1. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    320
    ค่าพลัง:
    +85
    ตอน ถอดรหัสการทำลายแม่พิมพ์พระสมเด็จ

    พระสมเด็จวัดระฆังของชาวบางกอก แต่งแต้มสีสันไปด้วยนิทาน ครั้นใครนิยมชมชอบ พวกก้อเอาพระช่างหลวงมาหลอกแลกพระกรุ...

    สำหรับพระสมเด็จวัดระฆัง ซึ่งสร้างโดยสมเด็จโตนั้น มีปริมาณการสร้างที่ไม่มากนัก แถมยังถูกกินในช่วงเกิดอหิวาระบาด ยิ่งทำให้พระสมเด็จวัดระฆัง กลับกลายเป็นของหายากและยังเป็นที่ต้องการของนักสะสมอย่างยิ่งยวด เนื่องจากถูกบรรจุเป็นองค์ประธานในชุดเบญจภาคี ปัจจุบัน พระสมเด็จวัดระฆังนั้น ถูกสร้างปลอมด้วยผู้สร้างหลากหลายฝีมือ หากเขียนบอกไปเดี๋ยวอีกหน่อยก้อแยะไม่ออก ให้ใช้สติปัญญาพิจารณา ว่าเนื้อพระเป็นอย่างไร สิ่งใดควรเห็น สิ่งใดควรไม่มีไว้เป็นเบื้องต้น ต่อด้วยวิวัฒนาการสร้างแม่พิมพ์ และความเก่าควรเป็นอย่างไร ตบท้ายด้วยการเจาะดูผง แล้วจึงแยกพระสองคลองออกไป ท่านจะได้ พระสมเด็จวัดระฆัง สมใจ

    อนึ่ง การเรียนรู้พระสมเด็จวัดระฆังนั้น ควรเรียนรู้จากของจริง หากดูเพียงภาพมายา จะได้หลงเข้าป่าแน่นอน

    สำหรับการปลอมพระสมเด็จวัดระฆังนั้น ได้ถูกระบุว่า มีการปลอมหลังจากสมเด็จโตท่านมรณภาพไปแล้ว จึงเป็นเหตุให้มีการทำลายแม่พิมพ์ แล้วคนยุคนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่ามีการปลอมพระสมเด็จวัดระฆัง ในเมื่อมีการสร้างพระสมเด็จตลอดเวลา ซึ่งเรื่องนี้หากเรามานั่งศึกษา จะพบว่า แม่พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆัง กับ แม่พิมพ์ช่างหลวงคนละตัวกัน สำหรับสูตรการสร้างนั้น ของวัดระฆังเป็นสูตรตายตัวมาแต่ครั้งสร้างสมเด็จเกศไชโย ส่วนแม่พิมพ์ช่างหลวงนั้น สารพัดสูตรการสร้าง แม่พิมพ์เดียวกันนั้นมีหลายเนื้อ สร้างกันหลายคราว บอกได้คำเดียวว่า แยกยาก แถมบางพิมพ์ยังมีการสร้างแจกในวังอีกตังหาก ซึ่งโดยทั่วไปเราท่านอาจจะไม่เคยพบเจอในบางพิมพ์ ก้อเอาที่ชาวบ้านรู้จักมาเล่นน่าจะดีกว่า

    คำว่าปลอมพระสมเด็จวัดระฆัง ซึ่งตีความได้ว่า มีการทำปลอมพระเนื้อวัดระฆัง โดยมีรายละเอียดเนื้อหามวลสารทุกอย่างเหมือนกันหมด ถ้าถามว่า ตอนนั้นแยกความเก่าได้ไหมถึงจะรู้ว่าปลอม ตอนนั้นคงแยกไม่ได้ เพราะอายุการสร้างใกล้เคียงกัน แล้วเขารู้ได้อย่างไรว่ามีการปลอม เหตุผลนั้นแสนง่าย ก้อเพราะปลอมพระสมเด็จวัดระฆังด้วยแม่พิมพ์ช่างหลวง เขาถึงจับได้ไล่ทัน แลเป็นเหตุเป็นผลให้เกิดการทำลายแม่พิมพ์ หวังว่าคงจะแจ่มแจ้งในความนัย ที่ถอดไว้ใช้พิจารณา…

    เขียนไว้ให้สติ ว่าพระสมเด็จวัดระฆังมันไม่หมู อย่าได้เผลอ ฝากชีวิตไว้กับตาผู้อื่น จะเป็นข่าวดัง... ยิ่งรู้จริงมั่งไม่จริงมั่งนำมาสอน แล้วพลาดมาแล้วก้อว่า ถึงคราว... อนิจจา ของไม่ดี เขาจะบรรจุเป็นเบญจภาคีไปทำไม?
     
  2. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    320
    ค่าพลัง:
    +85
    ตอน เหรียญเก่าอลเวง

    เหรียญเริ่มรู้จักกันในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงจ้างชาวต่างชาติผลิตเหรียญนำมาใช้แทนเงินตราซึ่งเดิมเป็นเงินเบี้ยกับเงินพดด้วง สร้างได้ในปริมาณน้อย เนื่องจากการผลิตเป็นงานฝีมือทำให้ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการที่จะนำมาใช้ในการแลกเปลี่ยนการค้าที่มากยิ่งขึ้น ต่อมาเมื่อพระองค์ทรงเสด็จประพาสในต่างแดน ทรงได้ว่าจ้างต่างชาติผลิตเหรียญที่ระลึก นำมาแจกจ่ายหลังการเสด็จประพาสอยู่หลายครั้ง สำหรับวิธีการสร้างเหรียญ ถือว่าเป็นของต้องห้าม ประชาชนทั่วไปไม่สามารถสร้างได้ (เพราะถ้าอนุญาตให้สร้าง มันก้อจะพัฒนาไปปลอมเงินบาท ซึ่งเริ่มใช้มาได้ไม่นาน) ดังนั้นวิธีการสร้าง จึงจำกัดเฉพาะช่างหลวงเท่านั้น และผู้จัดสร้างโดยมากเป็นลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นเชื้อพระวงศ์ จึงจะสามารถดำเนินการสร้างได้ สำหรับวิธีการสร้าง มีอยู่ 2 วิธี

    วิธีที่ 1 เหรียญขอบกระบอก ใช้สำหรับสร้างเหรียญสองหน้า โดยช่างจะแกะแม่แบบพิมพ์เป็นบล็อกตัวเมีย โดยการเจาะลึกลงไปในแม่พิมพ์ แล้วจึงดำเนินการแกะลาย หลังจากนั้นก้อนำวัสดุที่จะสร้างเป็นตัวเหรียญ โดยมากมักเป็นเงินที่ทำมาจากทองแดง(เหรียญเสี้ยว)เงินพดด้วง หรือทองคำให้มีความอ่อนคล้ายวิธีการหล่อ ใส่ลงไปในแม่พิมพ์ จากนั้นก้อนำแม่พิมพ์ตัวผู้อัดลงในบล็อก ผลที่ได้รับ ขอบเหรียญเนื้อจะปลิ้น และมีความคม เนื่องจากวัสดุไม่มีทางออกก้อเลย ปลิ้นออกตามช่องว่างระหว่างบล็อก เหรียญชนิดนี้จะไม่มีรอยเลื่อยที่ขอบเหรียญ (เหมือนกับครก กับสาก เวลาตำน้ำพริก เนื้อพริกก้อย้อนออกมาแบบนั้น) หากเราสังเกตวิธีการสร้างนี้พัฒนามาจากวิธีการหล่อโลหะ ช่วงแรกจะเป็นเหรียญไม่มีหูในตัว โดยช่างจะนำห่วงมาเชื่อมต่อภายหลัง และใช้น้ำยาประสานทองเป็นตัวเชื่อมต่อหูเหรียญ ซึ่งเหรียญชนิดนี้มักพบว่าความสึกของเหรียญมีน้อย เพราะความคมของเหรียญ เมื่อนำมาใช้เปลือยอาจบาดผิวหนังได้ ดังนั้นการใช้จึงต้องมีวัสดุห่อหุ้มเสมอ

    วิธีที่ 2 เหรียญขอบข้างเลื่อย ใช้สำหรับสร้างเหรียญหน้าเดียว โดยช่างจะแกะแม่พิมพ์ตัวผู้ไว้สำหรับตอกลายลงบนแผ่นโลหะ(การปั๊มแบบตรายาง) แล้วจึงนำไปเลื่อยตามลายตอก ดังนั้น การสร้างโดยวิธีนี้ สามารถสร้างเป็นเหรียญมีหูในตัวได้

    แต่การสร้างเหรียญทั้งสองวิธีนั้นมีข้อจำกัด ตรงคุณภาพของเหล็กที่ใช้สร้างแม่พิมพ์ จึงสร้างได้ไม่มากนัก โดยมากมักไม่เกินร้อย ก้อจะทำให้แม่พิมพ์ตัวผู้ชำรุดเสมอ ต่อมาในราวปี 2480 เริ่มมีเอกชนรับจ้างผลิตเหรียญ เขาก้อมีการโปรโมทการสร้างเหรียญของร้าน ด้วยการส่งเหรียญไปตามวัดใหญ่ ๆ(เหรียญพระ) ด้วยบ้านเมืองยังไม่มีความเจริญ จึงมีการว่าจ้างสร้างเหรียญเกจิหลอก แล้วนำไปประกอบกฐินป่าผ้าถวายวัด เรื่องนี้ทำให้ผู้ศึกษาหลายคนสับสนเรื่องปีที่สร้าง จัดว่าเป็นเหรียญย้อนเหรียญยัด ให้ท่านลองค้นหาเหรียญเก่าต่าง ๆ แล้วเทียบกัน ว่าเหรียญเก่าเหล่านั้นมันช่างอลเวงนัก
     
  3. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    320
    ค่าพลัง:
    +85
    ตอน ชมเงินพดด้วง

    หลายคนที่ศึกษาประวัติการสร้างพระสมเด็จกรุบางขุนพรหม ตามบันทึกมีการกล่าวถึง นามผู้สร้างว่า ท่านเสมียนตราด้วง เป็นผู้ศรัทธาสร้างพระสมเด็จบรรจุกรุบางขุนพรหม พอมีคนไปเขียนเป็นตำรา ก้อเขียนว่า เสมียนตรา(ด้วง) ถ้าอ่านกันตามหลักภาษาไทย ก้อจะอ่านได้ความว่า ตำแหน่ง เสมียนตรา ชื่อ ด้วง แท้จริงแล้ว ที่เขาเขียนรวมกันว่า เสมียนตราด้วง ถูกต้องมานานแล้ว ซึ่งหมายถึง ตำแหน่ง เสมียนตราผลิตเงินพดด้วง ส่วนการเขียนให้ถูกต้องน่าจะเป็น เสมียนตรา(เจิม) เพราะผู้สร้างชื่อว่า เจิม ส่วนการเขียนมาผิด ก้อเลยพาผิดตั้งแต่บันไดซี่แรกไปเลย

    เรามาศึกษาเงินพดด้วงดีว่าครับ เงินพดด้วงนั้น โดยทั่วไปมีการประทับตรา อยู่ด้วยกัน 2 จุด ตรงกลางเงินพดด้วง จะมีการประทับเป็นตราราชวงค์ (จักรี) ถัดลงมาอีกเล็กน้อย อยู่แนวตรงกลางรอยพับ แต่เหนือรอยพับเล็กน้อย จะเป็นตรารัชกาล หรือ ตราตำแหน่ง ดูไว้เป็นภูมิคุ้มกันนะครับ

    อนึ่ง เงินพดด้วงนี่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ ก้อจัดเป็นองค์ครูได้เหมือนกันนะครับ...


    34095.jpg 34096.jpg 34097.jpg 34098.jpg
    34099.jpg สภาพตอนยังไม่ได้ล้างครับ 34100.jpg 34101.jpg 34102.jpg 34105.jpg ใช้มะนาว ล้างให้พอประมาณครับ ศึกษากันต่อไปครับ...
     
  4. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    320
    ค่าพลัง:
    +85
    ตอน พระใช้

    พระเครื่องซึ่งหากเราท่านนำไปใช้ หากเป็นพระแท้ถูกต้องตามตำราหรือผู้รู้ถ่ายทอดกันมา ผู้ใช้มักจะพบเจอกับประสบการณ์เสมอ ซึ่งจะสามารถรับรู้ได้ด้วยตนเอง สำหรับพระเครื่อง เครื่องรางของขลัง ที่ถูกสร้างขึ้นมานั้น มีวัตถุประสงค์ให้เรารับรู้ว่า อภินิหารมีอยู่จริง หากพร่ำสอนแต่วิชาการ มักไม่เห็นผล เมื่อไม่เห็นผลเราก้อไม่มีความเชื่อ อยากทำอะไรเราก้อทำ ความวุ่นวายก้อจะตามมา ดังนั้น อภินิหาร จึงเป็นพื้นฐานแห่งความเชื่อศรัทธา

    สำหรับพุทธคุณของพระเครื่องแล้ว เราจะพบว่า พระเครื่องรุ่นแรก ๆ หรือช่วงต้น ๆ ของการสร้างที่มีปริมาณไม่มาก จะมีพุทธคุณสูง เนื่องจาก การสร้างพระเครื่องนั้น มีรายละเอียดที่ค่อนข้างมาก ต้องใช้เวลาสร้างตามตำรับตำราที่ท่านศึกษามา และมีส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณการสร้าง(สร้างมาก ๆ ในครั้งเดียว มันมักจะไม่ขลัง ให้คุ้มกายเราได้) ดังนั้นพระเครื่องในช่วงต้น ๆ จึงเป็นที่นิยมนำมาใช้ และท่านจะพบว่าเจ้าของจะหวงมากเป็นพิเศษ มักจะไม่ค่อยมีการซื้อขายเปลี่ยนมือกััน ซึ่งในเรื่องนี้ ท่านอาจจะพบว่าในบางเกจิมีแต่คำบอกเล่า แต่ไม่เคยเห็นของเหล่านั้นมาก่อนก้อเป็นไปได้ ถ้าผมไม่นำเสนอให้ทราบหลายองค์ที่อยู่ในกระทู้นี้ ก้อจะกลายเป็นนิทานเล่าสู่กันไป สำหรับพระที่นิยมนำมาเล่น คือพระเครื่องที่มีการสร้างในรุ่นต่อ ๆ มา ส่วนมากจะมีการสร้างไว้เยอะพอสมควร จึงนำมาเล่นซื้อขายเปลี่ยนมือกัน

    สำหรับตัวผมเอง ก้อเป็นผู้ใช้พระคนหนึ่ง มีความจำเป็นต้องศึกษาพระก่อนที่จะนำมาใช้เสมอ เพราะพระเครื่องในปัจจุบันมีของปลอมมาก ยิ่งเกจิไหนดังยิ่งต้องระวังให้เป็นพิเศษ เพราะถ้าพลาด ก้อหมายถึงชีวิตตนเอง ดังนั้น พระเครื่องเก่า ๆ ที่ผมได้ศึกษาถูกต้องตามตำราดีแล้ว เพื่อความแน่ใจ ผมมักจะนำไปเช็คพุทธคุณอีกครั้ง ก่อนจะนำมาใช้เสมอ สำหรับ พระเครื่องที่ก้ำกึ่ง ทันไม่ทัน ใช่ไม่ใช่ ถ้าท่านไม่รู้จริงก้ออย่านำมาใช้ ให้หาพระองค์รอง ๆ แต่แท้ นั่นแหละ ให้นำมาใช้ เพราะพลาดแล้วถึงตาย แก้ไขอะไรไม่ได้นะจ๊ะ

    อันธรรมชาติมนุษย์นั้น เห็นแก่ตัว พระเก๊พระปลอมก้อเอามาหลอกขาย แต่พอเป็นของดีของแท้ มันก้อจะเก็บไว้ใช้เอง อนิจจา.. พระเครื่องก้อต้มกันไปกันมาหวังจะขายเอากะตังค์...


    พุทธคุณพระเครื่องนั้นแสนโด่งดัง แต่คนไทยกลับตายทุกวัน ๆ ช่างน่าอนาถใจ..
     
  5. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    320
    ค่าพลัง:
    +85
    ตอน พระสมเด็จวัดระฆัง มาตรฐานสากล
    สวัสดีครับ กระทู้สัพเพเหระก้อผ่านมาแล้ว 2 ปี ช่วงนี้มีอาจารย์สอนดูพระสมเด็จเสร็จทุกรายเกิดขึ้นหลายท่านนะครับ เนื่องในโอกาสครบรอบ ผมจะนำท่านไปสู่พระสมเด็จวัดระฆังมาตรฐานสากล การที่เราจะเข้าสู่มาตรฐานสากล เราจะต้องถอดนิทานนิยายให้เข้าใจเสียก่อน ท่านเคยสงสัยกันบ้างไหมครับ ว่าทำไมไม่มีการบันทึกรายละเอียดประวัติการสร้างพระสมเด็จวัดระฆังปล่อยให้เป็นนิทานนิยายมาถึงยุคปัจจุบัน ทั้ง ๆ ที่เรื่องราวที่เกิดขึ้นผ่านมาแค่ร้อยกว่าปี ประวัติการสร้างควรจะมีการจดบันทึกไว้ ส่วนการที่เขาไม่บันทึกไว้ มันย่อมมีความสลับซับซ้อนซ่อนอยู่เป็นแน่ ดังนั้นถ้าหากเราไม่ถอดนิทานนิยายก่อนที่จะสะสม เดี๋ยวท่านก้อจะมีปัญหากันอีกครับ
    หลายครั้งหลายคราวที่ผมคิดจะเขียนเรื่องราวการสร้างพระสมเด็จวัดระฆังให้ผู้อ่านได้ศึกษาเรียนรู้ แต่เมื่อผมพิจารณาแล้ว กลัวว่ามันจะเหมือนเหรียญสองด้านครับ ด้วยผมคาดหวังที่จะให้เกิดการอนุรักษ์พระ และไม่มีความประสงค์จะทำลายความเชื่อความศรัทธาของผู้คน เพราะความจริงกับความเชื่อมันอยู่คนละทางครับ อันที่จริงแล้วประวัติการสร้างพระสมเด็จวัดระฆังนั้นมันไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อนมากมายหรอกครับ เพื่อให้อนุชนคนรุ่นใหม่ได้เข้าใจ ผมคิดว่ามันคงจะสมควรแก่เวลาแล้ว ที่จะได้นำเสนอเรื่องราวข้อเท็จจริงถ่ายทอดเพื่อเรียนรู้ ซึ่งประวัติการสร้างพระสมเด็จวัดระฆังนั้น(พระที่สร้างแจกมิได้บรรจุกรุ) ได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2409 ในขณะนั้น ขรัวโต สร้างพระสมเด็จเกศไชโยไปซ่อมพระที่แตกหักชำรุด พระพุทธเจ้าหลวง ร.5 ในขณะนั้นพระชนมายุ 13 พระชันษา ได้บรรพชาเป็นสามเณร เนื่องจากพระองค์ท่านเป็นพระราชโอรสพระองค์โต ของรัชกาลที่ 4 ในนิทานเขาเรียกท่านว่า เณรโต หรือท่านโต พระองค์ทรงเสด็จมาดูการสร้างพระของขรัวโตและประทับที่วัดระฆัง จึงได้ศึกษาการสร้างพระพิมพ์ และได้ทดลองกดพิมพ์พระแล้วนำไปแจกในวัง ครั้นแจกพระหมด พระองค์ท่านก้อมากดพระอีก แถมยังไปวิพากย์วิจารณ์พระของขรัวโตเข้าให้ ครั้นเมื่อนำพระไปแจกในวังถึงสองคราว เป็นอันว่ารู้กันว่า ท่านชอบสร้างพระแจกชาววังก้อจะเรียกว่า พระท่านขำ เรื่องนี้ต่อมาก้อเล่าเพี้ยนกลายเป็นยายขำ ดังนั้นการที่พระองค์เสด็จมากดพระไปแจกถึง 2 ครั้งนั้น ส่งผลให้ขรัวโตท่านต้องยกเลิกการสร้างพระให้ครบ 84000 องค์ ที่จะบรรจุกรุวัดเกศไปในที่สุด ครั้นเหล่าเสนาอำมาตย์รู้ว่าพระองค์ท่านชอบสร้างพระแจก ก้อเลยช่วยกันจัดสร้างพระพิมพ์ถวายพระองค์ขึ้นในปี พ.ศ.2411 และในการสร้างพระพิมพ์ครั้งนี้พระองค์ท่านก้อทรงเสด็จมาออกแบบพิมพ์พระร่วมกับหัวหน้าช่างหลวง เนื่องด้วยพระองค์ท่านชื่นชอบการสร้างพระ นอกจากนี้แล้วพระองค์ยังตั้งใจสร้างพระให้ปู่โตในตอนท้าย แต่ขรัวโตไม่ยอมให้สร้าง แต่เพื่อเป็นการรักษาพระเกียรติไว้ ขรัวโตท่านอนุญาตให้พระองค์สร้างพระเพียง 85 องค์ ประกอบด้วยพระ 4 พิมพ์ 6 บล็อก เฉลี่ยบล็อกละ 14 องค์ นั่นแหละครับ เป็นพระผสมน้ำมันตังอิ๋ว ตามวิธีดูตำหนิลับนั่นแหละครับ จึงสรุปได้ว่า นิทานพระสมเด็จที่เล่าต่อๆ กันมานั้น เป็นนิทานที่กล่าวถึง ขรัวโตสร้างพระแจก แต่แท้จริงแล้ว ร.5 เป็นผู้สร้างพระแจกครับ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงค่านิยม จากพระเครื่องควรอยู่แต่วัด ได้หวนกลับคืนมาสู่บ้านเรือนเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนียว และสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้คน ส่วนขรัวโตท่านไม่ได้สร้างพระแจกหรอกครับ (ถึงท่านสร้างแจกก้อไม่มีใครเอาหรอกครับ คนโบราณเขาไม่เอาพระเข้าบ้านครับ เขาถือ) ดังนั้นพระสมเด็จวัดระฆังของขรัวโตที่แท้จริง ตามมาตรฐานสากลก้อคือพระรุ่นสุดท้ายนั่นแหละครับ และเป็นพระเพียงรุ่นเดียวที่ขรัวโตท่านอนุญาตให้สร้าง โดยฝีพระหัตถ์ของ ล้นเกล้า ร.5 (เพราะการอวดอุตริไม่ใช่กิจของสงฆ์ จึงนับว่าท่านยังคงยึดถือจารีตประเพณีที่สร้างเฉพาะพระบรรจุกรุมาตามแต่โบราณกาลสำหรับผมแล้ว ท่านมิได้พิเรนและท่านยังคงเป็นพระอริยะสงฆ์ครับ) เพราะฉะนั้น นักเลงพระสมเด็จจึงเล่นกัน แค่ 4 พิมพ์สุดท้ายเท่านั้น มาแต่ครั้งโบราณครับ แต่พระนั้นหายากครับ จึงได้มีการนำเอาพระสมเด็จที่ระลึกที่แจกกันถึง 7 ปี หรือพระสองคลอง ข้ามฟากมาร่วมด้วยครับ หรืออาจกล่าวโดยสรุปว่า ตัวละครในนิทานนิยายที่เขาเล่าต่อๆ กันมาทั้งหมด ก้อจะหมายถึง ร.5 ทั้งนั้นแหละครับ ไม่ว่าจะเป็น เณรโต ท่านโตของหลวงปู่คำ ท่านขำ ยายขำ หลวงวิจารณ์เจียรนัย (ซึ่งตามธรรมดาการรับราชการต้องเป็นขุนก่อน แต่ท่านเป็นหลวงมาโดยกำเนิดครับ) โดยแต่งแต้มเป็นนิทานเล่าสนุก ๆ และโยงเรื่องราวให้สอดคล้องกัน เพื่อกลบเกลื่อนข้อเท็จจริง บ้างครั้งก้อบอกใบ้ข้อเท็จจริง ท่านต้องใช้ตรรกะในการพิจารณาเรื่องราว ในเมื่อเรื่องราวความเป็นมามันเป็นแบบนี้ ก้อคงไม่มีผู้ใดอยากบันทึกไว้ หรือพวกท่านต้องการให้เขาเล่าว่า ร.5 สร้างพระแจกตั้งแต่เป็นเณร มันคงจะพิลึกดีนะครับ ซึ่งมันอาจจะทำลายพระของพระองค์ท่าน ดังนั้นเวลาเขียนหรือเล่าเขาก้อเอาคำพูดของท่านขรัวโต ที่กล่าวกับพระองค์ท่านว่า คุณหลวง ช่างวิจารย์เจียรนัยนะจ๊ะ มาเขียนหรือเล่าแทน เมื่อท่านเข้าใจในเหตุการณ์ดีแล้ว ก้อให้คิดเสียว่า เป็นของพระราชทานก้อแล้วกัน เพราะถ้าพระองค์ไม่สร้างพระแจก ก้อมิมีผู้ใดเอาพระเข้าบ้านหรอกครับ และพระองค์ท่านยังเปิดกรุพระวัดเกศเพื่อนำพระมาทำยา เมื่อเกิดอหิวาระบาดได้อย่างทันท่วงที เพราะพระองค์ทรงทราบดีอยู่แล้ว (คงไม่ต้องให้ขรัวโตไปเข้าฝันหรอกครับ มันเป็นนิทาน) ทั้งนี้ผมก้อหวังว่าท่านจะได้เข้าใจในต้นกำเนิดค่านิยมพระเครื่อง มันก้อมีที่มาอย่างนี้แหละครับ ไม่อย่างนั้นท่านก้อไม่ได้เล่นพระอย่างเช่นทุกวันนี้หรอกครับ เมื่อท่านได้รับทราบเรื่องราวความเป็นมาแล้ว ขอให้ท่านสะสมพระสมเด็จเพื่อการอนุรักษ์ด้วยนะครับ อนึ่ง ถ้าท่านศึกษาการสร้างพระของพระองค์ท่าน คุณก้อจะพบว่าพระองค์สร้างพระแจกและบรรจุกรุตลอดรัชกาลนั่นแหละ อย่าไปคิดมาก พระสมเด็จอรหัง นั่นก้อใช่ครับ หากเราใช้เหตุผลในการพิจารณา แม่พิมพ์มีวิวัฒนาการเป็น 3 ชิ้น ทำให้ผลิตได้เร็วขึ้น , ความคมชัดของพิมพ์ หมายถึงช่างแกะพิมพ์พระมีความชำนาญมากแล้ว , คราบกรุปัจจุบันไม่ปรากฏ ย่อมบรรจุกรุได้ไม่นาน,อักขระยันต์เป็นของหลวงปู่เอี่ยมวัดหนัง ที่ผมพบในพระปิดตา ซึ่งแสดงไว้ในกระทู้นี้แล้ว ซึ่งปกติแล้ว ผู้สร้างเริ่มแรกจะไม่แสดงอักขระยันต์ไว้ นอกจากนี้แล้วลูกศิษย์จะไม่สร้างล้อสูตรอาจารย์ครับ และเท่าที่ผมศึกษา ก้อพบว่ายังมิมีเกจิใดสร้างพระแจกแข่งกับพระองค์ท่านนะครับ(ถึงพิมพ์ไกเซอร์ พ.ศ.2440) จนกระทั่งหลวงพ่อเงินได้สร้างพระขึ้นนั่นแหละครับ สำหรับความผิดพลาดของวิชาดูพระ มันถูกเริ่มต้นด้วยหูครับ ไม่ใช่หลักการและเหตุผล ประกอบข้อเท็จจริง ย่อมมีความผิดพลาดได้เสมอ ดังนั้น การที่เราจะก้าวสู่มาตรฐานสากลคงต้องทำใจยอมรับ ซึ่งอาจมีพระอื่นๆ ด้วยครับ ต้องใช้เวลาศึกษาอย่างมากครับ
    ส่วนประวัติขรัวโตนั้น ท่านเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท(วังหน้า) กับเจ้าจอมมารดาเกศ ส่วนตัวท่าน คือ พระองค์ชายมั่ง เหตุเกิดสมัยที่วังหน้ายกทัพไปปรามพม่าที่เมืองลำปาง ในปี พ.ศ.2330 จึงเป็นเหตุผลที่ ร.1 ร.2 เมตตาท่าน เนื่องจากพระราชบิดาท่านสิ้นพระชนม์ ส่วน ร.3 ร.4 จะเกรงใจท่านเพราะท่านมีศักดิเป็นน้า ส่วน ร.5 จะมีศักดิ์เป็นหลานท่าน ไปศึกษาดูที่วิกิพิเดียเทียบ น่าจะง่ายกว่าเยอะครับ ขรัวโตท่านดูคล้ายพระราชบิดามากนะครับ
    ในท้ายที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ย่อมมีเหตุและผลในตัวมันเองเสมอ มันไม่มีอะไรในกอไผ่หรอกครับ ผมว่ามันสนุกดีนะครับ ในการตามล่าค้นหาความจริง นิทานพระสมเด็จ ... เสร็จทุกราย...คงจะถึงกาลอวสานลงแล้วครับ จากจุดเริ่มต้นของพระสมเด็จ ที่วัดเกศไชโย(เหตุการณ์ ร.3) เมื่อกรุแตก จึงได้สร้างบรรจุกรุวัดพระธาตุพนมจำลอง(พระกรุนี้หมดสภาพ) ต่อด้วย ร.5 กดพระไปแจก(เหตุการณ์ ร.4) แล้วเสนาอำมาตย์สร้างถวาย ร.5 ตามด้วยท่านเสมียนตราด้วงสร้างพระบรรจุกรุ และ ร.5 สร้างถวายขรัวโต(รุ่นสุดท้าย) หลังจากขรัวโตมรณภาพ ร.5 สร้างพระสมเด็จที่ระลึก ส่วนท่านเสมียนตราด้วงสร้างพระไม่ทันขรัวโต เลยเอาพระสมเด็จที่ระลึกไปร่วมบรรจุกรุ และ ร.5 เปิดกรุวัดเกศ เอาพระไปทำยา (เหตุการณ์ ร.5 ตอนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ) ไว้หากมีโอกาส ผมอาจจะเปิดร้านเล็ก ๆ สอนพื้นฐานให้ พระเครื่องมันไม่ได้ดูยากหรอกครับ แต่มันหายากมากกว่า โดยเฉพาะพระเบญจภาคี ตราบเท่าที่เรายังนิยมพระเครื่อง ส่วนการพิจารณาพระก้ออยู่ที่ความรู้นะครับ ให้ใช้สติปัญญา ค่อยๆ ศึกษาเรียนรู้กันไป แล้วท่านจะเข้าถึงพระแท้มาตรฐานสากลได้ไม่ยากครับ โปรดอย่าท้อถอย เพราะพระเครื่องนั้น มีอยู่มากมายหลายชนิดนัก และยังคงรอให้คุณค้นหาและเป็นเจ้าของนะครับ ซึ่งผมคาดหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้รักพระสมเด็จนะครับ ราคาก้อเอาพอหอมปากหอมคอ แบ่งปันกันใช้นะครับ
    ป.ล. พระเครื่องเขาก้อต้องดูทุกอย่างแหละครับ ไม่งั้นต้องระวัง... จะหลงป่าครับ เพราะนิทานมันเยอะ และขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะครับ บัดนี้ท่านได้ออกจากป่าเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับเชิญลุยได้เลยครับ... ชอบแบบไหนก้อเก็บแบบนั้น แต่ผมว่า การที่เราไม่รู้อะไรเสียบ้าง ท่านยังคงมีความสุขกับความเชื่อต่อไปนะครับ เพราะว่า พระสมเด็จมันเป็นนิทานของคนบางกอกงัยล่ะครับ โชคดีทุกท่านครับ...
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 พฤศจิกายน 2019

แชร์หน้านี้

Loading...