เรื่องเด่น อดีตที่ผ่านพ้น ตอนที่ ๑๘ : ปาฏิหาริย์พระปฐมเจดีย์

ในห้อง 'อดีตที่ผ่านพ้น' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 18 กรกฎาคม 2019.

  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    1,416
    กระทู้เรื่องเด่น:
    117
    ค่าพลัง:
    +2,661
    18.jpg

    อดีตที่ผ่านพ้น ตอนที่ ๑๘ : ปาฏิหาริย์พระปฐมเจดีย์

    "นครปฐมเมืองอุดมสิ่งดีเลิศหล้า เป็นเมืองพัฒนา เหล่าประชาอยู่ร่มเย็น บ้านเมืองเราก็รื่นรมย์สมมีสิ่งที่บูชา อร่ามงามตาสูงส่งเสียดฟ้าเขาเหิน สร้างความเพลิดเพลินหากใครได้มา สักการบูชาพระธาตุนั้นหนาของพุทธองค์..."

    นี่เป็นท่อนแรกของเพลงประจำจังหวัดนครปฐม ดินแดนแห่งส้มโอหวาน ข้าวสารขาว ลูกสาวสวย ผ้าดำดี และปัจจุบันเพิ่ม โต๊ะจีนดัง ขึ้นมาอีก เป็นจังหวัดแรกของไทยที่มีนิยามคำขวัญประจำจังหวัดก่อนใคร จนทุกวันนี้ทุกจังหวัดต่างก็ตั้งคำขวัญตามกันเป็นแถว ๆ ...

    อาตมาเป็นลูกนครปฐมขนานแท้ที่เขาว่า "ใจกว้างดังฐานองค์พระ ปัญญาแหลมดุจยอดเจดีย์" เกิดที่นี่ โตที่นี่ เห็นความเปลี่ยนแปลงของจังหวัดทุกอย่างกับตา เป็นที่น่าเสียดายว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางลบเสียส่วนมาก...

    ส้มโอหวานเป็นส้มโอนครชัยศรี ข้าวสารขาวเป็นข้าวพันธุ์ปิ่นแก้วที่ชนะเลิศที่ ๑ ของโลก ปัจจุบันกลายพันธุ์ไปจนไม่มีใครรู้จักข้าวพันธุ์ปิ่นแก้วกันแล้ว ลูกสาวสวยถูกหนุ่มต่างเมืองขอไปแทบหมดไม่เหลือให้หนุ่มนครปฐมบ้างเลย จนต้องหันหน้าเข้าวัดอยู่นี่...!

    ผ้าดำดีเป็นผ้าย้อมมะเกลือ ถูกวิทยาการสมัยใหม่ตีตกคูไปนานแล้ว ข้าวหลามชั้นดีก็ถูกข้าวหลามหนองมนแย่งตำแหน่งไปซึ่ง ๆ หน้า เหลือแต่องุ่นรสดี กับมะพร้าวน้ำหอม ที่พอจะกู้หน้าของจังหวัดเอาไว้ได้บ้าง...

    สิ่งที่ชาวนครปฐมภาคภูมิใจและเคารพบูชาอย่างสูงสุดคือองค์พระปฐมเจดีย์ เป็นมหาเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ ยอดแหลมเสียดฟ้า บุกระเบื้องโมเสค สีทองอร่ามตระการตา ใครมานครปฐมจะมองเห็นองค์มหาเจดีย์สูงเด่นเป็นสง่าอยู่แต่ไกล...

    ความสูงขององค์มหาเจดีย์นั้น ตำราว่าสูงชั่วนกเขาเหิน คือสูงสุดเพดานบินของนกเขานั่นแหละ จนร่ำลือกันว่าสูงจนไม่มีเงา คือเงาเจดีย์ตกไม่พ้นฐาน ส่วนความกว้างของฐานนั้นเดินกันลิ้นห้อยกว่าจะรอบ เป็นปูชนียสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลก...!

    ประวัติการสร้างพระปฐมเจดีย์มี ๒ ตำนาน เรื่องแรกว่าพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งชมพูทวีป ได้ส่งพระมหาเถระ ๕ รูป มีพระโสณะและพระอุตตระเป็นประธานอัญเชิญพระไตรปิฎก มาเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ...

    เวลานั้นตรงกับสมัยของพระเจ้าตวันอธิราชแห่งเมืองทวาราวดี พระมหาเถระทั้ง ๕ มาขึ้นที่เมืองท่าแห่งนี้เป็นแห่งแรกในสุวรรณภูมิ จึงขนานมงคลนามว่า "นครปฐม" และเรียกสืบ ๆ กันมานับแต่บัดนั้น...

    เรื่องที่สองกล่าวถึงพระยากงผู้ครองนครปฐม มีโอรสองค์หนึ่ง โหรทำนายว่าจะฆ่าพ่อ จึงให้เอาไปลอยน้ำทิ้งเสีย ยายหอมเก็บไปเลี้ยงเป็นบุตรให้ชื่อว่าพาน ต่อมาไปศึกษาศิลปวิทยาการที่เมืองราชบุรี เจ้าเมืองราชบุรีต้องชะตาจึงขอไปเป็นพระโอรส...

    ขณะนั้นเมืองราชบุรีกับนครปฐมเป็นศึกกัน พระยาพานโตเป็นหนุ่มจึงยกทัพมาตีนครปฐม พระยากงทำยุทธหัตถีกับลูกชาย ถูกฟันตายคาคอช้าง พระยาพานเข้าเมืองได้สั่งริบของทุกอย่างเป็นราชบาท แม้แต่มเหสีและนางสนมกำนัลทั้งหมด...!

    เทวดา (ยุ่งกับเขาได้ทุกเรื่อง) เห็นว่าพระยาพานทำปิตุฆาตเป็นอนันตริยกรรมแล้ว ยังจะเอาแม่เป็นเมียอีก จึงแปลงร่างเป็นแมวแม่ลูกอ่อนนอนขวางประตู พูดกับลูกถึงเรื่องพ่อแม่ที่แท้จริงของพระยาพาน (แมวพูดได้...จะเชื่อดีมั้ยเนี่ย...?)

    พระยาพานไปเค้นถามจากยายหอม พอทราบความจริงก็โกรธหาว่ายายหอมปิดบังตน จึงฆ่ายายหอมซะอีกคน (เจริญมั้ยล่ะ...?) ต่อมาสำนึกผิด (สายไปซะแล้ว) จึงสร้างเจดีย์สูงชั่วนกเขาเหิน บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อธิษฐานขอไถ่บาป (ไม่สำเร็จหรอกจ้ะ)...

    ตำนานทั้งสองเรื่องตำนานเกินไป เลยแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี แม้ว่าต่างก็มีเค้าความจริง แต่องค์มหาเจดีย์ที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นองค์ใหม่ที่ในหลวงรัชกาลที่ ๔ ทรงพบขณะที่ยังผนวชอยู่ เมื่อขึ้นครองราชย์จึงทำการบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาเป็นรูปทรงในปัจจุบันนี้...

    สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่องค์มหาเจดีย์ นอกจากพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังมีพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ที่ในหลวงรัชกาลที่ ๖ ได้พระเศียร พระหัตถ์ และพระบาท มาจากหัวเมืองฝ่ายเหนือ ทรงให้ช่างหล่อเสริมจนเป็นองค์สมบูรณ์ ประดิษฐานอยู่คู่กับองค์มหาเจดีย์สืบมา ประทานนามให้ว่า พระร่วงโรจนฤทธิ์ มีพระพุทธลักษณะงดงามมาก...

    ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์มหาเจดีย์เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ครั้งในหลวงรัชกาลที่ ๖ ยังดำรงพระยศ สยามมกุฎราชกุมาร แปรพระราชฐานมาประทับที่พระราชวังสนามจันทร์ ทรงพบพระบรมสารีริกธาตุเสด็จ พระมหาเจดีย์เปล่งรัศมีสว่างไสวไปทั้งองค์...!

    ทรงมีจดหมายเหตุกราบถวายรายงานต่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง องค์พระปิยมหาราชดำรัสว่า เมื่อครั้งเสด็จประพาสต้นผ่านไปทางนครปฐม ก็พบปาฏิหาริย์แบบนี้เช่นกัน มีรับสั่งให้มหาดเล็กตรวจค้นหาดูว่า มีผู้ใดแกล้งทำให้เป็นไปแบบนั้นหรือไม่...? ปรากฏว่าไม่มี...!

    งานนมัสการพระปฐมเจดีย์จะมีขึ้นในวันเพ็ญเดือน ๑๒ ของทุกปี ประชาชนทุกสารทิศหลั่งไหลมาเที่ยวงาน มีการออกร้านเป็นที่เอิกเกริกรื่นเริง อาตมาเบื่อคนมาก ๆ จึงไม่เคยเยี่ยมกรายไปในงานเลย นอกจากส่งงานฝีมือมาช่วยหาทุนให้โรงเรียนเท่านั้น...

    ก่อนงานประจำปีจะมีการประดับไฟรอบองค์พระ สมัยก่อนเทคโนโลยีเครื่องไม้เครื่องมือไม่ทันสมัย ต้องใช้นักโทษปีนขึ้นไปประดับไฟ ใครพลาดก็ตายไปเลย ถ้ารอดลงมาก็ได้รับอภัยโทษปลดปล่อยให้เป็นอิสระ นับว่าเป็นนโยบายที่ดี...

    อาตมาออกจากราชการทหารจึงไปกราบขอพรที่องค์พระ นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่มานมัสการพระปฐมเจดีย์ (เจริญมั้ยล่ะโยม...!) เห็นยอดมหาเจดีย์สูงทะยานเยี่ยมเมฆ บวกกับตำนานนักโทษประดับไฟ จึงเกิดความคิดอยากลองดีขึ้นมา...!

    ความคิดอยากพิชิตยอดมหาเจดีย์เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่ตน โดยไม่คิดว่าเป็นการปรามาสพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง พออาตมาปีนขึ้นไปตามท่อเหล็กที่สูงประมาณ ๔ เมตร ขึ้นไปถึงบันไดเล็ก ๆ ก็คิดว่า สบายข้าล่ะ...ง่ายยังกับปอกกล้วย...!

    สำรวจร่างกายว่าพร้อมทุกประการ อาตมาก็ไต่ขึ้นไปตามบันไดเหล็กอย่างระมัดระวัง เรื่องหมู ๆ แค่นี้เอง ภูเขากี่ลูกต่อกี่ลูกก็ข้ามมาแล้ว ขึ้นบันไดแบบนี้สบายมาก...มัวแต่คิดฝันเฟื่องเพลิน ขึ้นไปได้นิดเดียว พลัน...ลมแรงประหลาดก็พัดกระโชกลงมา...!

    องค์มหาเจดีย์ขยายใหญ่ขึ้นเต็มไปทั้งแผ่นดินแผ่นฟ้า ตัวของอาตมาดูไปคล้ายตัวไรไต่ภูเขา ลมแรงพัดเฮือก ๆ เหมือนจะกระชากอาตมาปลิวไปให้ได้ พยายามปีนสวนขึ้นไป หนักเหมือนแบกภูเขาไว้ทั้งลูก จนเหงื่อแตกท่วมตัว เรี่ยวแรงหดหายไปทุกที...!

    "โอย...เข็ดแล้ว...ไม่ขอลองดีอีกแล้ว..." คิดเพียงแค่นี้ทุกอย่างก็คืนสภาพเดิม...! อาตมารีบไต่ขึ้นไปจนถึงประตูรูปกลีบบัว มุดเข้าไปหอบเป็นหมาหอบแดด พักจนหายเหนื่อยจึงปีนกลับลงมา ใช้เวลาแค่แป๊บเดียว สะดวกสบายทุกประการ...

    ประจักษ์ตากับความศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ ประกอบกับหลวงปู่มหาอำพันสั่งอาตมาให้ไปนมัสการทุกปี ดังนั้น...ออกพรรษาแล้วของทุกปี อาตมามีงานประจำคือต้องเดินทางไปกราบนมัสการพระปฐมเจดีย์ เสมอมามิได้ขาด...

    ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๓
    พระใบฎีกาเล็ก สุธมฺมปญฺโญ

    ที่มา www.watthakhanun.com
    ภาพประกอบโดย สำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
    #๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม
     

แชร์หน้านี้

Loading...