อาเทสนาปาฏิหาริย์ และอนุสาสนีปาฏิหาริย์. พระบรมศาสดา และเหล่าผู้พระสาวก

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 11 ตุลาคม 2014.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,125
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,454
    c_oc=AQkXP4oa_A4u47lwecnVT7Kaz4s6183NwpKB7NsgvJgxSEreOinK0WVeBKWBq1LDKdY&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,125
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,454
    c_oc=AQm0ZlgVaOx-srxIuFoEkRxVCM4qkNeaWOGz705yCLAmT6MMAKJMAErUzhZ9manVl84&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,125
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,454
    +++ พระอริยเจ้าทุกระดับทุกรูปแบบต้องทรงฌานได้ +++

    ถาม : พระพุทธเจ้าท่านกล่าวว่า ไฟคือราคะ โทสะ และโมหะ ตอนนั้นผมคิดว่าพระองค์ท่านอุปมาเปรียบเทียบเฉย ๆ แต่หลังจากทำสมาธิและได้ทรงฌาน ๑ ครั้งแรกมันสุขมาก จิตใจเบามาก ตอนนั้นเลยเข้าใจว่า พระพุทธองค์ไม่ได้เปรียบเทียบแต่พูดจริง ๆ คำถามคือ พระอรหันต์ท่านตัดกิเลส ดับไฟกิเลสหมดแล้ว เวลาท่านไม่เข้าฌานสมาบัติ ท่านรู้สึกสุขมากกว่าการเข้าฌานหรือเปล่า หรือว่าท่านเข้าฌานเป็นปกติครับ ?

    ตอบ : พระอรหันต์ต่อให้ไม่เข้าฌาน สภาพจิตก็เว้นจากการปรุงแต่งแล้ว ไฟรัก โลภ โกรธ หลง ดับหมดแล้ว #แต่ด้วยความที่ท่านทรงความไม่ประมาทเป็นปกติก็ยังคงใช้อานาปานสติคือประกอบด้วยฌานเป็นปกติ พูดง่าย ๆ ก็คือ กำลังของฌานสามารถกดกิเลสเบื้องต้นได้อย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านก็เลยไม่ยอมเว้นจากฌาน #เพราะว่าไม่ประมาท ถ้าถามว่าพระอรหันต์สุกขวิปัสสโกทรงฌานได้หรือ ? #ขอยืนยันว่าพระอริยเจ้าทุกระดับทุกรูปแบบต้องทรงฌานได้ ไม่อย่างนั้นแล้วกำลังจะไม่พอในการตัดกิเลส แต่เป็นการทรงฌานที่บางทีท่านก็ไม่รู้ตัว

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๖๒
     
  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,125
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,454
    c_oc=AQmbHJ6VO2BEw8wOfwXdWMAh4meTaTF3saPQmKqGgULE3Fap6qJ3QvlD-qaPNDwIyno&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,125
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,454
    ?temp_hash=e309412524e859e84731c7914d5547c5.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,125
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,454
    ?temp_hash=474cc4a8741346927ab15b6afafc5bce.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,125
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,454
    [​IMG] ?temp_hash=d0451b697fcc9a0b283db8912d6bca4f.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,125
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,454
    มีญาติโยมถามปัญหาว่า เมื่อปฏิบัติไปแล้วเข้าถึงความว่าง จะทราบได้อย่างไรว่าความว่างนั้นเป็นความว่างแบบไหน ? ซึ่งความว่างในการปฏิบัติของเรานั้นมีหลายระดับชั้นด้วยกัน

    ความว่างระดับแรกก็คือ สติ สมาธิ เริ่มทรงตัวเป็นฌาน ถ้าอย่างนี้รัก โลภ โกรธ หลง ต่าง ๆ จะโดนอำนาจของฌานกดดับลงไปชั่วคราว สภาพจิตที่เคยรุงรังด้วยกิเลสต่าง ๆ ก็สงบราบเรียบลง เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นสำหรับตัวเองมาก่อน ก็จะรู้สึกว่าง เบาสบายอย่างยิ่ง อย่างนี้เรียกว่าว่างเพราะอำนาจของฌานสมาบัติกดทับกิเลสเอาไว้

    ความว่างระดับต่อไป คือ ความว่างในอากาสกสิณ เป็นการกำหนดช่องว่างส่วนใดส่วนหนึ่งจับมาเป็นนิมิตในการภาวนา ถ้าเป็นในลักษณะอย่างนั้นจะเกิดขึ้นกับบุคคลที่เคยมีของเก่าในอดีต ฝึกเกี่ยวกับอากาสกสิณมาก่อน เมื่อทำไปจนสมาธิเริ่มทรงตัว ของเก่ากลับคืนมา เกิดปฏิภาคนิมิตขึ้น ก็จะรู้สึกถึงความว่างได้เช่นกัน ในส่วนนี้ถ้าจิตของเราละเอียดพอ ก็จะแยกแยะออกได้ว่า ถ้าเป็นความว่างของกสิณนั้นจะเป็นความว่างอยู่ในลักษณะที่เรากำหนดเฉพาะเจาะจงจุดใดจุดหนึ่งตรงหน้า

    ความว่างระดับถัดไปนั้นเป็นความว่างของอรูปฌาน ไม่ว่าจะเป็นอากาสานัญจายตนะฌานก็ดี วิญญาณัญจายตนะฌานก็ดี อากิญจัญญายตนะฌานก็ดี เนวสัญญานาสัญญายตนะฌานก็ดี อรูปฌานทั้งหลายเหล่านี้เกิดจากการที่เราเพิกรูปทิ้งไป แล้วจับความว่างของอากาศ จับความไร้ขอบเขตของวิญญาณ จับความรู้สึกที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องเสื่อมสลายพังไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่ และกำหนดความรู้สึกว่ามีเหมือนกับไม่มี รู้เหมือนกับไม่รู้ เป็นต้น สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็จัดเป็นความว่างอีกอย่างหนึ่ง

    บุคคลที่เคยทรงอรูปฌานในอดีต เมื่อกระทำไปจนกระทั่งกำลังทรงตัวแล้ว เข้าถึงอรูปฌานเดิม ๆ ก็ทำให้รู้สึกถึงความว่างเช่นกัน ตรงจุดนี้ถ้าจะสังเกตแยกแยะออกก็จะต้องสังเกตว่า เรายังทรงกำลังของฌานสมาบัติอยู่ การที่เราทรงกำลังของฌานสมาบัติอยู่แม้ว่าจะเบาสบายเพียงใดก็ตาม ความที่ยังต้องทรงฌานอยู่ก็จัดเป็นความหนัก บุคคลที่มีจิตละเอียดจริง ๆ ถึงจะแยกแยะออกได้

    ประการสุดท้ายนั้นเป็นความว่างเนื่องจากจิตมองเห็นโทษของร่างกายนี้ มองเห็นโทษของสภาพจิตที่คลุกคลีอยู่กับรัก โลภ โกรธ หลงทั้งหลาย แล้วสามารถที่จะปล่อยวางสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ลงจนหมด ยกจิตของตนเองขึ้นมาพ้นจากสภาพของราคะ โลภะ โทสะ โมหะได้ ก้าวล่วงจากสมมติเข้าสู่ความเป็นวิมุตติ ก้าวล่วงจากโลกเข้าสู่ทางธรรมแท้ ๆ

    สภาพจิตของตนจะเหลือแต่เพียงผู้รู้เด่นอยู่เท่านั้น เป็นผู้รู้ที่มีหน้าที่กำหนดรู้เฉย ๆ ไม่ไปปรุงแต่งสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดเป็นรัก โลภ โกรธ หลง เหมือนกับเราก้าวขาข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่ง เมื่อข้ามฝั่งไปแล้วเราก็ไม่ย้อนกลับมาแตะต้องวอแวในสิ่งที่เคยผ่านมา ถ้าลักษณะนั้นจึงจะเป็นความว่างที่แท้จริง เป็นความว่างในลักษณะของการว่างจากกิเลส เป็นความว่าง ความใส ความสะอาด จากสภาพจิตที่ปราศจาก รัก โลภ โกรธ หลง หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นความว่างของการเข้าถึงพระนิพพานนั่นเอง

    ดังนั้น..ถ้าพวกเราต้องการจะเข้าถึงสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เราก็ต้องเน้นในเรื่องของศีล สมาธิ ปัญญา โดยเฉพาะในส่วนของปัญญาที่มองเห็นทุกข์เห็นโทษของร่างกายนี้ ของโลกนี้ จนกระทั่งสามารถปล่อยวางได้ การที่เราจะมีกำลังมากพอที่จะยกจิตให้พ้นขึ้นมาจากร่างกายนี้ พ้นจากโลกนี้ได้ แล้วปล่อยสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ลง ก็ต้องมีกำลังสมาธิที่เข้มแข็งพอเพียง

    กำลังสมาธิจะเข้มแข็งพอเพียงได้ เราก็ต้องมีศีลอย่างน้อย ศีล ๕ เป็นพื้นฐาน เมื่อสภาพจิตของเราจดจ่ออยู่กับการระมัดระวังรักษาศีลทุกสิกขาบทไม่ให้บกพร่อง การที่เราเอาจิตจดจ่อแน่วแน่ระมัดระวังศีลอยู่นั่นเอง สมาธิก็จะเกิดขึ้น เมื่อสมาธิเกิดขึ้นทรงตัว ตั้งมั่น มีกำลังกดกิเลสดับลงได้ชั่วคราว ตัวปัญญาก็จะเด่นขึ้น ผ่องใสขึ้น ก็จะเห็นช่องทางว่าจะทำอย่างไรถึงจะสละ ตัดละ ร่างกายนี้ โลกนี้ ความยินดีต่าง ๆ

    สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เมื่อสละออก ตัดออก ละออกได้ ก็จะก้าวเข้าสู่ความว่างอย่างแท้จริง เป็นความว่าง ใส สะอาด ที่เปี่ยมสุข ไม่สามารถจะอธิบายรายละเอียดเป็นภาษามนุษย์ได้ ไม่สามารถที่จะอธิบายรายละเอียดเป็นภาษาหนังสือได้ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ก้าวล่วงการปรุงแต่งทั้งปวงไปแล้ว ภาษามนุษย์ก็ดี ภาษาหนังสือก็ดี ยังเป็นภาษาที่ประกอบไปด้วยการปรุงแต่งอยู่ จึงไม่สามารถที่จะอธิบายสภาวธรรมทั้งหลายเหล่านั้นได้

    มีแต่สภาพจิตของเราที่เด่น ผ่องใส สะอาด เหลือแต่ตัวรู้อย่างเดียว ไม่ไปแตะต้อง ไม่ไปปรุงแต่ง ถ้าสิ่งไหนจำเป็นก็ออกไปสัมผัสด้วยความระมัดระวัง แล้วก็ย้อนกลับเข้ามาอยู่กับความผ่องใสที่ปราศจากกิเลสของตนต่อไป ถ้าอย่างนี้จึงจะเป็นความว่างที่แท้จริง

    ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ถ้าเราจะก้าวเข้าสู่ความว่างที่แท้จริงหรือสภาวะพระนิพพานนั้น ก็ต้องอาศัยศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งจะพูดให้กว้างออก ก็คือ มรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง

    สำหรับพวกเราทั้งหลายนั้นก็ต้องมาเน้นเรื่องของสมาธิ เพราะเราทั้งหมดส่วนใหญ่มีศีลบริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นศีล ๕ ก็ดี ศีล ๘ ก็ดี ในเมื่อศีลบริสุทธ์บริบูรณ์แล้ว ยังไม่สามารถจะก้าวล่วงไปได้ ก็แปลว่ากำลังสมาธิยังไม่เพียงพอ เราจึงต้องมาเน้นการฝึกสมาธิอย่างจริง ๆ จัง ๆ เพื่อที่จะประคองจิต รักษาจิตของเราให้มีความผ่องใส จนกระทั่งกำลังสมาธิเพียงพอ ดวงปัญญาก็จะเกิดขึ้น มีความแกร่งกล้า มีความแหลมคมพอ ก็สามารถที่จะสลัด ตัด ละ ความยินดี ความพอใจในร่างกายนี้ ในร่างกายของคนอื่น ในโลกนี้และในโลกอื่น ภพภูมิอื่นลงได้ เราก็จะหลุดพ้นไปสู่ธรรมอันว่างอย่างยิ่ง ก็คือพระนิพพานนั่นเอง

    ลำดับต่อไปให้ทุกท่านตั้งใจภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านวิริยบารมี
    วันเสาร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

    ที่มา www.watthakhanun.com
     
  9. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,125
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,454
    ?temp_hash=dbcc5afad4ea05357f0e8c576a7178a5.jpg



    ตั้งแต่วันนี้ไป ให้พากันตัดบ่วงห่วงอาลัย อารมณ์สัญญาที่คิดถึงบ้านถึงเรือน ถึงลูกถึงหลาน ถึงอะไรต่อมิอะไรให้ตัดขาด

    ว่าสถานที่เรานั่งสมาธิภาวนาอยู่นี้ เท่ากันกับว่าเป็นสถานที่วิเศษ เป็นทางที่จะให้เราทุกคนละกิเลสให้หมดไปสิ้นไปได้
    ถ้าตั้งใจภาวนา แต่ไม่ใช่ว่าสถานที่จะมาละกิเลสให้เรา

    ใจเรานี้แหละภาวนาละกิเลสเอาเอง

    กิเลสนั้น เมื่อผู้ใดเลิกได้ละได้แล้ว ไม่เลือกว่าเณร ไม่เลือกว่าพระ ไม่เลือกว่าจะสมมุติว่า เป็นธรรมยุต เป็นมหานิกาย อะไรก็ได้ทั้งนั้น

    ไม่ใช่สมมุตินั้นละกิเลส การละกิเลสมันเป็นเรื่องภายในจิตใจของแต่ละดวงจิตดวงใจ

    ผ้าขาวผ้าเหลืองไม่ได้มาละกิเลสให้
    สถานที่ก็ไม่ได้มาละกิเลสให้แก่เรา

    จิตใจเรานั้นเองเป็นผู้ละกิเลส

    หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

    Credit : Supani Sundarasardula
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  10. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,125
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,454
    บางคนที่มีทิฐิว่าพระพุทธเจ้า เสด็จปรินิพพานไปแล้วย่อมไม่ปรากฏอีก
    โดยอ้างพระบาลี "นิพพานังปรมังสุญญัง"

    คำว่า สูญ นั้นหมายถึง สูญจากกิเลส
    จิตสูญจากกิเลส จึงจะเข้าพระนิพพานได้
    จิตมัวหมอง ไม่รู้ตามความเป็นจริง
    แปลบาลีผิดจากความหมายพระพุทธองค์
    จิตก็หลงทางไปสู่อบายภูมิ เพราะเป็นจิตไม่ฉลาด

    สิ่งที่ไม่มีที่พระนิพพานได้แก่..
    นรก สัตว์ โลก สวรรค์ พรหม
    ธาตุ 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ ) ขันธ์ 5 (รูป-นาม)
    อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ราคะ อุปาทาน บาปกรรม อวิชชา สังโยชน์ (กิเลสร้อยรัด 10 อย่าง ) เกิด แก่ เจ็บ ตาย สิ่งเหล่านี้ไม่มีในแดนพระนิพพาน

    เราอยู่ในพระพุทธศาสนา จับหลักในคำสอน จับหลักให้จริงก่อน ให้คิดไตร่ตรองก่อน ว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้ เป็นจริงไหม แล้วจึงเชื่อ จึงปฏิบัติ

    หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง


    ?temp_hash=ee42a9505a69a72a0a8a897ea90baf8b.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  11. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,125
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,454
    ..ตัณหาเกิดจากอะไร...


    พระพุทธเจ้าถามพระอานนท์ว่า "อานนท์ เธอว่าตัณหาเกิดจากอะไร ?"
    "ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงแสดงธรรม"
    พระองค์ก็ทรงตอบว่า
    "ตัณหาเกิดจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เกิดได้ เพราะตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่นลิ้นได้รส กายสัมผัส"
    "มันจะดับที่ตรงไหน ?"
    "มันเกิดที่ไหน มันก็ดับที่ตรงนั้น คือมันจะดับที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ"
    "ทำอย่างไร มันจึงจะดับ ?"
    "ฝึกสติ"
    อันนี้หลักฐานยืนยันชัดเจน เพราะฉะนั้น ผู้ที่ฝึกสติ ไม่ต้องไปคำนึงว่า เราจะไปนั่งสมาธิที่ไหนในวัดใด สมาธิจะได้ลึกตื้นหนาบางเพียงใด แค่ไหน ขอให้มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา




    พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)
    วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา
     
  12. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,125
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,454
    c_oc=AQnhWg0UPZHOGQG126YO6y0YULJrQk364V_J1xXet_aTsmuoDkXI4aoJGoCHdyccXZo&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    กรรมฐานมี ๒ อย่าง คือ สัพพัตถกกัมมัฏฐาน และปาริหาริยกัมมัฏฐาน
    ************
    [กรรมฐาน ๒ พร้อมทั้งอธิบาย]
    กรรมฐานนั้น มีอยู่ ๒ อย่าง คือ สัพพัตถกกัมมัฏฐาน (กรรมฐานมีประโยชน์ในกุศลธรรมทั้งปวง) ๑ ปาริหาริยกัมมัฏฐาน (กรรมฐานควรบริหารรักษา) ๑. บรรดากรรมฐาน ๒ อย่างนั้นที่ชื่อว่า สัพพัตถกกัมมัฏฐาน ได้แก่เมตตา (ที่เจริญไป) ในหมู่ภิกษุเป็นต้นและมรณัสสติ (การระลึกถึงความตาย). พระอาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า อสุภสัญญา บ้าง.

    จริงอยู่ ภิกษุผู้จะเจริญกรรมฐาน ครั้งแรกต้องตัดปลิโพธเสียก่อน แล้วจึงเจริญเมตตาไปในหมู่ภิกษุผู้อยู่ในสีมา, ลำดับนั้น พึงเจริญไปในเหล่าเทวดาผู้อยู่ในสีมา, ถัดจากนั้นพึงเจริญไปในอิสรชนในโคจรคาม, ต่อจากนั้นพึงเจริญไปในเหล่าสรรพสัตว์กระทั่งถึงชาวบ้านในโคจรคามนั้น.

    แท้จริง ภิกษุนั้นทำพวกชนผู้อยู่ร่วมกันให้เกิดมีจิตอ่อนโยน เพราะเมตตาในหมู่ภิกษุ. เวลานั้น เธอจะมีความอยู่เป็นสุข. เธอย่อมเป็นผู้อันเหล่าเทวดาผู้มีจิตอ่อนโยน เพราะเมตตาในเหล่าเทวดาผู้อยู่ในสีมาจัดการอารักขาไว้เป็นอย่างดี ด้วยการรักษาที่ชอบธรรม. ทั้งเป็นผู้อันอิสรชนทั้งหลายผู้มีจิตสันดานอ่อนโยน เพราะเมตตาในอิรชนในโคจรคาม จัดรักษาระแวดระวังไว้อย่างดี ด้วยการรักษาที่ชอบธรรม. และเป็นผู้อันชาวบ้านเหล่านั้นผู้มีจิตถูกอบรมให้เลื่อมใส เพราะเมตตาในพวกชาวบ้านในโคจรคามนั้น ไม่ดูหมิ่นเที่ยวไป. เป็นผู้เที่ยวไปไม่ถูกอะไรๆ กระทบกระทั่งในที่ทุกสถาน เพราะเมตตาในเหล่าสรรพสัตว์.

    อนึ่ง เธอเมื่อคิดว่า เราจะต้องตายแน่แท้ด้วยมรณัสสติ ละการแสวงหาที่ไม่สมควรเสีย เป็นผู้มีความสลดใจเจริญสูงขึ้นเป็นลำดับ ย่อมเป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน. ตัณหาย่อมไม่เกิดขึ้น แม้ในอารมณ์ที่เป็นทิพย์ เพราะอสุภสัญญา.

    เพราะเหตุนั้น คุณธรรมทั้ง ๓ (คือ เมตตา ๑ มรณัสสติ ๑ อสุภสัญญา ๑) นั้นของภิกษุนั้น ท่านเรียกว่าสัพพัตถกกัมมัฏฐาน เพราะทำอธิบายว่าเป็นกรรมฐานอันกุลบุตรพึงปรารถนา คือพึงต้องการในที่ทุกสถาน เพราะเป็นธรรมมีอุปการะมาก และเพราะความเป็นปทัฏฐานแห่งการหมั่นประกอบเนืองๆ ซึ่งความเพียรตามที่ประสงค์ไป โดยนัยดังพรรณนามาฉะนี้.

    ก็บรรดาอารมณ์ ๓๘ ประการ กรรมฐานใดที่คล้อยตามจริตของกุลบุตรใด กรรมฐานนั้น ท่านเรียกว่า ปาริหาริยกรรมฐาน เพราะเป็นกรรมฐานที่กุลบุตรนั้นควรบริหารไว้เป็นนิตย์ โดยนัยตามที่กล่าวแล้วนั่นเอง แต่ในตติยปาราชิกนี้ อานาปานกรรมฐานนี้แล ท่านเรียกว่า ปาริหาริยกรรมฐาน.

    ในอธิการว่าด้วยอานาปานกัมมัฏฐานนี้ มีความสังเขปเท่านี้.

    ส่วนความพิสดารนักศึกษาผู้ต้องการกถาว่าด้วยการชำระศีลให้หมดจด และกถาว่าด้วยการตัดปลิโพธ พึงถือเอาจากปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรคเถิด.
    .............
    ข้อความบางตอนใน อรรถกถา มหาวิภังค์ ปฐมภาค ปาราชิกกัณฑ์ ตติยปาราชิกสิกขาบท
    http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=01.0&i=176&p=2
     
  13. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,125
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,454
    สังโยชน์เบื้องสูง

    พระท่านมีข้อคิดในการพิจารณาเป็นภาษาบาลี แต่แปลเป็นไทยได้ว่า บรรพชิตพึงพิจารณาเนือง ๆ ว่า กาย วาจา ใจ ที่ดีกว่านี้ยังมีอยู่ เราต้องทำ กาย วาจา ใจ เหล่านั้นให้ได้ ฆราวาสก็นำเอาไปใช้ได้

    ในแต่ละวัน สำรวจดูว่าศีลข้อไหนของเราบกพร่องบ้าง ? ถ้าสมบูรณ์บริบูรณ์ดีแล้ว ไม่ละเมิดศีลด้วยตนเอง ไม่ยุยงส่งเสริมให้คนอื่นเขาทำ ไม่ยินดีเมื่อเห็นคนอื่นเขาทำ เราก็พัฒนาไปเป็นกรรมบถ ๑๐

    กรรมบถ ๑๐ ระมัดระวังรักษายากกว่า นอกจากจะไม่ฆ่าสัตว์แล้ว ยังไม่ทำร้ายสัตว์โดยเจตนาอีก ไม่ลักขโมยของเขาแล้ว แม้กระทั่งหยิบของที่เจ้าของไม่ได้อนุญาตก็ไม่แตะต้อง ไม่ละเมิดคนรักของใคร ไม่ละเมิดของรักของใคร

    ไม่พูดโกหก ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียดให้คนเขาแตกร้าวกัน ไม่พูดวาจาเหลวไหลไร้ประโยชน์ ไร้อรรถ ไร้ธรรม

    ในด้านของใจนั้น ท่านไม่โลภ ถ้าอยากได้สิ่งใดจะหามาโดยถูกต้องตามทำนองคลองธรรม พยายามระงับโทสะ โกรธได้แต่ไม่ผูกโกรธ พูดง่าย ๆ ก็คือ โกรธแล้วลืม และท้ายสุดมีความเห็นเป็นสัมมาทิฏฐิ คือ เห็นว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเป็นของดี เราจะทำตาม

    เมื่อพัฒนาขึ้นมาถึงขั้นนี้ได้ กำลังใจเราจะห่างจาก รัก โลภ โกรธ หลง ไปอย่างมาก สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นกำเริบได้ แต่ทำอันตรายเราไม่ได้ ถ้าเราทบทวนพิจารณาอยู่บ่อย ๆ ท้ายสุดก็จะก้าวล่วงขึ้นไปสู่การเป็นพระอนาคามี

    การทบทวนบ่อย ๆ ทำให้สมาธิทรงตัว ถ้าถึงระดับฌาน ๔ เมื่อไร กำลังเดิมก็จะรวมตัวมาทั้งหมด จะตัดราคะกับโทสะโดยอัตโนมัติ ถ้าหากว่ายังไม่ทรงฌาน ๔ โอกาสเป็นพระอนาคามีเหลือแค่ศูนย์ เนื่องจากว่าเมื่อกำลังไม่ถึงฌาน ๔ ก็ไม่สามารถที่จะกดราคะกับโทสะลงได้

    ดังนั้น..ท่านทั้งหลายถ้าหวังความอยู่สุข อยู่เย็น ไม่ว่าจะอยู่ในผ้าเหลืองของพุทธศาสนา หรือว่าอยู่ในฐานะพุทธศาสนิกชนที่เป็นนักปฏิบัติ ต้องหวังอย่างต่ำคือความเป็นพระอนาคามี เพราะว่าสามารถที่จะตัดรัก ตัดโกรธได้อย่างแท้จริง แล้วถามว่า...หากมีคู่ครองจะทำอย่างไร ? บอกว่า..ไม่ต้องทำ เพราะไร้ความสามารถที่จะทำ พอก้าวถึงตรงจุดนั้น ร่างกายจะหมดความสามารถที่จะมีคู่ครองโดยสิ้นเชิงแล้ว

    ถ้าไม่ทอดทิ้ง พยายามพิจารณาในส่วนละเอียดของสังโยชน์เบื้องสูง ก็คือ พยายามละเว้นในรูปราคะและอรูปราคะ คือ การไม่ติดในรูปหรืออรูป ซึ่งส่วนที่ละเอียดที่สุดก็คือ การยึดติดในรูปฌานและอรูปฌาน ซึ่งจะว่าแล้วก็ละได้ง่าย เพราะว่าเราใช้กำลังส่วนนั้นในการเกาะพระนิพพานแทน...ก็ไม่ถือว่าติด

    พยายามลดการถือตัวถือตนลง ให้เห็นว่าไม่ว่าตัวเราตัวเขา ไม่ว่าคน ไม่ว่าสัตว์ ท้ายสุดก็เสื่อมสลายตายจากไปหมด ไม่มีใครดีกว่า ไม่มีใครเลวกว่า

    เหลือตัวสุดท้ายคืออวิชชา ไม่ว่าตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายสัมผัส ใจครุ่นคิดอะไรก็ตาม พยายามหยุดลงให้ได้ ให้เห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ได้กลิ่นสักแต่ว่าได้กลิ่น ได้รสก็สักแต่ว่าได้รส สัมผัสสักแต่ว่าสัมผัส ใจอย่าไปนึกคิดปรุงแต่งต่อ ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ จะเกิดไม่ได้ เพราะทันทีที่เราคิด ยินดี....ราคะเกิด ไม่ยินดี...โทสะเกิด แล้วถ้ายินดีเมื่อไร ก็จะอยากมีอยากได้ ซึ่งเป็นต้นเหตุใหญ่ของตัณหา

    ดังนั้น..ตัวอวิชชาตัวสุดท้าย จะเป็นตัวที่ละได้ยากนิดหนึ่ง แต่ว่าถ้าทำถึงระดับนั้นแล้วก็ ไม่เกินความสามารถของเรา
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี อ.ทองผาภูมิ ต.ท่าขนุน
    ภาพ และที่มา : วัดท่าขนุน

    c_oc=AQkmVOujYqMNRGqvIQhOle191SIJLvezXo6ZwYHjfkrKrckLAqUl4GrCYKpvT2nsIb8&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  14. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,125
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,454
    "..คนเมาแต่ธาตุของตัวยังพอดี เรียกว่าทุกข์น้อย ถ้าเมาในธาตุของบุคคลอื่นด้วยเรียกว่าทุกข์หนักขึ้นไป ถ้ายิ่งเมาอยากจะมีลูก เมาอยากจะมีหลาน เมาอยากจะมีเหลน ก็ยิ่งหนักเข้าไปทุกที

    ของที่มันอยู่บนบ่าเราชิ้นหนึ่งก็หนักอยู่แล้ว ไปเพิ่มเข้ามาอีกชิ้นหนึ่ง มันก็หนักเข้าไปอีกเท่าตัว เพิ่มเข้ามาอีกชิ้นหนึ่งหนักเข้าไปอีก ของยิ่งหนักอยู่แล้วไปแสวงหามาให้หนักมากขึ้น

    พระพุทธเจ้ากล่าวว่า ภาราหะเว ปัญจักขันธา ขันธ์ทั้งห้าเป็นภาระอันหนัก.."

    โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง) จากหนังสือ ธัมมวิโมกข์ฉบับ ๔๑๙ หน้า ๕๗
    c_oc=AQmMNNiN3BbqziDJmAA26sol8iEWKh4oSw84FBYsv4wQe4ZPtmWGW_Cba38BI0JIbQg&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  15. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,125
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,454
    dhamma33.jpg


    อย่าพากันเล่นมากนะ ครูบาอาจารย์เหลือน้อยลงทุกทีแล้วนะฝ่ายปฏิบัติ สักหน่อยมันก็จะเป็นทางโลกไปหมดแล้วนะ อย่างหลวงปู่มั่นท่านได้ทำนายไว้แล้วนะเรื่องศาสนาว่า

    “วัดป่ามันจะกลายเป็นวัดบ้าน วัดบ้านจะกลายเป็นคนตาย คนตายจะกลายเป็นบ้า”

    ท่านทำนายไว้หมดแล้วนะ เดี๋ยวนี้ดูสิโลกมันร้อนมากนะ พอได้เข้าหาพระหาเจ้า พอได้เห็นครูบาอาจารย์ จิตใจมันก็สบาย ดูซิ คนได้เข้าหาครูบาอาจารย์ มันก็สบายเย็นใจ แค่เห็นวัดเท่านั้นแหละ เห็นกริยามารยาทของครูบาอาจารย์ จิตมันก็สงบสบาย ถ้าได้ออกไปทางโลก เดี๋ยวก็วิ่งกลับมาทางธรรมอีก เป็นอยู่อย่างนั้นสังเกตดูซิ
    ถ้าใจมันไม่ร้อน ไม่วิ่งกลับมาหรอก วุ่นวายมากนะสมัยนี้ ความเจริญกับความเสื่อมอยู่ด้วยกันนะ จะไปอะไรมากมาย แต่ขนาดครอบครัวก็แย่งชิงกันเป็นใหญ่ในบ้านแล้ว
    เรื่องเป็นเจ้าเป็นนายก็เหมือนกันนะ แย่งชิงเก้าอี้ เพื่อความเป็นใหญ่กันอยู่นั้นแหละ สักหน่อยก็ปลดออกจากตำแหน่ง สักหน่อยก็แต่งตั้งขึ้นใหม่อยู่อย่างนั้น โลกนี้คิดไปคิดมาแล้วที่ไหนมันมีความสุข ไม่เห็นมีความสุขนะ ถ้าคิดใคร่ครวญดูจริงๆ ให้ไปคิดอ่านใคร่ครวญ เข้าไปดูซิ

    หลวงปู่ลี กุสลธโร
     
  16. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,125
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,454
    temp_hash-1c217424a4656260912af2fca5651e6d-jpg.jpg
     
  17. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,125
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,454
    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔
    อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
    [​IMG]
    ๕. อนุสสติฏฐานสูตร
    [๒๙๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุสสติ ๖ ประการนี้ ๖ ประการเป็นไฉน
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมระลึกถึงพระตถาคตว่า
    แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ... เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็น
    ผู้จำแนกธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด อริยสาวกย่อมระลึกถึงพระตถาคต
    สมัยนั้น จิตของพระอริยสาวกนั้น เป็นจิตไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ไม่ถูกโทสะกลุ้ม
    รุม ไม่ถูกโมหะกลุ้มรุม ย่อมเป็นจิตดำเนินไปตรงทีเดียว เป็นจิตออกไป พ้นไป
    หลุดไปจากความอยาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่าความอยากนี้ เป็นชื่อของ
    เบญจกามคุณ สัตว์บางพวกในโลกนี้ ทำพุทธานุสสติแม้นี้ให้เป็นอารมณ์ ย่อม
    บริสุทธิ์ได้ด้วยประการฉะนี้ ฯ
    อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมระลึกถึงพระธรรมว่า พระธรรมอัน
    พระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว ฯลฯ อันวิญญูชนจะพึงรู้เฉพาะตน ดูกรภิกษุทั้งหลาย
    สมัยใด อริยสาวกย่อมระลึกถึงพระธรรม สมัยนั้น จิตของอริยสาวกนั้น เป็นจิต
    ไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ... สัตว์บางพวกในโลกนี้ ทำธรรมานุสสติแม้นี้ให้เป็นอารมณ์
    ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยประการฉะนี้ ฯ
    อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมระลึกถึงพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของ
    พระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่น
    ยิ่งกว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด อริยสาวก ย่อมระลึกถึงพระสงฆ์ สมัยนั้น
    จิตของอริยสาวกนั้น เป็นจิตไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ... สัตว์บางพวกในโลกนี้ ทำ
    สังฆานุสสติแม้นี้ให้เป็นอารมณ์ ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยประการฉะนี้ ฯ
    อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมระลึกถึงศีลของตน อันไม่ขาด ฯลฯ
    เป็นไปเพื่อสมาธิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด อริยสาวกย่อมระลึกถึงศีล
    สมัยนั้น จิตของอริยสาวกนั้น เป็นจิตไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ... สัตว์บางพวกใน
    โลกนี้ ทำสีลานุสสติแม้นี้ให้เป็นอารมณ์ ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยประการฉะนี้ ฯ
    อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมระลึกถึงจาคะของตนว่า เป็นลาภของ
    เราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ ฯลฯ ควรแก่การขอ ยินดีในการจำแนกทาน ดูกร-
    *ภิกษุทั้งหลาย สมัยใด อริยสาวกย่อมระลึกถึงจาคะ สมัยนั้น จิตของอริยสาวก
    นั้น เป็นจิตไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ... สัตว์บางพวกในโลกนี้ ทำจาคานุสสติแม้นี้
    ให้เป็นอารมณ์ ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยประการฉะนี้ ฯ
    อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมระลึกถึงเทวดาว่า เทวดาเหล่าจาตุมหาราช
    มีอยู่ เทวดาเหล่าดาวดึงส์มีอยู่ เทวดาเหล่ายามามีอยู่ เทวดาเหล่าดุสิตมีอยู่
    เทวดาเหล่านิมมานรดีมีอยู่ เทวดาเหล่าปรนิมมิตวสวัดดีมีอยู่ เทวดาเหล่าพรหม
    มีอยู่ เทวดาที่สูงกว่านั้นมีอยู่ เทวดาเหล่านั้น ประกอบด้วยศรัทธาเช่นใด จุติ
    จากโลกนี้แล้ว อุบัติในเทวดาชั้นนั้น ศรัทธาเช่นนั้นแม้ของเรามีอยู่ เทวดา
    เหล่านั้น ประกอบด้วยศีลเช่นใด ด้วยสุตะเช่นใด ด้วยจาคะเช่นใด ด้วย
    ปัญญาเช่นใด จุติจากโลกนี้แล้ว อุบัติในเทวดาชั้นนั้น ปัญญาเช่นนั้นแม้ของเรา
    ก็มีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด อริยสาวกย่อมระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ
    จาคะ และปัญญา ของตนและของเทวดาเหล่านั้น สมัยนั้น จิตของอริยสาวก
    นั้น เป็นจิตไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ไม่ถูกโทสะกลุ้มรุม ไม่ถูกโมหะกลุ้มรุม เป็น
    จิตดำเนินไปตรงทีเดียว เป็นจิตออกไป พ้นไป หลุดไปจากความอยาก ดูกร
    ภิกษุทั้งหลาย คำว่า ความอยาก นี้ เป็นชื่อของเบญจกามคุณ สัตว์บางพวกใน
    โลกนี้ ทำเทวตานุสสติแม้นี้ให้เป็นอารมณ์ ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยประการฉะนี้ ดูกร
    ภิกษุทั้งหลาย อนุสสติ ๖ ประการนี้แล ฯ
    จบสูตรที่ ๕
     
  18. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,125
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,454
    c_oc=AQnkLEoymDehgp7nOr-GOkYVhjQz97XcJCLApCNM-sJOe6f1U5cxJiKngO5O2lg8Tvg&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg



    หลวงปู่มั่นกล่าวว่า “พระอรหันต์ทุกประเภทบรรลุทั้งเจโตวิมุตติ ทั้งปัญญาวิมุตติ” ไว้ในหนังสือ “มุตโตทัย”


    ขอบคุณเจ้าของหนังสือ “มุตโตทัย และปฏิบัติปุจฉาวิสัชนา” >>>http://www.flipbooksoft.com/…/2caed5910593ace6da9e33cc…/.pdf
     
  19. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,125
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,454
    ++ กิเลสใหญ่ +++

    ถาม : ความเครียดและความอายเป็นกิเลสชนิดใด ?

    ตอบ : ความเครียดส่วนใหญ่เกิดจากความไม่พอใจ#ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นส่วนของโทสะ ส่วนความอายเกิดจากการกังวลในตัวตนของตัวเอง #จัดเป็นกิเลสใหญ่คือสักกายทิฐิ การยึดมั่นในตัวกูของกู

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๖๒
     
  20. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,125
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,454
    ทำแบบเต่า

    "พระพุทธเจ้าเป็นสุดยอดอัจฉริยะมนุษย์ คำสอนมากมายมหาศาลขนาดนั้นไม่ขัดกันเลย สามารถปรับรวมใช้ด้วยกันได้ทั้งหมด เพราะว่าจุดใหญ่ใจความแตกออกไปจากจุดเดียวคือใจ ในเมื่อกิเลสทั้งหมดออกไปจากใจ ก็กลับมาในใจของเราเพื่อชำระกิเลส คือ ชำระด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา

    ศีลชำระกิเลสอย่างหยาบ ที่ล้นออกไปข้างนอก คือ ออกไปทางกาย ทางวาจา สมาธิชำระกิเลสอย่างกลาง ที่คอยเป็นตัวยุแหย่ให้เราละเมิดศีล ปัญญาชำระกิเลสอย่างละเอียดที่นอนนิ่ง ซุกซ่อนอยู่ในใจของเรา นานนับชาตินับภพไม่ถ้วน

    ไม่ว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าจะมีมากขนาดไหน ท้ายสุดก็สรุปลงที่เดียว เพียงแต่ว่าเราจับตรงไหนที่เหมาะแก่สภาพปัจจุบันของตัวเอง แล้วค่อย ๆ เร่งทำไป พอเราทำได้แล้วก็ค่อย ๆ ก้าวขึ้นหน้าไปทีละก้าวอย่างมั่นคง อย่าท้อถอย อย่าขี้เกียจ อย่าหยุด

    ค่อย ๆ ไปแบบเต่า มีใครเห็นเต่าเดินถอยหลังบ้าง ? เชื่อเถอะคนทั้งโลกไม่เคยเห็นเต่าเดินถอยหลัง เพราะว่าเต่าเดินขึ้นหน้าอย่างเดียว เต่าไปช้า แต่ไปเรื่อย ๆ ไปไม่หยุด ถึงเวลาเจออันตรายก็เก็บหัวเก็บขา เก็บหางเงียบอยู่ในกระดอง พออันตรายผ่านพ้นไปก็ยื่นออกมาแล้วเดินต่อ"

    "คนเราก็เหมือนกับเต่า ค่อย ๆ ก้าวขึ้นหน้าไป ตามแนวศีล สมาธิ ปัญญา ที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ กิเลสตีมากก็เก็บตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเสีย ดูสักแต่ว่าดู เห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน ได้กลิ่นสักแต่ว่าได้กลิ่น ได้รสสักแต่ว่าได้รส สัมผัสสักแต่ว่าสัมผัส ไม่สนใจ ไม่ปรุงแต่ง

    หยุดคิด...จะประสบความสำเร็จ ถ้าหยุดความคิดไม่ได้ ชีวิตนี้ก็เอาดีไม่ได้ เพราะความคิดของเราถ้าไม่ไปเรื่องอดีต ก็คือคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา ไม่ก็ฟุ้งซ่านถึงอนาคต แล้วเราก็เครียด นอนไม่หลับ ทุกข์เพราะความคิดตัวเองแท้ ๆ

    ฉะนั้น...ให้เลียนแบบเต่า ถึงเวลากิเลสมาก็หยุด ระวังรักษาใจไว้ ปลอดภัยแล้วค่อยไปต่อ คนที่ขึ้นหน้าอยู่ตลอดเวลา ถึงจะไปช้าแค่ไหน ท้ายสุดก็ถึงจุดหมายปลายทางได้ เจอบกตะกายขึ้นบก ลงน้ำก็ว่ายน้ำ เต่าเป็นตัวอย่างที่สุดยอดจริง ๆ"

    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนตุลาคม ๒๕๖๐
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...