เรื่องเด่น เตือนเรื่องเศรษฐกิจ ให้พวกเราระมัดระวังไว้ให้ดี...ใครทำงานแล้วไม่ชอบใจก็อย่าเพิ่งไปลาออก

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย WebSnow, 6 สิงหาคม 2019.

  1. WebSnow

    WebSnow ผู้ก่อตั้งเว็บพลังจิต ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 เมษายน 2003
    โพสต์:
    8,540
    กระทู้เรื่องเด่น:
    92
    ค่าพลัง:
    +62,432
    67782266_2652585581458773_1221472043099226112_n.jpg
    "ช่วงนี้อาตมาขอเตือนซ้ำอีกรอบหนึ่ง ใครทำงานแล้วไม่ชอบใจก็อย่าเพิ่งไปลาออก งานจะหายากขึ้นไปเรื่อย ๆ ต่อให้รัฐบาลเขาบอกว่าเศรษฐกิจดีแค่ไหน ก็เป็นแค่ราคาคุยเท่านั้น เพราะว่าสภาพความเป็นจริงของชาวบ้านเป็นสิ่งที่ชัดเจนที่สุด


    ช่วงวันอาสาฬหบูชาและช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมา อาตมารับเทียนพรรษาและผ้าอาบน้ำฝน ถ้าสภาพเศรษฐกิจปกติ ญาติโยมจะถวายสังฆทานกับผ้าอาบน้ำฝนประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ ชุดเป็นเรื่องปกติ พอรับเอาสังฆทานและผ้าอาบน้ำฝนมาแล้ว อาตมาจะเอาไปจัดเป็นสลากภัต ให้พระเณรเขาจับกันว่าใครจะได้ชิ้นไหนไป

    ปรากฏว่าปีนี้พระเณรแค่ ๔๐ รูป เกือบจะหาเครื่องสังฆทานไม่พอถวายท่าน จากเดิมที่เคยได้รับ ๔๐๐-๕๐๐ ชุด ถ้าพระ ๔๐ รูป สังฆทาน ๔๐๐-๕๐๐ ชุด ก็แปลว่าพระรูปหนึ่งต้องรับไปประมาณ ๑๐ ชุด จนกระทั่งบางทีพระท่านก็บ่นว่าเยอะเกินไป รับไม่ไหว แต่ปีนี้ท่านละ ๑ ชุด ยังเกือบจะมีไม่พอให้

    ดูแค่นี้ก็รู้ว่าสภาพเศรษฐกิจจริง ๆ นั้นเป็นอย่างไร เพราะว่าถ้าชาวบ้านไม่มีกิน เรื่องทำบุญก็ต้องมาทีหลัง ถ้าอยากจะทราบว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี ถามพระจะได้ใจความชัดที่สุด บิณฑบาตทุกวัน โยมใส่บาตรมากขึ้นหรือน้อยลง พระจะรู้เห็นอย่างชัดเจน อาตมาได้เตือนโยมมาหลายเดือนติดกันแล้วว่า ถ้ามีงานทำให้อดทนสู้ไปก่อน อย่าได้พยายามแหกคอกออกมา"


    "เมื่อไม่กี่วันพวกขายของทางอินเตอร์เน็ตก็เพิ่งจะเผาตัวเองตายไป ซึ่งอาตมาก็เตือนนักเตือนหนาว่า อย่าคิดลักษณะ ๑ + ๑ เป็น ๒ จะทำอะไรก็ตามให้คิดด้านที่แย่ที่สุดไว้ก่อน ว่าถ้าพลาดจากตรงนี้เราจะเอาอะไรมาค้ำจุน เราจะถอยไปสู่จุดไหน ถ้าให้คำตอบตัวเองตรงนี้ไม่ได้ อย่าทำกิจการนั้นเลย ถ้าไม่ใช่บุญดีจริง ๆ รับประกันว่าเจ๊งแน่..!

    เพราะเรามักจะไปคิดแบบ ๑ + ๑ เป็น ๒ ก็คือขายของชิ้นนี้ได้กำไรเท่านี้ ขาย ๑๐ ชิ้นได้เท่านี้ ขาย ๑๐๐ ชิ้นได้เท่านี้ โดยที่ไม่ได้คิดว่า ถ้าขายไม่ได้จะเกิดอะไรขึ้น..! ดังนั้น...สาวขายของทางอินเตอร์เน็ตเผาตัวเองตายก็ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะว่าไปคิดแบบ ๑ + ๑ เป็น ๒ พอไม่ใช่ ๑ + ๑ เป็น ๒ ขึ้นมาก็แก้ปัญหาไม่ตก"

    "โดยปกติแต่ละปี ทางวัดท่าขนุนจะรับเทียนพรรษาหรือหลอดไฟเป็นคันรถ ปีนี้พระยิ้มระรื่น ไม่ต้องแบกหนัก แทบจะไม่พอให้ขนเข้าคลัง

    อาตมาอยากจะบอกให้ทุกคนตาสว่างว่า นักการเมืองพึ่งพาไม่ได้ เมื่อถึงเวลาแล้วเขาจะคิดถึงแต่พวกพ้องและตัวกู ไม่ได้คิดถึงประชาชนที่เป็นฐานเสียง ตอนหาเสียงรับปากอะไรเอาไว้ พอถึงเวลาก็ลืมเอาง่าย ๆ พวกเรามีอย่างเดียวคือ อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน"


    "ช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่อาตมาเคยบอกล่วงหน้าไปเป็นปีก็ชัดแล้ว คือปีนี้จะแล้งจัด แต่คราวนี้การที่อาตมาพูดล่วงหน้านานไป ช่วงนั้นยังมองไม่เห็น ก็ไม่มีใครนึกว่าจะแล้งได้ถึงขนาดนี้ บางคนก็ยังโยนข้อหาให้อาตมาด้วยว่า เพราะหลวงพ่อพูดอย่างนี้ก็เลยทำให้แล้ง..!"

    "ดังนั้น...เรื่องที่เตือนเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ก็ให้พวกเราระมัดระวังไว้ให้ดี มีงานก็ทุ่มเทกับงานให้เต็มที่ ทำงานต้องทำอย่างคนญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นถ้าเข้าทำงานที่ไหนได้ ก็คือทุ่มเททั้งชีวิตให้กับงาน ต้องบอกว่าเขามีความจงรักภักดีต่อบริษัท ไม่เปลี่ยนงานง่าย ๆ ไม่เหมือนกับคนไทยเรา ทำงานสองเดือนสามเดือนก็ลาออกไปทำที่อื่น โดยอ้างว่าได้ประสบการณ์ ถ้าอาตมาเป็นเจ้าของบริษัท ใครที่อยู่ไม่ถึงหนึ่งปีแล้วลาออกมาทำงานใหม่ อาตมาจะไม่รับให้เสียเวลา เพราะว่าเดี๋ยวก็ต้องรับสมัครคนใหม่อีก

    ค่านิยมที่ทำงานตรงนั้นสามเดือน ตรงนี้สี่เดือน อ้างว่าได้ประสบการณ์ ใช้กับอาตมาไม่ได้ ในเมื่อคุณไม่มีความอดทนเพียงพอที่จะทำงานอยู่ที่ไหนนาน ๆ ก็มีแต่จะสร้างความวุ่นวายให้กับหน่วยงานนั้น เพราะว่าเขาต้องหาคนใหม่อยู่บ่อย ๆ"


    "ปัจจุบันนี้โดยเฉพาะการทำงานอยู่กับบ้าน เช่น การรีวิวสินค้า รีวิวท่องเที่ยว หรือไม่ก็ถ่ายรูปสวย ๆ ลงในเฟซบุ๊ก ให้คนมาติดตามมาก ๆ เพื่อให้ได้ค่าโฆษณา หรือแม้กระทั่งถ่ายรูปโป๊เพื่อจะเรียกยอดไลค์ แล้วก็จะได้ส่วนแบ่ง เหล่านี้ทำให้คนมักง่ายขึ้น

    โดยเฉพาะเด็กยุคใหม่ไม่มีความอดทนพอ พออาตมาเอ่ยตำหนิเรื่องการเรียน ก็ยกเอามาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ยกเอาสตีฟ จ๊อบ ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ว่าสองคนนี้ไม่เห็นจะเรียนจบปริญญาตรี ก็ประสบความสำเร็จ มีเงินเป็นหมื่นล้านแสนล้าน...จริงของเขา แต่เขาเรียกว่ายกขึ้นมาโดยไม่ได้ดูความเป็นจริง ว่าประชากรโลกเกือบ ๖,๐๐๐ ล้านคน สองคนนี้ประสบความสำเร็จ แต่อีกห้าพันกว่าล้านคนเป็นอย่างไร ?

    โดยเฉพาะบ้านเรา กระทั่งกวาดถนนก็ต้องมีวุฒิการศึกษา เด็กรุ่นใหม่ที่ไม่ยอมเรียน ถึงเวลาทำงานประสบความสำเร็จ เป็นเน็ตไอดอลบ้าง อะไรบ้าง เป็นความกลวงเปล่าในชีวิต คนเรามีความเป็นวัยรุ่นอยู่กี่ปี ? พอพ้นระยะนั้นแล้ว คุณสามารถรักษาความเป็นเน็ตไอดอลอยู่ได้ไหม ? ถ้าคุณรักษาไม่ได้ แล้วคุณจะเอาความรู้อะไรไปทำมาหากิน ในเมื่อคุณไม่เรียน ?"

    "แต่อาตมาก็ไม่ค่อยห่วง เพราะว่าเรื่องการเอาตัวรอดนั้น คนไทยเรามีมาตั้งแต่ในดีเอ็นเอแล้ว ถึงได้มีสำนวนว่า “มะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก” มะกอกลูกใหญ่กว่าหัวแม่มือนิดเดียว ตะกร้าหนึ่งก็หลายร้อยลูก สามตะกร้าน่าจะเป็นพันลูก ขนาดนั้นยังขว้างไม่ถูก ต้องลื่นเป็นปลาไหลขนาดไหน ? ขอบอกว่าเป็นความมักง่าย ในเมื่อพื้นฐานไม่แน่น จะไปทำอะไรก็ลำบากไปหมด"

    "ถ้าโยมถามว่ามาบ่นเรื่องพวกนี้ทำไม ? ก็เพราะว่าทนเห็นสภาพสังคมของเราเละเทะไม่ไหว สภาพสังคมเกิดจากในบ้าน พ่อออกไปทำงาน แม่ออกไปทำงาน ไม่มีใครดูลูก สมัยนี้การเป็นครอบครัวขยายก็หมดไป ส่วนใหญ่จะแยกตัวออกไปอยู่กันแค่สองคน พอมีลูกขึ้นมาก็สามคนหรือสี่คน ไม่เกินกว่านั้น คือพ่อแม่และลูกอีกสองคน ไม่มีใครดูแล ต้องจ้างพี่เลี้ยง เด็กก็เว้าลาวบ้าง พูดเขมรบ้าง พูดพม่าบ้าง ได้ก่อนภาษาไทยเสียอีก ถ้าไปเจอพี่เลี้ยงที่รับผิดชอบก็ดีไป เจอประเภทไม่รับผิดชอบ กลับบ้านมาลูกอาจจะน่วมไปทั้งตัว หรือถึงตายไปแล้วก็มี..!

    ในเมื่อสถาบันครอบครัวล้มเหลว พ่อแม่ไม่อยู่ ไม่มีปู่ย่าตาทวดคอยอบรม เด็กก็โตมาในลักษณะที่เห็นในปัจจุบัน ก็คือฉาบฉวย คิดไม่เป็น เอาแต่ความสนุกเฉพาะหน้า เห็นเขาแว้นจนหัวขาดก็ยังไม่รู้สำนึก ไม่เคยนึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้น จะสร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเองและครอบครัวแค่ไหน เอาแต่ความสนุกเฉพาะหน้าเข้าว่า ก็เลยกลายเป็นบุคคลที่ควบคุมอารมณ์ไม่เป็น ปล่อยให้อารมณ์นำหน้าเหตุผล สังคมถึงได้วุ่นวายอยู่อย่างทุกวันนี้

    ฉะนั้น...ถ้าใครคิดว่าอบรมลูกหลานให้ดีไม่ได้ ก็อย่าไปมีเลย จะได้ไม่ไปซ้ำเติมสังคมให้แย่ไปกว่านี้ ยิ่งไปเจอประเภทถามว่า “รู้ไหมว่ากูลูกใคร ?” ขนาดพ่อแม่ตัวเองเป็นใครยังไม่รู้ ต้องไปเที่ยวถามคนอื่น พวกเราคิดว่าคนประเภทนี้จะสร้างความเจริญให้กับสังคมได้ไหม ?"

    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๖๒
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.

    ที่มา เว็บวัดท่าขนุน
     
  2. a5g1aeka

    a5g1aeka เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    730
    ค่าพลัง:
    +1,573
    "รู้ไหมกูลูกใคร"คนที่ชอบพูดประโยคนี้น่าสงสารมากนะ
     
  3. Pattarakorn2010

    Pattarakorn2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กันยายน 2014
    โพสต์:
    400
    ค่าพลัง:
    +1,441
    เวลาไปเจอญาติผู้ใหญ่หลายคน มักจะชอบถามเสมอ ทำไมเอาลูกคนเดียว ทำไมไม่เอาอีก มีสัก3คนกำลังดี คนเดียวน้อยไปนะ เราบอกไปเลยไม่มีปัญญาเลี้ยง เด็กสมัยนี้ค่าใช้จ่ายหนักหนาสาหัสกว่าเด็กยุค60 70 80 เยอะมาก สิ่งล่อหลอกมีมาตลอดเวลา ต้องคอยระวังสั่งสอนกันอยู่ตลอดเวลา หากมีลูกเยอะแล้วไม่มีเวลาใส่ใจจริงๆ เงินไม่มากพอจริงๆ อยู่ยากมาก เด็ก1คนค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน อย่างน้อยๆก็3000-4000 หากกิจกรรมเยอะหน่อย เรียนพิเศษสารพัด ปาเข้าไปโน่นเลย6000-8000บาท ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ตอีก อย่างลูกเราขนาดแค่ ป3.ก็มีงานมาให้พิมพ์ ค้นหาข้อมูลทางเน็ต ต้องปรินท์งานอีก ค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็นมันตามมาเยอะแยะไปหมด....
     

แชร์หน้านี้

Loading...