถ้วน)

    #จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนและคณะศิษย์ของท่านพ่อลีทุกท่านร่วมบุญ ร่วมใจ กันคนละไม้ คนละมือ เป็นส่วนหนึ่งของบุญนี้ เพื่อท่านพ่อลีของพวกเรา เพื่อวัดของพวกเรา จะได้มีน้ำเพื่ออุปโภคและบริโภค โดยไม่ขัดสนต่อไป .... ขออนุโมทนา

    .

    #สำหรับผู้ร่วมบุญ ๒๐,๐๐๐ บาท รับล็อคเก็ตทองคำ ด้านหลังบรรจุเศษอังสะ, ผ้าเช็ดปากเปื้อนน้ำหมากและเกสาของท่านพ่อลี เป็นของที่ระลึก (มีจำนวนจำกัด) + ค่าจัดส่ง ๕๐ บาทพร้อมใบอนุโมทนาเพื่อไปลดหย่อนภาษี

    #ร่วมบุญตามกำลังทรัพย์ / ร่วมบุญได้ที่ วัดอโศการาม / โอนเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาบางเมฆขาว ชื่อ วัดอโศการาม บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 017-3-39513-2

    ***สอบถามเพิ่มเติมที่ สำนักงานวัดอโศการาม 02-389-2299, 081-148-9285 LINE ID 0811489285 ชื่อ ลูกศิษย์ท่านพ่อลี




     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  7. Pattarakorn2010

    Pattarakorn2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กันยายน 2014
    โพสต์:
    400
    ค่าพลัง:
    +1,441
    ร่วมทำบุญด้วยครับ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  8. kwich

    kwich เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    536
    ค่าพลัง:
    +6,587
    FAFFD3CE-7387-4245-AE95-C1E720AF5BC6.jpeg

    #เล่าเรื่องพระดีๆ


    หลวงปู่บุญมี ชินวังโส ผจญผีตาอวย


    (หลวงปู่บุญมี ชินวังโส วัดป่าศรีสว่างแดนดิน อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร เผาแล้วกระดูกเป็นพระธาตุเหมือนเม็ดพลอยสีชมพู ท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล)

    ในปี พ.ศ.๒๔๗๓ ขณะนั้นท่าน (หลวงปู่บุญมี) บวชเป็นผ้าขาวได้ประมาณ ๖ เดือน ท่านอาจารย์พร สุมโน ได้พาท่านเข้าไปพักอยู่ที่กุฏิตาอวย ที่นี่เป็นสถานที่ขึ้นชื่อลือนามของคนแถบนั้นว่า ผีกุฏิตาอวยนี้ดุนัก ชาวบ้านมีความหวาดกลัวมาก กิติศัพท์ความร้ายกาจของเจ้ากุฏิตาอวยร่ำลือไปเข้าหูของท่านอาจารย์พรว่า ใครจะเข้าไปพักอยู่หรือทำมาหากินในที่นั้นไม่ได้เป็นอันขาดเพราะเจ้าที่แรงมาก สามารถหักคอคนได้ ถ้าใครไปทำผิดเจ้ากุฏินี้เข้าและไม่รีบนำเหล้าไหไก่ตัวไปแก้แล้ว มีหวังนอนไหลตาย หรือมิฉะนั้นก็กลัวมากจนเสียสติกลายเป็นบ้าไป

    บางคนถูกเจ้ากุฏิตาอวยเข้าสิงกาย เป็นคนดุ คุ้มดีคุ้มร้าย ญาติพี่น้องต้องวิ่งหาหมอธรรมมาชำระล้างอาถรรพ์ของเจ้ากุฏิ มีหมอธรรมบางคนจะมารักษาผู้ป่วยโรคผีกุฏิตาอวย แต่ก็ถูกเจ้ากุฏิเล่นงานเอาจนถึงกับวิ่งหนีก็มี หมอปราบผีบางคน พอทราบข่าวว่าเขาจะให้ไปไล่ผีกุฏิตาอวยเท่านั้น ก็รีบปฏิเสธบอกว่าตัวเองไม่มีวิชาพอที่จะไปไล่ผีกุฏิตาอวย แล้วก็เลิกหากินทางปราบผีมานานแล้ว ส่วนหมอปราบผีที่ไม่รู้ฤทธิ์เดชเจ้ากุฏิผีตาอวยก็ไปรักษาขับไล่ เมื่อไปถึงก็ประกอบพิธีทางไสยศาสตร์ ขณะที่ประกอบพิธีอยู่นั้น แกก็เป็นลมล้มฟุบลงกับพื้นเรือนนั้น คนที่มาดูวิธีไล่ผีของแกต้องช่วยกันนวดเฟ้นให้ พอแกฟื้นจากลมจับได้สติแล้ว แกจึงบอกลาเจ้าของบ้านลงเรือนไป

    เรื่องที่เล่ามานี้เป็นคำพูดคำเล่าของคนเฒ่าคนแก่ที่พูดเล่าไว้นานแล้ว ท่านทั้งหลายที่ได้อ่านแล้ว ไม่เชื่อ แต่ก็จงอย่าได้ลบหลู่ ว่าจะมีผีหวงแหนที่อยู่นั้นมีจริงหรือไม่ แต่ว่าคนแถบนั้นก็ยังเกรงกลัวอยู่ตามคำเล่าลือตลอดมา

    เมื่อท่านอาจารย์พรได้เที่ยววิเวกมาตามลำน้ำชี ได้ทราบข่าวดังนั้น ก็คิดจะพาผ้าขาวบุญไปพักภาวนาที่นั่น จะได้แผ่เมตตาให้กับเจ้ากุฏินี้เลิกจากความดุร้ายกลายเป็นผีที่มีเมตตา ไม่ไปรบกวนชาวบ้านอีก สำหรับท่านอาจารย์พร ท่านเคยติดตามปฏิบัติธรรมภาวนาอยู่กับท่านหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปอยู่วัด พอท่านได้ทราบข่าวว่าสถานที่ใดศักดิ์สิทธิ์ ท่านจะต้องไปอยู่ที่นั่นเพราะนิสัยที่ท่านได้รับมาจากท่านหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต นี่แหละ ท่านจึงได้พาผ้าขาวบุญเดินทางไปบ้านกูดตะกาบ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ใกล้กุฏิตาอวย

    ท่านเข้าไปในหมู่บ้าน แล้วบอกความประสงค์ให้ชาวบ้านทราบว่าท่านจะเข้าไปพักอยู่ที่นั่น ชาวบ้านก็ไม่เห็นด้วย เพราะเขากลัวเจ้าผีตาอวยจะมารบกวนทางบ้าน แต่ท่านอาจารย์พรก็รับว่า จะไม่ให้มีอะไรเกิดขึ้นกับชาวบ้าน ท่านยังได้บอกอีกว่า “ถ้าอาตมาอยู่ได้ จะไม่ให้ชาวบ้านกลัวผีตาอวยนี้อีกต่อไป”

    ตกลงชาวบ้านที่เชื่อพระก็จำใจต้องไปส่งท่านที่กุฏิตาอวย เมื่อไปถึง ท่านก็ให้โยมทำแคร่ ๒ แห่ง ห่างกันประมาณ ๓ เส้น (เส้นหนึ่ง ๒๕ เมตร) ที่นี่ ก็เป็นสถานที่ธรรมดาไม่น่ากลัวอะไร มีป่าโปร่งและหนองน้ำ สิ่งที่ทำให้ที่นี่น่าเกรงขามก็คือ คำพูดของชาวบ้าน สังเกตดูต้นไม้บริเวณนี้ไม่มีใครตัดเลย แสดงให้ท่านเห็นว่า สถานที่นี่เป็นที่เคารพยำเกรงของชาวบ้านแถบนั้น

    เมื่อชาวบ้านมาส่งพร้อมกับทำแคร่และทางเดินจงกรมให้เสร็จแล้ว เขาก็ลากลับ ส่วนผ้าขาวบุญก็คิดหาวิธีเตรียมรับมือผีกุฏิตาอวยถ้าหากมาจริงๆ ก่อนค่ำวันนั้น ท่านได้ทำวัตรปฏิบัติอาจารย์ตามที่ได้เคยปฏิบัติมาเป็นประจำวัน ท่านอาจารย์พรได้ให้โอวาทแก่ผ้าขาวบุญเป็นใจความว่า

    “สถานที่บางแห่งถึงจะศักดิ์สิทธิ์ขนาดไหน ก็พบเห็นได้เฉพาะคนบางคนเท่านั้น มิใช่ว่าจะพบเห็นได้ทุกคนไป พูดถึงผี ไม่มีผีตัวไหนที่ร้ายกาจเท่ากับผีที่มีอยู่ในตัวเรา ผีตัวนี้หลอกให้คนร้องไห้ก็ได้ หลอกให้คนหัวเราะก็ได้ หลอกให้มือเท้าหรืออวัยวะสั่นก็ได้ เจ้าอย่าคิดอะไรมากนัก เพราะความคิดว่าจะมีผีจริงตามคำพูดของชาวบ้านผู้ที่ห่างไกลจากศีลธรรม ห่างไกลจากการปฏิบัติเพื่อความรู้ยิ่ง รู้จริง เพียงได้ยินคนอื่นพูด จะเท็จหรือจริงก็เก็บเอามาพูด ซึ่งเป็นการข่มขวัญคนอื่นให้เกิดความกลัวไปด้วย

    ที่ชาวบ้านเขาพูดกันนั้น มันเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะเรามีศีลธรรม ความเป็นคนมีศีลธรรมนี่แหละ จะไปสู่สถานที่ใดก็ได้รับความร่มเย็นเป็นสุข ไม่มีอะไรมารบกวนให้เดือดร้อน นอกจากความขี้ขลาดซึ่งเป็นตัวมารร้ายกาจที่อยู่ในหัวใจของเรานี่แหละจะมาหลอกหลอนรบกวนตัวเองให้เดือดร้อน ให้หาวิธีกำจัดผีตัวนี้ให้ได้ อย่าให้เหลือ เมื่อผีตัวขี้ขลาดหวาดกลัวไม่มีอยู่ในหัวใจแล้ว จะไม่มีอะไรมารบกวนหลอกหลอนจิตให้สะดุ้งได้อีก ผีภายนอกมันก็อยู่เฉพาะผี มันคนละภพคนละภูมิกันกับเรา จะไปคิดกลัวทำไม ความกลัว ความขี้ขลาดนี่แหละเป็นผีตัวร้ายกาจ ให้จำหน้าผีที่มาหลอกหลอนนั้นให้ดี ไม่ว่าไปที่ไหนหรืออยู่ที่ไหน

    พอใบไม้ร่วง ด้วงกัดกิ่งไม้หัก ก็ไปโทษผีว่ามันมาหลอก หาเรื่องใส่ผีโดยไม่ทราบว่ามีผีจริงหรือไม่ ก็เพราะใจดวงโง่ๆ นี่แหละจึงได้เพ่งเล็งไปหาผีซึ่งอยู่ห่างกันคนละภพคนละภูมิ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นหน้ากันเลย มองไปแต่ข้างนอก ไม่มองเข้ามาข้างในดูความโง่ของตัวเอง ที่มันหลอกหลอนตัวเองอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งใบไม้ร่วงมันก็บอกว่าผีทำ จะมีใครอยู่หรือไม่อยู่มันก็ร่วงไปตามธรรมชาติของมัน ขนาดนั้นแหละความขี้ขลาด เพียงแต่ใบไม้ร่วงมันก็หลอกเราให้ขนหัวลุกได้ ถ้าไม่คิดกำจัดมัน ความขี้ขลาดจะทำให้เราสะดุ้งกลัวอยู่ตลอดเวลา จะหาสถานที่สงบสงัดเพื่อบำเพ็ญภาวนาได้ยาก

    ฉะนั้น ระวังคืนนี้ผีขี้ขลาดจะมาหลอก เตรียมรับมือไว้ให้ดี สติปัญญารู้เท่าทันอารมณ์แห่งความขี้ขลาดของจิต ถ้าไม่รู้เท่าทันมันแล้ว พอมีอะไรเกิดขึ้น แม้แต่ปลวกตัวเล็กนิดเดียวมันสั่นหัวของมัน ใจขี้ขลาดจะรีบวิ่งไปเอามาหลอกให้ขนหัวลุกทันที ส่วนผีจริงๆ เขาไม่ได้มายุ่งกับเรา ถ้ามาก็เพียงแต่มาถามข่าวดูเท่านั้น อย่าว่าเขามาหลอก ให้คิดว่าเขามาดูว่าเราภาวนาหรือไม่ หรือเราเข้ามายืนกลัว นั่นกลัว นอนกลัว ซึ่งผิดกับวาจาจิตที่คิดไว้ว่าจะมาภาวนา นี่แหละผีมันอยากมาดูตรงนี้แหละ ถ้าเข้ามากลัว ก็เป็นอันว่าตัวเองกลายเป็นผีหลอกตัวเอง หลอกทั้งคนอื่นที่เขาคิดว่าเรามาภาวนา ฉะนั้น คืนนี้ให้กระทำบำเพ็ญสมกับเข้าป่ามาภาวนาจริงๆ อย่ามากลัวเป็นอันขาด”

    พอท่านอาจารย์พรให้โอวาทเสร็จแล้ว ท่านก็บอกให้ผ้าขาวบุญกลับที่พัก จิตใจของผ้าขาวบุญขณะเดินกลับมาเมื่อความมืดเข้าปกคลุมนั้น ก็รู้สึกเกรงขามสถานที่ ยิ่งมืดขึ้นทุกทีจิตใจก็ยิ่งหมอบราบลง ส่วนความขี้ขลาดกำลังตื่นขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟัน เพื่อจะได้หัวเราะใจที่กำลังหมอบราบให้กับมัน ถึงที่พักแล้ว ท่านก็เข้าทางเดินจงกรม เดินกลับไปกลับมา แต่จิตใจก็ไม่ได้ตั้งอยู่ในองค์ภาวนา ไปคิดรำพึงถึงคำพูดของชาวบ้านและโอวาทที่ท่านอาจารย์ให้มาแก้ไขจิตไม่ให้กลัวมากเกินไปจนถึงกับภาวนาไม่ได้ แต่ก็ดีใจอยู่อย่างหนึ่ง เพราะได้เห็นพระจันทร์กำลังโผล่ขึ้นมาพอจะช่วยบรรเทาความกลัวได้อีกทางหนึ่ง ท่านเดินจงกรมอยู่ประมาณ ๑ ทุ่มก็เข้ามุ้งกลด ไหว้พระสวดมนต์ เสร็จแล้วนั่งภาวนาต่อ

    จนถึงประมาณ ๓ ทุ่มลงไปเดินจงกรมอีก จิตใจไม่กลัวเท่าไร เดินไปได้ไม่นาน พลันก็มีลมพัดทำให้ขนหัวลุก กำลังคิดปลอกใจตัวเองอยู่ก็มีเสียงดังขึ้นตรงหัวทางเดินจงกรมที่จะเดินกลับไปอีก มองไปก็เหมือนคนมานั่งอยู่หัวทางจงกรม แต่ไม่ชัด เพราะเดือนสลัวๆ ประจวบกับเงาไม้บัง จึงแข็งใจไปอยู่ใกล้ๆ ก็เห็นชัด เป็นอีเห็นตัวใหญ่ยืนมองดูท่าน ท่านก้าวเข้าไปดูใกล้ๆ มันก็กระโดดเข้าป่าตุบเดียวเงียบ ไม่มีเสียงวิ่งไปไหน ผ้าขาวบุญไม่สนใจตัวอีเห็น แต่พอหันกลับจะเดินไปข้างหน้าก็เห็นสัตว์ตัวนั้นยืนมองท่านอยู่ที่หัวทางจงกรมอีก ทีนี้

    ผ้าขาวบุญแปลกใจเพราะไม่มีเสียงวิ่ง แต่ทำไมอีเห็นไปปรากฏตัวที่นั้นอีก ท่านรีบเดินไปให้ถึงสัตว์นั้นพร้อมกับคิดในใจว่า ลมก็พัดวนเวียนอยู่อย่างนี้ ถ้าอีเห็นหายไปอีกคงจะเป็นเจ้าของกุฏิแน่นอน แล้วก็เป็นดังที่คิด พอท่านเดินเข้าไปใกล้อีเห็นก็กระโดดเข้าป่าตุบเดียวหายเงียบ มีแต่ลมพัดวนเวียนไปมา ท่านเห็นท่าไม่ดีจึงหยุดเดิน ยืนคิดปลอบใจตัวเองตามที่ท่านอาจารย์บอกไว้แต่หัวค่ำว่า จะกลัวไปทำไม ในเมื่อเจ้าของบ้านผู้อารีมาต้อนรับถามข่าว ผ้าขาวบุญได้บอกกับเจ้าของกุฏิในใจว่า

    “สิ่งที่ปรากฏแก่ข้าพเจ้านี้ ถ้าหากเป็นเจ้าของกุฏิมาเยี่ยมถามข่าวจริงแล้ว จงรับทราบไว้เถิดว่า ข้าพเจ้าชื่อผ้าขาวบุญ ได้ติดตามท่านอาจารย์มาภาวนาอุทิศส่วนกุศลให้เจ้าที่เจ้าทางที่สิงสถิตอยู่ในสถานที่นี้ ขอท่านจงรับเอาส่วนบุญกุศลที่ข้าพเจ้าอุทิศไปให้ ขอจงมีความสุขทุกอริยบถเถิด อย่ามารบกวนข้าพเจ้าเลย”

    แล้วผ้าขาวบุญก็สงบจิตแผ่เมตตาให้เจ้าของกุฏิ จากนั้นแข็งใจเดินจงกรมต่อไป จิตใจบริกรรมพุทโธอยู่อย่างไม่ลดละ หัวใจสั่นระริกๆ อยู่ตลอดเวลา จะให้หยุดกลัว คืนนั้นผ้าขาวบุญไม่ได้นอนเลย

    พอรุ่งอรุณของวันใหม่ก็รีบไปปฏิบัติท่านอาจารย์ ได้เวลาออกบิณฑบาตก็ไปส่งบาตรท่าน คิดว่าท่านจะถาม ท่านก็ไม่ถาม ตลอดวันนั้นทั้งวันท่านก็ไม่ถาม ก่อนค่ำวันที่สองก็ได้เข้าไปปฏิบัติเช่นเคย เสร็จกิจแล้ว ผ้าขาวบุญก็เล่าเรื่องเจ้าของกุฏิแปลงเป็นอีเห็นให้ท่านอาจารย์ฟัง ท่านฟังแล้วก็หัวเราะอยู่ในลำคอแล้วก็พูดว่า

    “ความจริงมันก็มีเท่านั้นแหละ ไม่เหมือนอย่างที่ชาวบ้านเขาพูดดอก ผีที่ไหนจะมาทำให้ผ้าขาวเป็นบ้าเป็นบอไปได้ ไม่มีดอก มีแต่คนไร้ศีลธรรมนั่นแหละ เพราะกามลามกของตัวทำให้ตัวเองเป็นบ้า แล้วก็ไปโทษสิ่งอื่น ไม่รู้ว่าตัวเองขาดศีลธรรมเป็นที่พึ่ง ในเมื่อตัวเองโสมมอยู่กับความชั่ว ความสะดุ้งหวาดกลัวก็มีมาก เวรภัยก็มีมาก จิตใจก็ระส่ำระสาย มีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นก็ไปเหมาเอาว่าผีกุฏินั้นกุฏินี้มาทำ นี่แหละจิตใจไม่มีศีลธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ดูญาติโยมบางหมู่บ้านที่ผ่านมา พอเห็นพระมาก็อยากได้น้ำมนต์ เครื่องรางของขลังเอาไปกำจัดเสนียดจัญไร เอาไปไล่ผี กำจัดบ้า ป้องกันศาสตราสารพัด ส่วนศีลธรรมที่จะไปดับแหตุเสนียดจัญไรเขาไม่อยากได้ดอก”

    เมื่อสมควรแก่เวลาแล้ว ท่านก็ให้ผ้าขาวบุญกลับที่พัก จากนั้นมาก็ไม่มีอะไรอีก จนกระทั่งออกไปจากที่นั่น

    ส่วนชาวบ้าน เมื่อเห็นท่านอยู่ด้วยความสงบสุข ทั้งหมู่บ้านก็อยู่ด้วยความสงบสุขไม่มีอะไรไปรบกวน ซึ่งผิดกับที่เขาคิดไว้ว่า ถ้าพระเข้าไปอยู่ที่นั่นแล้วผีกุฏิตาอวยจะมารบกวนชาวบ้าน แต่ท่านเข้าไปอยู่แล้วก็ไม่เห็นเป็นไปตามที่ชาวบ้านคิด ก็เกิดความศรัทธาเคารพนับถือท่านมาก ไม่อยากให้ท่านออกไปจากที่นั่นเลย

    สำหรับเรื่องราวของผู้ที่เข้าป่าภาวนา ไม่ว่าจะเป็นพระหรือโยมผู้ติดตาม บางแห่งถ้าไม่อดทนจริงๆ ก็อยู่ไม่ได้ ไม่ว่าจะพักอยู่หรือเดินผ่านไป เต็มไปด้วยความระมัดระวังภัย

    เจ้าที่บ้านโคกดินแดง

    สมัยที่ท่านหลวงปู่บุญ ชินวํโส พักอยู่ที่วัดบูรพาราม บ้านโคกสำราญ จังหวัดสกลนคร ใหม่ๆ พอออกพรรษาแล้วได้ออกเที่ยววิเวกไปตามป่าเขาหรือสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งที่คนเข้าไปทำมาหากินไม่ได้ ท่านก็เข้าไปพักภาวนาที่นั่น แล้วก็บอกให้เขาไปอยู่ทำไร่นาที่นั้นได้ ดังจะได้นำเอาเรื่องของท่านที่เข้าไปภาวนาเพื่อขอสถานที่แห่งนั้นกับผีมาเล่าให้ท่านฟังสักเรื่องหนึ่งดังนี้

    มีโยมบ้านโคกดินแดง จังหวัดสกลนคร ชื่อนายแสงและนางแดง ได้มานิมนต์ท่านไปภาวนาแผ่เมตตาในสถานที่ของแก แกบอกว่าจับจองสถานที่ไว้แล้ว พอเข้าไปทำมาหากินก็มีอันเป็นไปต่างๆ นานา ไม่สบายกันทั้งครอบครัว เหมือนกับว่ามีภูตผีหวงแหนอยู่ ท่านรับนิมนต์แล้วก็เข้าไปภาวนาอยู่ ที่นั่นมีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่งลึกมาก มีน้ำขังอยู่ตลอดฤดูแล้ง

    ท่านได้พักอยู่ใกล้หนองน้ำนี้ อาศัยน้ำนั้นบริโภค จนกระทั่งถึงคืนที่สี่ ใกล้จะสว่าง ท่านเดินไปล้างหน้าที่หนองน้ำนั้นซึ่งเคยเป็นที่เคยล้างเป็นประจำทุกเช้า เมื่อไปถึง ท่านก็ยื่นมือลงไปกวักน้ำขึ้นมา แต่ก็ไม่ดื่มน้ำ พอสว่างขึ้นท่านจึงเห็นว่าน้ำในหนองใหญ่หายไปหมด เหลือแต่โคลนตม แม้แต่ปูปลากุ้งหอยในน้ำก็ไม่มีเหลืออยู่สักตัว มันหายไปหมด ท่านได้ทบทวนดูเหตุการณ์เมื่อตอนกลางคืน จึงได้รู้ว่า

    ขณะที่ท่านนั่งภาวนาปรากฏในนิมิตว่า มีผู้คนมากมายทั้งชายทั้งหญิงมากราบลาท่าน บอกว่าจะย้ายไปอยู่ที่อื่น และได้มอบสถานที่แห่งนี้ให้ท่าน ในคืนนั้นก็เงียบผิดปรกติ ซึ่งคืนก่อนๆ จะได้ยินเสียงปลาดำว่ายดำผุดทำให้น้ำเกิดเสียงดังตลอดทั้งคืน ท่านว่าเป็นเรื่องที่น่าคิดอยู่ น้ำในหนองไม่มีที่จะไหลไป เกิดหายไป ตลอดถึงสัตว์น้ำ จึงเป็นเหตุให้คนทั้งหลายที่ได้รู้ได้เห็นเรื่องนี้ พูดกันว่า ในสถานที่นี้มีสิ่งลึกลับหวงแหนอยู่จริง เมื่อย้ายไปจากที่นี่แล้วจึงนำเอาสิ่งต่างๆ เหล่านั้นไปด้วย แต่ก็ไม่มีใครทราบว่าสิ่งเหล่านั้นหายไปไหน

    ท่านได้จำพรรษาที่วัดบูรพาราม บ้านโคกสำราญ จังหวัดสกลนคร เป็นเวลาหลายปีด้วยกัน ถ้าสถานที่ใดคนเข้าไปทำมาหากินไม่ได้ ท่านจะต้องเข้าพักภาวนาอยู่ในสถานที่นั้นๆ แล้วสถานที่นั้นๆ ก็กลายเป็นสถานที่ธรรมดาขึ้นมา ผู้คนสามารถเข้าไปทำมาหากินได้เป็นปรกติ

    ดูควายสู้กับเสือ

    การเที่ยวบำเพ็ญสมณธรรมของท่านหลวงปู่บุญนั้นท่านท่องเที่ยวไปหลายที่มาก เพราะธรรมเนียมของพระธุดงค์สมัยนั้น พอออกพรรษาแล้วจะเที่ยวออกวิเวกไปตามป่าเขา พักตามรุกขมูลร่มไม้ ตามเงื้อผา ป่าช้าป่าชัฏ

    ครั้งหนึ่ง ท่านได้เดินจงกรมลงมาจากภูผักกูด มาถึงภูเก้าน้อย พร้อมด้วยหมู่คณะสามรูป ได้เห็นฝูงควายฝูงหนึ่งเดินวนกันเป็นกลุ่ม ตีเป็นวงกลม ให้ตัวเล็กอยู่กลาง ตัวใหญ่หันหัวออกนอก อีกตัวหนึ่งเป็นควายผู้ไม่เข้าไปในฝูง เดินรอบดูฝูงแล้วก็ถอยเข้าไปในกอไผ่เพื่อเตรียมตัวสู้กับเสือร้าย ท่านกับหมู่คณะรีบเดินลงมาดูใกล้ๆ แต่อยู่คนละฟากกับฝูงควาย ท่านคิดในใจว่า ฝูงควายนี้มันกำลังทำอะไร พลันก็มองเห็นเสือโคร่งตัวใหญ่เดินรอบฝูงควายอยู่ แล้วเสือก็เดินเข้าไปหาควายตัวเดียวที่ไม่เข้าไปในฝูง แล้วก็กระโดดสูงเข้าหาควาย ฝ่ายควายขวิดรับแล้วก็ถอยเข้าไปในกอไผ่

    ท่านยืนดูอยู่ได้เห็นเสือกระโดดเข้าใส่ควายอีกหลายครั้ง แต่เสือก็กระโดดออกมาทุกครั้ง เพราะควายขวิดรับ เมื่อเสือกระโดดออกมาแล้วก็พยายามหลอกให้ควายออกมาจากกอไผ่ ฝ่ายควายก็ไม่ยอมออกมา พอเสือกระโดดเข้าใส่ควาย คราวนี้ควายขวิดรับอุตลุด เสือร้องลั่นป่าด้วยความเจ็บปวด แล้วมันก็รีบวิ่งหนีไปทันที ขณะที่ท่านและหมู่คณะยืนดูเสือกับควายต่อสู้กันอยู่นั้น ทุกคนลืมหมดแม้แต่จะร้องขึ้นให้เสือกับควายหนีออกจากกันก็นึกไม่ได้ จึงปล่อยให้มันสู้กันจนควายได้รับชัยชนะ

    สิ่งที่ท่านได้พบเห็นมาตามป่าเขานั้น บางสิ่งบางอย่างนำมาพูดในสมัยนี้ก็ยากที่จะมีคนเชื่อ และยากที่จะมีผู้อุทิศชีวิตเพื่อแลกกับธรรมเหมือนครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ที่ท่านได้ตะเกียกตะกายรอดตายมาสั่งสอนผู้อื่น

    ที่มา: https://www.web-pra.com/amulet/พระครูวิมลญาณวิจิตร-วัดป่าศรีสว่างแดนดิน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 มิถุนายน 2019
  9. kwich

    kwich เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    536
    ค่าพลัง:
    +6,587
    อนุโมทนาบุญทั้งหมดด้วยครับ
     
  10. kwich

    kwich เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    536
    ค่าพลัง:
    +6,587
    F9B170FC-B556-413C-ABDE-45507634E11A.jpeg

    # เล่าสู่กันฟัง
    เรื่องราวของเหล็กเปียก พระธาตุพนม


    #เหล็กเปียก
    เหล็กเปียก (เป็นชื่อเรียกในภาษาลาว) ส่วนเหล็กไหลเปียก (เป็นชื่อเรียกในภาษากลาง) เป็นธาตุกายสิทธิ์อย่างหนึ่ง

    ....เมื่อราวปี พ.ศ.2233-2235 ได้มีการบูรณะพระธาตุพนม เป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่สร้างพระธาตุพนมมา โดยการนำของ ท่านเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก (ญาครูขี้หอม ผู้เป็นปฐมกำเนิดเหล็กเปียกองค์แรกของโลกก็ว่าได้)

    ในคราวนั้นท่านเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กได้เล็งเห็นว่าฐานเดิมยังแน่นอยู่ จึงได้บูรณะ ตั้งแต่ชั้น 2 ขึ้นไป จนถึงยอดซึ่งมีขนาดเล็กลงแต่ความสูงเพิ่มขึ้น เพื่อความแน่นหนา

    ท่านเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก ได้พิจารณาแล้วว่าจะต้องใช้แร่เหล็กเปียก ชนิดที่มีความสามารถกันฟ้าผ่า และมีความแข็งแรงมั่นคง และหาได้บริเวณนี้

    จากนั้นท่านก็ได้นั่งสมาธิตรวจดูว่ามีแร่ที่จะสามารถนำมาไว้ที่ยอดพระธาตุพนมได้บ้าง ปรากฎว่ามีแร่ชนิดหนึ่งตรงกับความต้องการของท่านและอยู่ไม่ไกล แร่นั้นมีชื่อว่า แร่เหล็กเปียก ตำนานกว่าว่า อนุภาคของเหล็กเปียกนั้น ป้องกันภัยพิบัติต่างๆ เช่น กันฟ้าผ่า ไฟไหม้ แผ่นดินไหว และยังเป็นเพชรหลีกในตัว เมื่อสอบถามแน่ชัดแล้วว่าแร่เหล็กเปียกมี ที่ภูศิลา หรือ ภูเหล็กเปียก บ้านดอนข้าวหลาม ต.น้ำก่ำ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ในปัจจุบัน

    ท่านก็ได้นั่งสมาธิตรวจสอบดูอีกครั้งจนแน่ใจก่อน จากนั้นก็ให้ลูกศิษย์แต่งเครื่องบวงสรวง เทวดาที่ปกปักรักษาแร่เหล็กเปียกอยู่ เสร็จพิธีบวงสรวง เทวดาที่ปกปักรักษาเปิดทางให้แล้วท่านจึงให้ลูกศิษย์ทำการขุดเอาแร่เหล็กเปียกขึ้นมา แล้วหล่อเป็นโกศและรูปทรงปลีกกล้วย แล้วนำกลับพระธาตุพนม เพื่อบูรณะพระธาตุพนม จนแล้วเสร็จ ก็มีแร่เหล็กเปียกส่วนที่เหลือนำกลับมาฝังไว้ที่ภูศิลา เหมือนเดิม

    จนเมื่อปี พ.ศ.2518 องค์พระธาตุพนมล้ม ก็เป็นช่วงที่เปิดโอกาสเกนคนแต่ละหมู่บ้าน ภายในอำเภอธาตุพนมไปช่วยกันเก็บเศษอิฐและปูน คาดว่าเป็นช่วงที่คนได้ แร่เหล็กมาครอบครอง หลายคนเอาด้วยความโง่เขลา (โดยไม่บอกกล่าว) ก็ต้องมีอันเป็นไป นี่คือ ความเป็นมาของเหล็กเปียก อย่างสังเขป ครับ
    พระบูชา และ วัตถุมงคล จากเหล็กเปียก

     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 มิถุนายน 2019
  11. kwich

    kwich เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    536
    ค่าพลัง:
    +6,587
    2F280C0A-DDC5-41F1-9E7F-3C7B7A7C14D8.jpeg #เล่าสู่กันฟัง

    #ถ้ำวัวแดงแผ่นดินพระอริยะเจ้า ตอน๑. กำเนิดถ้ำวัวแดง

    หากกล่าวถึง"ภูเขาควาย"ดินแดนมหัศจรรย์ในสปป.ลาว ที่พระธุดงค์จากเมืองไทยทั้งในอดีตและปัจจุปันเคยไปธุดงค์แสวงหาโมกขธรรมมาแล้วแทบทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นหลวงปู่มั่น ภูริทัติโต หลวงปู่เสาร์ กัตสีโล หรือศิษย์ในสายกรรมฐานแทบทุกองค์ต้องเคยผ่านการทดสอบมาแล้วจากภูเขาควายแทบทั้งสิ้น หลวงพ่อคูนเทพเจ้าบ้านขุนทด หลวงปู่คำคะนิง จุลมณี หลวงปู่ละมัย หลวงปู่หมน ฐิตสีโล หลวงปู่นรสิงห์ กิตติสาโร หลวงปู่ขาว พุทธรักขิตโต ท่านเหล่านี้ก็ล้วนผ่านความยากลำบากทดสอบความมุ่งมั่นในการเข้าสู่เส้นทางธรรมแสวงหาความหลุดพ้นตัดตรงเข้าสู่แดนนิพพานพ้นการเวียนว่ายตายเกิดตามวาสนาบารมี
    นั่นคือภูเขาควายที่ถูกพูดถึงความลึกลับมหัศจรรย์มาช้านานหลายร้อยปีมาแล้ว แต่ในแผ่นดินไทยก็มีแผ่นดินที่ถูกกล่าวถึงจากพระธุดงค์และนักปฏิบัติเมื่อสามสิบกว่าปีมาแล้ว เรื่องราวแห่งนี้ถูกกล่าวถึงถ้ำที่มีสัญญลักษณ์มีก้อนหินสีน้ำตาลแดงรูปร่างคล้ายวัวมีสีแดงอยู่ปากถ้ำจึงถูกขนานนามว่า"ถ้ำวัวแดง"ในเวลาต่อมา
    "ถ้ำวัวแดง"ตั้งอยู่ที่อำเภอหนองบัวแดง(ในปัจุปัน)จ.ชัยภูมิ ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นสำนักสงฆ์อย่างจริงจังในช่วงปีพศ.๒๕๒๗ โดยมีพระธุดงค์สองรูปที่มาปฏิบัติธรรมในบริเวณของเชิงเขาด้านล่างของ"ถ้ำวัวแดง" ซึ่งเงียบสงบเหมาะแก่การปฏิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาเพชรบูรณ์ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุมติดต่อหลายจังหวัดตั้งแต่เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ชัยภูมิ เลย ขอนแก่น จึงมีบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลและในช่วงเวลานั้นพื้นที่ดังกล่าวถูกจัดให้เป็นพื้นที่สีแดงเป็นเขตขยายงานของผู้หลงผิดซึ่งต่อมาได้เข้าร่วมเป็นผู้พัฒนาชาติไทยในเวลาต่อมา
    ในอดีตถ้ำวัวแดงถูกกล่าวถึงจากพระธุดงค์เล่าสืบต่อมาว่า สถานที่แห่งนี้เป็นที่ๆ"บรมครูหลวงปู่โลกอุดร"
    ถ่ายทอดสรรพวิชาสายเหนือโลกให้แก่ศิษย์ตั้งแต่อดีตและปัจจุปัน มีหลักฐานที่ผู้เข้าไปเรียนในอดีตหลายท่านได้ขีดเขียนนามท่านไว้บนก้อนหินในถ้ำ พระสุก(ไก่เถื่อน)พระโต พรหมรังษี พระเงิน พุทธโชติ(บางคลาน) พระศุข เกสโร(มะขามเฒ่า) เป็นต้น ต่อมาดินแดนแห่งนี้เป็นที่ใฝ่ฝันของพระธุดงค์และนักปฏิบัติที่ต้องการค้นหาเพื่อกราบไหว้ขอเป็นศิษย์ของ"หลวงปู่โลกอุดร"ตราบจนทุกวันนี้.
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 มิถุนายน 2019
  12. kwich

    kwich เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    536
    ค่าพลัง:
    +6,587
    811A5D94-F1E7-41A0-A4C9-2C3AE8BDA1FA.jpeg

    #เล่าสู่กันฟัง

    #ถ้ำวัวแดงแหล่งธรรม ตอนที่๒. ศิษย์ที่หลวงปู่โลกอุดรให้มาสร้างวัดถ้ำวัวแดง


    ในปี๒๕๒๗พระสองรูปลูกศิษย์ของหลวงปู่บุญตา หรือพระครูอินทรีธรรมโสภิต วัดอินทรียสังวรวนารามจ.ชัยภูมิ ท่านเป็นอริยะสงฆ์ทรงอภิญญาองค์หนึ่งศิษย์ของหลวงปู่โลกอุดร องค์หนึ่งคือพระอาจารย์สุชีพ อุตตโม อีกองค์หนึ่งคือหลวงปู่นวย กิติปัญโญ ธุดงค์มาพักปักกลดที่บริเวณ"ถ้ำวัวแดง"ซึ่งในขณะนั้นยังรกร้างว่างเปล่า ทั้งสององค์แยกย้ายกันปฏิบัติธรรมอดนอนผ่อนอาหารตามแบบพระป่าตามแบบครูบาอาจารย์ของท่านที่ได้อบรมสั่งสอนมา

    สถานที่บริเวณ"ถ้ำวัวแดง"กว้างใหญ่ไพศาลมากเหมาะแก่การปฏิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง หลวงปู่นวยได้อยู่บริเวณเชิงเขาก่อนถึงทางขึ้นถ้ำประมาณ800เมตรซึ่งในเวลาต่อมาได้สร้างเป็นวัดชื่อ"วัดเทพประธานพรถ้ำวัวแดง" ส่วนพระอาจารย์สุชีพ ได้ขึ้นไปอยู่ตีนเขาและต่อมาได้สร้างเป็น"วัดถ้ำวัวแดง"ในปัจจุปัน จะเห็นว่าที่ถ้ำวัวแดงจะมีสองวัดติดๆกันแต่คนส่วนใหญ่จะไม่รู้คิดว่ามีวัดเดียวคือวัดถ้ำวัวแเดง ซึ่งจริงๆมีสองวัดคือวัดแรกคือวัดเทพประธานพรถ้ำวัวแดงอยู่800เมตรซ้ายมือก่อนถึงวัดถ้ำวัวแดงซึ่งเป็นวัดที่สอง ทั้งสองวัดตั้งขึ้นมาพร้อมกัน

    #หลวงปู่นวย_กิติปุญโญศิษย์ทรงอภิญญาของหลวงปู่โลกอุดรที่ได้รับคำสั่งดูแลปากทางขึ้นถ้ำวัวแดง

    หากกล่าวว่าพระอริยเจ้าล้วนมีที่มาที่ไปต่างกันฉันท์ใด หลวงปู่นวยก็คงเป็นพระสงฆ์รูปเดียวที่อดีตเคยรับใช้ชาติได้รับพระราชทานยศถึง "พันเอกพิเศษ" และเป็น อดีตผู้บังคับการกรมทหารพรานจู่โจมค่ายปักธงชัย ซึ่งถูกขนานนามว่า"นักรบชุดดำ" หน่วยจรยุทธที่ถูกทางราชการจัดตั้งขึ้นมาเพื่อภาระกิจลับพิเศษในในสมัยนั้น ทหารพรานจู่โจมค่ายปักธงชัย คือส่วนหนึ่งของการรบทั้งในและต่างประเทศ แทบทุกสมรภูมิที่มีการรบ"ทหารพรานจู่โจมค่ายปักธงชัย"จะถูกส่งไปอยู่แนวหน้าแทบทุกสมรภูมิ ยุทธภูมิเขาค้อเพชรบูรณ์
    ยุทธภูมิบ้านกรวดบุรีรัมย์ "ชค513"ผ่านมาหมด จนมีคำขวัญของทหารพรานจู่โจมค่ายปักธงชัย ว่า "กูผู้ชนะ"และหลวงปู่นวย กิติปุญโญก็คือ "พันเอกพิเศษอำนวย ราชภักดี"ก่อนที่ท่านเปลี่ยนชื่อเป็น"พันเอกพิเศษจักรชัย ราชภักดีและลาออกจากราชการในช่วงอายุแค่๔๗ปีด้วยปัญหาสุขภาพที่ไม่สมบูรณ์บาดแผลจากสงครามและจากอุบัติเหตุ แต่ลูกศิษย์ของท่านจะเรียกชื่อเดิมของท่านว่า"หลวงปู่นวย"

    เรื่องราวทั้งทางโลกทางธรรมของท่านเป็นตำนานที่จะถูกกล่าวถึงไปอีกนานนับต่อจากนี้......โปรดติดตามตอนหน้าว่าทำไมท่านจึงถูกขนานนามว่า"อินทรีย์พุทโธผงาดฟ้า" ท่านแสดงอิทธิปาฏิหารย์ต่อหน้าลูกศิษย์อย่างไรบ้าง เสกปลัดขิกวิ่งออกจากบาตร ปลัดขิกของท่านวิ่งแข่งกับเครื่องบินและปาฏิหารย์เหนือโลกอีกมากมาย..ถ่ายทอดจากปากศิษย์ที่ยังมีชีวิต..ที่นี่..ต่อจากนี้เป็นครั้งแรก..ของชมรมพระเหนือโลกแห่งนี้..
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 มิถุนายน 2019
  13. kwich

    kwich เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    536
    ค่าพลัง:
    +6,587
    9AAB091F-299B-4643-83A4-6E9C16FE1428.jpeg
    #เล่าสู่กันฟัง

    #ถ้ำวัวแดงแหล่งธรรม#ตอนที่๓.หลวงปู่นวย กิตติปัญโญ พระผู้เด็ดเดี่ยวเรืองฤทธิปากทางถ้ำวัวแดง


    พ.อ.(พิเศษ)จักรชัย ราชภักดี หรือ หลวงปู่นวย กิตติปัญโญ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เบื่อหน่ายต่อการรบราฆ่าฟันแม้จะเป็นหน้าที่ก็ตาม ท่านจึงอุปสมบทที่วัดอินทรีย์สังวราราม จ.ชัยภูมิ โดยมีพระครูอินทรีย์ธรรมโสภิตหรือหลวงปู่บุญตา เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า
    "กิตติปัญโญ"แปลว่า ผู้มีปัญญาอันบุคคลยกย่อง

    โดยที่หลวงปู่นวย เคยรับราชการเป็นนายทหารสัญญาบัตรชั้นสูงมีผู้ใต้บังคับบัญชานับร้อยนับพันท่านจึงเป็นพระที่เข้มงวดในพระธรรมวินัยเอาจริงเอาจังกับการฝึกฝนร่ำเรียนพระเวทย์วิทยาคมจากอุปัชฌาย์ของท่านที่มีชื่อเสียงเรื่องลือในคุณวิเศษทั้งอุปัชฌาย์ของท่านยังเป็นศิษย์เอกของ"หลวงปู่โลกอุดร" การฝึกฝนปฏิบัติพระเวทย์วิทยาคมของท่านจึงเป็นวิชาในดงของหลวงปู่โลกอุดรล้วนๆ อีกทั้งท่านเอาจริงจังกับการร่ำเรียนฝึกฝนปฏิบัติจึงสำเร็จในพระเวทย์วิทยาคมที่ร่ำเรียนอย่างรวดเร็ว ในปีพศ.๒๕๒๗ หลังบวชปีเดียว
    หลวงปู่บุญตาซึ่งเป็นอาจารย์ท่านได้ให้ท่านเดินทางมาอยู่"ถ้ำวัวแดง"เพื่อร่ำเรียนวิชากับ"บรมครูหลวงปู่โลกอุดร" พร้อมกับสหธรรมิกของท่านคือพระอาจารย์สุชีพ
    อุตตโม โดยหลวงปู่นวยท่านสร้างวัดที่ปากทางก่อนถึงถึงถ้ำวัวแดงและได้ตั้งชื่อว่า "วัดเทพประธานพรถ้ำวัวแดง"ในเวลาต่อมา

    หลวงปู่นวยเป็นพระที่พูดน้อยสันโดด พูดจริงทำจริงและดุมากจึงเป็นที่เกรงกลัวของลูกศิษย์ และด้วยความเคารพรักในหลวงปู่บุญตาครูบาอาจารย์ของท่านมากท่านจึงสักรูปนกอินทรีย์ไว้ที่ร่างกายท่านเพื่อระลึกถึงว่าท่านเป็นศิษย์ของวัดอินทรีย์สังวราราม จ.ชัยภูมิ

    #ปลัดขิกบินได้# ครั้งหนึ่งมีนักบินปีกหมุนของทหารบกได้มาที่วัดและถามว่า"วัดนี้มีเกจิอาจารย์เก่งๆไหม" คนที่ต้อนรับบอกที่นี่ไม่มีเกจิอาจารย์ดังมีแต่พระปฏิบัติเท่านั้น กลุ่มนักบินจึงเล่าว่าพวกเขาเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์มีอยู่วันหนึ่งกำลังบินอยู่แถวรอยต่อเทือกเขาเพชรบูรณ์และชัยภูมิ อยู่ๆมีวัตถุประหลาดลอยอยู่ในอากาศพอมองไปเห็นชัดเจนว่าเป็นปลัดขิกขนาดใหญ่ลอยในอากาศกำลังวิ่งมาบริเวณตีนเขาถ้ำวัวแดงจึงบินตามดูจนเห็นว่าปลัดบินลงมาที่วัดนี้เขากำหนดพิกัดไว้ชัดเจนวันนี้จึงมาตามหาหลวงปู่นวยก็ไม่ตอบรับพอดีนายทหารกลุ่มนี้เหลือบไปเห็นปลัดขิกตัวใหญ่ที่วางไว้ในกุฏิจึงพูดว่า"ปลัดตัวนี้แหละที่ผมเห็นบินแข่งกับผม" และครั้งหนึ่งศิษย์ใกล้ชิดที่ดูแลอุปถากหลวงปู่เล่าว่าเห็นหลวงปู่นวยเสกปลัดขิกในบาตรขณะที่ท่านกำลังปลุกเสกอยู่นั้นมีเสียงเกลียวกราวในบาตรสักพักปลัดขิกในบาตรก็วิ่งออกมานอกบาตรตกที่พื้นเต็มไปหมด

    #ย่นระยะทางไปบิณฑบาตรในเมือง ตามปรกติหลวงปู่นวยท่านจะพูดน้อยมาก วันหนึ่งหลวงปู่นวยเล่าให้แม่ชีพรเทวี ศิษย์ที่ดูแลอุปถากรับใช้หลวงปู่มานานหลายสิบปีว่า เช้าวันหนึ่งท่านได้พิจารณาด้วยอนาคตังสญานเห็นผู้ใจบุญท่านหนึ่งที่อยู่ในเมืองตั้งจิตปรารถนา
    "อยากทำบุญใส่บาตรกับหลวงปู่โลกอุดร"แต่ไม่รู้ว่าจะใส่บาตรกับหลวงปู่โลกอุดรได้อย่างไร หลวงปู่นวยพิจารณาถึงความมุ่งมั่นของโยมท่านนี้แล้วจึงได้ไปรับบาตรแทนหลวงปู่โลกอุดรในเช้าวันนั้น ซึ่งระยะทางจากวัดไปในเมืองห่างกันเป็นร้อยกม.หากหลวงปู่นวยไม่ใช้วิชาย่นระยะทางแล้วเป็นไปไม่ได้ที่ท่านจะไปบิณฑบาตรในเมืองได้และในวันนั้นก็มี"ต้มยำกุ้ง"จริงๆในบาตรท่าน

    #เรียกเหล็กไหลในอากาศมาแจกในวันไหว้ครูต่อหน้าศิษย์ ในพิธีไหว้ครูทุกปีที่วัดเทพประธานพรถ้ำวัวแดง ลูกศิษย์ทั้งหลายจะตั้งตารอคอยการทำพิธีเรียกเหล็กไหลโดยหลวงปู่นวยท่านจะตั้งพานขันธ์ห้าขันธ์แปดเคารพครูบาอาจารย์และเหล่าเทพพรหมเทวดาหน้ากุฏิของท่าน จากนั้นท่านจะยืนบริกรรมภาวนาเรียก"เหล็กไหล"จากอากาศมาที่มือท่าน ไม่ใช่ว่าแค่ชิ้นสองชิ้นท่านเรียกมาครั้งละนับร้อยชิ้นเหมือนดาวตกแจกลูกศิษย์ที่มารอรับ เหล็กไหลที่ท่านเรียกมามีสีดำแวววาวเป็นประกายแต่มีข้อห้ามว่า"ห้ามเลี้ยงด้วยน้ำผึ้ง"เพราะเหล็กไหลจะหนีและหากเหล็กไหลหมดพลังงานตัวเหล็กไหลจะเปลี่ยนจากจากสีดำแวววาวเป็นขุ่นมัว.

    #ติดตามตอนหน้าจากปากลูกศิษย์ โดนจ่อยิงด้วยปืนลูกซองไม่โดน พระของท่านครูบาอาจารย์ดังเสกเพิ่มไม่เข้า...กดไลด์..กดแชร์..เรื่องราวดีๆของชมรมพระเหนือโลกเพื่อเป็นวิทยาทาน..
     
  14. kwich

    kwich เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    536
    ค่าพลัง:
    +6,587
    64555495_2385381621549392_6250568735975800832_n.jpg

    #เล่าสู่กันฟัง

    #ถ้ำวัวแดงแหล่งธรรมตอนที่๔ หลวงปู่นวย กิติปัญโญ
    ทูลเกล้าถวายเหล็กไหลแด่ล้นเกล้าทั้งสองพระองค์


    "เหล็กไหล ไพรดำ พูดพร่ำเป็นบ้า เล่นแร่แปรธาตุผ้าขาดตั้งวา ติระตะโสรถ นอนอดเหมือนหมา"เป็นคำพรรณาที่มีมาแต่โบราณเพราะสิ่งที่กล่าวถึงนี้เป็นสิ่งศักดิสิทธิที่ไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ ในอดีตผู้เขียนได้รับฟังและติดตามเรื่องเหล็กไหลมาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียนเรื่องการตัดเหล็กไหลด้วยประจำเดือนจากเด็กแรกเกิดก็เป็นเรื่องเหลือวิสัย(แต่มาพบกับตัวเองโดยลูกสาวคนแรกก็มีประจำเดือนหลังคลอดได้๗วัน) และในปีพศ.๒๕๔๐ก็ได้เห็น"เหล็กไหลของหลวงปู่โลกอุดร"ที่ให้หลวงปู่ขาว พุทธรักขิตโต วัดป่าคูนคำวิปัสสนา จ.สกลนครไว้(มีรูปถ่าย)และต่อมาเรื่องไพรดำซึ่งมีไม่กี่ต้นบนโลกนี้ก็ได้นางกวักซึ่งทำมาจากไพรดำที่หลวงปู่ขาวมอบให้ ส่วนเรื่องเล่นแร่แปรธาตุหุงปรอทก็เคยช่วย"หลวงปู่ละมัย ฐิตมโน" ทำพิธีหุงปรอทกายสิทธิหรือปรอทสำเร็จซึ่งต้องทำพิธีบวงสรวงใหญ่แล้วเคี่ยวปรอทด้วยน้ำว่านยาตลอดวันตลอดคืนห้ามไฟดับเป็นเวลา๓เดือนเต็ม(ในพรรษา)

    "เหล็กไหล"ของหลวงปู่นวย ต่างจากที่อื่นโดยท่านใช้พระเวทย์วิทยาคมและพลังจิตเรียกมาจากอากาศซึ่งท่านจะเรียกว่าว่า"ฝนดาวตก" ซึ่งท่านทำพิธีเรียกมาหลายครั้งต่อหน้าศิษย์ให้เห็นๆในวันไหว้ครูและแจกจ่ายแก่ลูกศิษย์อย่างทั่วถึง แต่มีเหล็กไหลที่บารมีมากต้องจัดทำพิธีใหญ่อัญเชิญมาเพื่อมอบถวายแด่แผ่นดิน

    ครั้งแรก..ท่านอัญเชิญเหล็กไหลจากถ้ำวัวแดงแล้วนำขึ้นทูลเกล้าถวายในหลวงร.๙ โดยในครั้งนี้ ท่านกับหลวงปู่กอง จันทวังโส วัดสระมณทล จ.อยุธยา สหธรรมิกที่หลวงปู่นวยไปมาหาสู่กันโดยตลอด ทั้งสองท่านได้นำเหล็กไหลเข้าไปทูลเกล้าถวายในวังแบบส่วนตัวเป็นกรณีพิเศษ

    ครั้งที่สอง..หลวงปู่นวยได้ไปทำพิธีเรียกเหล็กไหลจากเขาอึมครึม อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี และได้สั่งลูกศิษย์ไว้ว่า หากท่านมรณะภาพให้นำ"เหล็กไหล"ขึ้นทูลเกล้าถวาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา แทนตัวท่านด้วยและหลังจากท่านมรณะภาพ(สังขารไม่เน่าเปื่อย)
    ลูกศิษย์ของท่านจึงนำขึ้นทูลเกล้าถวายตามคำสั่งเสียของท่าน

    #เกจิดังเสกไม่เข้า ในพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลของวัดสุทัศน์เทพวราราม ในพิธีนั้นมีพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณธรรมและอภิญญามาร่วมงานมากมายหลายองค์

    ความเชื่อในเรื่องพระหรือวัตถุมงคลยิ่งเสกยิ่งขลัง ลูกศิษย์ใกล้ชิดคนหนึ่งของท่านเป็นตำรวจปัจจุปันอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยในจ.สงขลา ได้นำพระของหลวงปู่นวยให้หลวงพ่อทรง วัดศาลาดิน ปลุกเสกเพิ่มหลวงพ่อทรงบอกเสกไม่เข้าแล้ว จึงส่งต่อให้ หลวงปู่กาหลงเขี้ยวแก้วเสกอีกท่านรับไปแล้วส่งคืน..บอกเอ็งเอาพระอะไรมาให้เสก..เสกไม่เข้า..แล้วหลวงปู่กาหลงเขี้ยวแก้วท่านก็พูดว่า..ของแรงมาก

    *นี่คือส่วนหนึ่งของพระเหนือโลก หลวงปู่นวย วัดเทพประธานพรถ้ำวัวแดง ชัยภูมิ ที่พึ่งถูกเปิดเผยเป็นครั้งแรก..ติดตามต่อไปอย่ากะพริบตา..เรื่องราวของพระเหนือโลกที่ยังไม่ถูกเปิดเผยจะถูกเปิดเผยที่นี่..โดย
    ภักดีภูริ คนเดิมผู้นำเรื่องของพระเหนือโลกในอดีตมาเผยแพร่ในนิตรสารโลกทิพย์โลกลี้ลับเมื่อ๒๐กว่าปีก่อน..อีกครั้ง
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  15. kwich

    kwich เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    536
    ค่าพลัง:
    +6,587
    64558860_2389242834496604_75170453190082560_n.jpg
    #ถ้ำวัวแดงแหล่งธรรม#

    #M16ยิง3นัดผีเห็นคร้าม

    หลวงปู่นวย กิติปัญโญหรืออดีต พ.อ.จักรชัย ราชภักดี อดีตผู้บังคับการกรมทหารพรานจู่โจมค่ายปักธงชัย ที่เป็นหน่วยหน้ากล้าตายทุกสมรภูมิในสนามรบดังนั้นท่านจึงต้องอยู่กับปืนมาทั้งชีวิตก่อนออกบวช..พระดีไม่ต้องดังพระดังอาจไม่ดี..ดังนั้นท่านจึงไม่ชอบสุงสิงวุ่นวายกับใครทำตัวสมถะเงียบๆแต่ไม่ยอมใครไม่ว่าคนหรือผี..ดังนั้นพระที่ท่านทำท่านจะไม่ใส่ชื่อในวัตถุมงคลเพียงแต่จะเขียนว่า"ศิษย์สร้างถวาย"เท่านั้นและสิ่งที่สำคัญ #ท่านจะอัญเชิญหลวงปู่โลกอุดรมาเสกให้ทุกครั้ง#

    ลูกศิษย์ท่านหนึ่งเคยเป็นตำรวจอยู่ในนครบาลได้เล่าให้ฟังว่า..ได้เคยปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยตรวจอาวุธก่อนเข้าสนามมวยราชดำเนิน ซึ่งทุกคนจะรู้ว่าที่นี่เป็นที่ชุมนุมของเหล่าเสือ สิงห์ กระทิงแรด เซียนมวยกับเซียนพระมักจะมีของดีป้องกันตัว เจ้าของค่ายมวยชื่อดังท่านหนึ่งคนในวงการมวยเรียก "โก....."ค่ายมวยก ย ย.(ขอสงวนนาม)ซึ่งแกแขวน"จตุคาม รุ่นแรก"ก่อนที่ใครๆจะรู้จักจตุคามในเวลาต่อมา จู่ๆแกก็มีอาการเหมือนถูกเข้าทรงวิ่งพล่านทั่วสนามมวย พูดไทยปนแขก(ภาษาเทพ)

    คนในสนามมวยที่อยู่ใกล้มานั่งกราบไหว้แกเต็มไปหมดแล้วถอดสร้อยพระในคอส่งให้แกเสกเพิ่มเกือบทุกคน องค์ไหนดีขลังร่างทรงก็จะยิ้มแล้วบอก"ดี"องค์ไม่ดีไม่ขลังแกก็บอกให้"ทิ้งไป"

    พอถึงคิวนายตำรวจลูกศิษย์ หลวงปู่นวย ร่างทรงเป่าหัวให้แล้วทำหน้าเหรอหราชี้คอให้ถอดสร้อย แกรับสร้อยที่มีพระหลวงพ่อกวยส่งให้ท่านๆยิ้มแล้วยกหัวแม่มือให้แล้วบอกว่า"เยี่ยม" นายตำรวจท่านนี้เลยปลดเหรียญหลวงปู่นวยที่แขวนแหนบติดเสื้อในกระเป๋าส่งให้ท่าน ปรากฏว่าร่างทรงพอเห็นเหรียญหลวงปู่นวยกลับกลัวลนลาน หมดสติหงายหลังล้มลงทันทีพอฟื้นขึ้นมาแกบอกจำอะไรไม่ได้เลย คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างสอบถามว่า"หลวงพ่ออะไร......................"

    เรื่องที่ดังสุดอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องลูกศิษย์ท่านคนหนึ่ง ถูกยิงด้วยอาวุธสงครามถูกยิงจนเสื้อขาดเป็นรูพรุนเสื้อไหม้ทั้งตัวนับรอยกระสุนที่เป็นรอยไหม้ติดตัว40กว่านัด เรื่องนี้คนในประจวบคีรีขันธ์ยังพูดจนทุกวันนี้ และด้วยความจงรักภักดีที่"หลวงปู่นวย" มีต่อราชวงค์และแผ่นดิน ท่านจึงนำเหรียญขึ้นทูลเกล้าถวายพระเทพ โดยก่อนนำขึ้นถวาย หลวงปู่นวยได้ให้ทหารทดลองยิงด้วยปืนM16สามนัด ผลปรากฏไม่ออกทั้ง3นัด

    #เรื่องราวดีๆของชมรมพระเหนือโลกยังมีอีกโปรดติดตามตอนต่อไปครับ
     
  16. kwich

    kwich เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    536
    ค่าพลัง:
    +6,587
    64499881_2391187387635482_3726608909306167296_n.jpg
    #เล่าสู่กันฟัง

    #ถ้ำวัวแดงแหล่งธรรมตอนที6

    #เหตุที่หลวงปู่นวยต้องมาอยู่ปากทางถ้ำวัวแดง

    ถ้ำวัวแดงเป็นสถานที่ศักดิสิทธิเต็มไปด้วยภพภูมิซ้อนกันหลายชั้นถ้าเทพชั้นสูงก็อยู่บนเขา บารมีน้อยลงมาก็จะอยู่ต่ำลงมา เป็นที่สิงสถิตของเทวาอารักษ์น้อยใหญ่ และที่สำคัญมีความเชื่อกันมานานแล้วว่าบนถ้ำวัวแดงมี"เหล็กไหล" ของศักดิสิทธิที่มีจิตวิญญานของเทพเทวดาสถิตอยู่ มีผู้เรืองวิทยาคมมากมายมาเสาะแสวงหา ที่สำคัญที่นี่มีภพซ้อนภพเป็นที่ถ่ายทอดสรรพวิชาแห่งหนึ่งของสายในดง พระธุดงค์หรือฆราวาสผู้มีวิชาอาคมดั้นด้นมาเพื่อ"อยากเข้าไปในดงเพื่อขอเรียนวิชากับหลวงปู่โลกอุดร"

    หลวงปู่นวยได้มาพำนักอยู่สถานที่แห่งนี้ก็พบกับเหตุการณ์มห้ศจรรย์มากมายจนท่านต้องอยู่ที่นี่เพื่อรักษาของสำคัญบางอย่างเพื่อนำไปมอบให้ผู้มีบุญในแผ่นดิน ซึ่งก็คือ"เหล็กไหลพิเศษ"ซึ่งมีพลังงานมากกว่าเหล็กไหลธรรมดาและเหล็กไหลก้อนนี้ หลวงปู่นวยกับหลวงปู่กอง วัดสระมณฑล สหธรรมิกศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันนำขึ้นทูลเกล้าถวายนายหลวงร.๙

    ทั้งหลวงปู่นวยเคยเรียกเหล็กไหลมาแจกจ่ายในงานวันไหว้ครู ซึ่งในพิธีนั้นลูกศิษย์ที่อยู่ในพิธีวันนั้นเล่าให้ฟังว่า พิธีจัดขึ้นที่ศาลาริมถนนใหญ่(หากจะไปวัดถ้ำวัวแดงต้องผ่านศาลานี้)ในพิธี หลวงปู่นวยได้ตั้งเครื่องบวงสรวงไหว้ครู และนำบาตรมาวางข้างหน้าแล้วท่านเข้าสมาธิอัญเชิญเหล็กไหลจากถ้ำวัวแดงให้ตกลงในบาตรเสียงดังเกลียวกราว จนเสร็จพิธีท่านอกจากสมาธิและแจกจ่ายเหล็กไหลให้ศิษย์ทุกคนในพิธี

    หลังจากเสร็จพิธีนี้ได้มีผู้มีวิชาอาคมอยู่ที่บ้านเจียงทางไปถ้ำวัวแดงได้ลอบขึ้นไปตัดเหล็กไหลบนถ้ำวัวแดงลงมาขายได้เป็นเงินหลายแสนบาท ต่อมาถูกอาถรรพ์ของภพภูมิเจ้าที่ลงโทษทำให้มีอาการป่วยแบบแปลกประหลาดคือไม่สามารถเอี้ยวคอได้เวลาจะหันต้องหันทั้งตัว(เหมือนผีดิบในหนังจีน)ทุกข์ทรมานเป็นอันมากแต่ด้วยเป็นคนมีวิชาอาคมจึงทำให้รอดชีวิตจึงมาให้หลวงปู่นวยช่วยแก้เคราะห์กรรมในครั้งนี้จนบรรเทาลง และด้วยเหตุนี้"หลวงปู่นวย"จึงต้องอยู่ดูแลปากทางขึ้นถ้ำวัวแดงซึ่งลูกศิษย์เชื่อว่าท่านได้รับคำสั่งจากหลวงปู่โลกอุดรให้ดูแลทางขึ้นถ้ำวัวแดง

    มีหลายครั้งท่านอยากจะไปธุดงค์ที่อื่นๆแต่ก็ไม่สามารถไปได้ ด้วยจะมีเหตุให้ต้องยกเลิกความตั้งใจทุกครั้งไป

    อีกเรื่องหนึ่งที่จะเล่าให้ฟังคือ"หลวงปู่นวยได้นำจีวรไปถวายหลวงปู่โลกอุดร"จีวรดังกล่าวสั่งตัดทำเป็นพิเศษเนื้อผ้าต่างกับจีวรทั่วไปผิวมันเงางามเหมือนผ้าไหม ท่านนำไปถวายหลวงปู่โลกอุดรแล้ว"หลวงปู่โลกอุดรรับไว้พิจารณาเสร็จก็มอบกลับมาให้หลวงปู่นวย"

    #เรื่องราวพระเหนือโลกศิษย์หลวงปู่โลกอุดร ที่ไม่เคยเปิดเผยที่ใดมาก่อน โปรดติดตามตอนต่อไป
     
  17. kwich

    kwich เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    536
    ค่าพลัง:
    +6,587
    BDD8B516-D1CC-44E2-91A7-E601E4EA64E9.jpeg

    #เล่าสู่กันฟัง

    #ถ้ำวัวแดงแหล่งธรรม# หลวงปู่นวย กิติปัญโญ

    #เหตุที่ปลัดขิกบิน_และ40นัดมัจจุราชหนี


    ในสมัยที่หลวงปู่เริ่มสร้าง"วัดเทพประธานพรถ้ำวัวแดง" ในปี๒๕๒๗นั้นการเดินทางมาถ้ำวัวแดงค่อนข้างลำบากมีแต่ถนนลูกรังกับฝุ่นแดงๆไม่มีบ้านเรือนและถนนลาดยางอย่างในปัจจุปันนี้ ยิ่งไฟฟ้าซึ่งมีความจำเป็นกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็น เช่นหม้อหุงข้าว ตู้เย็นเพื่อแช่อาหารไม่ต้องพูดถึง จึงได้มีลูกศิษย์ท่านหนึ่งซึ่งเป็นตำรวจและต่อท่านเกษียณอายุราชการในตำแหน่งรองผบ.ตร. พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ นำเครื่องปั่นไฟมาถวาย

    ท่านจงรัก นับถือหลวงปู่นวยมากจึงได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์และได้ปาวารณาถวายน้ำมันที่ใช้กับเครื่องปั่นไฟที่วัดอีกเดือนละสามถัง(ถังเหล็ก200ลิตร) พอดีวันนั้นน้ำมันที่ใช้หมด หลวงปู่นวยท่านเข้าไปในกุฏินั่งบริกรรมภาวนาพักใหญ่แล้วออกมาพูดกับว่าศิษย์ว่า
    "เดี๋ยวจะมีคนเอาน้ำมันมาให้" สักพักเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ก็บินมาลงหลังวัดแล้วมีนักบินเดินเข้ามาสืบถาม แล้วเล่าว่าบินตามปลัดขิกตัวใหญ่มาเห็นปลัดขิกมาลงที่นี่ หลวงปู่นวยก็ยิ้มๆไม่ตอบรับ พอดีนักบินไปเห็นปลัดขิกตัวใหญ่ในกุฏิท่านแล้วชี้บอกว่าตัวนี้..หลวงปู่นวยจึงบอกพอดีน้ำมันใช้กับเครื่องปั่นไฟหมดเลยขึ้นไปบอก..

    40นัดมัจจุราชหนีเป็นเรื่องเกิดขึ้นที่ประจวบคีรีขันธ์
    หลังจากพระอาจารย์สิงห์..ลูกศิษย์หลวงปู่นวยได้มาร่วมพิธีพุทธาภิเษก วัตถุมงคลรุ่นที่๔ซึ่งเป็น เหรียญเสมาและหลวงปู่นวยได้มอบเหรียญให้ไปแจกจำนวนหนึ่ง พระอาจารย์สิงห์ได้มอบเหรียญรุ่น๔นี้ให้กับศิษย์ที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นในประจวบคีรีขันธ์ วันเกิดเรื่องนักการเมืองท้องถิ่นนั่งรถไปทำธุระพร้อมกับลูกน้องอีกสองคน โดยนั่งเบาะหน้าคู่กับคนขับและมีผู้คุ้มกันนั่งหลังรถ พอรถมาถึงจุดสังหารเสียงอาวุธสงครามดังสนั่นหวั่นไหว กระจกหน้าแตกเป็นรูพรุน ตัวถังรถถูกลูกปืนนับไม่ถ้วนแกก้มหน้าหลบลูกปืน ลูกน้องที่นั่งหลังรถก็หลบตัวมาแอบเบาะหลังตัวแก เสียงปืนสงบลงคนขับรถเสียชีวิต ตัวแกถูกลูกปืนเข้าที่ร่างกายหลายนัดจนตัวชาลูกน้องที่มาหลบข้างหลังแกก็ไม่เป็นอะไรรอดตายมาได้ด้วยปาฏิหารย์ของเหรียญหลวงปู่นวยเหรียญเดียวที่ติดตัว ตำรวจพิสูจน์หลักฐานได้มาตรวจสอบที่เกิดเหตุและหาวิถีกระสุนพบปลอกลูกปืน
    สงครามในที่เกิดเหตุ40กว่านัด เรื่องนี้เป็นข่าวครึกโครมลงใน นสพ.ไทยรัฐ หลังเกิดเหตุเป็นข่าวเกรียวกราวเป็นที่จดจำจนทุกวันนี้

    หลังจากรอดตายมาได้นักการเมืองผู้นี้ได้ให้พระอาจารย์สิงห์..พามากราบหลวงปู่นวยที่วัดเทพประธานพรถ้ำวัวแดง ในวันนั้นท่านผู้เล่าเรื่องนี้ได้อยู่ในเหตุการณ์ที่แกมาเล่าเรื่องถูกยิงกว่า40นัดรถพรุนทั้งคันให้หลวงปู่นวยฟังพร้อมถอดเสื้อซึ่งมีรอยไหม้เต็มหน้าอกให้ดู หลวงปู่จึงรดน้ำมนต์ให้พอรดน้ำมนต์สะเก็ดลูกกระสุนที่ฝังในลูกตาแกกระเด็นออกมา แกบอกไม่ใช่หลวงปู่คุ้มครองผมหลวงปู่ยังคุ้มครองลูกน้องที่มาหลบหลังผมให้รอดตายด้วย.

    *เรื่องจริงและประสพการณ์ยังมีอีก.
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 มิถุนายน 2019
  18. kwich

    kwich เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    536
    ค่าพลัง:
    +6,587
    59866513_2100586620039952_3082895441663098880_n.jpg
    #เล่าสู่กันฟัง

    "...พระสยามเทวาธิราช มาขอพบท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต..."

    เหตุการณ์ครั้งสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านพระอาจารย์มั่นเล่าว่า......

    ...คราวหนึ่งท่านพักอยู่ที่ดอยมูเซอ วันหนึ่งตอนท่านออกไปบิณฑบาต ได้สังเกตเห็นชาวบ้านจับกลุ่มสนทนากัน
    ด้วยท่าทางตื่นเต้น ฟังไม่ค่อยรู้ภาษา ได้ยินแต่ว่า "ยาปาน...ยาปาน..."

    พอกลับถึงวัด ท่านจึงถามคนในวัดด้วยภาษาคำเมืองว่า "เขาพูดอะไรกัน?" ก็ได้ความว่า "ทหารยาปาน (ญี่ปุ่น) บุกขึ้นประเทศไทยที่เมืองสงขลา การรบเป็นไปอย่างหนักหน่วง มีแม่ค้าขายของเข้าร่วมรบด้วย นักรบแม่ลูกอ่อนก็มี แม่ลูกหนึ่งลูกสองก็มี"

    หลวงปู่มั่นฯ ฟังแล้วก็ยิ้ม

    ต่อมาได้มีคำสั่งจากรัฐบาลถึงกองทัพ
    ให้ทหารไทยหยุดยิง โดยอ้างว่า ญี่ปุ่นไม่ต้องการรบกับไทย แค่ขอผ่านทางเฉย ๆ แต่ทหารไทยประจำแนวหน้า พร้อมทั้งนักรบแม่ลูกอ่อนก็ยังไม่หยุดยิงและไม่ยอมถอย ทหารญี่ปุ่นจึงขึ้นบกไม่ได้ ตายเขียวไปทั้งทะเล จนรัฐบาลต้องส่งกองทหารอื่น
    เข้าไปสั่งให้ทหารญี่ปุ่นหยุดยิง แล้วขอสับเปลี่ยนกองทหาร ทัพแนวหน้าและนักรบแม่ลูกอ่อน จึงได้หยุดยิงแล้วถอยเข้ากรมกอง ฝ่ายกองทัพญี่ปุ่นจึงขึ้นบกได้

    หลวงปู่มั่นฯ ทราบข่าวแล้วก็ไม่ได้ถือเอาเป็นอารมณ์ ด้วยคิดว่าเป็นกรรมของสัตว์โลก

    เช้าวันต่อมา จวนจะสว่าง หลวงปู่มั่นฯ เกิดวิตกว่า "ชะตากรรมของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรกันหนอ" ... พลันก็ปรากฏนิมิตขึ้นว่า...

    "ประเทศไทยคล้ายภูเขาสูง บนยอดมีธงไทยสามสีปลิวสะบัดอยู่ และมีพระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่เหนือธงไทย ... มองดูตีนเขาลูกนั้นก็เห็นมีธงชาติต่าง ๆ ปักล้อมรอบเป็นแถว ๆ"

    ท่านจึงพิจารณาได้ความว่า...

    "ประเทศไทยไม่เป็นอะไรมาก นอกจากผู้มีกรรมเท่านั้น และต่อไปนานาประเทศจะยอมรับนับถือ เพราะประเทศไทยพระพุทธเจ้าสอนไม่ให้เบียดเบียนรังแกข่มเหงเพื่อนมนุษย์และสัตว์ และประเทศไทยก็ไม่เคยข่มเหงประเทศใด นอกจากป้องกันตัวเท่านั้น ชาติต่าง ๆ จึงยอมรับนับถือเป็นกัลยาณมิตร"

    ในเวลาต่อมา..วันหนึ่งพระสยามเทวาธิราช พร้อมคณะเทพบริวาร ได้พากันมากราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่นฯ ซึ่งกำลังเดินจงกรมอยู่ พอรายงานตัวเสร็จ ท่านพระอาจารย์มั่นฯ ถามวัตถุประสงค์...

    พระสยามเทวาธิราช ตอบว่า....
    "เวลานี้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้มาทิ้งระเบิดกรุงเทพฯ อย่างหนักหน่วง พวกข้าพเจ้าป้องกันเต็มที่"

    หลวงปู่มั่นฯ ถามว่า "มีคนบาดเจ็บล้มตายไหม"

    พระสยามเทวาธิราช ตอบว่า "มี"

    หลวงปู่มั่นฯ ถามว่า "ทำไมไม่ช่วย"

    ตอบว่า "ช่วยไม่ได้ เพราะเขามีกรรมเวรกับฝ่ายข้าศึก
    จะช่วยได้แต่ผู้ไม่มีกรรม สถานที่สำคัญ และพระพุทธศาสนาเท่านั้น"

    หลวงปู่มั่นฯ ถามว่า "มานี้ประสงค์อะไร"

    ตอบว่า "ขอให้ท่านบอกคาถาปัดเป่าลูกระเบิดไม่ให้ตกถูกที่สำคัญด้วย"

    หลวงปู่มั่นฯ จึงกำหนดพิจารณาหน่อยหนึ่งได้ความว่า..

    "นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา"

    เทพคณะนั้นก็ได้สาธุการ แล้วลากลับไป ไม่เห็นกลับมาอีกเลย...

    จากหนังสือ “รำลึกวันวาน” บันทึกโดย หลวงตาทองคำ จารุวัณโณ เกี่ยวกับเกร็ดประวัติและปกิณกธรรมของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน
    ส่วนแผ่นจารพระคาถานกยูงทองแผ่นนี้ ลายมือขององค์หลวงปู่สุธัมม์ ธัมมปาโล และตลับขี้ผึ้งที่หลวงปู่ท่านใช้จนหมดเมตตามอบให้ครับ

    ขอบพระคุณบทความดีๆจากเพจ : พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  19. kwich

    kwich เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    536
    ค่าพลัง:
    +6,587
    560163_726294030769717_1530954664257626031_n.jpg

    #เล่าเรื่องพระดี


    อริยแห่งองค์หลวงปู่สุธัมม์ ธัมมปาโล
    วัดเทพกัญญาราม อ.เมือง จ.สกลนคร
    องค์หลวงปู่เป็นพระป่ากรรมฐานแท้ๆ
    และยังเป็นศิษย์รูปสำคัญของท่านพระอาจารย์มั่น อีกรุปหนึ่งที่ยังดำรงธาตุขันธ์อยู่ ณ เวลานี้...

    ** ท่านมีความเพียรในการปฏิบัติเป็นเลิศ ท่านเดินจงกรม และมุ่งมั่นต่อการภาวนา
    ประวัติของท่านไม่ค่อยได้รับการเปิดเผยสักเท่าไหร่ ซึ่งจะนำมาบอกเล่าเท่าที่สามารถทำได้ และที่รับรู้มาครับ...เพระาบางท่านอาจจะใกล้เกลือกินด่างใกล้ๆเองแต่กลับไม่รู้..

    ** หลวงปู่บารมีเยอะนะครับ ศิษย์ของท่านที่ได้อภิญญาฤทธิ์ เมตตาเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่ท่านสั่งสมบารมีมาแต่ครั้งพระพุทธเจ้ากุกกุสันโธ ความปรารถนาเดิมพระปัจเจกฯ
    ท่านเคยบอกศิษย์ว่า เกศาหรืออะไรก็ตาม ได้ไปแล้วรักษาไม่ได้ ไว้ในที่ไม่ควรเป็นบาป ซึ่งจากนัยนี้แปลความว่า รูปภาพของท่านหรือวัตถุมงคลที่เป็นรูปท่าน หากเก็บไว้ในที่ไม่ควรก็เป็นบาปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และท่านไม่ชอบการเช่าหาซื้อขายรูปของท่าน แม้แต่รูปภาพท่านก็ไม่ต้องการให้เป็นที่เผยแพร่หรือให้เป็นที่รู้จักเป็นการทั่วไป

    ** ประวัติของท่านส่วนมากจะรับฟังมาจากศิษย์ใกล้ชิด ที่ปรนนิบัติรับใช้ท่านมานาน โดยส่วนมากแล้วท่านไม่อยากให้เผยแพร่ประวัติให้เป็นที่รู้จัก แม้ศิษย์จะกราบเรียนให้ท่านเมตตาเล่า เพื่อจัดทำประวัติก็ตาม ดังนั้นจึงทราบแต่เพียงคร่าวๆ ผิดบ้างถูกบ้างก็อย่าว่ากัน และขอขมาลาโทษต่อองค์ท่านหากได้ล่วงเกินด้วยถ้อยคำใดก็ดี ขอท่านได้โปรดอดโทษแก่ผู้มีปัญญาน้อยด้วยเทอญ
    ได้รับฟังมาว่าหลวงปู่สุธัมม์ ท่านทันได้ศึกษาอบรมธรรมจากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และท่านยังเมตตาเล่าว่า หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล เคยชวนท่านไปอยู่ด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าท่านทันพ่อแม่ครูอาจารย์ใหญ่ทั้ง 2 องค์

    ** ท่านได้รับนิมนต์ไปกับคณะพระอาจารย์วัน อุตตโม หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ และคณะในคราวที่มีการประกอบพระราชพิธี ได้มีการนิมนต์พระเถราจารย์สายกรรมฐานให้ไปร่วมงานซึ่งมีพ่อแม่ครูอาจารย์รับนิมนต์ไปร่วมงานหลายองค์ ซึ่งหลวงปู่สุธัมม์ ก็เมตตารับนิมนต์ด้วย แต่เมื่อถึงเวลามารับ รถทหารที่มารับ มาถึงบ้านธาตุแล้ว หาทางเข้าวัดไม่เจอ วนหลายรอบก็ไม่เจอทางเข้าไปบ้านน้อยจอมศรี จึงกลับไปรับพระอาจารย์องค์อื่นๆ ต่อไป ซึ่งองค์หลวงปู่ก็ครองจีวรและเตรียมพร้อมสิ่งต่างๆพร้อมที่จะเดินทาง เมื่อเลยเวลาแล้วก็คงไม่ได้ไปร่วมงานแล้ว

    ท่านบอกกับศิษย์ว่า บุญของเราน้อยจึงไม่มีโอกาสได้ขึ้นเครื่องบินเข้ากรุงเทพฯ และต่อมาปรากฏว่า เครื่องบินประสบอุบัติเหตุ เครื่องบินตก ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงพระเถราจารย์ที่รับนิมนต์ก็มรณภาพด้วยเหตุดังกล่าว

    ((สงสัยเทวดาไม่อยากให้หลวงปู่ไปจากวัดแห่งนี้))))

    ****ขอบคุณท่าน anuwat ที่มาเล่าประวัติให้ฟังครับ

    **********************************************************
    สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ
    อุชุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ
    ญายปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ
    สามีจิปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ
    ยทิทํ จตฺตาริ ปุริสยุคานิ อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา
    เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ อาหุเนยฺโย
    ปาหุเนยฺโย ทกฺขิเณยฺโย อญฺชลีกรณีโย
    อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺสาติ
     
  20. kwich

    kwich เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    536
    ค่าพลัง:
    +6,587
    56429275_1046641305546036_3810228898902310912_n.jpg
    #เล่าสู่กันฟัง พระเครื่องศักดิ์สิทธิ์

    หลวงปู่สุธัมม์ ธัมมปาโล วัดเทพกัญญาราม สกลนคร

    บรรทึก การสร้างวัตถุมงคลเหล็กเปียก หลวงปู่สุธัมม์ ธัมมปาโล วัดเทพกัญญาราม สกลนคร


    ดำเนินการสร้างโดยเฮียถิรเดช ไชยมงคล ลูกศิษย์อุปฐากหลวงปู่
    ได้มีการคุยกับพระอาจารย์ธงชัย รักขิโต วัดภูเหล็กเปียก ว่าน่าจะสร้างพระขนาด9นิ้วที่ทำด้วยเหล็กเปียกเพื่อถวายหลวงปู่สุธัมม์ ไว้เป็นตำนาน เพราะยังไม่เคยมีใครสร้างพระที่ทำด้วยเหล็กเปียกขนาด9นิ้วเลย
    จึงได้มีการดำเนินการขออนุญาติหลวงปู่ นำโดยเฮียถิรเดช ได้คุยกับคณะลูกศิษย์ และให้คณะได้นำกำลังคนออกตามหาเหล็กเปียกเพื่อมาเป็นมวลสารในการสร้างพระชุดนี่ แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่สามารถหาเหล็กเปียกมาได้ หัวหน้าคณะจึงได้คุยกับเฮียถิรเดช ว่าน่าจะสร้างไม่ได้แล้ว เพราะหามวลสารเหล็กเปียกมาไม่ได้เลย
    จึงนำเรียนหลวงปู่สุธัมม์ หลวงปู่จึงให้เฮียถิรเดช เป็นตัวตั้งตัวตีในการออกตามหามวลสารสำคัญนี่ต่อ เฮียถิรเดชได้คุยกับพรรคพวก และกลุ่มผู้ศรัทธาหลวงปู่ ชาวบ้านที่รู้ข่าวว่า หลวงปู่จะสร้างพระโดยใช้เหล็กเปียกเป็นมวลสารสำคัญจึงได้มีการกระจายข่าวและบอกต่อ ใครมีเหล็กเปียก คนละเล็กคนละน้อย ก็ได้นำมาถวายหลวงปู่
    และได้มีชาวบ้านท่านนึงซึ่งได้เก็บเหล็กเปียกแท้ๆนี่ไว้จำนวนมากได้ทราบข่าว จริงๆแล้วท่านนี่เคยโดนทาบทามขอซื้อเหล็กเปียกนี่ แต่เขาไม่ขาย แต่เมื่อทราบความประสงค์ของหลวงปู่สุธัมม์ ที่ต้องการสร้างพระ จึงเกิดศรัทธา จึงนำเหล็กเปียกที่ตนเองเก็บไว้ มาร่วมถวายหลวงปู่ โดยไม่คิดราคาค่างวดใดๆเลย

    รวบรวมแล้วได้มวสารเหล็กเปียกมาประมาณ2กก

    วัตถุประสงค์และเจตนาการสร้างพระชุดนี่
    เพื่อทำถวายหลวงปู่เป็นพระ9นิ้ว ที่หล่อด้วยมวลสารเหล็กเปียกแท้ๆและเข้มข้น และเหลือมวลสารจากนั้น ซึ่งไม่มาก ตั้งใจไว้ว่าจะทำวัตถุมงคลชุดนึงเพื่อให้ชาวบ้าน และผู้มีอุปการะคุณได้บูชา หาเงินเข้าวัด เพื่อซื้อที่ดินที่ติดขัดเรื่องเงินอยู่ และได้ให้ชาวบ้านได้ร่วมบุญกัน

    รายละเอียดการสร้าง ในส่วนของมวลสารเหล็กเปียก
    ตามที่เกริ่นข้างต้น พระชุดนี่ไม่ได้ตั้งใจสร้างเพื่อพุทธพานิช เพราะหลวงปู่ท่านเป็นสายพระป่า ไม่ยุ่งเรื่องเงินเรื่องทอง เจตนาการสร้างบริสุทธิ์ เพื่อจะจัดสร้างพระพุทธรูปหน้าตัก9นิ้วและเหลือจากนั้นนิดหน่อยจะทำวัตถุมงคลซึ่งไม่ได้เยอะมากมาย
    จึงเชื่อว่า ในส่วนของมวลสารนั้นเข้มข้นมาก

    พระเหล็กเปียก ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการสร้าง แต่ครั้งนี่ในส่วนของมวลสารถือว่าจัดจ้านจริงๆ

    ในส่วนของการหล่อพระพุทธรูป
    ผู้จัดสร้าง ได้ทำหลอม มวลสารต่างๆทำคล้ายขนมครก
    เป็นก้อนๆ เพื่อง่ายต่อการวัดปริมาตร
    ในการหล่อเศียรองค์พระจะมีการใช้ ทอง2ส่วน เหล็กเปียก3ส่วน เงิน5ส่วน ปล. ผู้เขียนจำได้จากการฟังเท่านี่ ที่เป็นเช่นนี่เพราะบริเวณหัวเป็นส่วนสำคัญที่หลวงปู่ชี้แนะ
    และบริเวณยอดเกศ จะใส่ทองคำมากเป็นพิเศษ

    และส่วนอื่นๆขององค์พระ ได้มีการลดหลั่นในส่วนของมวลสารตามลำดับ แต่ตะมีการใส่เหล็กเปียกเข้าไปทุกๆส่วน

    หล่อองค์พระ 9 นิ้ว เสร็จ....

    จะทำการหล่อพระเครื่องแค่มวลสารหมดเท่านั้น

    หลังจากนั้น รายการที่หล่อต่อไปคือ

    พระนางพญา แบบช่อ9 องค์ 15ช่อ
    ในรายการนี่ ได้นำมวลสารที่เหลือจากการหล่อพระ9นิ้วทั้งหมดมาหลอมใหม่ และในทุกๆช่อ จะมีการใส่เหล็กเปียกเข้าไปอีก 1ฝาขนมครก พระชุดแรกนี่จะออกสีทอง เพราะเกิดจากการหล่อองค์พระ9นิ้วในส่วยเกศ ที่ใช้ส่วนผสมทอง
    และมาหล่อพระชุดนี่เลย ทำให้แก่ทองคำ

    รายการต่อไปที่หล่อ คือพระนางพญา แบบไม่ช่อ
    มวลสารก็ผสมตามสัดส่วน เป็นช่อๆไป และทุกๆช่อจะใส่เหล็กเปียก 1ฝาขนมครก
    ตัดช่อเอาองค์พระออก ตัวต้นก็เอามาหลอมทำใหม่

    ระหว่างนั้น ได้ทำลูกอม ขนาดประมาณ6มิล ขึ้นมาตามดำริของหลวงปู่ ที่ว่า ช่วยทำลูกอมเหล็กเปียก ให้9ลูก

    จริงๆแล้วในส่วนนี่ หลวงปู่ดำริตั้งแต่ต้นว่า หลังจากสร้างพระ9นิ้วแล้ว ช่วยให้ทำแค่ลูกอมให้แค่9ลูก แต่คณะลูกศิษย์ขออนุญาติหลวงปู่ว่า ไหนๆจะทำแล้ว ขอทำเยอะกว่านั้น เพื่อหาเงินซื้อที่ดิน
    ลูกอม จึงถูกจัดสร้างขึ้นมาจำนวน200กว่าลูก
    ผู้จัดสร้าง ตั้งใจจะเจาะรูลูกอมทุกลูกตามคติโบราณและเคล็ดวิชาโบราญว่าด้วยเรื่องดินน้ำลมไฟ การเจาะรูคือการมีธาตุลมบรรจุในเครื่องราง แต่ด้วยเหตุที่ว่า ลูกอมเหล็กเปียกมีความแข็งมาก ทำให้ช่างเจาะไปได้แค่ไม่เกิน20ลูก ไม่สามารถเจาะต่อได้ ลูกอมแบบเจาะรูจึงมจำนวนน้อย และบางส่วนได้นำถวายหลวงปู่ไปแล้ว

    และหลังจากนั้นก็หล่อ นางพญาเหล็กเปียก จนมวลสารหมด
    ได้จำนวนทั้งสิ้น ตามที่คณะผู้จัดสร้างได้ระบุไว้

    นางพญาเหล็กเปียก 202 องค์
    นางพญาเหล็กเปียก สีเงิน 984องค์
    นางพญาเหล็กเปียกลองพิมพ์ 25องค์
    นางพญาเหล็กเปียกแบบช่อ 9องค์ 15ช่อ
    พระนางพญาเหล็กเปียก กรรมการ ไม่ปั้มโค้ด 300 แจกผู้มาร่วมงาน
    ลูกอม 111 ลูก
    ลูกอมกรรมการ 100 ลูก
    ลูกอมเจาะรู 9 ลูก

    ข้อมูล โดย ถิรเดช ไชยมงคล

    56232098_1046643595545807_4191731550812897280_n.jpg

    ภาพเหล็กเปียก ที่นำมาเป็นมวลสารเนื้อองค์พระนางพญาและลูกอม
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 มิถุนายน 2019

แชร์หน้านี้

Loading...