สักกายทิฏฐิ ๒๐

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย jinny95, 22 สิงหาคม 2011.

  1. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,769
    ค่าพลัง:
    +4,678
    ต้องบอกว่า มีเทคโนโลยี (หรูพอทนนะ)
    แต่ในสถานที่ไม่อำนวย นะเอย
    สบายใจไหม??
    มันไม่ทันใจ เสียเวลามากมาย
    ภาพและเสียง อาจไม่ได้ยล
    หรือถ้ากระทู้หนักภาพ ก็โหลดล่มไปเลย
     
  2. oatthidet

    oatthidet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    3,498
    ค่าพลัง:
    +1,875
    คุณ ปุณฑ์ ครับ วิญญาณใช่การปรุงแต่งของจิตไหมครับ

    วิญญาณมีรูปร่างตามที่ร่างกายมีความเคยชินในภพภูมิต่างๆ ไม่ว่าภพมนุษย์ หรือ แม้แต่สัตว์

    ความจดจำในความเคยชินก่อนตาย ได้จดจำรูปร่างเอาไว้ วิญญาณจึงมีรูปร่างเช่นนั้น

    ว่าด้วยสังขาร หรือ การปรุงแต่ง ร่างกายที่เราใช้อยู่นี้เป็นการปรุงแต่งไหมครับ

    เจตสิกก็เป็นการปรุงแต่งด้วยไหมครับ หากไม่ใช่ เจตสิก คือ อะไรครับ

    สัญญา คือ การจดจำ หรือ จำได้หมายรู้ ใช่ไหมครับ

    เวทนา คือ อารมณ์ความรู้สึกใช่ไหมครับ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จิตเป็นผู้รับรู้

    และขันธ์ 5 ก็ไม่ใช่จิต เพราะจิตสามารถเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านี้ได้ครับ

    ไม่ว่าจะมีอารมณ์ความรู้สึกเข้ามากระทบ ก็เพิกเฉยได้ หรือ การปรุงแต่งที่เกิดขึ้น ก็สามารถเพิกเฉยได้

    หรือแม้แต่จะรับรู้ให้เด่นชัดก็ทำได้ ใช่การรับรู้ด้วยจิตไหมครับ ถ้าจิตใช่ขันธ์ 5 จะเป็น จิต ได้ยังไงครับ

    เหตุผลมีมากมายที่จะมองว่าจิตเป็นขันธ์ 5 หรือไม่ อย่างไร สัมผัสได้ด้วยของจริง

    และจิตก็สามารถเห็นวิญญาณได้ เห็นเวทนาได้ เห็นสังขารได้ เห็นสัญญาได้ เห็นรูปได้

    เพราะจิตสามารถเห็นได้ จิตจะเป็นขันธ์ 5 ได้อย่างไร

    ที่ถามไม่ต้องรีบตอบก็ได้ครับ ผมรอได้ครับ

    ขอให้เจริญในธรรมครับ
     
  3. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,769
    ค่าพลัง:
    +4,678
    วิญญาณเป็นแค่ตัวรู้ค่ะ
    จิตหนึ่งเกิดได้ด้วย วิญญาณ(จิต)สัมปยุตเวทนาสัญญาสังขาร(เจตสิก) กองสังขารขันธ์เป็นตัวปรุงแต่งจิต เวทนาและสัญญา มีหน้าเป็นฟันเฟืองเข้าร่วมสัมปยุต (คุณแพทริกอธิบายได้ดีมากอยู่แล้ว คืออยากให้ลดอคติกัน ก็จะได้ประโยชน์จากกันมาก)

    แต่ถ้าเป็นวิญญาณ ที่คล้ายล่องลอยไป เช่นถอดจิต ผี วิญญาณ เป็นขันธ์ห้าแล้ว คือมีทั้งกายละเอียดและจิต ที่ว่ามีความสามารถในการจดจำกายก่อนตาย หรือ จะเป็นไปตามความบริสุทธิ์ของจิต คือเปลี่ยนรูปไปตามจิตขณะนั้นๆได้เลย(เกิดเลย)

    ร่างกายเราเป็นผลมาจากการปรุงแต่ง(วิบากกรรม) และเป็นอุปาทาน(หากเข้าไปยึดว่าเป็นเรา)ในการปรุงแต่งต่อไป (กายในกายยังมีอีกมากไม่ใช่แค่ที่เห็น) เราล้วนถูกกังขังในร่างกายอันเป็นเรือนทุกข์เกิดแก่เจ็บตาย เพราะวิบากกรรมที่มาจากการกระทำของจิต นามมีผลต่อรูป รูปมีผลต่อนาม

    ถ้าเราให้จิตเป็นผู้รับรู้ ขันธ์ห้าไม่ใช่จิต เราก็แยกมันจากกันไปเลยได้ซิ

    การเพิกเฉยของจิต มาจากสติ(ฝ่ายโสภณเจตสิก) คือระลึกได้และหากไม่ตกอยู่ในอารมณ์ ก็จะสามารถเห็นสภาวะตามจริงหรือมีสัมปชัญญะ(ปัญญาเจตสิก)
    สติ สมาธิ ปัญญา จึงเกื้อหนุนกำลังกันให้เราเห็นธรรมชาติจริง ไม่มัวปรุงแต่งความคิดไปและไม่สามารถอยู่กับสภาพที่เป็นจริงของขันธ์ห้าได้

    จิตจะเป็นขันธ์ห้าได้อย่างไร
    คือมันเป็นได้หรือไม่ได้ ส่วนนึงมันก็อยู่ที่เราตึดยึดกับภาษาด้วยใช่ไหม

    วางใจเป็นกลาง ภาษามันก็จะไม่ใช่ภาษา
    มันจะกลายเป็นความเข้าใจ
    แต่จะเข้าใจขนาดไหน ต้องขึ้นอยู่กับปัญญา
    ระดับพระอรหันต์ ก็นับว่าจบกิจ (สำหรับการดับทุกข์จากอวิชชา) ค่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 สิงหาคม 2011
  4. oatthidet

    oatthidet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    3,498
    ค่าพลัง:
    +1,875
    ที่ผมกล่าวว่าจิตไม่ใช่ขันธ์ 5 นั้นมีความหมายครับ การฝึกอบรมจิตให้ละวางในขันธ์ 5

    เหตุที่ต้องฝึกอบรมจิตให้ละวางในขันธ์ 5 เพื่อไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 นั่นเอง

    ที่ผมได้กล่าวนั้นไม่ได้มีอคติ หรือ มีทิฎฐิ แต่อย่างใด ผมกล่าวตามที่ผมเห็น

    ผมรู้เห็นมาแค่ไหน ผมก็กล่าวแค่นั้น มากไปกว่านั้นไม่อาจเอื้อม เพราะผมไม่ได้เรียนมา

    ฉนั้นที่ผมกล่าวทั้งหมดนั้นมาจากประสบการณ์ล้วนๆ ไม่ได้มีคำบาลีเลยแม้แต่น้อย

    เพระาผมไม่รู้จักภาษาบาลีเท่าที่ควรด้วยซ้ำไป ผมปฎิบัติอยู่บ้านด้วยตนเองครับ

    ผมได้แนะนำตามที่มีประสบการณ์ และ ไม่เหมือนอย่างที่คุณ แพททิก กล่าว

    ผมจึงได้โต้แย้ง และ แนะนำ ด้วยความปราถนาดี

    ขอให้เจริญในธรรมครับ
     
  5. paetrix

    paetrix เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 เมษายน 2011
    โพสต์:
    2,480
    ค่าพลัง:
    +1,880
    จริง จริง ถ้าคุณถอดจิตได้ ถ้า คุณไปเห็นอย่างที่ว่า นะ จิต คุณยังปรุงแต่งใหม ว่าคุณเห็นอะไร? จิตคุณยังตกใจ ที่เห็นสิ่งน่ากลัวหรือ ปลาบปลื้มดีใจที่เห็นความสวยงามของสวรรค์ ...อายตนะภายในมี หู ตา จมูก ลิ้น กาย และ ใจ(มโน) นะครับ.....คราวนี้มันจะกลายเป็นเรื่อง ถก กันเรื่องบัญญัติแล้ว เพราะ จิตที่ไปเกิดในภพต่างต่าง คุณก็เรียกว่าจิต จิต ที่บรรลุนิพพาน ก็เรียกว่าจิต คุณว่ามันเป็นแค่ความยึดมั่นอย่างที่ผมว่าใหม?........................
     
  6. paetrix

    paetrix เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 เมษายน 2011
    โพสต์:
    2,480
    ค่าพลัง:
    +1,880
    พระวจนะ "ภิกษุทั้งหลาย วิญญานฐิติสี่อย่าง(รูป เวทนา สัญญา สังขาร)พึงเห็นว่าเหมือนกับดิน ภิกษุทั้งหลาย นันทิราคะ พึงเห็นว่าเหมือนกับน้ำ ภิกษุทั้งหลาย วิญญานซึ่งประกอบด้วย(กรรม) พึงเห็นว่าเหมือนพืชสดทั้ง5นั้น...............ภิกษุทั้งหลาย วิญญานซึ่งเข้าถือเอารูป ตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ได้ เป็นวิญญานที่มีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิที่เข้าไป ส้องเสพ ก็ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้................
     
  7. paetrix

    paetrix เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 เมษายน 2011
    โพสต์:
    2,480
    ค่าพลัง:
    +1,880
    ภิกษุทั้งหลาย วิญญานที่ถือเอาเวทนา ตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ได้ เป็นวิญญานที่มีเวทนาเป็นอารมณ์ มีเวทนาเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย?ได้.............ภิกษุทั้งหลาย วิญญานที่ถือ เอา สัญญา ตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ได้เป็นวิญญานที่มีสัญญาเป็นอารมณ์ มีสัญญาเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิ เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้......................
     
  8. paetrix

    paetrix เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 เมษายน 2011
    โพสต์:
    2,480
    ค่าพลัง:
    +1,880
    ภิกษุทั้งหลาย วิญญานซึ่งเข้าถือเอา สังขาร ตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้เป็นวิญญานที่มีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพก็ถึงความเจริญ งอกงามไพบูลย์ได้..........ภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เรา จัก บัญญัติการมาการไป การจุติ การ อุบัติ ความเจริญงอกงาม และความงอกงามไพบูลย์ของ วิญญาน โดยเว้น จาก รูป เว้นจากเวทนา เว้นจากสัญญา และเว้นจากสังขารดังนี้ไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้เลย.............................(อริยสัจจากพระโอษฐ์ ท่านพุทธทาส)
     
  9. ฐาณัฏฐ์

    ฐาณัฏฐ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,208
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +4,083
    ปรมาตมัน


     
  10. ฐาณัฏฐ์

    ฐาณัฏฐ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,208
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +4,083
    หากว่าความบริสุทธิ์ คือนิพาน หรือ อาตมัน

    พุทธกับพราหม์เลี่ยงกันตรงนี้
    อาตมันเอาจิตเข้านิพพาน จักใจเชื่อว่าจิตเที่ยงแท้ วิญญาณบริสุทธิ์ (เข้าทางสัสสตทิฏฐิ)
    ส่วนนิพานในพุทธ ในความบริสุทธิ์นั้น ไม่มี จิต เจตสิก รูป แล้ว จึงปฏิเสธอัตตา
     
  11. paetrix

    paetrix เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 เมษายน 2011
    โพสต์:
    2,480
    ค่าพลัง:
    +1,880
    อุปาทานขันธิ์5คือทุกข์--- ต่อไปเป็นคำของสาวกแต่ไม่ทราบว่าเป็นรูปใด------อริยสัจสี่ที่เนื่องกันจนเห็นแต่อริยสัจเดียวไม่ได้---------ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้ฟังมาต่อหน้าพระพักติ์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ภิกษุทั้งหลายผู้ใดเห็นทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นแม้เหตุให้เกิดแห่งทุกข์ ย่อมเห็นแม้ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ย่อมเห็นซึ่งแม้ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์........ผู้ใดเห็นเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นแม้ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ย่อมเห็นแม้ซึ่งถึงทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์..............ผู้ใดเห็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นแม้ซึ่งทุกข์ย่อมเห็นแม้เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ย่อมเห็นแม้ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ได................ผู้ใดเห็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นแม้ซึ่งทุกข์ ย่อมเห็นแม้ซึ่งเหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมเห็นซึ่งความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ดังนี้ แล.....................มหาวาร.ส.19/546/1711
     
  12. ฐาณัฏฐ์

    ฐาณัฏฐ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,208
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +4,083
    เอาทรัพย์ที่มีในตนมากล่าวสิ
    ดูรูปนามมาหลายกระทู้ น่าจะเข้าใจทุกขสัจบ้างแล้ว
     
  13. paetrix

    paetrix เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 เมษายน 2011
    โพสต์:
    2,480
    ค่าพลัง:
    +1,880
    ยึดมั่นอุปาทานขันธิ์5.......... สำหรับผมตอนนี้ความยินดียินร้ายเพราะไม่เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริงคือทุกข์....แล้วของพี่ท่านเป็นไงครับ?
     
  14. ชินนา

    ชินนา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    192
    ค่าพลัง:
    +247
    ่วิญญาณขันธ์ เป็นเพียงประสาทรับรู้แค่นั้นเอง ไฉนจึงกลายเป็นจิตไปเสียเล่าหนอ.........

    เอาเป็นว่าผมจะไม่ถามต่อละนะ ฝากทุกท่านจงพยายามละสักกายทิฐิให้ได้ก็แล้วกันครับ

    ขอบคุณสำหรับทุกคำตอบนะครับ:cool:
     
  15. ชุนชิว

    ชุนชิว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    723
    ค่าพลัง:
    +781
    สรุปว่าสิ่งทั้งหลายเป็นเพียงสมมติ ชีวิตมนุษย์เหมือนฝันตื่นเดียว
     
  16. ธรรมะสวนัง

    ธรรมะสวนัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    1,252
    ค่าพลัง:
    +1,201
    ขออนุโมทนากับคุณ oatthidet ค่ะ
    กล่าวตามประสบการณ์ในการปฏิบัติ แต่ตรงกับพระพุทธพจน์ค่ะ

    v
    ฉวิโสธนสูตร

    ดูกรท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้ารู้แจ้งรูป (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) แล้วแลว่า
    ไม่มีกำลัง ปราศจากความน่ารัก มิใช่เป็นที่ตั้งแห่งความชื่นใจ
    จึงทราบชัดว่า จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้น สำรอก ดับ สละ
    และสลัดคืนซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นในรูป (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)
    และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นในรูป (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ได้

    ดูกรท่านผู้มีอายุ จิตของข้าพเจ้าผู้รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนี้แล
    จึงได้หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในอุปาทานขันธ์ ๕ นี้

    (smile)
     
  17. ธรรมภูต

    ธรรมภูต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    3,622
    ค่าพลัง:
    +2,186
    พูดแบบนี้ เป็นการพูดแบบคิดเองเออเองทั้งสิ้น เอาเหตุผลอะไรมาอ้างหละ

    อย่าใช้คำว่าอาจจะ ซึ่งไม่มีปรากฎในพระพุทธพจน์

    ที่ใช้เพราะมีเจตนาให้ดูเหมือนว่าไม่ต่างกัน แต่พอสรุปเองกลับกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

    ขันธ์๕คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

    ส่วนเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้น เป็นอาการของจิต ไม่ใช่จิต

    เป็นเพียงอาการของจิตที่แสดงออกมา เพื่อตอบสนองต่ออารมณ์เท่านั้น

    เมื่อมีการคั้น หรือมีภวังค์มาคั้น จะเรียกว่าต่อเนื่องได้ด้วยหรือ?

    ที่มีภวังคั้นนั้น เป็นการคั้น เพื่อที่จิตขึ้นสู่วิถีในการรับอารมณ์ใหม่ เมื่ออารมณ์เก่าดับไป

    ถามว่า มหาภูตรูป ที่ไม่มีจิตครอง จะเกิดเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณได้ด้วยหรือ?

    อย่าสร้างความสับสนด้วยคำว่า"อาจจะ" เพราะคำนี้สร้างพวกอริยะแต่งตั้ง ตราตั้งหลายคนแล้วในเว็บนี้

    จงมาช่วยกันทำเว็บไซด์นี้ ให้เป็นสังคมคุณภาพออนไลน์กันเถอะ

    ถามมาตอบไป ใช่ก็ตอบว่าใช่ ถ้าไม่ใช่ ไม่ใช่เพราะอะไร ชี้แจงเหตุผลด้วย ไม่ต้องหบายคาย

    ที่ใช่เป็นยังไงตอบชัดๆด้วย ถึงไม่ตอบก็ไม่มีใครว่าอะไร แต่อย่าเบียงประเด็นออกไป

    หรืออาศัยพวกมาก มาช่วยลากกันไป เพื่อให้เกิดรู้สึก ที่ไม่ดีสำหรับผู้ที่เข้ามาใหม่

    อย่าเอาแต่เดาสวด อวดภูมิธรรมที่ไม่มีในตน อย่างที่มีให้เห็นเกลื่อนไปในเว็บบอร์ดนี้.
     
  18. ธรรมภูต

    ธรรมภูต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    3,622
    ค่าพลัง:
    +2,186
    *ใครใคร่อยากพูดอะไรนั้น เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะพูดได้ ไม่มีใครว่าอะไร

    แต่การพูดเองเออเองนั้น ควรแยกให้ชัดเจนด้วยว่า

    อันไหนอ้างอิงคัมภีร์อภิธรรม อันไหนพระสูตร และอันไหนความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ

    เพื่อป้องกันความสับสนสำหรับผู้ที่ยังใหม่อยู่ ไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดได้

    ที่พูดว่า "เป็นธรรมกาย ไม่ใช่ตัวตน" เอาอะไรมาพูด นำหลักฐานมายืนยันด้วย

    พระพุทธพจน์ชัดๆว่า "สิ่งใดเป็นอนัตตา พวกเธอจงละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย"

    แบบนี้ไม่เป็นการกล่าวตู่พระพุทธพจน์และพระอรหันต์ด้วยหรือ บาปกรรมมีจริงนะ

    ในเมื่อสิ่งใดไม่ใช่ตน เธอจงละความพอใจในสิ่งเสียเพราะพึ่งพาอาศัยไม่ได้

    แม้แต่พระอรหันต์ท่าน ก็ยังพึ่งพาอาศัยไม่ได้สิ ต้องละความพอใจด้วยหรือ?....

    อย่าพูดปนเปกันจนเลอะเทอะจนไม่รู้ว่าอันไหนใครพูด ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้

    จงมาช่วยกันทำเว็บไซด์นี้ ให้เป็นสังคมคุณภาพออนไลน์กันเถอะ

    ถามมาตอบไป ใช่ก็ตอบว่าใช่ ถ้าไม่ใช่ ไม่ใช่เพราะอะไร ชี้แจงเหตุผลด้วย ไม่ต้องหบายคาย

    ที่ใช่เป็นยังไงตอบชัดๆด้วย ถึงไม่ตอบก็ไม่มีใครว่าอะไร แต่อย่าเบียงประเด็นออกไป

    หรืออาศัยพวกมาก มาช่วยลากกันไป เพื่อให้เกิดรู้สึก ที่ไม่ดีสำหรับผู้ที่เข้ามาใหม่

    อย่าเอาแต่เดาสวด อวดภูมิธรรมที่ไม่มีในตน อย่างที่มีให้เห็นเกลื่อนไปในเว็บบอร์ดนี้.
     
  19. ธรรมภูต

    ธรรมภูต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    3,622
    ค่าพลัง:
    +2,186
    *ใครใคร่อยากพูดอะไรนั้น เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะพูดได้ ไม่มีใครว่าอะไร

    แต่ควรเลิกพูดจาว่าร้าย หรือพูดจามั่วๆตามชอบใจตนเอง ในเรื่องพระอรหันต์ได้แล้ว

    เพราะพระอรหันต์ท่านสิ้นตัณหา

    ไม่มีอาการของจิต เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ(นามขันธ์๔) ที่เนื่องด้วยอารมณ์อีกแล้ว

    มีแต่แสดงกริยาจิตเพียงเพราะที่ต้องพึ่งพาอาศัยร่างกายนี้อยู่

    และแสดงกริยาจิตออกมาเพื่อให้ผู้อยู่รอบข้างรับรู้ถึงความ เย็น ร้อน อ่อน แข็งที่มีอยู่เท่านั้น

    ยังจะยัดเยียดกุศลจิตอะไรให้กับพระอรหันต์ท่านอีกหละ? ดี ชั่ว สุข ทุกข์ บาป บุญ คุณ โทษไม่มีแล้ว

    พระอรหันต์ท่านจะสะสม(กิจ)กุศลจิตไปเพื่ออะไรกันอีกหละ

    "พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว" ไม่ต้องสะสมกิจ(กุศลธรรม) อีกแล้ว

    พระอรหันต์ท่านจะสะสมกิจที่เป็นกุศลไปเพื่ออะไร? พระอรหันต์ท่านไม่ต้องไปเกิดใหม่อีกแล้ว

    พระอรหันต์ท่านทำอะไรไปนั้น ทำด้วยเมตตาในพรหมวิหารล้วนๆ เป็นเมตตาที่ปราศจากอามิสสัญญา

    ที่พูดว่า "ถ้าจิตไม่ดับ ก็เป็นแค่นิพพานชั่วคราว" ไม่รู้สึกอายตัวเองบ้างหรือที่พูดเพ้อเจ้อเรื่อยเปื่อยไปได้

    ยังพยายามว่าร้ายไม่เลิก พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านบรรลุ(เข้า)พระนิพพานธาตุได้แล้ว

    ยังจะให้พระอรหันต์ท่านเป็นเพียงแค่นิพพานชั่วคราวอีกหรือ? เวรกรรมจริงๆ

    ที่พูดว่า "ในนิพพานไม่มีการรู้ด้วยจิต"

    ถ้าพระนิพพานไม่มีรู้ แล้วเอาอะไรมาบอกว่า เราบรรลุซึ่งพระนิพพาน เพราะสิ้นตัณหาแล้ว

    เป็นการกล่าวตู่พระพุทธพจน์ชัดๆ แบบเอาดีใส่ตัวนั้นเอง

    ใจเย็นๆนะ เห็นพูดเลอะเทอะไว้ในหลายที่หลายแห่ง พอมีเวลาจะค่อยชี้ให้เห็นตามความเป็นจริงๆ

    จะสนทนากันต้องใจเย็นๆ เอาเหตุผลเข้าว่า อย่าเอาแบบอย่างคนเก่าๆในนี้มาใช้ก็แล้วกัน

    มีพระพุทธพจน์รับรองไว้ชัดๆ ยังไม่เชื่ออีก พร้อมที่จะกล่าวตู่ได้ตลอดเวลาเลยนะ

    พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว
    ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

    นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้
    พระตถาคต ผู้มีจักษุผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้ว ผู้คงที่ประกาศไว้แล้ว
    อันนิพพานธาตุอย่างหนึ่งมีในปัจจุบันนี้ ชื่อว่าสอุปาทิเสส เพราะสิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ

    ส่วนนิพพานธาตุ (อีกอย่างหนึ่ง) เป็นที่ดับสนิทแห่งภพทั้งหลายโดยประการทั้งปวง อันมีในเบื้องหน้า ชื่อว่าอนุปาทิเสส

    ชนเหล่าใดรู้บทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่งแล้วนี้ มีจิตหลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ

    ชนเหล่านั้นยินดีแล้วในนิพพานเป็นที่สิ้นกิเลสเพราะบรรลุธรรมอันเป็นสาระ
    เป็นผู้คงที่ ละภพได้ทั้งหมด ฯ

    เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ
    http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=25&A=5242&Z=5274&pagebreak=0
    ^
    ^
    พระพุทธพจน์ชัดๆนะ ยังจะต้องตีความหรือให้ใครมาสรุปอีกหรือครับ

    ศาสนาพุทธเป็นศาสนแห่งเหตุและผล

    มีดี มีชั่ว, มีหลุดพ้น มีติดตัง, มีทุกข์ มีการดับทุกข์, มีสังขาร มีวิสังขาร ฯลฯ

    "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ

    ของภิกษุนั้น นี้เราเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ" เป็นผู้คงที่ ไม่ใช่ชั่วคราว

    มีจิตหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ เป็นผู้คงที่ ละภพได้ทั้งหมด

    พระตถาคต ผู้มีจักษุผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้ว ผู้คงที่ประกาศไว้แล้ว

    ^
    อะไรของภิกษุนั้น ที่เข้าถึงความสิ้นไปแห่งราคะ โทสะ โมหะ?

    จงมาช่วยกันทำเว็บไซด์นี้ ให้เป็นสังคมคุณภาพออนไลน์กันเถอะ

    ถามมาตอบไป ใช่ก็ตอบว่าใช่ ถ้าไม่ใช่ ไม่ใช่เพราะอะไร ชี้แจงเหตุผลด้วย ไม่ต้องหบายคาย

    ที่ใช่เป็นยังไงตอบชัดๆด้วย ถึงไม่ตอบก็ไม่มีใครว่าอะไร แต่อย่าเบียงประเด็นออกไป

    หรืออาศัยพวกมาก มาช่วยลากกันไป เพื่อให้เกิดรู้สึก ที่ไม่ดีสำหรับผู้ที่เข้ามาใหม่

    อย่าเอาแต่เดาสวด อวดภูมิธรรมที่ไม่มีในตน อย่างที่มีให้เห็นเกลื่อนไปในเว็บบอร์ดนี้.
     
  20. ธรรมภูต

    ธรรมภูต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    3,622
    ค่าพลัง:
    +2,186
    ๙. นันทิขยสูตรที่ ๑
    ว่าด้วยการสิ้นความยินดีเป็นเหตุหลุดพ้นจากทุกข์....
    (จิตหลุดพ้นแล้ว เรียกว่า หลุดพ้นดีแล้ว)
    [๑๐๓] พระนครสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเห็น รูปอันไม่เที่ยงนั่นแหละ ว่าไม่เที่ยง
    ความเห็นของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ
    เมื่อเธอเห็นโดยชอบ ย่อมเบื่อหน่าย. เพราะสิ้นความยินดี จึงสิ้นความกำหนัด
    เพราะสิ้นความกำหนัด จึงสิ้นความยินดี เพราะสิ้นความยินดี และความกำหนัด
    จิตหลุดพ้นแล้ว เรียกว่า หลุดพ้นดีแล้ว.
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเห็น เวทนาอันไม่เที่ยงนั่นแหละ ว่าไม่เที่ยง ฯลฯ
    เห็นสัญญาอันไม่เที่ยงนั่นแหละ ว่าไม่เที่ยง ฯลฯ
    เห็นสังขารอันไม่เที่ยงนั่นแหละ ว่าไม่เที่ยง ฯลฯ
    เห็นวิญญาณอันไม่เที่ยงนั่นแหละ ว่าไม่เที่ยง .
    ความเห็นของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ
    เมื่อเธอเห็นโดยชอบ ย่อมเบื่อหน่าย เพราะสิ้นความยินดี จึงสิ้นความกำหนัด
    เพราะสิ้นความกำหนัด จึงสิ้นความยินดี เพราะสิ้นความยินดีและความกำหนัด
    จิตหลุดพ้นแล้ว เรียกว่า หลุดพ้นดีแล้ว.
    http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=17&A=1161&Z=1172.
    ^
    ^
    พระพุทธพจน์ชัดๆขนาดนี้ ยังดื้อรั้นเอาชนะพระองค์
    ด้วยภาษิตที่รจนากันขึ้นมามติของพวกตนเองในภายหลัง
    ยังจะให้วิญญาณเป็นจิต จิตเป็นวิญญาณอีกหรือ?
    เห็นวิญญาณอันไม่เที่ยงนั่นแหละ ว่าไม่เที่ยง .
    ความเห็นของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ
    อะไรที่เห็นว่าวิญญาณไม่เที่ยง?
    จิตผู้รู้ของตนเองที่เห็นความไม่เที่ยงของขันธ์๕ หรือ ตาเนื้อที่เห็นความไม่เที่ยง?
    พระพุทธองค์ทรงตรัสสั่งสอน และแยกจิตกับวิญาณไว้อย่างชัดเจน เพื่อกันความสับสน
    เห็นว่าขันธ์๕ ไม่เที่ยงเป็น ทุกข์ ไม่ใช่ตน ความเห็นของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ
    เมื่อเธอเห็นโดยชอบ ย่อมเบื่อหน่าย เพราะสิ้นความยินดี จึงสิ้นความกำหนัด
    เพราะสิ้นความกำหนัด จึงสิ้นความยินดี เพราะสิ้นความยินดีและความกำหนัด
    จิตหลุดพ้นแล้ว เรียกว่า หลุดพ้นดีแล้ว. [/b]
    มีตรงไหนบ้าง ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าวิญญาณหลุดพ้น หรือวิญญาณหลุดพ้นดีแล้วบ้าง?
     

แชร์หน้านี้

Loading...