อดีตที่ผ่านพ้น ตอนที่ ๒๖ : ตะขาบเจ้ากรรม

ในห้อง 'อดีตที่ผ่านพ้น' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 31 กรกฎาคม 2019.

  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    1,417
    กระทู้เรื่องเด่น:
    118
    ค่าพลัง:
    +2,664
    26.jpg
    อดีตที่ผ่านพ้น ตอนที่ ๒๖ : ตะขาบเจ้ากรรม

    พระพุทธศาสนาของเราสอนให้คนยอมรับกฎของกรรม ใครทำดีก็ได้ดี ทำชั่วก็ได้ชั่ว โดยแยกแยะกรรมต่าง ๆ ออกเป็นหมวดหมู่ แบ่งออกถึง ๑๒ ประเภท ถ้าอยากทราบรายละเอียด ไปหาอ่านเองได้จากหนังสือกัมมทีปนี ของพระเทพกวี แห่งวัดดอน ยานนาวา กรุงเทพฯ เล่มเบ้อเริ่มเทิ่ม อ่านกันตาแฉะไปเลย...

    คำว่ากรรมเป็นคำรวม แปลว่าการกระทำ ถ้าทำดีเรียกว่ากุศลกรรม ถ้าทำชั่วเรียกว่าอกุศลกรรม กรรมนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า เราจะไปเกิดยังภพภูมิใด ถ้าทำความดี มีการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นต้น จะได้ไปเกิดเป็น เทวดา พรหม หรือถึงที่สุดเข้าสู่พระนิพพานไปเลย ถ้าต้องเกิดเป็นมนุษย์ ก็มีความร่ำรวย หน้าตาสะสวย มีแต่ความสุขสะดวกสบาย...

    ถ้าทำความชั่ว เช่น ละเมิดศีล ๕ ละเมิดกรรมบถ ๑๐ ก็จะตกสู่อบายภูมิ เกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ถ้ามาเป็นคน ก็เป็นคนที่ไม่สมประกอบ พิกลพิการ บ้าใบ้ ยากจนข้นแค้น เป็นต้น ด้วยเหตุจากการปรุงแต่งของกรรม คือการกระทำของเราเองทั้งนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนคนให้ยอมรับกฎแห่งกรรม ทุกวันนี้เราเสวยผลของกรรมเก่า จะดีชั่วอย่างไรก็เราทำมาเอง (ห้ามบ่นเด็ดขาด...!)

    องค์สมเด็จพระทศพลทรงสอนวิธีการพิสูจน์ ให้เราได้รู้เห็นตามความเป็นจริงว่า ถ้าเราทำดีทำชั่วแล้ว ต้องไปเกิดเพื่อเสวยกรรมนั้นที่ภพใดภูมิใดกันบ้าง ความรู้สำคัญนี้เรียกว่ากรรมฐาน แบ่งออกเป็น ๔ หมวด ถ้าปฏิบัติใน ๓ หมวดหลังคือ วิชชา ๓ อภิญญา ๖ และปฏิสัมภิทาญาณ ๔ หมวดใดหมวดหนึ่ง พอเกิดทิพจักขุญาณ ก็สามารถพิสูจน์ทราบด้วยตัวเอง อยากรู้เห็นภพภูมิใด ๆ ตอนนี้ไม่ใช่ของยากแล้ว...!

    "หลวงพ่อ" เมตตาสอนกรรมฐานที่เรียกว่ามโนมยิทธิ ซึ่งเป็นหมวดหนึ่งของอภิญญา ๖ ให้คนพิสูจน์ผลของกรรม มีคนฝึกได้นับแสนคนแล้ว เมื่อทราบว่าทำดีแล้วได้รับผลดีอย่างไร ทำชั่วต้องรับผลของกรรมชั่วอย่างไร ทุกคนจะได้ละความชั่ว หันมาทำความดีกัน หรือเวลาเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับเรา จะได้รู้ว่าเกิดจากกรรมอะไร จิตใจจะได้ปล่อยวาง ว่าเป็นเพราะเราทำมาเอง เราต้องก้มหน้ารับกรรมไป...

    เมื่ออาตมารับการฝึกมโนมยิทธิมาแล้ว ก็พยายามฝึกฝนในด้านของญาณ ๘ คือใช้ความเป็นทิพย์ของใจ ไปเป็นความรู้ ๘ อย่าง ได้แก่...

    ๑. ทิพจักขุญาณ มีความรู้สึกทางใจคล้ายตาทิพย์
    ๒. เจโตปริยญาณ รู้วาระจิตของคนอื่น
    ๓. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้
    ๔. จุตูปปาตญาณ รู้ว่าคนและสัตว์เกิดมาจากไหน ตายแล้วจะไปไหน
    ๕. อตีตังสญาณ รู้เหตุการณ์ที่ล่วงมาแล้ว
    ๖. อนาคตังสญาณ รู้เหตุที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
    ๗. ปัจจุปันนังสญาณ รู้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้
    ๘. ยถากัมมุตาญาณ รู้กฎของกรรม

    ฝึกแล้วฝึกอีกไม่แน่ใจซักที จนครูชอ (คุณอัญชัญ ศุทธรัตน์) ไล่ตะเพิดเอาว่า คล่องตัวกว่าครูแล้วยังจะมาตื๊อเอาอะไรอีก จะลองดีกันหรือไง...? แฮ่...แฮ่... ผู้น้อยมิบังอาจ เดินหน้าเหี่ยวออกมา "หลวงพ่อ" เมตตาบอกว่า “คล่องตัวแล้วก็สอนคนอื่นได้เลยนะ....”

    กราบอาราธนาบารมีครูบาอาจารย์ทั้งหมดช่วยสงเคราะห์ ยามสอนคนอื่นทำใจกล้าหน้าด้านเข้าไปสอนอย่างนั้นแหละ คิดว่าถ้าได้ก็เป็นกำไร ถ้าไม่ได้ก็เสมอตัว ปรากฏว่าได้ แถมลูกศิษย์เก่งกว่าครูซะอีก ครูเลยต้องเร่งตัวเองสุดชีวิต....

    การทบทวนบ่อย ๆ ความคล่องตัวก็เกิด เดินไปเห็นคนอื่นมือหงิก ใจมันบอกเลยว่าเขาไปหักขากบมา มันรายงานเสร็จยังไม่พอ บางทีมีภาพแสดงให้เห็นชัดแจ๋วเลย...!

    คืนหนึ่ง...อาตมาสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก รู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งอก เหมือนมีบาดแผลอย่างฉกรรจ์ ปวดจนกระดิกตัวไม่ได้ พยายามทบทวนว่านี่เราไปโดนอะไรมา ก็หาคำตอบไม่ได้ ก่อนนอนมันยังเป็นปกติอยู่นี่นา...

    รวบรวมกำลังใจทั้งหมด เอื้อมมือไปยังสวิทช์ไฟอย่างลำบากยากเย็น พอกดสวิทช์ไฟสว่างขึ้น....อาตมาก็เห็น ....ตะขาบตัวดำสนิท แต่ขาแดงฉานอย่างกับเปลวไฟ วิ่งปราดออกไปจากส่วนอก...! “ไอ้นี่เองที่กัดเรา...ทำไมมันถึงได้กัดเรานะ..?”

    ความคิดเกิดขึ้น ภาพก็ปรากฏ... เป็นการพันตูกันระหว่างกองทัพไทยกับพม่า ทหารพม่าโถมเข้าฟันทั้งตัว ทหารไทยเบี่ยงออกซ้าย ฟันด้วยดาบขวาย้อนจากล่างขึ้นบน โดนเข้าเต็มอกแทบขาดสะพายแล่ง ทหารพม่าล้มตายคาที่...!

    ที่แท้เป็นอย่างนี้นี่เอง เราทำเขาไว้ก่อน ชาตินี้เขาตามมาทวงคืน ถึงจะเจ็บปวดสาหัสสากรรจ์ขนาดไหน ก็ไม่ถึงแก่ชีวิตอย่างที่เราทำไว้หรอก ร้อยหนึ่งเขาทวงแค่บาทเดียว ทำไมเราจะให้เขาไม่ได้....!

    จิตใจมันปล่อยวาง ดูเจ้าตะขาบเลื้อยหนีไปอย่างสบายใจ ขอให้อโหสิกรรมต่อกันเถิด อย่าได้จองเวรจองกรรมกันสืบไปเลย เวรกรรมทั้งหลายจงสิ้นสุดลงเพียงชาตินี้ เราให้อภัยแก่เธอ ขอเธอจงยกโทษทัณฑ์ทั้งหมดแก่เราด้วยเถิด...

    ๓ มีนาคม ๒๕๓๓
    พระใบฎีกาเล็ก สุธมฺมปญฺโญ

    ที่มา www.watthakhanun.com
    ภาพประกอบโดย สำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
    #๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม
     

แชร์หน้านี้

Loading...