อยากถามเรื่องการแบ่งภาคมาจุติของพระโพธิสัตว์

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย TheKunKeng, 5 กุมภาพันธ์ 2015.

  1. TheKunKeng

    TheKunKeng เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 มกราคม 2015
    โพสต์:
    301
    ค่าพลัง:
    +916
    สอนอะไร ผิดๆ เหรอครับ... =..= เอาเป็นว่า เรื่องการจุติของ พระโพธิสัตว์ นี้ จะเป็นแบบใดก็ช่าง ผมเชื่อว่าอาจจะมีอยู่จริง ทั้งแบบใด แบบหนึ่ง หรือ ทุกรูปแบบที่กล่าวมานี้ พระโพธิสัตว์ท่าน อาจจะทำได้ทั้งหมด แต่ก็นะ ..ผม จะไม่ซักไซร้ไตร่ถามถึงเรื่องนี้อีกแล้วอะครับ เพราะ มันคือเรื่อง "อจิณไตย" นอกเหนือจากที่เราจะรับทราบได้ทั้งหมด และไม่เป็นประโยชน์ในการฝึกปฏิบัติธรรม ของตัวเราเอง อันจะนำพาตัวเราไปสู่ดินแดนนิพพานได้ในอนาคต ...

    ฉะนั้น ผมจึงอยาก ปล่อยกระตู้นี้ตกไป ก็แล้วกันนะครับ...
     
  2. naitiw

    naitiw เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มกราคม 2006
    โพสต์:
    1,544
    ค่าพลัง:
    +2,798
    จริง บอกผิดต้องตกนรก ก่อนจะพิมพ์ตอบบางคำถามเราต้องถามครูก่อน ดีไหม ได้ไหม อนุญาติไหม
     
  3. Piagk3

    Piagk3 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    608
    ค่าพลัง:
    +1,222
    พระพุทธเจ้า ตรัสว่า การเกิดหรือท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ ที่แล่นไป จากโลกนี้ สู่โลก อื่น คือสัตตานัง ที่มีอวิชชา ฉะนั้นไม่ว่าผู้ที่เป็นโพธิสัตว์ หรือ เทพ เทวดา สัตว์เดรัจฉาน อะไรก็ตาม ไม่น่าจะแบ่งภาคไปเกิด ได้ แต่จะได้อัตภาพเป็นอะไร ขึ้นอยู่อนุสัยที่ สร้างมาของสัตว์นั้น หรือ จิตสุดท้ายก่อนทำกาละ ว่าจะไปเสวย อกุศลกรรมก่อน หรือ กุศลกรรมก่อน แต่ถ้าสัตตานังนั้น ได้มาเรียนรู้อริยสัจสี่ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว และปฏิตามมรรคที่พระองค์ ตรัสอนไว้ สัตตานังนั้นก็จะหลุดพ้นจากสังสารวัฏได้ เข้าสู่วิมุติคือนิพพาน
     
  4. ๑๐

    ๑๐ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 มิถุนายน 2013
    โพสต์:
    10
    ค่าพลัง:
    +34
    ๑ ดวงจันทร์ .. ในแม่น้ำพันสาย ก็เกิดเป็น พันดวงจันทร์
     
  5. apichai53

    apichai53 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    636
    ค่าพลัง:
    +2,260
    (คัดบางส่วนมาจากหนังสือ หลวงตาสอนศิษย์ เรื่องโพธิสัตว์ และการสร้างบารมี)

    *”พระโพธิสัตว์ท่านไม่ได้แยกร่างมาเกิด แยกร่างแบ่งร่างไม่ได้ ถ้าจะลงมาเกิด ก็ลงมาได้แค่องค์เดียวเท่านั้น ส่วนที่เหลือไม่ใช่ เป็นการฝากพลังงานของท่าน”

    “บางครั้งท่านจะฝากกระแสของท่านมากับ เหล่าเทวดาที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับท่านที่จะลงมาเกิด เพื่อให้ช่วยงานบางประการ ตัวท่านก็เกิดอยู่ที่หนึ่ง เทวดาที่ได้รับการฝากกระแสก็ไปเกิดที่อีกที่หนึ่ง แยกกันทำงานไป”

    “ผู้ที่ได้รับฝากกระแสมานั้น จะมีกระแสพลังงานของโพธิสัตว์องค์นั้นอยู่ด้วย ถ้าเขาคนนั้นโตขึ้นมา ได้ปฏิบัติสมาธิภาวนาจนเห็นพลังงานได้ ก็จะเห็นพลังงานที่พระโพธิสัตว์เหล่านั้นฝากเอาไว้ ถ้าจิตไม่พิจารณาให้ละเอียดจริง ๆ จะแยกยากๆ ไม่ใช่เป็นแค่การฝากกระแสลงมาเท่านั้น หรือถ้าคนอื่นที่พอจะมองเห็นพลังงานมาดู ถ้าดูไม่ละเอียดพอ ก็จะเห็นแค่พลังงานของพระโพธิสัตว์องค์นั้น ๆ ที่ฝากมา เพราะพลังงานนั้นมันมาก ก็อาจจะหลงคิดไปได้ว่า คนนั้น คนนี้เป็นพระโพธิสัตว์องค์นั้นองค์นี้กลับชาติมาเกิด เลยทำให้เดี่ยวนี้มีคนบอกว่าพระองค์นั้นองค์นี้ เป็นองค์นั้นองค์นี้กลับชาติมาเกิดซ้ำกันไปมาเต็มไปหมด จริง ๆ ไม่ใช่ ท่านแยกร่างไม่ได้ ท่านลงมาได้แค่องค์เดียว สวนองค์อื่น ๆ เป็นการฝากกระแสเท่านั้น”

    *”แต่พวกที่ได้รับการฝากกระแสมานี้ดูยากมาก ๆ เรื่องของโพธิญาณละเอียดอ่านมากๆ เพราะผู้ที่จะได้รับการฝากกระแสมาได้นี้ ต้องเป็นผู้มี่กรรมเกี่ยวเนื่องกับพระโพธิสัตว์องค์นั้น ๆ ด้วย จึงฝากกระแสกันมาได้ และเมื่อท่านฝากกระแสของท่านมา บวกกับพระแสเดิมของผู้นั้นเกี่ยวข้องกับท่านอยู่แล้ว ก็เลยยิ่งทำให้กระแสพลังงานนั้นใกล้เคียงกับท่านมากเข้าไปอีก ดูยากมาก”

    *”บางองค์ท่านจะฝากกระแสก่อนตายเลย เล็งไว้เลยว่าจะไปเกิดสร้างบารมีเป็นลูกใครต่อ อาจเป็นลูกศิษย์ลูกหา หรือผู้เกี่ยวข้องกับท่าน แล้วอธิฐานฝากกระแสไว้ตั้งแต่เธอแต่งงาน พอท่านมรณภาพปั๊บ ก็ไปเกิดสร้างบารมีต่อในท้องของหญิงคนที่ท่านได้พิจารณาเอาไว้แล้วเลย”

    *”หรือ ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ท่านยังมรณภาพไม่ได้ เด็กที่จะมาเกิดกับหญิงคนนั้น ก็จะกลายเป็นผู้ได้รับฝากกระแสตรงนี้ไปด้วย เด็กคนนั้นจะมีลักษณะนิสัยท่าทางคล้ายกับท่านผู้อธิฐานฝากกระแสไว้มากๆ “
     
  6. Veeravit

    Veeravit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    152
    ค่าพลัง:
    +270
    การแบ่งภาคลงมาเกิดไม่มีนะครับ.

    ความคิดนี้เป็นความเชื่อของพวกพราหม์ ที่เห็นมาเข้าทรงตามที่ต่างๆพร้อมกันของเทพองค์สำคัญเช่น พระนารายณ์ เจ้าแม่กวนอิม ฯลฯ ล้วนแต่แอบอ้างอาศัยชื่อทั้งนั้น
     
  7. ณฉัตร

    ณฉัตร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 เมษายน 2015
    โพสต์:
    635
    ค่าพลัง:
    +789
    การอวตาร และการแบ่งภาค

    การอวตาร แบบดั้งเดิม ปรากฏในคัมภีร์ปรัมปรา มหารามายณะ กับมหาภารตะ และคัมภีร์ดั้งเดิมอื่น จัดเป็นเรื่องปรัมปราชั้นต้น ขอให้ตัดทอนส่วนที่เป็นแนวคิดยุคใหม่ หรือฮินดูภายหลังทิ้ง โดยในสมัยพุทธกาลหรือก่อนพุทธกาลมนุษย์มีความซื่อตรงสูง จึงแกะได้ว่า การอวตาร คือ การที่มหาเทพ เฉพาะ พระศิวะ และพระนารายณ์ เท่านั้น ที่จุติลงมาเป็นมนุษย์ และกลับไปเป็นมหาเทพดั่งเดิม นี่เรียกว่า อวตาร ครับ ไม่มีส่วนใดขัดต่อหลักอภิธรรม เพราะจัดว่าเกิดมาเต็มดวงครับ
    ในคัมภีร์มีการเล่าว่า ภีมะในสมัยภารตะ มาพบหนุมานสมัยรามายณะ ซึ่งอาจมีการจัดว่าเป็นอวตารของพระพาย แต่อ่านให้ดีนะครับ จะรู้ว่าอย่างนี้ เป็นการรับบารมีจากพระพายครับ ไม่ใช่การอวตารของพระพาย นี่บางคนเรียกว่า ฝากพลัง
    ไม่ปรากฏการเล่าที่แน่ชัดถึงช่วงเวลา แต่มีหลายบุคคลในช่วงเวลาอวตารของมหาเทพ กลับได้รับพรจากมหาเทพ หรือถอดกายทิพย์ไปสวรรค์แล้วเห็นมหาเทพว่ายังอยู่บนสวรรค์ นำมาสู่การพูดว่า การแบ่งภาค ครับ และสับสนนำไปสู่การกล่าวว่า การอวตารแบ่งภาค แต่ว่าการใช้ถ้อยคำต่างกันความหมายย่อมต่างกันครับ
    การอวตาร ไม่มีปัญหาขัดกับหลักอภิธรรม แต่การแบ่งภาค มีปัญหาเพราะมีคำกล่าวว่า จิตดวงเดียว จะแบ่งไม่ได้ครับ เอกะ จะรัง จิตตัง...
    การแบ่งภาค ตามความเชื่อของมหายาน เชื่อว่า พระโพธิสัตว์สามารถแบ่งภาคคือแบ่งจิตไปเกิดอยู่ในหลายที่ในเวลาพร้อมกัน ส่วนการแสดงอิทธิฤทธิ์อภิญญาเนรมิตกายหลายกายทำหลายกิริยาในเวลาพร้อมกัน มองว่ามาจากจิตเดียวกัน แต่สำหรับเทวดาไม่ใช่เรื่องอภิญญานะครับ เป็นศักยภาพของเทวดาครับ เคยได้ยินได้อ่านจากพระภิกษุกล่าวว่า เทวดาสามารถอยู่กับเทพธิดาซึ่งเป็นภริยาทุกองค์ ๕๐๐ องค์ ในเวลาเดียวกันและนั้นหมายถึงจิตใจก็ตอบสนองเทพธิดาได้เฉพาะแต่ละองค์ไป การนี้ไม่จัดเป็นอภิญญาครับ จึงมีปัญหาว่า อภิญญาเนรมิตเป็นพันคนกับเทวดาที่สามารถอยู่กับเทพธิดา ๕๐๐ องค์ในเวลาพร้อมกัน แตกต่างกันอย่างไร
    จึงจะเฉลยด้วยหลักฟิสิกส์ครับ เหตุใดเมื่อพระศิวะ พระนารายณ์อวตารแล้ว ฤษีก็ดีคนฝึกตบะก็ดีคนดีที่ได้รับความช่วยเหลือก็ดี จึงยังได้รับการอำนวยพรและการช่วยเหลือจากมหาเทพทั้งสององค์ดังเดิม เสมือนมหาเทพไม่ได้หายไปไหน เสมือนแบ่งภาคจิตได้หลายดวงจนเหมือนผิดหลักอภิธรรม ทฤษฎีแรกครับ ในพระไตรปิฎกกล่าวว่า เทวดามีกายเป็นแสงครับ ในเวลาพุทธองค์ตรัสรู้เทวดาในหมื่นโลกธาตุมาชุมนุมเสมอพระพักตร์พุทธองค์ครับ หมื่นโลกธาตุ คือ แกแลกซี่ ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 100,000 ปีแสง แต่เทวดามาชุมนุมพร้อมกันได้ แปลว่าเทวดาเป็นแสงที่เคลื่อนไหวได้เร็วกว่าแสงธรรมดาจากพระอาทิตย์นับร้อยล้านเท่า เพราะมาถึงเสมือนเร็วดั่งใจนึก สิ่งนี้แสดงว่า เทวดาสามารถไปมาเหนือเวลาของโลกมนุษย์ครับ ไม่ว่าอดีตหรืออนาคตก็ไปได้ (ไม่ขออธิบายเรื่องฟิสิกส์นะครับ) ดังนั้น มหาเทพจึงสามารถทำกิจของมหาเทพได้ล่วงเวลามนุษย์ครับ ดังนั้น แม้มหาเทพจุติแล้ว แต่กิจของมหาเทพไม่ว่าให้พร ลงมาช่วยคนดีที่ทำไว้ก่อนก็มาขนานกับเวลาอวตารของมหาเทพได้ (ถือเป็นจิตในอดีตให้ผล) แต่จิตปัจจุบันยังคงเป็นองค์อวตารครับ ในเวลาเดียวกันบนโลกมนุษย์ มหาเทพใช้ศักยภาพของเทพไปปรากฏในหลายที่พร้อมกันได้ โดยจิตมหาเทพบนสวรรค์บันดาลไปโดยมีสำนึกของจิตติดไปด้วยกับกายทิพย์นิมิตรครับ
    ทฤษฎีที่สอง อันนี้ ค่อนข้างพิศดารกว่าครับ และจัดว่าใกล้เคียงกับการแบ่งภาคตามแบบมหายานหรือฮินดูสมัยใหม่ครับ มาจากพระไตรปิฎกและประสบการณ์ของพระภิกษุครับ เป็นจริงได้หรือไม่ต้องพิสูจน์เอาเอง โดยทฤษฎีนี้พระโพธิสัตว์ต้องใกล้บรรลุครับ เคยได้ฟังมาว่า พระภิกษุผู้ใกล้นิพพานหรือนิพพาน จะพบองค์ธรรม พูดกับท่านเสมือนเป็นอีกคน แต่องค์ธรรมนั้นตอบว่า เราคือสติของท่าน ใช้แล้วครับ ผู้บำเพ็ญบารมีมามากจะมีองค์ธรรมประจำตน เวลาท่านจะเผลอทำอะไรผิดทาง องค์ธรรมจะมาเตือนสติ องค์ธรรมนี้ ไม่มีใครอธิบายเพราะผู้หยั่งทราบคือคนที่ได้ธรรมจริงๆ และบารมีธรรมที่สะสม เรียกว่า ธรรม แม้พระโพธิสัตว์จะจุติแล้วด้วยปัจจัยบุญและกรรมแต่ธรรมบารมีที่สะสมมาก็ปรากฎเป็นองค์ธรรมแก่จิตแล้ว องค์ธรรม ไม่ต้องอาศัยที่อยู่อย่างจิตที่ต้องรับขันธ์ ๕ เพราะเป็นองค์ธรรมที่เกิดจากเหตุปัจจัยของจิตที่กระทำกรรมมาดี ที่จะคอยคุ้มครองทั้งพระโพธิสัตว์และบริวาร ตลอดจนว่าที่เวไนยสัตว์ของท่าน ดังนั้น จึงเสมือนว่าแบ่งภาคได้ครับ เพราะองค์ธรรมเกาะเกี่ยวกับดวงจิต จึงแสดงแก่ดวงจิตต่างๆ ตามความเข้าใจของดวงจิตนั้น และเป็นทั้งฝากพลัง(เป็นกำลังใจและตักเตือนแนวทางได้) และให้ความคุ้มครอง(ลงมาปรากฏช่วยเหมือนอย่างเทพ) แต่ในเมื่อเป็นองค์ธรรมของพระโพธิสัตว์องค์ใด ก็จะปรากฏในลักษณะที่ให้สัตว์ทั้งหลายเข้าใจได้ว่าเป็นองค์ท่าน (ความจริงเป็นองค์ธรรมของท่าน) เข้าคำพระพุทธองค์ ที่ว่าตรัสว่า ธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรมครับ ก็ธรรมนี้จัดเป็นบารมีธรรมของพระโพธิสัตว์ จึงแสดงอาการเพื่อยังให้พุทธเกษตรสมบูรณ์ ดังนั้ีน ใครได้สัมผัสพระโพธิสัตว์องค์ใด จึงไม่จำเป็นที่จะต้องพบพระโพธิสัตว์องค์นั้นจริงๆ แต่เพราะเราได้อบรมธรรมกับท่านมา ธรรมของท่านก็ย่อมมาโปรดเราเป็นธรรมดา เพราะเราย่อมสัมผัสเมตตาของท่านได้ เราก็ย่อมพบธรรมหรือองค์ธรรมของท่านได้ และองค์ธรรมนี้เข้าใจว่าเป็น ธรรม อย่างเดียวกันทุกที่ พระพุทธองค์จึงกล่าวว่าให้มีธรรมเป็นที่พึ่งครับ และถึงแม้องค์ธรรมจะเป็นอนัตตา แต่ก็มีปัจจัยมาจากการปะพฤติธรรมบารมีของพระโพธิสัตว์ย่อมปรากฏรูปลักษณ์ทางจิตแก่ดวงจิตปวงสัตว์เสมือนเป็นพระโพธิสัตว์เองครับและตามความเข้าใจของสัตว์แต่ละดวงจิตไปด้วย สัตว์ที่อยู่ในข่ายบารมีจะอยู่ภพภูมิใดก็จะพบองค์ธรรมนี้คอยสอนคอยเตือน และองค์ธรรมเป็นธรรมย่อมปรากฏได้ทุกที่ทุกเวลาจะพร้อมกันก็ย่อมได้ และสัตว์ในข่ายใดฝึกฝนมากับพระโพธิสัตว์นั้นมามากก็จะซึมซับและเกิดธรรมมาใกล้เคียงกันจนคนภายนอกเข้าใจว่าเป็นคนเดียวกันได้อีก ยกตัวอย่าง มีสามเณรที่ปฏิบัติธรรมตามจิตของพระภิกษุอย่างใกล้ชิด นอกจากจิตจะใกล้เคียงแล้วการเดินจงกรมก็ดี การพูดการเทศน์ก็ดี ก็จะคล้ายคลึง เสมือนพระโพธิสัตว์ทุกองค์สุดท้ายจะมีมหาบุรุษลักษณะ ๓๒ เหมือนกัน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 เมษายน 2015
  8. ณฉัตร

    ณฉัตร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 เมษายน 2015
    โพสต์:
    635
    ค่าพลัง:
    +789
    อธิบายเพิ่มเติมการอวตารแบบดั้งเดิม

    หลายท่านอาจปรามาสศาสนาลัทธิพราหมณ์ อย่าลืมครับว่าในสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้แล้วว่า ในยามใดไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายามนั้นก็มีศาสนาที่เรียกว่า พราหมณ์เป็นธรรมดา คือ ไม่ใช่ศาสนาฮินดู แต่อะไรไม่ใช่พุทธศาสนาจัดเป็นศาสนาพระเจ้าครับจะองค์เดียวหรือหลายองค์ก็นัยยะเดียวกัน พระองค์ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องพวกดั้งเดิมครับ แต่พระองค์ทรงสอนและรับรองว่าทางเหล่านั้นไม่ใช่ทางตรง ไม่ใช่ทางที่ไปนิพพานตามที่พระองค์สอนครับ
    สำหรับการอวตารนี้ เป็นอย่างนี้ครับ ตามธรรมดาก่อนนะครับไม่เอาอิทธิฤทธิ์เหนือวิสัยเราครับ การอวตารของพระนารายณ์ พระศิวะ ท่านทั้งสององค์เป็นจิตวิญญาณที่ฝึกฝนมาดีครับ ประกอบกับภพที่ท่านอยู่นี้คือ ภพเทวดาครับ เป็นส่วนที่อยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในระหว่างสวรรค์ทั้งหก ไม่เกินชั้นพรหมครับ อายุเทวดาที่พระภิกษุบางรูป กล่าวว่าหนึ่งวันสวรรค์เท่ากับร้อยปีมนุษย์ครับ นี่น่าจะหมายถึงชั้นดาวดึงส์ ชั้น 2 นะครับ แต่มหาเทพไม่ได้อยู่ตามชั้นครับ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ระยะเวลาของท่านกับของเราแตกต่างกันมากครับ บางที่1000ปีมนุษย์อาจเป็นเพียงหนึ่งวันสวรรค์บางชั้นครับ ดังนั้น ผลแห่งความแตกต่างอันนี้ครับ สร้างสิ่งที่เทวดาทำได้มนุษย์ทำไม่ได้ครับ เพียงอึดใจเดียวของเทวดา เพียงงีบเดียวของเทวดา คือเวลาร้อยปีมนุษย์ครับ เทวดาไม่ใช่พุทธนะครับ มีหลับมีตื่น ส่วนพุทธะที่หลับที่ตื่นเพียงกลไกของร่างกายนะครับ ส่วนจิตตื่นตลอดเวลาแล้วครับ และเป็นการตื่นที่พิเศษต่างจากการตื่นธรรมดาอีกด้วยนะครับ มหาเทพที่อวตารแบบทั่วไปที่ปรากฏตามสัมผัสของพราหมณ์คืออย่างนี้ครับ พราหมณ์ผู้เข้าการหยั่งรู้ รู้ว่ามนุษย์ท่านนี้ คือองค์อวตาร สอง เมื่อบูชามหาเทพ มหาเทพก็ยังมาให้พรได้ครับ อ้าวอย่างนี้ แสดงว่าแบ่งภาค ความจริงแบบที่หนึ่ง คือ มหาเทพจุติมาโดยก่อนจุติ มหาเทพไม่ได้อยากละทิ้งอัตภาพมหาเทพ แต่ต้องการสืบต่อบารมีเป็นมหาเทพต่อ ในระหว่างไม่หมดบุญ มหาเทพกำหนดจิตจุติโดยอธิษฐานให้สภาวะเทพไม่ถูกจิตวิญญาณมาแทนตำแหน่ง หรือด้วยบุญตำแหน่งมหาเทพนี้ยังเป็นหรือยังปรากฏว่าเป็นของท่านที่จุติครับ ดังนั้น ร่างมหาเทพจึงไม่มีจิตวิญญาณอื่นมาก้าวก่ายครับ แต่มีวิญญาณบางส่วนที่เป็นองค์ของท่านสถิตอยู่
    สำหรับในช่วงเวลาที่ท่านจุติเป็นพระราม(สมมุติครับ) พระนารายหรือพระศิวะมาให้พรผู้บำเพ็ญ หรือมีผู้ถอดจิตไปหาเทพ ก็มองเห็นมหาเทพยังดำรงอยู่ครับที่วิมาน ส่วนคนทำตบะขอพร มหาเทพมาให้พรโดยมาปรากฏทางจิตสัมผัสอยุ่แล้ว ดังนั้น ก่อนจุติหรือหลังจากตายจากมนุษย์แล้ว(จิตกลับคืนสภาวะมหาเทพ) มหาเทพสามารถเพ่งจิตตรวจสอบได้ล่วงเวลามนุษย์ครับ คือ เทพในอนาคตสามารถมาให้พรมนุษย์ในอดีตของพระองค์ (เวลาปัจจุบันของคนนั้นพบมหาเทพในอนาคตหรืออดีต ส่วนปัจจุบันอัตภาพมหาเทพก็สถิตที่สวรรค์ ) สรุป ทุกคนเลยกล่าวว่า มหาเทพแบ่งภาคได้ 555
    วิญญาณบางส่วนกับการเกิด เป็นอย่างนี้ครับ สมมุติว่าคนหนึ่งใกล้จะเกิดแต่ว่าเนื่องจากทำบุญมาก ถ้าตายไปจะเกิดเป็นเทวดาครับ ปรากฎว่าในช่วงใกล้ตายวิมานก็ดี ร่างเทพก็ดีก็เริ่มสร้างแล้วครับ แต่จิตยังไม่ลง หรือกรณีเทวดาครับเมื่อคิดจะจุติครับ ด้วยผลบุญที่ทำให้เลือกเกิดได้ดั่งใจครับ แค่ตั้งจิตจะจุติก็เป็นเวลาคาบเกี่ยวที่ร่างกายอัตภาพมนุษก่อตัวครับมีแขนขาอวัยวะสมบูรณ์รอจิตลงเต็มดวงครับ แต่วิญญาณบางส่วนที่ดับไปก็ไปสืบเนื่องในกายใหม่ครับ วิญญาณขันธ์ที่เตรียมรอให้จิตมาผสมโรงนี่ ไม่อาจที่จิตอื่นจะลงได้ กรณีเด็กทารกในครรภ์ที่แท้งไปครับ จิตวิญญาณจะลงก็เตรียมการไว้แต่มีเหตุที่ทำให้จิตไม่ลงครับ ก็แท้งไปครับ ถามว่าทารกในครรภ์มีชีวิตไหม มีครับ มีจิตไหม อาจจะแค่บางส่วนครับ แต่วิญญาณมีครับ ในกรณีที่เวลามหาเทพต่างจากมนุษย์มากๆ จึงเป็นเพียงขณะจิตของมหาเทพครับ ร่างทิพย์ที่แตกดับไม่ปรากฎให้ตาธรรมดาเห็นครับ สมดั่ง เรื่องที่พระอินทร์ท่านหมดบุญแตกดับไปแต่บุญที่ทำกับพุทธองค์ทำให้เกิดเป็นพระอินทรือีกครั้ง แต่เนื่องจากระยะการแตกดับปรากฏแค่เลื่อมกันเร็วยิ่งกว่าช่วงเวลาสายฟ้า ก็เลยมองว่าท่านไม่ตายแล้วเกิดใหม่ แต่จริงๆ ตายแล้วเกิดใหม่ครับ ดังนั้น มหาเทพซึ่งจุติและมีอินทรีย์บารมีแก่กล้าย่อมมาจุติเป็นมนุษย์โปรดสัตว์และกลับไปเป็นมหาเทพและช่วงเวลาร้อยปีมนุษย์ ร่างมหาเทพที่แตกดับก็รอเกิดซ้อนกันที่เดิมในมิติเวลาสวรรค์และความทรงจำครั้งก่อนจุติและตอนจุติและตอนกลับมาเป็นมหาเทพก็สืบเนื่องอย่างรวดเร็วประหนึ่งมหาเทพไม่เคยดับครับ เมื่อเป็นเช่นนี้ พราหมณ์ผู้ถอดจิตก็ดีเพ่งการหยั่งรู้ก็ดี ก็ยังเห็นเป็นมหาเทพองค์เดิม ประหนึ่งมหาเทพแบ่งภาคได้
     
  9. ณฉัตร

    ณฉัตร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 เมษายน 2015
    โพสต์:
    635
    ค่าพลัง:
    +789
    ตอบเรื่องอวตารตามความเชื่อของพราหมณ์

    ประการแรก ถ้าผมบอกว่า ความรู้เรื่องอวตารนี้ผมทราบจากญาณสมาธิ หรือระลึกชาติได้ หรือผมเป็นองค์อวตารตามท้องเรื่องที่เล่า ถึงแม้จะมีคนเชื่อตาม ก็จะเกิดประโยชน์อะไร แลถึงแม้เป็นคำกล่าวในพระไตรปิฎกเองก็ย่อมมนสิการโดยแยบคายเสียก่อนให้เกิดปัญญาเห็นจริงตามนั้น เพราะเราก็ย่อมไม่เชื่ออะไรโดยไม่ใคร่ครวญพิจารณาเสียก่อน หากต่อพระพักตร์องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ และพระโพธิสัตว์ผู้ยังจิตอยู่ในทางตรง ผมก็จะฟังโดยความเคารพในทันทีและน้อมจิตพิจารณาตาม แต่แม้จะเป็นบุคคลใดก็ตามสุดท้ายก็ต้องมนสิการข้อความหรือข้อธรรมเสียก่อน จึงไม่เห็นประโยชน์ที่จะอ้างบุคคลหรือตัวผมเอง แต่ขอเชิญท่านทั้งหลายมนสิการโดยปัญญาว่าข้อความที่กล่าวที่แสดง รับฟังได้หรือไม่
    ประการที่สอง มหากาพย์มหาภารตะและมหากาพย์รามายณะ ล้วนเป็นคัมภีร์ที่สืบทอดมาโดยปาก อย่างพระไตรปิฎกเช่นกัน แต่ก็ย่อมมีการสอบทานหรือมีอรรถาธิบายตามยุคสมัยที่ล่วงมาเหมือนที่พระไตรปิฎกก็มีการสังคายนา ในทางวิชาการนักโบราณคดีหรือศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง มีหลักวิชาแยกแยะว่า ข้อความใดเพิ่มเติมหรือข้อความใดน่าจะคงเดิมตั้งแต่กำเนิด สำหรับพราหมณ์นี้ลองพิจารณาว่าเจ้าชายสิทธัตถะไปเล่าเรียนจนจบอรูปฌาน ๔ สมาบัติ ๘ จากใคร แม้ชื่อท้ายว่าดาบส ก็ถือว่าเป็นสายพราหมณ์ หรือสายนักบวชยุคก่อนพุทธกาล แม้ในพระไตรปิฎกพระพุทธองค์ยังกล่าวถึงความเชื่อของลัทธิต่างในอินเดียที่มีทิฏฐิ ๖๒ สาย ซึ่งสังเกตว่าพุทธองค์ได้กล่าวว่า บุคคลมีความสามารถในการระลึกชาติที่แตกต่างกันแต่ไม่มีใครระลึกชาติได้เป็นอนันต์เท่าพุทธองค์ บุคคลที่ระลึกชาติได้จำกัดแม้บางจำพวกอาจระลึกได้เป็นอสงไขย ก็ยังมีความเห็นที่ผิดได้เกิดทิฏฐิ ๖๒ ประการขึ้นได้ จึงเห็นว่าญาณทัศนะของเจ้าลัทธิหลายคนในสมัยพุทธองค์พระองค์ก็มิได้ปฏิเสธ แต่โดยมากพระองค์จะตรัสในทำนองว่า เจ้าลัทธิหรือพราหมณ์เหล่านั้น รู้แต่อย่างนั้นไม่รู้รอบจนครบหรือไม่รู้ทางออกและวิธีแก้ไขอย่างที่พระพุทธองค์รู้ จากการศึกษาพระไตรปิฎกเอง และมหากาพย์อินเดียทั้งสองมหากาพย์ จะทราบอย่างหนึ่งตรงกันว่า พราหมณ์ก็ดีดาบสก็ดีฤษีก็ดีในอินเดียมีบุคคลที่ได้ ฌาน ๔ สมาบัติ ๘ เช่นกันหรืออาจหย่อนกว่านี้ ดังนั้น คำพูดที่ออกมาและกลายเป็นคัมภีร์จึงมีส่วนที่อิงการหยั่งรู้ของบุคคลที่น่าเชื่อถือได้ ถ้าในศาสนาพุทธเรา เราไปอาศัยที่สำนักสงฆ์และมีแม่ชีกล่าวขึ้นมาว่า ฉันเห็นว่า นาย ก จะมาที่นี้ ฉันเห็นเค้านั่งอยู่ในรถที่กำลังเลี้ยวเข้ามา แต่เรานั่งงงเพราะว่า ไม่เห็นรถสักคัน แต่เมื่อผ่านไปสามสิบนาทีนาย ก ก็มาถึง นั้นก็เพราะแม่ชีมีตาทิพย์แต่เราไม่มี คำกล่าวของฤษีก็ดี พราหมณ์ก็ดี ดาบสก็ดีล้วนจัดเป็นอภิญญาทั้งสิ้น ดังนั้น ไม่ได้หมายความว่าพราหมณ์ในอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี บาทหลวงก็ดี จะไม่มีทางได้ฌาณอภิญญา และถ้าใครได้ฌาณอภิญญาในระดับใดแม้อยู่ที่ไหนก็เห็นสัจธรรมในระดับเดียวกัน
    ประการที่สาม เรื่องอวตารจัดเป็นเรื่องการหยั่งรู้ระดับต้นๆ ระดับต่ำกว่าอนุบาลเสียอีกเพราะแค่ระลึกชาติตนหรือรู้ชาติคนอื่นได้เพียง ๗ ชาติ ก็อาจเข้าใจเรื่องอวตารได้แล้วครับ ที่ว่าอนุบาลนี้เพราะบางทีการระลึกชาติมันเกิดโดยไม่ต้องมีฌาณสมาบัติ แค่มีบุญก็พอ เช่น เทวดา ดมดอกไม้สวรรค์ก็ระลึกชาติได้แล้วครับ ใครถ้าโชคดีมีเทพพรหมช่วยเหลือ ไปเข้าวัดเข้าวาจิตทำกุศลถึงแม้ยังไม่ได้ฌาณสมาบัติก็อาจระลึกชาติได้ก็พึงรู้ว่า เพราะเทวานุภาพก็มีครับ แต่มีข้อแม้ว่าต้องระลึกว่าเป็นเทพที่ใกล้มหาเทพ หรือเป็นมหาเทพเอง หรือจิตไปรู้ชาติของบุคคลที่เป็นมหาเทพ ก็อนุโลมว่าอาจจะรู้ได้ครับ
    ประการที่สี่ ตามคัมภีร์มหากาพย์มหาภารตะดั้งเดิม เล่าแค่นี้ครับ เมื่อพระกฤษณะตายไป ก็กลับไปเป็นองค์นารายณ์ แต่ในช่วงคัมภีร์ภควัทคีตา หากอ่านให้ดีจะพบว่าช่วงพระกฤษณะสอนอรชุน กลับร่ายยาวเหมือนพูดทั้งวัน ทั้งที่ ในวันนั้นจะเป็นการยุทธครั้งแรก ระยะเวลามนุษย์ไม่มีทางพูดนานขนาดนั้น แต่ต้องพูดสั้นกว่านั้น แปลว่ามีการขยายความหรือเพิ่มเติมความในภายหลังครับ จนกลายเป็นพิศดารขององค์มหาเทพที่น่าจะขัดแย้งกับที่กล่าวอย่างเรียบง่ายในตอนหลัง
    ประการที่ห้า อวตารจริงๆ มีหลักการเป็นการโปรดสัตว์ของมหาเทพ เข้าข่ายพระโพธิสัตว์นะครับ เทพเสพสุขบนสวรรค์หากไม่เล็งเห็นคุณค่าสิ่งใดในโลกมนุษย์จะสละทิพยสมบัติลงมาเดินดินไปใยครับ พระอินทร์สมัยมหาภารตะก็เป็นพระอินทร์สมัยพุทธกาลนั้นเอง ไปลองพิจารณาดูนะครับเรื่องยุคสมัยมหากาพย์กับอายุพระอินทร์
    ประการที่หก ไม่ว่าจะอวตารแบบดั้งเดิม หรืออวตารแบบใหม่ ที่นำเอาลักษณะขององค์ธรรมของพระธรรมมาจับ สิ่งที่ได้คือ การบำเพ็ญเพื่อโปรดสัตว์ครับ นั้นแหละคือหัวใจพระโพธิสัตว์ ถ้าจะบำเพ็ญเป็นมหาเทพเช่น นารายณ์ ศิวะ ต้องบำเพ็ญมากกว่าเป็นพระอินทร์นะครับ เริ่มต้นที่ถือศีลอุโบสถทุกวันพระเป็นปฐมครับ ถ้าจะให้เกิดองค์ธรรมแก่ตน ก็ต้องบำเพ็ญธรรมมากกว่ายิ่งกว่าครับ เมื่ออัญเชิญธรรมได้หรืออยู่ในสภาพจิตที่ยังประโยชน์โปรดสัตว์ทั้งหลายองค์ธรรมจะลงมาช่วยครับ ยกตัวอย่าง เวลาพระที่ศึกษาไตรสิกขาและปรารถนาสอนเทศก์ญาติโยม องค์ธรรมจะลงมาประทับแก่ท่านเอง แลหากเป็นพระโพธิสัตว์ที่จิตท่านคล่องแคล่วในการโปรดสัตว์องค์ธรรมมีหรือจะไม่ลงมาช่วยครับ มาช่วยแน่นอน ลองพิจารณาให้ดีครับโปรดสัตว์ไม่จำต้องใช้สิ่งของ เงินทอง เมื่อถึงจุดหนึ่งขอให้ท่านพิจารณาครับ จิตที่เมตตาของท่าน นั้นแหละโปรดสัตว์ได้มากกว่าที่ท่านจะจินตนาการได้ เราอาจมีกำลังทรัพย์บริจาคทานก็แค่ลูกเมียจำนวนหนึ่งในหนึ่งชาติ แต่จิตที่เมตตากลับช่วยสัตว์ทั้งหลายได้มากกว่าภพเดียวนะครับ ถ้าพระโพธิสัตว์เป็นมหาเทพหรือเทพ และมีจิตเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ โดยสภาวะมหาเทพด้วยและด้วยจิตที่พร้อมด้วยองค์ธรรมมีหรือสภาวะอวตารและการแบ่งภาคจะเกิดขึ้นไม่ได้ เทพเทวามีฤทธานุภาพล่วงความเข้าใจมนุษย์ส่วนโพธิสัตว์ก็ประกอบด้วยธรรมานุภาพอันเกินความเข้าใจของสามัญสัตว์เช่นกัน แต่หากเราปฏิบัติธรรมอย่างเต็มกำลัง เราก็จะเข้าข่ายไม่ใช่สามัญสัตว์ แต่อยู่ในทางของพุทธองค์แล้ว เรื่องอวตารจึงไม่เกินกำลังผู้ปฏิบัติธรรมไปได้นะครับ
    ประการสุดท้าย แม้ไม่ระลึกชาติ ไม่มีตาทิพยืหูทิพย์ ธรรมทั้งหลายก็ศึกษาได้จากพุทธธรรม ฉันใด แม้ผมจะไม่เห็นเองไม่รู้เอง ไม่มีฌาณสมาบัติก็ตาม เรื่องอวตาร การแบ่งภาค ผมก็พิจารณาจากพระไตรปิฎกและมหากาพย์ก็เห็นว่ามีจริงได้ตามที่ผมตอบกระทู้ข้างต้นไปครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 เมษายน 2015
  10. Rama bodhisattva

    Rama bodhisattva Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 พฤศจิกายน 2016
    โพสต์:
    158
    ค่าพลัง:
    +61
    การแบ่งภาคในพระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมี นั้นไม่ได้มีหรอกนะครับ ความเชื่อและคำสอนเหล่านี้ เป็นคำสอนของลัทธิพราหมณ์-ฮินดู ครับ
    เวลาที่พระโพธิสัตว์ที่ลงมาบำเพ็ญบารมีหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็จะลงมาทั้งตัวเต็ม ๆ เลยครับ ไม่มีการแบ่งภาคแบ่งจิตอะไรตามที่ได้เข้าใจกันนะครับ ผมนั่งยัน ยืนยันและนอนยันเลยครับ ว่าไม่มีอย่างแน่นอนครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 พฤศจิกายน 2016
  11. นาคานาวี

    นาคานาวี สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    28
    ค่าพลัง:
    +14
    ............บุคคลใด มีบารมีสมควรแก่การรู้ ก็จะรู้เองแล ถึงรู้ได้จะอธิบายไปก็ยากอยู่นา สู้ให้เจ้าของรู้เองเถิดหนานั่นแล..ดีแล้ว

    ...........ถึงแม้เจ้าตัวมีบารมีถึงพร้อม แต่ถ้ารู้แล้ว จะได้อะไร เพื่ออธิบายบอกกล่าวให้บุคคลอื่นเชื่อตามหรือ ....การรู้บางสิ่งบางอย่างรังแต่จะเพิ่มความสงสัยมากขึ้นไปอีก (ไม่ผิดหรอกที่บุคคลอยากรู้ เราเองก็เคยเป็นเช่นกัน)

    ...........บางดวงจิตจุติมาเป็นบุคคล หรือ สัตว์ เพื่อทำกิจ เพื่อสร้างบารมี หรือ มาชำระกรรมตามวาระ ถ้ารู้เยอะงานไม่สำเร็จ กรรมไม่ได้ชำระ จะดีหรือ

    ............ปฏิบัติสั่งสมให้ถึงพร้อม เมื่อบารมีถึงพรหมแล้วก็พิจารณาด้วยตัวเอง ว่าจะไปต่อ หรือทำกิจสงเคราะห์ หรือหาทางพ้นทุกข์จากการเวียนว่าย

    ...........บรรดาผู้ยิ่งใหญ่ในโลกทิพย์ล้วนมีมากมาย ถ้าบุคคลใดสมควรรู้...รู้มากรู้น้อยแค่ไหน อย่างไรเสียคงได้รู้แล
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 พฤศจิกายน 2019

แชร์หน้านี้

Loading...