เจ้ายี่พระยาท่านมาบอกหลวงพ่อว่าท่านอยู่ชั้นจาตุมหาราช

ในห้อง 'หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ' ตั้งกระทู้โดย attasade, 3 พฤศจิกายน 2014.

  1. attasade

    attasade เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    343
    ค่าพลัง:
    +2,552
    เจ้ายี่พระยาท่านมาบอกหลวงพ่อว่าท่านอยู่ชั้นจาตุมหาราช


         "..สมัยที่อาตมาอยู่ที่วัดชิโนรส เจ้าคุณสุวรรณเวที ให้หลวงพ่อไปเทศน์แทนที่ตำบลคอน หรือที่เขาเรียกว่าโคกดอกไม้ ได้ไปพักที่วัดศรีษะเมือง ตอนเย็นก็มานั่งอยู่ที่ศาลาการเปรียญ พระอาทิตย์ลับไปแล้วแต่แสงสว่างมากเหมือนกับเวลาบ่าย 3 โมงเย็น จึงคิดในใจว่าบ้านนี้เขาอย่างไรกันนะ ในเมื่ออากาศสว่างอย่างนี้ทำไมเขาจึงจุดตะเกียงกัน ขณะที่นั่งมองไปมองมาด้วยจิตเป็นสุขเพราะอากาศโปร่ง ก็เห็นชาย 2 คน รูปร่างใหญ่โตแต่มีสัดส่วนสมส่วนจริง ๆ ลักษณะสวยมากสมศักดิ์ศรีเป็นชายชาตรี ผิวขาวเหลือง นุ่งผ้าพื้นใส่เสื้อแบบคนโบราณแบบเจ้า

    เจ้ายี่พระยามาเล่าถึงประวัติความเป็นมา


         พอเดินเข้ามาถึงก็มายืนใกล้ ๆ ข้างหน้า อาตมาก็ยืนขึ้น ศรีษะของอาตมาสูงแค่ราวนมของท่านเท่านั้นเอง ถามท่านว่า "ท่านคือใคร ชื่ออะไร" ท่านตอบว่า "ผมคือเจ้ายี่พระยา และคนนี้เป็นพระยา (จำชื่อไม่ได้) เป็นนักรบคู่พระทัย" ก็เลยถามท่านว่า "ท่านมาทำไม" ท่านก็ถามว่า "แล้วท่านมานั่งอยู่ทำไม" ก็บอกว่า "นั่งตากอากาศเย็น ๆ ดี" และถามต่อว่า "เจ้ายี่พระยาเกี่ยวข้องอะไรกับอำเภอสรรคบุรี" ท่านก็บอกว่า "ในสมัยเมื่อผมเป็นลูกพระเจ้าแผ่นดินคือพระอินทราชา ผมเป็นเจ้าเมืองด่านอยู่ที่นี่ และเจ้าอ้ายพระยาเป็นพี่แต่เป็นลูกเลี้ยง ตั้งเมืองด่านอยู่ที่สุพรรณบุรีและเจ้าสามพระยาน้องชาย ตั้งเมืองด่านอยู่ที่ชัยนาท"

         ถามท่าน "เวลานี้ท่านมาทำไม" ท่านก็บอกว่า "เห็นท่านมาที่นี่ผมก็มีความสนใจในท่าน" ถามว่า "สนใจอย่างไร" ท่านบอก "สนใจว่าท่านมาองค์เดียวและการมาของท่านก็มาดี มาเทศน์และอีกประการหนึ่งเมื่อตอนกลางวัน เห็นนั่งคุยกับชาวบ้าน ชาวบ้านมาหามากเขามีทุกข์ พยายามพูดให้เขามีความสุขเพราะเขาหาที่พึ่งไม่ได้" ก็เลยถามท่านว่า "เวลานี้ชาวบ้านเขาจุดตะเกียงกันทำไม จุดกันตั้งแต่ตอนกลางวัน" ท่านบอกว่า "ความจริงมันค่ำแล้วครับ แต่ด้วยอำนาจของผมทำให้ท่านเห็นเหมือนกลางวัน" จึงหยิบนาฬิกาขึ้นมาดูเวลานั้นเป็นเดือน 12 เกือบจะ 2 ทุ่ม ถามท่านว่า "เวลานี้ท่านอยู่ที่ไหน"

         ท่านตอบว่า "ท่านอยู่ชั้นจาตุมหาราช" ถามท่านว่า "เวลาที่ฆ่ากันตายมันน่าจะลงนรกเพราะจิตเป็นบาป ทำไมจึงไม่ลงนรก" ท่านตอบว่า "ในฐานะผมเป็นนักรบ นักรบสมัยก่อนเขามีความเคารพของศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ พระที่ห้อยคออยู่ เขานึกถึงทุกวันจนกระทั่งจิตเป็นฌาน ฌานก็คืออารมณ์ชิน ก่อนจะไปไหนก็ต้องยกพระขึ้นบูชาและอาราธนาก่อนจะไปไหน" ในเมื่อผมกับพี่ชายคือ เจ้าอ้ายพระยา ตกลงกันเรื่องทรัพย์สินไม่ได้ ก็ท้ารบกันตัวต่อตัว บังเอิญชะตาถึงฆาต เรียกว่า ชะตาถึงฆาตด้วยกันทั้งสองคน ฟันพร้อมกันขาดสะพายแล่งพร้อมกัน อาตมาถามว่า "พระที่คอไม่ช่วยหรือ"

         ท่านตอบว่า "เมื่อถึงวาระพระที่คอก็ช่วยไม่ได้ แต่ว่าในกาลก่อน ๆ เรื่องมีดมีคมนี่รับรองว่าไม่เข้าแน่ ฉะนั้นก่อนที่จะไปรบ ก็ต้องอาราธนาพระก่อน ขณะที่เข้าปะทะกันก็นึกถึงพระ ในเมื่อนึกถึงพระจิตก็เป็นกุศล ตายจากคนจึงไม่ลงนรก ไปเกิดเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราช เป็นนักรบเช่นเดียวกัน"

         การที่นำเรื่องราวความเป็นมาของชีวิตที่ท่านเจ้ายี่พระยามาบอกให้ฟัง ก็ตรงกับที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนว่า "การตายนี้มีสภาพไม่สูญ ตายแล้วมีการเกิด ถ้ายังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด"

    *คัดลอกจากหนังสือ ตายไม่สูญ...แล้วไปไหน เรื่องที่ 101 หน้า 217 โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษี) วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
     

แชร์หน้านี้

Loading...