ศาสตร์แห่งการช่วยเหลือมนุษย์ทั้งทางโลกและทางธรรม..หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

ในห้อง 'หลวงปู่ดู่ และ หลวงตาม้า' ตั้งกระทู้โดย apichayo, 4 ตุลาคม 2012.

  1. apichayo

    apichayo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤศจิกายน 2011
    โพสต์:
    488
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +3,931
    กำหนดจิตถามพระในเรื่องการปฏิบัติ

    [​IMG]


    กำหนดจิตถามพระในเรื่องการปฏิบัติ และในทุกเรื่องปัญหาชีวิตที่แก้ไม่ตก

    หลักการ

    ตอนหลวงตาม้าท่านออกธุดงค์ ก่อนออกธุดงค์นั้น หลวงปู่เรียกหลวงตาเข้าไปพบและมอบของสิ่งหนึ่งให้ .....สิ่งนั้นคือพระที่หลวงปู่ดู่สร้าง หลวงปู่ดู่บอกว่า " ....เอ็งเอาพระข้าไป ถ้าสงสัยอะไร เอ็งก็ถามพระเอาเอง ..."

    พระที่สร้างด้วยสูตรของหลวงปู่ พระองค์เดียวแม้เพียงขนาดปลายก้อย ก็เปรียบเสมอ Hard Disk ที่เก็บข้อมูลไว้ทุกอย่าง ของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เรื่องนี้เป็นเรื่องเฉพาะพระโพธิสัตว์บางองค์เท่านั้นที่ทำได้ ไม่ต้องสงสัยอะไรมากครับ ว่าหลวงปู่ทำได้อย่างไร เอาเป็นว่า เมื่อเรารู้ว่าพระสูตรหลวงปู่ทุกองค์ไม่ว่าจะสร้างโดยใคร หากได้รับการถ่ายทอดโดยครูบาอาจารย์กันเป็นทอด ๆ เฉพาะบุคคลที่เหมาะสม มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันบางประการ และสร้างด้วยเจตนาบริสุทธ์ หลวงปู่ท่านคุม และรับรองครับ

    เหมือนกับที่หลวงปู่พูดว่า " เอ็งนึกถึงข้า ข้าก็นึกถึงเอ็ง เอ็งไม่นึกถึงข้า ข้าก็ยังนึกถึงเอ็ง..." บารมีหลวงปู่ยังไม่รวมตัว ยังอยู่ทุกอณูอากาศธาตุทั้ง 4 เนื่องเพราะท่านตาย-เกิดมานานแสนนาน การโน้มนำบารมี การต่อกระแสจิตถึงท่านจึงง่ายกว่า มีพระสูตรหลวงปู่หากสงสัยอะไรถามพระครับ หลวงปู่ท่านมีวิธีผ่านพลังงาน ผ่านกระแส และตอบคำถามต่าง ๆโดยวิธีการของท่านครับ

    วิธีการ

    ๑. ทำใจสบาย ๆ หลวงปู่เน้นที่ใจสบายๆ เบา ๆ ไม่เคร่งเกินไป คนยุคนี้ที่ฝึกแล้วไม่ไปไหนก็เพราะชอบเข้าใจว่า ของแบบนี้ต้องเคร่งมาก ๆ ประเภทหลับตาปี๋ไม่คุยกันใคร ไม่ยิ้มไม่พูด อันนี้พังครับสุดโต่งเกินไป แต่ต้องตั้งใจด้วยนะ ไม่ปล่อยให้สบายเกินไป และโปรดอย่าเข้าใจว่าวิชานี้ต้องยาก เราไปติดว่ายากมันก็จะยาก จริง ๆ กำลังที่ใช้ก็ประมาณอุปจารสมาธิเอง ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่าย ๆกันทุกคนอยู่แล้ว

    ๒. กำพระผงจักรพรรดิแล้วกำหนดหลวงปู่หรือกำหนดให้เห็นรูปหลวงปู่ แล้วก็ถามเอาสบาย ๆไม่ต้องเคร่งอะไรมาก ไม่ต้องไปเงี่ยหูฟังว่าหลวงปู่จะตอบ บางทีหลวงปู่ไม่ตอบเป็นคำพูด ท่านจะตอบเป็นจิตรู้เลย หรือจะให้เห็นภาพเลย บางทีก็จะมีเหตุการณ์บางอย่าง ให้รู้เอง คือท่านจะดลทั้งใจ ทั้งรูปการณ์ให้พร้อมเสร็จ

    ...........................................................................
    คัดลอกมาจาก กำหนดจิตถามพระในเรื่องการปฏิบัติ และในทุกเรื่องปัญหาชีวิตที่แก้ไม่ตก
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 0.13.jpg
      0.13.jpg
      ขนาดไฟล์:
      144.4 KB
      เปิดดู:
      1,344
  2. apichayo

    apichayo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤศจิกายน 2011
    โพสต์:
    488
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +3,931
    การปฏิบัติพระกรรมฐานของหลวงปู่ดู่ โดยละเอียด..

    [​IMG]

    เริ่มแรก

    ให้ท่านกล่าว นะโม ขึ้นมา ๓ ครั้งดังนี้
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (๓ ครั้ง)

    ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบนมัสการนอบน้อมต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่จะเกิดขึ้น
    ข้าพเจ้าขอระลึกถึงพระปัญญาธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    ซึ่งบังเกิดขึ้นแล้ว ทำให้จิตของพระพุทธองค์เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์แจ่มใส
    เรียกว่า พระบริสุทธิคุณ
    และเมื่อพระองค์มีพระบริสุทธิคุณ และมีพระปัญญาธิคุณแล้ว
    ก็มิได้นิ่งนอนใจ หวังเพียงเพื่อที่จะช่วยให้สัตว์โลกทั้งหลาย
    ที่กำลังระทมไปด้วยความทุกข์ได้พ้นทุกข์
    ซึ่งมีวิธีการที่จะทำให้จิตของตนเองนั้น เกิดความสว่างจากความดี จากคุณธรรม
    เป็นพระคุณในข้อที่ ๓ อันนี้เรียกว่า พระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ไม่มีประมาณ
    ข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมรับ ระลึกถึงพระคุณ
    ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับตั้งแต่บัดนี้...

    ข้าพเจ้าขอเอาชีวิตจิตใจ ร่างกาย ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา
    ในบางครั้งที่เราทำสมาธิ เราอาจจะไม่มีดอกไม้ธูปเทียน
    เราก็ใช้วิธีเอาชีวิต จิตใจ ถวายเป็พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา
    เพราะว่าพระพุทธองค์ พระธรรม พระสงฆ์
    จะเป็นผู้ชุบชีวิต ทำจิตของเราจากการที่เป็นผู้ที่มีสันดานบาปหยาบช้า
    เป็นปุถุชน ให้เป็นสาธุชนหรือกัลยาณชน ในที่สุดจนเป็นพระอริยบุคคล
    เนื่องจากว่า ในพระพุทธศาสนานั้น ไม่ได้สอนเพียงให้ทำดี และละความชั่ว
    แต่มีขั้นตอนอีกอย่างหนึ่งคือ วิธีการทำจิตให้บริสุทธิ์
    เมื่อจิตที่บริสุทธิ์แจ่มใสแล้ว จะเป็นจิตที่เป็นเหมือนพระอริยะ
    จึงกล่าวได้ว่า ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาเอกของโลก
    เนื่องจากพระพุทธองค์ ทรงค้นพบสัจจะธรรม
    ทรงพบทุกข์ - เหตุของทุกข์ - วิธีการดับทุกข์ และผลที่ได้รับจากการดับทุกข์

    หลังจากนั้น ให้ตั้งใจสมาทานศีล
    เนื่องจากว่าในวันหนึ่งๆ นั้น เราอาจจะไปทำผิดศีลข้อหนึ่งข้อใด
    การสมาทานศีลจะป็นการทำจิตให้พร้อม
    เพราะเมื่อสมาทานศีลแล้ว จิตของเราก็จะบริบูรณ์
    โดยให้ระลึกนึกถึงดังนี้



    พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
    ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
    สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

    ทุติยัมปิพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
    ทุติยัมปิธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
    ทุติยัมปิสังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

    ตะติยัมปิพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
    ตะติยัมปิธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
    ตะติยัมปิสังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

    ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
    ว่าเป็นที่พึ่ง ที่ระลึก ทั้งครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ และครั้งที่ ๓
    การที่เราได้กล่าวไตรสรณคมน์นี้ ก็เป็นการประกาศตนเองเป็นพุทธมามกะ
    เมื่อประกาศตนเป็นพุทธมามกะได้ ก็จะต้องมีศีล
    ศีลของฆราวาส หรือศีลของปุถุชนทั่วไป คือ ศีล ๕
    ศีลแปลว่า ความปกติ จะเป็นปกติได้ก็อยู่ที่กฎเกณฑ์ของสังคม
    พระพุทธเจ้าทรงมองสังคมว่า ถ้าไม่มีการล่วงละเมิดศีลทั้ง ๕ ข้อนี้
    สังคมนั้น ก็จะเป็นสังคมที่สงบ
    เนื่องจากว่า ถ้าคนทุกรูป ทุกนาม ถือศีล รักษาศีล
    ศีลก็จะรักษาตัวเรา และรักษาสังคม

    หลังจากนั้น ให้พึงกำหนดจิต
    กล่าวอาราธนาบารมีพระ

    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะะหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ ครั้ง)

    พุทธัง อาราธนานัง กะโรมิ
    ธัมมัง อาราธนานัง กะโรมิ
    สังฆัง อาราธนานัง กะโรมิ

    นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา (๓ ครั้ง)
    นะโม โพธิสัตโต พรหมปัญโญ (๓ ครั้ง)

    ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
    ขออารธนาบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์
    ทั้งแสนโกฎิจักรวาล พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ทั้งแสนโกฎิจักรวาล
    พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย
    บารมีหลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด
    บารมีของหลวงพ่อดู่ วัดสะแก
    ขอได้โปรดได้ควบคุมการปฏิบัติสมาธิของข้าพเจ้า
    ให้มีจิตใจที่สะอาด ให้มีจิตใจที่สว่าง และมีจิตใจที่สงบด้วยเทอญ

    ลำดับต่อไปให้นึกถึง ความผิดที่เราได้เคยกระทำมา
    ด้วยกาย วาจา ใจ หรืการประมาทพลาดพลั้งในพระรัตนตรัย
    คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
    ซึ่งการกระทำของเราจะเป็นไปด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม
    เราตั้งใจที่จะขอขมาโทษ เพราะว่ากรรมที่ได้ประมาทในพระรัตนตรัยนั้น
    จะทำให้จิตของเราเนิ่นช้าต่อคุณธรรมที่ควรจะได้
    จงดำริขึ้นในใจว่า

    โยโทโส โมหะจิตเต นะพุทธัสมิง ปาปะกะโต มะยา
    ขะมะถะเม กะตัง โทสัง สัพพะปาปัง วินัสสันตุ

    โยโทโส โมหะจิตเต นะธัมมัสมิง ปาปะกะโต มะยา
    ขะมะถะเม กะตัง โทสัง สัพพะปาปัง วินัสสันตุ

    โยโทโส โมหะจิตเต นะสังฆัสมิง ปาปะกะโต มะยา
    ขะมะถะเม กะตัง โทสัง สัพพะปาปัง วินัสสันตุ

    ทำจิตของเรานึกถึงบารมีของ หลวงปู่ทวด หลวงปู่ดู่
    ทำจิตของเรานึกถึงบารมีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
    รวมทั้งบุญที่เราเคยทำมาตั้งแต่อดีตชาติ ปัจจุบัน และในขณะนี้
    แผ่เมตตาไปโดยไม่มีประมาณไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายว่า

    พุทธัง อนันตัง ธัมมัง จักรวาลัง สังฆัง นิพพานะปัจจะโยโหตุ


    การที่เราจะทำสมาธิต่อไปนั้น ให้นั่งเอาเท้าขวาทับเท้าซ้าย
    มือขวาวางไว้บนมือซ้าย มือขวากำพระไว้ในมือ
    กำพระไว้ในอุ้งมือโดยให้หัวแม่มือชนกัน
    ตั้งกายให้ตรง ทำกายให้ตรงไม่ต้องยืดหรือเกร็งตัวจนเกินไป
    นั่งให้สบายๆ เสร็จแล้วนำความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดมาวางไว้ที่ตรงหน้าผาก
    เหมือนเราคิดอะไรในใจ ความคิดอะไรวางไว้ตรงนั้น
    ซึ่งหน้าผากนี้ จะเป็นฐานหนึ่งของลมหายใจเช่นกัน
    ไม่ต้องนึกถึงลมหายใจเข้าออก
    เพราะลมหายใจเป็นของที่ละเอียด แต่จิตของเราจะเป็นของที่หยาบ
    ของที่หยาบจะไปจับของที่ละเอียดนั้น เป็นไปได้ยาก
    อันแรกเราก็ำหนดฐานของลมหายใจไว้ตรงที่กลางหน้าผาก
    แล้วบริกรรมในใจว่า

    พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
    ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
    สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

    หรือคาถามหาจักรพรรดิก็ได้เช่นกัน

    การบริกรรมนี้ก็ให้บริกรรมไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบไม่ต้องร้อน
    ไม่ต้องเร่ง ทำใจให้สบายๆ
    ทีนี้ บางครั้งก่อนที่เราจะบริกรรมนั้น เราอาจจะสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ
    เพื่อเป็นการปรับอารมณ์ ให้จิตของเราสบาย
    โปรดจำไว้อย่างหนึ่งว่า ให้ปฏิบัติหรือให้ทำอย่างสบายๆ
    อย่าไปเคร่งเครียด อย่าไปเร่งรัด
    เพราะจะทำให้ไม่ได้อะไรขึ้นมา
    ให้ทำใจเราให้ยึดอยู่แต่คำภาวนา

    หน้าที่ของเราก็คือ การบริกรรมนี้ เขาเรียกว่า การทำงานของจิต
    เนื่องจากว่าจิตของคนเรานั้นจะสนองทันทีในการคิด วุ่นวาย สับสน ปรุงแต่ง
    เมื่อมีการปรุงแต่งแล้ว จิตของเราก็จะหาความสงบไม่ได้
    เมื่อจิตหาความสงบไม่ได้ ก็เป็นจิตที่วุ่นวายสับสน
    เมื่อจิตวุ่นวายสับสน ก็หความสุขไม่ได้
    ดังพุทธภาษิตของพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ว่า

    นัตถิ สันติปะรัง สุขัง
    สุขยิ่งกว่าความสงบไม่มี


    การที่เราได้มาบำเพ็ญสมาธิ ได้ชื่อว่า เรากำลังทำให้จิตได้ทำงาน
    เพื่อให้เกิดความสงบ
    เพราะจิตที่สงบเท่านั้นจึงจะเป็นการพักจิต ฟอกจิต
    คนเราทุกวันนี้ อาบน้ำชำระร่างกายวันละ ๓ เวลา
    แต่ว่าไม่ได้ฟอกจิตของตัวเองเลย
    เรารับประทานอาหารวันละหลายมื้อ แต่ว่าเราไม่ได้ให้อาหารแก่จิตเลย
    เมื่อจิตซึ่งปราศจากความสงบ ความสมบูรณ์พูนสุขเข้าไปสะสมอยู่ในตัว
    จิตนั้นจะไปเกิดเป็น อาสวะ เป็นกิเลสซึ่งหมักหมม
    พอหมักหมมแล้วก็จะเกิดเป็นพิษต่อเจ้าของ
    เขาเหล่านั้นจะหาหนทาง หรือหาตัวเองไม่พบ
    เนื่องจากว่า ไม่ได้เข้ามาสู่การปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนา
    เพราะการปฏิบัติภาวนาเป็นวิถีทางที่พระอริยเจ้าทั้งหลายได้ดำเนินมา
    เราซึ่งได้ชื่อว่า เป็นลูกหลานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    ก็ควรกะทำตาม ประพฤติยึดแนวตามที่เรากล่าวกันว่าเรานับถือ
    บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้น

    การนับถือบูชาคือการยอมรับและนำมาปฏิบัติตาม
    พระพุทธองค์ทรงสำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณได้ก็ด้วยวิถีแห่งการบำเพ็ญสมาธิ

    เพราะเมื่อจิตสงบแล้ว ก็จะเกิดกำลังของจิตขึ้น
    เมื่อเราวิเคราะห์ไตร่ตรองได้แล้ว
    เราก็มีปัญญารู้ตามว่า สิ่งนั้นผิด สิ่งนั้นถูกโดยจิตใจของเราเอง
    หรือเรียกว่า เป็นคนที่รู้จริง ไม่ได้รู้ตามทฤษฎี
    คนที่รู้ตามทฤษฎีนั้น โอกาสที่จะทำจิตใจของตนเอง
    เพื่อที่จะค้นคว้าเข้าไปหาจิตของตนเองนั้นเป็นไปได้ยาก
    การที่เราบำเพ็ญภาวนาและกล่าวไตรสรณคมน์นั้น
    เมื่อจิตของเรายังไม่สงบนิ่ง
    ก็ให้กำหนดให้จิตเห็นเป็นตัวหนังสือปรากฎขึ้นในห้วงใจของเรา
    ที่จิตของเรา เหมือนกับเรากำลังเขียนหนังสือลงบนกระดานดำ
    หรือเขียนหนังสือฉายลงบนจอภาพ
    พอเราภาวนาว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
    ก็ให้เขียนเป็นตัวหนังสือไปตามนั้นทั้ง ๓ อย่าง
    พอจิตของเราชำนาญก็จะทำได้ดี
    เนื่องจากว่าเราใช้จิตของเราทำงานถึง ๒ อย่างคือ
    ๑. การบริกรรมในใจ
    ๒. การกำหนดตัวหนังสือ หรือการกำหนดกสิณ คือการเพ่ง


    เมื่อจิตมีงานทำทั้ง ๒ อย่าง
    การที่จิตจะส่ายก็จะลดน้อยลง
    จิตก็จะมุ่งมั่นอยู่กับการภาวนาอย่างสม่ำเสมอ
    ภาวนาไปเรื่อยๆ อย่างที่บอก ไม่ต้องรีบ
    ให้ถือ มัชฌิมา ปฏิปทา
    คือว่าในตอนแรกๆ ไม่ต้องนั่งนาน ทั้งนี้ เพราะจิตยังไม่คุ้นเคย
    ก็จะเกิดทุกขเวทนาขึ้นมา คือการปวดเมื่อยตามร่างกาย
    แรกๆ เราก็อย่าไปฝืนนั่ง
    พอจิตของเราเริ่มมีกำลังขึ้น เราก็ค่อยๆ เพิ่มทีละนิดๆ
    เพื่อให้จิตคุ้นอยู่กับคำภาวนา เมื่อจิตสงบแล้วมันจะมีตัวชี้
    ความสงบนั้นแสดงผลอยู่ที่ใจ
    คือ ใจหรือจิตของเราจะไม่ฟุ้งซ่าน
    จะมีความสบายกาย เบาเนื้อ เบาตัว เบาจิต เบาใจ
    เนื่องจาก จิตกับกายกำลังแยกออกจากกัน

    [​IMG]

    การที่จิตกับกายเริ่มแยกออกจากกันนั้น
    เกิดจากจิตที่เป็นสมาธิในขั้นหยาบ ขั้นกลาง ขั้นละเอียดเป็นลำดับๆ
    ไม่มีวิธีการใดเลย ในทางพระพุทธศาสนา ที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าการบำเพ็ญสมาธิ
    เพราะเมื่อมีสมาธิแล้ว สิ่งที่ติดตามมาก็คือ ปัญญา
    เราจึงมีปัญญาเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เนื่องจากว่าเราจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง
    ในขณะที่เราไม่ได้บำเพ็ญสมาธิ เข้ามาอยู่ในสายตาของเรา
    เข้ามาอยู่ในอารมณ์ของเราอยู่ตลอด
    เมื่อจิตของเราได้รับการทำสมาธิแล้ว จิตมีกำลังแล้ว
    ก็เริ่มที่จะพิจารณาความเป็นจริง
    ความเป็นจริงที่แสดงออก เมื่อแสดงออกมาแล้ว เราจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้น
    อันนี้คือ วิถีทางหรือกระบวนการที่ทำให้จิตเกิดวิปัสสนา
    วิปัสสนาคือปัญญา

    ปัญญาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมที่จะไปคุมศีล หรือคุมสมาธิ
    คือว่าเราจะรักษาศีล ทำสมาธิโดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ
    เพราะปัญญาเราเริ่มจะรู้แจ้งเห็นจริงแล้วว่า
    สิ่งเหล่านั้นเป็นคุณ เหมือนกับเราต้องรับประทานอาหาร หรือเราต้องหายใจ
    พอสิ่งเหล่านี้เป็นคุณ เราก็ถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งจะประจำตัวของเรา

    การที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้มาพบพระพุทธศาสนา
    และได้มาปฏิบัติธรรมนั้น เป็นสิ่งที่ยากเย็นมาก
    เพราะบารมีของผู้ที่จะมาศึกษา มาปฏิบติภาวนานั้น
    เป็นบารมีขั้นสุดท้ายในการที่จะตัดภพ ตัดชาติ
    การที่จะตัดภพตัดชาติได้ บารมีของท่านผู้นั้นจะต้องเข้มข้น
    จึงสามารถจะตัดสินได้เลยว่า บุคคลนั้นมีบารมีเข้มข้นหรือยัง
    ถ้าเราเริ่มที่จะพอใจในการบำเพ็ญสมาธิ ปฏิบัติภาวนานั่นแหละ
    ขอให้รู้ว่า บารมีของเรากำลังบังเกิดขึ้น
    และกำลังจะดำเนินไปสู่ทางที่ดีงามที่สุด

    ให้บริกรรมไปเรื่อยๆ บริกรรมไป ทำจิต ทำใจ ตั้งสติให้คุมคำภาวนาไว้ตลอด
    ไม่ให้จิตส่ายโอนเอียงไปข้างหน้าไปข้างหลัง
    ให้ทำจิตใจของเราให้เหมือนเรากำลังเข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    เรากำลังอยู่เบื้องพระพักตร์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    เรากำลังอยู่ในแวดวงพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย
    เมื่อเราได้บำเพ็ญมาแล้วด้วยดี
    ทุกครั้งก่อนที่เราจะเริ่มทำสมาธิหรือเริ่มภาวนา
    ให้ตั้งจิตของเราให้มีเมตตา อ้างเอาบุญญาธิการขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย
    ขอบุญบารมีของหลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด หลวงปู่ดู่ วัดสะแก
    รวมทั้งบุญบารมีของข้าพเจ้าที่ได้กระทำมาด้วยดี
    ขอแผ่ผลบุญนี้ไปไม่มีประมาณ ณ กาลบัดนี้

    สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา
    พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญ จะยังพะลัง
    อะระหันตานัญจะเตเชนะรักขัง พันธามิสัพพะโส

    ขออำนาจบุญบารมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
    จงมาสถิตติดอยู่ในใจของข้าพเจ้าตลอดไป

    พุทธังกำลังกล้า ธัมมังกำลังแกร่ง สังฆังกำลังแรง
    ด้วยฤทธิ์แห่งพระกำลัง ขอเชิญพระปัจเจกมาช่วยเสกกับพระอรหันต์
    ให้เป็นวิมานแก้วล้อมรอบครอบตัวพัวพัน คอยป้องกันภยันตราย

    พุทธัง อธิษฐามิ
    ขอการอธิษฐานของข้าพเจ้า จงสำเร็จได้ด้วยอานุภาพพระพุทธเจ้า
    ธัมมัง อธิษฐามิ
    ขอการอธิษฐานของข้าพเจ้า จงสำเร็จได้ด้วยอานุภาพพระธรรม
    สังฆัง อธิษฐามิ
    ขอการอธิษฐานของข้าพเจ้า จงสำเร็จได้ด้วยอานุภาพพระอริยสงฆ์ทั้งหลายด้วยเทอญ

    ก่อนที่เราจะลืมตาขึ้นมานั้น ให้พึงพิจารณาว่าทุกสิ่งทุกอย่าง
    พอเกิดขึ้น แล้วมาตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป
    นี่เป็นของจริงแท้แน่นอน เป็นสัจธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเล็งเห็น
    ด้วยพระญาณอันประเสริฐว่า ขึ้นชื่อว่าโลกแล้วจะต้องถึงคราวอันตรธานสูญหายวิบัติไป
    โลกภายนอกเช่น บุคคล สิ่งของทั้งหลาย
    โลกภายใน คือโลกของเราเอง เปรียบเสมือนพวกร่างกาย
    เมื่อถึงวันเวลาซึ่งเรายืมเขามา คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุ
    มาประชุมรวมกันเป็นร่างกาย โดยมีจิตปฏิสนธิวิญญาณของเราครองอยู่ สิงสถิตรวมอยู่
    จึงถือได้ว่า พ่อแม่เป็นผู้ที่ให้ร่างกายให้เรามาอาศัยอยู่
    ถึงเวลาแล้วเขาก็ต้องเรียกคืนไป โลกก็จะต้องกลับคืนไปสู่โลก
    ไม่มีคนหนึ่งคนใดจะเอาทรัพย์สมบัติอะไรไปได้ แม้แต่เพียงหยิบมือ หรือเพียงธุลีเดียว
    สิ่งที่จะติดตัวไปได้นั้นคือ บุญ บาป ชั่ว ดี เท่านั้น
    หมั่นพิจารณาอยู่เสมอๆ ว่า พอร่างกายนั้นตาย เราไม่สามารถจะนำเอาอะไรไปได้
    การที่เราได้คิดอยู่ทุกวัน คิดถึงความตายอยู่เสมอๆ
    จิตของเราก็จเป็นจิตซึ่งทรงอานุภาพ และเป็นจิตที่ไม่ประมาท
    ในการที่จะสร้างคุณงามความดียิ่งๆ ขึ้นไป
    สมดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสบอกกับพระอานนท์ว่า
    ตถาคตคิดถึงความตายอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก
    พระดำรัสนี้ย่อมแสดงถึงว่า
    ผู้มีสติพร้อมบริบูรณ์ก็จะระลึกความตายเหมือนสายฟ้าแลบ
    เมื่อระลึกดังนี้ได้อยู่อย่างสม่ำเสมอ จิตของเราก็จะเป็นจิตที่เมตตา
    ไม่อาฆาต ไม่พยาบาท บุคคลหนึ่งบุคคลใด

    และก่อนที่จะลืมตา ให้ทำจิตของเราให้แจ่มใส
    แผ่เมตตาและสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ
    อธิษฐานถึงความดีอันนี้ ขอให้ติดตัวตลอดไป..

    เรียบเรียงจาก "ร่มเงาพุทธฉัตร"
    ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ศุภรัตน์ แสงจันทร์

    .................................................................
    คัดลอกมาจาก การปฏิบัติพระกรรมฐานของหลวงปู่ดู่โดยละเอียด
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • be173b921.jpg
      be173b921.jpg
      ขนาดไฟล์:
      54.9 KB
      เปิดดู:
      1,353
    • 68_resize.jpg
      68_resize.jpg
      ขนาดไฟล์:
      63 KB
      เปิดดู:
      1,063
    • 1.2.jpg
      1.2.jpg
      ขนาดไฟล์:
      11.9 KB
      เปิดดู:
      354
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 21 ตุลาคม 2012
  3. apichayo

    apichayo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤศจิกายน 2011
    โพสต์:
    488
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +3,931
    ตัวประมาทคือตัวตาย

    [​IMG]

    โดย พี่สิทธิ์

    หลวงปู่เคยกล่าวสอนว่า “จำไว้...ตัวประมาทนี่แหละคือตัวตาย”

    ในบรรดาข้อธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสสอนนั้น ความไม่ประมาทถือเป็นข้อธรรมที่ครอบธรรมทั้งหมดทั้งมวล อุปมาเหมือนรอยเท้าช้างที่ครอบงำรอยเท้าสัตว์ทั้งปวง เพราะอาศัยความไม่ประมาท บุคคลจึงจะเกิดความขวนขวายในทาน ศีล ภาวนา

    หากเราพิจารณาสอบทานใจตัวเองว่าทำไมหนอเรายังเป็นผู้ประมาท ยังเผลอเพลินไปกับการงานกิจกรรมต่าง ๆ อย่างขาดสติอยู่ได้ทั้ง ๆ ที่หลวงปู่ก็เตือน พระพุทธเจ้าก็เตือนให้เราเร่งทำกิจเพื่อความพ้นทุกข์ แข่งกับสังขารที่มันกำลังเสื่อมลงไปเรื่อย ๆ

    คำตอบอันหนึ่งที่ได้คือ เพราะเรายังไม่เห็นทุกข์จริง เมื่อไม่เห็นทุกข์อันเป็นอริยสัจข้อต้นจึงเป็นอันว่าไม่ต้องพูดถึงอริสัจข้ออื่น ๆ ถึงจะเจริญอริยสัจข้อที่เรียกว่ามรรค ก็ทำแบบแกน ๆ หรือทำเพื่อวัตถุประสงค์ในทางโลก ๆ เช่น บ้างก็ปฏิบัติธรรมเพื่อให้สังคมยอมรับบ้างก็ปฏิบัติธรรมเพราะเพื่อน ๆ เขาทำกัน บ้างก็ปฏิบัติเพื่อให้มีสมาธิในการทำงานเลี้ยงชีพ บ้างปฏิบัติเพื่อแก้บนหรือสะเดาะเคราะห์ก็มี ฯลฯ

    ดังนั้น การปฏิบัติอันเป็นผลผลักดันจากการเห็นทุกข์จึงมีน้อย ดังนั้น ความมุ่งหมายของการปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์จึงน้อยตามไปด้วย เหมือนที่ หลวงน้าสายหยุด เล่าให้ฟังว่า หลวงปู่ทวดเคยตั้งคำถามลูกศิษย์กรรมฐานให้ตอบใจตัวเองว่าปฏิบัติเพื่ออะไรกันแน่ คือ ๑. ปฏิบัติพอเป็นนิสัยปัจจัย ขยันก็ทำ ขี้เกียจก็หยุด หรือ ๒. ปฏิบัติพอให้มีธรรมะเป็นที่พึ่งคลายทุกข์ใจบ้าง หรือ ๓. ปฏิบัติหวังเอาความพ้นทุกข์ จะทุ่มเทปฏิบัติจริงจังเพียรไรก็ให้ถามใจตัวเอง

    การจะเห็นทุกข์นั้นต้องอาศัยการหมั่นคิดพิจารณาอยู่เนือง ๆ เพราะความทุกข์ของคนรอบข้างยังเป็นของห่างตัวเรา ไม่อาจเข้ามาสัมผัสใจเราได้ ทั้งที่ได้เห็นคนหรือสัตว์ตาย หรือเจ็บป่วยทรมาน หรืออดอยากหิวโซ ชีวิตเหมือนไร้ความหวัง มีแต่หายใจเพื่อรอวันตายเท่านั้น การที่ไม่สัมผัสหรือตระหนักถึงทุกข์ของคนสัตว์รอบข้างก็เพราะไม่น้อมเข้ามาใส่ตัว มิได้คิดว่าหากเป็นเราจะเป็นยังไง น้ำตาของคนทุกข์ที่พระท่านอุปมาว่ารวมกันแล้วมากกว่าน้ำในแม่น้ำมหาสมุทรนั้นมันให้ความรู้สึกอย่างไร

    กิจใดเป็นไปเพื่อสะสมความโลภ ความโกรธ ความหลง ความประมาท ความเผลอเพลิน ขาดสติ เราละหรือผ่อนลงมาบ้างหรือยัง กิจใดที่เป็นไปเพื่อลดความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นไปเพื่อความไม่ประมาท เป็นไปเพื่อความบริบูรณ์แห่งสติสัมปชัญญะ เราบำเพ็ญให้มากขึ้นหรือยัง?

    สิ่งหนึ่งที่ใช้เป็นอุบายช่วยให้เราประมาทน้อยลง ๆ ก็คือ ให้มีคำพูดของหลวงปู่ดู่ดังก้องกังวานอยู่ในใจเสมอว่า

    “จำไว้... ตัวประมาทนี่แหละคือตัวตาย”<!-- google_ad_section_end -->

    ............................................................

    คัดลอกมาจาก http://palungjit.org/threads/ประสบก...ดู่-พรหมปัญโญ-วัดสะแก-จ-อยุธยา.208663/page-64
     
  4. ไห่เฉากุหลาบไฟ

    ไห่เฉากุหลาบไฟ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 ตุลาคม 2004
    โพสต์:
    896
    ค่าพลัง:
    +2,170
  5. apichayo

    apichayo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤศจิกายน 2011
    โพสต์:
    488
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +3,931
    รำลึกพระคุณหลวงปู่ดู่
    โดย ครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร


    จากหนังสือกายสิทธิ์

    [​IMG]

    อาตมา พระบุญชุ่ม ญาณสังวโร จำพรรษาอยู่ที่พระธาตุดอนเรือง เมืองพงษ์ เขตพม่า ในพรรษาที่ ๒

    อาตมาได้นิมิตเห็นหลวงปู่แก่เฒ่าองค์หนึ่ง อายุประมาณ ๘๐ ถึง ๙๐ ปี มาเทศน์ให้ฟังตอนที่อาตมาเข้ากรรมปฎิบัติไม่พูด ๗ วัน ท่านเทศน์สอนเรื่องการปฎิบัติให้มีสติและให้อยู่สันโดษ มีขันติ มีเมตตา และความเพียร ให้ถึงความพ้นทุกข์ ให้ดับเสียสิ้นชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ให้ถึงซึ่งพระนิพพานเป็นที่สิ้นสุด

    ท่านเทศน์เป็นภาษาบาลี และแปลเป็นไทยให้ฟังอย่างชัดเจน แล้วท่านก็เทศน์สอนเรื่องปฎิจจสมุปบาทและเทศน์ให้ฟังอีกหลายอย่าง อาตมารู้สึกปิติและอิ่มเอิบในรสพระธรรมของท่าน อาตมาจึงนึกถึงหลวงปู่องค์นั้นเสมอว่าท่านนั้นเป็นใคร และยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ได้แต่กราบขอพรท่านทุกวัน

    ต่อมาไม่นาน หลวงปู่โง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ท่านเป็นอาจารย์องค์สุดท้ายของอาตมา ที่ท่านได้ส่งตัวอาตมาไปทำความเพียรที่ภูเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล แล้วท่านก็ไปรับกลับมาบวชพระที่เชียงใหม่และอาตมาก็จำพรรษาที่พม่า พอดีอาตมาทำบุญคล้ายวันเกิด วันที่ ๕ มกราคม ๒๕๓๑ อาตมาได้นิมนต์ หลวงปู่โง่น ได้โปรดเมตตารับเครื่องไทยทานใน วันที่ ๔ มกราคม หลวงปู่โง่น ค้างคืนที่วัดพระธาตุดอนเรือง ท่านได้เอ่ยถึง หลวงปู่ดู่ วัดสะแก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่าเป็นพระที่มีเมตตาองค์หนึ่งในอยุธยาและเป็นพระอริยบุคคลองค์หนึ่ง อาตมาได้ยินก็อิ่มเอิบ ปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง อยากจะไปกราบไหว้บูชาพระองค์นั้น

    [​IMG]

    พอดีอาตมาได้ไปทำบุญคล้ายวันเกิดหลวงปู่โง่น พอเสร็จก็ขออนุญาติหลวงปู่โง่นไปกราบหลวงปู่ดู่ ซึ่งหลวงปู่โง่นก็อนุญาติและเขียนจดหมายกำกับไปด้วย พอไปถึงวัดสะแกก็เข้าไปกราบหลวงปู่ดู่ ท่านกำลังนั่งรับแขกอยู่ที่กุฎิไม้ พอได้เห็นหลวงปู่ดู่ก็นึกขึ้นได้ เหมือนในนิมิตตอนเข้ากรรม (หลวงปู่เฒ่าองค์นั้นก็คือ หลวงปู่ดู่ นั่นเอง !!!) จึงก้มกราบขอพรท่าน ท่านก็ให้พรแล้วยังถวายผ้าไตรจีวรกับพระพุทธรูป ๒ องค์ รูปเหมือนหลวงปู่ทวดอีก ๑ องค์แก่อาตมา และอาตมาก็ถวายน้ำผึ้งและยา ท่านยิ้มแย้มมีเมตตาที่สุด อาตมาเอา พระบรมสารีริกธาตุ น้อมถวายแก่หลวงปู่ ท่านพูดว่า

    "เราพึ่งพูดเรื่องพระธาตุเมื่อตะกี้ บัดนี้ท่านเอาพระธาตุมาถวายเป็นนิมิตหมายมงคลยิ่ง"

    หลวงปู่ก็ให้พรด้วยใบหน้าที่อิ่มเอิบ อาตมาได้เอาพระธาตุส่วนหนึ่ง และลูกประคำให้หลวงปู่อธิษฐานจิต ท่านมีลูกศิษย์หนุ่มคนหนึ่งอายุประมาณสัก ๒๖ หลวงปู่ถามลูกศิษย์ว่า

    "สว่างไหม เห็นชัดไหม มองไปให้ลึกๆ"

    ลูกศิษย์ก็ตอบว่า

    "เห็นแล้ว สว่างแล้ว"

    หลวงปู่จึงปลุกเสกหลับตาอธิษฐานพระธาตุ และลูกประคำ แล้วท่านก็บอกว่า

    "พระธาตุนี้ไปมาหลายที่แล้ว เคยอยู่ที่พระธาตุนครปฐม และพระธาตุนครพนม"

    หลวงปู่ท่านก็สั่งให้เก็บรักษาบูชาไว้ให้ดี อาตมาจึงกราบนมัสการลาหลวงปู่กลับวัดพระธาตุดอนเรือง อาตมาระลึกถึงบูชาพระคุณของหลวงปู่อยู่มิได้ขาด

    ต่อมาไม่นาน อาตมาก็ได้ไปกราบหลวงปู่อีกครั้ง หลวงปู่ท่านก็แนะนำสั่งสอนให้เร่งความเพียรหลวงปู่คงอยู่ไม่นาน อาตมาก็กลับวัดมาปฎิบัติธรรมตามคำสอนของหลวงปู่ด้วยความอุตสาหะ ยังนึกอยู่ในใจว่าถ้ามีโอกาศจะไปอุปัฎฐากหลวงปู่

    อยู่อีกไม่นาน อาตมาก็ได้ยินข่าวว่าหลวงปู่ละสังขารเสียแล้ว เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง อาตมารู้สึกสังเวช และเสียดายหลวงปู่อย่างมาก ที่ท่านมีเมตตาอบรมสั่งสอนอาตมาซึ่งชีวิตนี้หาไม่ได้อีกแล้ว จึงนึกถึงมรณสติกรรมฐานเป็นอารมณ์ปลงเข้าไปในไตรลักษณ์เป็นกฎธรรมชาติ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อาตมาจึงอธิษฐานตั้งใจปฎิบัติธรรมตามคำสอนของหลวงปู่ทุกอย่าง ให้ถึงความพ้นทุกข์ มีพระนิพพานเป็นที่สุด

    หลวงปู่ท่านมรณภาพสิ้นไป เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ที่ให้ความสว่างส่องแจ้งในโลกและดับไป อุปมาเหมือนดั่งดวงประทีปที่ให้ความส่องสว่างแก่ลูกศิษย์ได้ดับไป ถึงแม้พระเดชพระคุณหลวงปู่ดู่ได้มรณะไปแล้ว แต่บุญบารมีที่ท่านเมตตา รอยยิ้มอันอิ่มเอิบยังปรากฎฝังอยู่ในดวงใจของอาตมามิอาจลืมได้ ถ้าหลวงปู่มีญาณรับรู้และแผ่เมตตาถึงลูกศิษย์ทุกคน ขอให้พระเดชพระคุณหลวงปู่ เข้าสู่พระนิพพานเป็นอมตะแด่ท่านเทอญ

    อาตมาขอกราบคารวะพระเดชพระคุณ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ด้วยความเคารพบูชาสูงสุด

    พระบุญชุ่ม ญาณสังวโร
    วัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพงษ์ เขตพม่า<!-- google_ad_section_end -->

    *************************************************
    คัดลอกมาจาก http://palungjit.org/threads/ประสบก...ดู่-พรหมปัญโญ-วัดสะแก-จ-อยุธยา.208663/page-68
     
  6. apichayo

    apichayo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤศจิกายน 2011
    โพสต์:
    488
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +3,931
    หลวงปู่รักในหลวงมาก

    [​IMG]

    โดย พี่สิทธิ์


    ในสมัยที่หลวงปู่มีชีวิต ท่านจะกำชับให้ลูกศิษย์ของท่าน

    "เอาบุญจากการภาวนา รวมเข้ากับบุญของพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ถวายให้ในหลวง รวมทั้งแผ่เมตตาให้เทพเทวาผู้ปกรักษาพระองค์ท่านให้มีความสุข แล้วก็กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวรของพระองค์ท่านให้ไปเกิดในสุคติภูมิ"

    หลวงปู่กล่าวว่า

    "หากไม่มีในหลวง พระพุทธศานาก็ตั้งอยู่ไม่ได้"

    หลายครั้ง ที่ลูกศิษย์จะรับทราบได้ว่าหลวงปู่จะเข้าที่เพื่ออธิษฐานช่วยในหลวง(ในยามที่พระองค์ทรงพระประชวร) นอกจากนี้ ท่านยังกำชับให้แผ่เมตตาให้ประเทศชาติ ดังเช่นการอธิษฐานช่วยประเทศชาติของ หลวงปู่เกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ ด้วยเช่นกัน

    *(หลวงปู่เกษมจะมีคาถากำกับด้วยว่า รัฐะ ปาลา สมัคคา สทา โหนตุ)

    สรุปก็คือ

    "นักปฏิบัติต้องไม่ลืมประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
    เพราะสามสถาบันนี้เกื้อกูลให้เราได้รับความร่มเย็นเป็นสุข
    ได้รับความสัปปายะแก่การปฏิบัติธรรมสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน"

    ***************************************************
    คัดลอกมาจาก
    http://palungjit.org/threads/ประสบก...ดู่-พรหมปัญโญ-วัดสะแก-จ-อยุธยา.208663/page-73
    <!-- google_ad_section_end -->
     
  7. apichayo

    apichayo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤศจิกายน 2011
    โพสต์:
    488
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +3,931
    การตั้งนิมิตองค์พระ..ในเวลาปฏิบัติสมาธิภาวนา..

    [​IMG]






    ในตอนเริ่มต้นภาวนานั้น ที่นิยมกันก็คือ การตั้งนิมิตองค์พระ

    (ซึ่งอาจเป็นรูปองค์พระที่อยู่ในกำมือ) ไว้กึ่งกลางหน้าผาก ให้แตะรู้เบา ๆ อย่ากำหนดแรงนัก
    และให้คำบริกรรมภาวนาไตรสรณคมน์ ดังก้องกังวานออกมาจากองค์พระ
    (เพื่อให้รวมความรู้สึกไว้ในจุดเดียว)


    การเห็นนิมิตนั้น บางครั้งยังไม่ชัดเจนในตอนต้น อาจเพราะจิตยังฟุ้งอยู่
    เพราะระหว่างวันไม่ได้สำรวมรักษาจิตเท่าที่ควร หรือ อาจเพราะกำหนดแรงไป
    ดังนั้น ควรสูดลมหายใจลึก ๆ ปรับการนั่งให้เป็นที่สบายเสียก่อน
    แล้วนึกนิมิตง่าย ๆ เหมือนนึกถึงใบหน้าของคุณพ่อคุณแม่เรา


    รายละเอียดระหว่างปฏิบัติขอข้ามไปก่อน
    ทีนี้ในตอนจะเลิก ก่อนอาราธนาพระเข้าตัว และ แผ่เมตตา
    ก็ให้เคลื่อนนิมิตองค์พระเข้ามาไว้กลางตัว
    ขยายองค์ท่านให้ใหญ่ จนเกศของท่านจรดที่บริเวณลูกกระเดือกของเรา
    ส่วนฐานอยู่ที่กลางท้อง หันพระพักตร์ออก


    ตั้งนิมิตเสร็จ ก็กล่าวคำอาราธนาพระเข้าตัว พร้อมกับแผ่เมตตา
    โดยกำหนดให้แสงสว่าง (บุญ) ออกจากองค์พระกลางตัว ออกไปทุกทิศทุกทาง
    ทั้งเบื้องบน เบื้องล่างด้วย (ถ้าตั้งจิตจนเกิดปีติในระหว่างแผ่เมตตา...ก็จะยิ่งดี)


    เมื่อออกจากการนั่งกรรมฐานแล้ว ก็ให้ระลึกว่า องค์พระยังอยู่
    เราก็บริกรรมภาวนาประคององค์พระไว้ให้ได้ตลอดวัน
    จะทำอะไร พูดกับใคร ก็แบ่งใจส่วนหนึ่งมาระลึกองค์พระนี้ไว้
    พอถึงเวลาปฏิบัติ จิตก็จะสงบได้ง่าย


    การภาวนา...จะหวังจับยอดเอาปัญญาเลย โดยมองข้ามความสงบของใจนั้นไม่ควร
    เพราะอุปมาเหมือนจะรับประทานอาหาร แต่ไม่มีที่ตั้งจานข้าว
    ที่กล่าวมานี้ไม่ใช่แบบสำเร็จรูปตายตัว บอกเล่าไว้ให้พอเป็นแนวทางเท่านั้นครับ

    จากบทความของ คุณสิทธิ์

    ***************************************************
    คัดลอกมาจาก http://palungjit.org/threads/ประสบก...ดู่-พรหมปัญโญ-วัดสะแก-จ-อยุธยา.208663/page-79
     
  8. apichayo

    apichayo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤศจิกายน 2011
    โพสต์:
    488
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +3,931
    หลวงปู่เสกพระให้ผู้ป่วยวาระสุดท้าย

    [​IMG]

    โดย พี่สิทธิ์

    เย็นวันหนึ่ง มีลูกศิษย์หลวงปู่ ๒ คน เข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่ พร้อมกับพระพุทธรูปหน้าตัก ๕ นิ้ว ที่ยังมิได้ผ่านพิธีซึ่งเช่ามาจากตลาดพระ ๑ องค์ เพื่อขอให้หลวงปู่เมตตาอธิษฐานจิต เพื่อนำไปไว้หัวเตียงผู้เป็นพ่อที่ป่วยหนักอยู่ที่โรงพยาบาล

    เมื่อหลวงปู่ทราบความเป็นไปแล้ว ศิษย์คนที่เป็นลูกผู้ป่วยก็ไปนั่งสมาธิให้พ่อที่หอสวดมนต์ ส่วนศิษย์อีกคนหนึ่งก็ถูกหลวงปู่เรียกมาเป็นประจักษ์พยานการอธิษฐานพระของท่าน โดยท่านให้เขานั่งจับที่ฐานพระแล้วหลับตาภาวนา ส่วนท่านเอามือข้างขวามาจับที่ไหล่พระแล้วอธิษฐานจิต

    ขณะที่ศิษย์ผู้นั้นนั่งหลับตาภาวนาได้สักครู่หนึ่ง เขาก็เริ่มเห็นนิมิตแสงสว่าง แล้วก็เห็นหลวงปู่ทวดถือไม้เท้า พร้อมด้วยขบวนเทวดาและช้างม้า ฯลฯ เดินเวียนคล้ายเกลียวสว่าน ค่อย ๆ ต่ำลงมา ๆ กระทั่งมาที่องค์พระที่เขาจับอยู่

    ในตอนสุดท้าย หลวงปู่ว่า บทประสิทธิพระคือบทเตสังฯ ศิษย์คนที่จับฐานพระอยู่เบื้องหน้าท่านจึงลืมตาขึ้น และเขาต้องประหลาดใจเมื่อเห็นที่ฐานพระมีรูปเทวดาและช้างม้าต่าง ๆ คล้ายอย่างที่เห็นในนิมิต (ตอนนำมา เขายังไม่มีโอกาสดูรายละเอียด เพราะเพื่อนคนที่เป็นลูกของผู้ป่วยเป็นคนเช่าบูชามา) จึงเกิดความเข้าใจขึ้นว่า หลวงปู่ท่านน่าจะอธิษฐานนามให้สัมพันธ์กับรูปด้วยกระมัง

    แต่อย่างไรก็ดี ศิษย์ผู้นี้เป็นคนขี้ลังเลสงสัย (อย่างยิ่ง) จึงเอ่ยปากถามหลวงปู่ว่า

    “หลวงปู่ครับ เราจะรู้ได้อย่างไรครับว่า นิมิตที่เห็นนั้นเป็นนิมิตจริงหรือไม่จริง”

    หลวงปู่ก็พูดพลางหัวเราะว่า “บ๊ะ แกมันอย่างเงี้ยะ”

    สุดท้าย ก็ได้นำพระไปไว้ที่เตียงผู้ป่วยตามปรารถนา ไม่กี่วันหลังจากนั้นผู้ป่วยก็เสียชีวิต ศิษย์เชื่อมั่นว่าหลวงปู่ได้แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรไม่ให้ผู้ป่วยทรมานมาก อีกทั้งได้นำทางดวงจิตของผู้ตายไปสู่สัมปรายภพอย่างแน่นอน เพราะหลวงปู่ท่านมีปรกติสงเคราะห์เป็นพิเศษหากศิษย์ผู้นั้นเป็นผู้มีความกตัญญูต่อบุพการี


    **************************************************
    คัดลอกมาจาก http://palungjit.org/threads/ประสบก...ดู่-พรหมปัญโญ-วัดสะแก-จ-อยุธยา.208663/page-80
    <!-- google_ad_section_end -->
     
  9. apichayo

    apichayo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤศจิกายน 2011
    โพสต์:
    488
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +3,931
    เรื่องของอาม่ากับหลวงปู่ดู่และเจ้าแม่กวนอิม ..

    [​IMG]

    เคยมีผู้กล่าวถึงเจ้าแม่กวนอิมให้หลวงปู่ฟัง
    หลวงปู่ดู่ท่านพูดยิ้ม ๆ ว่า “อ้อ เจ๊นะเหรอ”
    ท่าน ว่าเพียงเท่านี้

    เมื่อกล่าวถึงเจ้าแม่กวนอิมหรือพระ โพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ตามประวัติแล้วก็ต้องนับว่าท่านตั้งความปรารถนาไว้สูงยิ่ง คือปรารถนาจะรื้อขนสัตว์โลกไปจนกระทั่งไม่มีเหลือ แต่ถึงกระนั้น ด้วยเพศภาวะที่เป็นหญิงจึงทำให้สันนิษฐานว่าท่านยังมิได้รับพุทธพยากรณ์จาก พระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง (เพราะหากได้รับการพยากรณ์แล้ว ย่อมจะเที่ยงแท้ว่าอีกกี่อสงไขยจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า รวมทั้งย่อมจะเกิดเป็นชายเท่านั้น เป็นต้น)

    มีอาม่าท่านหนึ่ง (อาม่าท่านที่เป็นที่รู้จักในฐานะที่สัมผัสเหรียญหลวงปู่ดู่ รุ่นกระโดดบาตร ดังที่มีคนอ้างอิงอย่างกว้างขวาง) ซึ่งปฏิบัติภาวนามากว่า ๕๐ ปี โดยมีเจ้าแม่กวนอิมเป็นสรณะในใจตลอดมา ได้กล่าวยืนยันให้ลูกชายฟังว่า เจ้าแม่กวนอิมมีจริง แต่ก็นึกไม่ถึงว่าในแผ่นดินไทยผืนเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับประเทศจีน จะมีพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีมากกว่าเจ้าแม่กวนอิมที่อาม่านับถืออยู่ (อาม่าทราบจากการสัมผัสพลังพระที่หลวงปู่ดูเสก)

    อาม่าบอกให้ลูกชายไปตามหาและกราบ สักการะผู้ที่เสกเหรียญดังกล่าว (เหรียญที่หลวงปู่ดู่เสก) ผ่านไปไม่นาน ลูกชายก็เอารูปหลวงปู่ดู่มาให้อาม่าดู อาม่าพูดทันทีว่าองค์นี้แหละที่เป็นผู้เสกเหรียญดังกล่าว เพราะอาม่าเห็นท่านนั่งอยู่ในเหรียญ แต่อาม่าไม่รู้ว่าท่านยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ (ช่วงนั้นหลวงปู่ยังไม่ละสังขาร) จากการปฏิบัติภาวนาสม่ำเสมอมาอย่างยาวนาน ทำให้อาม่ามีความรู้อะไรแปลก ๆ แต่แทบไม่ได้เล่าให้ใครฟัง กระทั่งใกล้จะละสังขาร

    วกกลับมาเรื่องเจ้าแม่กวนอิม อาม่าบอกว่าองค์จริงของท่านที่บนสวรรค์นั้นเป็นผู้ชาย และส่วนใหญ่ท่านก็เกิดเป็นผู้ชาย มีเพียงชาติที่เป็นเจ้าแม่กวนอิมนี้แหละที่มีเหตุปัจจัยบางอย่างทำให้เกิด เป็นหญิง (ข้อนี้สอดคล้องกับข้อสันนิษฐานของท่านผู้รู้ที่ว่าเจ้าแม่กวนอิมแท้จริง เป็นชาย ซึ่งก็คือพระอวโลกิเตศวรนั่นเอง แต่การที่สร้างรูปเคารพในสมัยหลังเป็นหญิง ก็อาจเป็นเพราะเพศหญิงเป็นเพศแม่ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นใจมากกว่า หรือไม่ก็เพราะพระโพธิสัตว์สามารถแปลงร่างไปสงเคราะห์ผู้คนให้เหมาะกับ สถานการณ์ เช่น เวลาไปสงเคราะห์ผู้หญิงก็จะแปลงเป็นหญิง เป็นต้น – ข้อสันนิษฐานของอาจารย์เสถียร โพธินันทะ ปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาในช่วงกึ่งพุทธกาล)

    อาม่ายืนยันว่าบารมีของผ่อสัก (พระโพธิสัตว์) ในเมืองไทย (หมายถึงหลวงปู่ทวด/หลวงปู่ดู่) นั้นมากกว่าเจ้าแม่กวนอิมที่อาม่านับถือ และอาม่ายังบอกกับลูกชายอีกว่าเจ้าแม่กวนอิมยังจะไม่เป็นพระพุทธเจ้า แต่ผ่อสักเมืองไทยใกล้จะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว (บารมีเต็มแล้ว) ซึ่งเรื่องนี้ ตัวลูกชายอาม่ารู้สึกแปลกใจเพราะโดยปรกติครูบาอาจารย์ใคร ก็มักได้รับการยกไว้สูงสุด เป็นการยากมากที่อยู่ ๆ จะยกใคร โดยเฉพาะผู้ที่ตนไม่รู้จักให้มาอยู่เหนือครูอาจารย์ของตน ทั้ง ๆ ที่อาม่าเองก็ปฏิบัติภาวนาถือเจ้าแม่กวนอิมเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจว่ากว่า ๕๐ ปีแล้ว นี่น่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่าอาม่าสัมผัสรู้ภายในได้จริง ๆ และอย่างผู้ไม่มีอคติ

    หากเป็นดังที่อาม่าเล่ามาก็ช่วยให้ พอสันนิษฐานได้ว่า การที่หลวงปู่ดู่ท่านเรียกเจ้าแม่กวนอิมว่า “เจ๊” อาจเป็นเพราะเจ้าแม่กวนกิมนั้นเป็นพระโพธิสัตว์ที่อยู่เมืองจีน ประกอบกับยังอยู่ระหว่างการบำเพ็ญบารมี คือยังเป็นน้องในทางพระโพธิญาณ ท่านจึงพูดหยอกเอานั่นเอง

    มีเรื่องที่น่าพิจารณาเกี่ยวกับปาง ต่าง ๆ ของเจ้าแม่กวนอิม อาจารย์เสถียร โพธินันทะ ผู้แตกฉานในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน และเป็นผู้ริเริ่มแปลพระสูตรทางฝั่งมหายานให้ชาวพุทธเถรวาทเราได้รู้จัก ท่านได้ให้ความรู้ไว้ว่า ในลัทธิมหายานนิกายพุทธตันตระหรือมนตรยาน ซึ่งเป็นลักทธิมหายานรุ่นหลัง เอาคติทางลัทธิฮินดูตันตระมาแทรก จำแนกปางอวตารต่าง ๆ ของพระอวโลกิเตศวรออกเป็น ๓๓ ปาง ที่รู้จักก็เช่น ปางพันพระหัตถ์ และปางทรงเครื่อง (อลังการภูษิต) เป็นต้น

    อาจารย์เสถียร ยังบอกอีกการนับถือพระโพธิสัตว์ขึ้นอยู่กับวุฒิปัญญาและฐานะของผู้นับถือ คือจะนับถืออย่างเทพเจ้าที่คอยประทานอะไรต่อมิอะไรเหมือนอย่างเทพเจ้าของ ฮินดู หรือจะนับถือบูชาด้วยการเข้าถึงแก่นแห่งธรรมะในองค์พระโพธิสัตว์ คือพระปัญญาคุณ พระสันติคุณ และพระกรุณาธิคุณ ให้มาประทับอยู่ในดวงจิต ก็ขึ้นอยู่ที่ผู้บูชา

    หมายเหตุ อาจารย์เสถียรละสังขารเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙ ด้วยวัยเพียง ๓๘ ปี เท่านั้น ประวัติความมีอัจฉริยภาพของท่านน่าสนใจอย่างยิ่ง ท่านเกิดมาเพื่อทำงานในทางพระพุทธศาสนาโดยแท้


    ***********************************************
    คัดลอกมาจาก เรื่องของอาม่ากับหลวงปู่ดู่และเจ้าแม่กวนอิม
     
  10. apichayo

    apichayo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤศจิกายน 2011
    โพสต์:
    488
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +3,931
    [​IMG]

    บทความนี้เป็นบทความของ พี่สิทธิ์ เวปวัดถ้ำเมืองนะ ที่ได้เขียนเล่าไว้ ขอนำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานต่อไปครับ

    ปกิณกะพระเครื่อง
    หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

    ๑. พระเครื่องของหลวงปู่ส่วนใหญ่เป็นพระผง ซึ่งโดยมากก็ไม่ได้ใช้มวลสารหรือว่าน ๑๐๘ อะไรเลย ส่วนใหญ่เป็นเพียงปูนขาวเท่านั้น เสน่ห์ขององค์พระจึงอยู่ที่ตัวผู้เสกโดยแท้

    ๒. พระหลวงปู่มีหลากหลายพิมพ์เหลือเกิน เพราะท่านมีวีธีที่แสนง่ายในการสร้างพระ เพียงใช้ดินน้ำมันกดทับลงบนพระเครื่องที่มีอยู่ พอแกะออกมาก็จะได้แม่พิมพ์พร้อมใช้งาน ดังนั้น พระผงบางองค์จึงมักมีเศษดินน้ำมันสีชมพูบ้าง สีฟ้าบ้าง ติดอยู่ ด้วยวิธีการนี้ แม้จะเก็บรายละเอียดได้ไม่ดี พระออกมาไม่สวยงามหรือเป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่ก็มีเสน่ห์ไม่น้อยเลย

    ๓. แม้ว่าพระเครื่องแต่ละอย่าง ท่านจะอธิษฐานให้เด่นต่างกัน เช่น ตะกรุดจะเด่นในทางเมตตา แหวนจะเด่นในทางแคล้วคลาด ฯลฯ แต่ท่านก็รับรองว่าพระเครื่องทั้งหมดของท่าน ท่านอธิษฐานไว้ให้ครบทุกอย่าง สุดแท้แต่ผู้ใช้จะอธิษฐานเอาเอง

    ๔. หลวงปู่ไม่แนะนำให้เอาพระเครื่องไปหลอมละลาย หรือทำให้เสียรูป เช่น เอาไปทำเป็นเนื้อชนวนหล่อพระองค์ใหญ่ หรือตัดแหวนเพื่อยืด-หดตัวแหวน เพราะถือเป็นการทำลายรูป (พุทธนิมิต) ที่สร้างขึ้นสำเร็จแล้ว โดยเจตนา

    ๕. ในสมัยก่อน หลวงปู่เป็นที่รู้จักของชาวบ้านจากตะกรุด ก่อนที่ท่านจะมาสร้างพระเครื่องอย่างอื่น ๆ ในภายหลัง พระบูชาขนาดตั้งโต๊ะหมู่ โดยมากท่านสร้างด้วยปูน เพื่อสงเคราะห์ชาวบ้านให้สามารถมีพระไปบูชาโดยใช้ปัจจัยน้อยที่สุด

    ๖. พระผงนั้นดีเพราะมีเกศาท่านด้วย เวลาใครไปขอเกศาหลวงปู่ หลวงปู่ก็มักจะบอกว่าไม่ได้ เพราะต้องเก็บไว้ทำพระ

    ๗. ลูกแก้วของหลวงปู่ บางคนสงสัยว่าทำจากปูนแล้วทำไมจึงเรียกลูกแก้ว นั่นก็เพราะท่านเจตนาสร้างให้เป็นแก้วมณีโชติรสหรือแก้ววิเศษของพระเจ้าจักรพรรดิ นอกจากนี้ ท่านก็เน้นว่าต้องเจาะรู เพื่อให้ครบทั้งดิน น้ำ ไฟ ลม และอากาศธาตุ และยังอาจใช้เป็นช่องทางดำเนินของจิตในขณะปฏิบัติภาวนา

    ๘. พระที่สร้างให้มีความหมายทางธรรม ได้แก่ พระชุดพาหุงฯ แต่สร้างไว้ไม่ครบ มีเพียงปางชัยชนะต่อช้างนาฬาคีริง องคุลีมาร นันโทปนันทนาคราช และท้าวพกาพรหม แต่เท่านี้ก็เพียงพอจะใช้เป็นตัวอย่างของชัยชนะที่ไม่ก่อเวรอันเรียกว่าชัยมงคล

    ๙. สำหรับพิมพ์พระเหนือพรหมนั้น เดิมหลวงปู่สร้างพระผงรูปเศียรพรหมขนาดใหญ่ขึ้นก่อน แล้วจึงสร้างพระพรหมเต็มองค์ชนิดที่ไม่มีขอบ ต่อมาจึงขยายเป็นพระพรหมชนิดมีขอบสวยงาม สุดท้ายก็มาเป็นพรหมองค์เล็ก ติดเกศาบ้าง ไม่ได้ติดเกศาบ้าง แต่ไม่ว่าจะเป็นพระพรหมพิมพ์ใด หลวงปู่ก็เน้นที่พระพุทธที่อยู่เหนือพรหม เพราะเจตนาท่านต้องการบอกว่าพระพุทธเจ้าอยู่สูงสุดในไตรภพ

    ๑๐. พระชำรุดนั้นหลวงปู่ไม่ให้ทำลาย เช่นว่า เหรียญพรหมโลหะที่ชำรุด ท่านก็ให้ตัดส่วนที่เป็นพระพุทธไว้ เอามาเสกซ้ำให้คนศรัทธามั่นได้มั่นใจ ของชำรุดจึงพลันกลายเป็นของดีของหายากไปเสีย

    ๑๑. หลวงปู่บอกว่าพระของท่าน ท่านทำให้อย่างชนิดที่ยากจะหาใครทำให้อย่างท่าน ดังนั้น ผู้ที่มีแล้วก็ควรรักษาไว้ให้ดี แต่เมื่อมีแล้วก็อย่าขวนขวายเช่าหาจนเกินไปเพราะของปลอมมีมากหลาย เสียเงินเช่ามาแพง ๆ แล้วยังต้องอยู่กับความลังเลไปตลอดชีวิต ใครทักว่าแท้ก็ดีใจ ใครทักว่าปลอมก็ห่อเหี่ยวใจ นับถือท่านจริง คงมีเหตุ ให้ได้มาไว้บูชาสักวันเป็นแน่

    ๑๒. เวลาทำพระตกหล่นชำรุดหรือเสียรูปก็ไม่เป็นปัญหา เพราะหลวงปู่ยืนยันว่าพระที่ท่านสร้างนั้น ยังคงใช้ได้ตราบเท่าที่ยังมิได้สลายเป็นผงและละลายน้ำไปหมด

    ๑๓. โบราณบอกว่าห้อยพระอยู่กับตัว อย่าไปเดินลอดราวผ้า เพราะจะทำให้พระเสื่อม สำหรับพระของหลวงปู่แล้ว ท่านว่าไม่เกี่ยวกัน ทองอยู่ที่ไหนก็ยังคงเป็นทอง ที่เสื่อมนั้นหมายถึงใจเจ้าของต่างหากเพราะเมื่อลอดราวผ้าแล้วอาจคิดต่ำ ๆ

    ๑๔. พระดีไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงเสมอไป และพระราคาแพงก็ไม่จำเป็นต้องเป็นพระดีเสมอไป ราคาพระอยู่ที่ตลาดนิยม คุณค่าพระอยู่ที่ผู้เสก รวมทั้งศรัทธาและคุณธรรมของผู้ครอบครอง หลวงปู่ไม่เคยนิยมส่งเสริมให้ลูกศิษย์เสียเงินเสียทองเช่าบูชาพระแพง ๆ ยิ่งตลาดไม่นิยมสิดี จะได้มีโอกาสมีพระดีไว้ครอบครอง

    ๑๕. พระหลวงปู่จะดีทางไหน ก็ไม่เท่าดีทางเป็นเครื่องมือปฏิบัติกรรมฐาน ไม่เหมือนสำนักไหน ๆ ดังที่เรียกพระของท่านว่า “พระกำนั่ง”

    ๑๖. สุดท้าย หลวงปู่บอกว่า
    “พระของข้า องค์เดียวก็พอ ...ปฏิบัติให้มันจริง”
    _______________________***

    สุดยอดพระเครื่องของหลวงปู่ดู่

    โดย พี่สิทธิ์

    คาดว่าคงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ปรารถนาจะรู้ รวมทั้งปรารถนาที่อยากครอบครอง พระเครื่องที่ได้ชื่อว่า เป็นสุดยอดพระเครื่องของหลวงปู่ดู่ แต่ทว่า หลวงปู่ก็ไม่เคยบอกยืนยันว่า พระรุ่นใดของท่านที่ท่านรับรองว่า...สุดยอด

    เพียงแต่กล่าวในเชิง...ให้รักษาไว้ให้ดี ๆ เป็นต้นว่า

    ๑. เหรียญเสมารูปเหมือนหลวงปู่
    ที่สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ด้านหลังมีข้อความว่า รุ่นปฏิบัติธรรม เป็นเหรียญทองแดงชุบทองแดง จึงแลดูสุกแวววาว ท่านว่าตั้งแต่สร้างพระมา เหรียญรุ่นนี้แข็งที่สุด (เป็นคำพูดที่นิยมใช้ที่วัดสะแกหมายความว่า... แรงดี ขึ้นดี มีพลังมาก) จะไม่แรงยังไงได้ ก็ในเมื่อผู้สร้าง แทบจะใช้แต่เนื้อชนวนล้วน ๆ ที่สำคัญคือ เจตนาในการสร้างก็บริสุทธิ์ ไม่มีการจำหน่าย กะว่าจะแจกฟรีสำหรับผู้ปฏิบัติภาวนาท่านจึงตั้งใจเต็มที่ แถมเหรียญส่วนใหญ่อยู่ในกุฏิท่านตั้งราว ๘ ปี

    ๒. เหรียญพระพรหม ทองเหลือง-ทองแดง (ที่สร้างด้วยกรรมวิธีโลหะฉีด) รวมทั้ง แหวนทุกรุ่น หลวงปู่จะพูดถามลูกศิษย์บางคนที่ไม่สัดทัดสะสมวัตถุมงคล ให้ไปหาเก็บเอาไว้ เพราะเป็นของสำคัญ

    ๓. พระพรหมผง
    อันนี้อาจเป็นเพราะพ้องกับชื่อท่าน คนส่วนใหญ่ก็รู้สึกว่า น่าจะเป็นสัญลักษณ์ หรือ รูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์
    หลวงปู่ท่านก็ย่อมประกันคุณภาพอย่างเต็มที่

    ๔. เหรียญครูบาอาจารย์ หรือ พระเถระผู้มีพระคุณต่อหลวงปู่
    เช่น หลวงพ่อกลั่น หลวงพ่อใหญ่ (พระโบราณคณิศร) หลวงปู่จะตั้งใจอธิษฐานจิตเพื่อบูชาคุณครูบาอาจารย์
    ท่านเคยกล่าวท้าว่า ถ้าไม่ดีจริง...ก็เอามาคืนท่านได้

    ๕. เหรียญยันต์ดวง
    ซึ่งด้านหน้ามีรูปครึ่งองค์หลวงปู่ ซึ่งนับว่าใกล้เคียงท่านมาก แล้วก็ด้านหลังซึ่งบรรจุดวงวันเกิดของหลวงปู่ ที่ลูกศิษย์เชื่อว่า หากดวงเราไม่ดี หากได้บูชาดวงหลวงปู่ ก็จะช่วยให้หนักกลายเป็นเบาได้

    ๖. ตะกรุดต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เรียกว่า ตะกรุดจักรพรรดิ
    ซึ่งพระลูกศิษย์ท่านบางรูปกล่าวว่า ต้องเป็นเนื้อทองคำเท่านั้น และ ต้องร้อยเรียงอักขระครบถ้วนตามตำราเท่านั้น มิใช่อะไร ๆ ก็จะเป็นจักรพรรดิเสียหมด

    ๗. เหรียญหลวงพ่อทวดรุ่นเปิดโลก
    เหรียญรุ่นนี้ท่านก็มิได้ว่าดีที่สุด เป็นแต่ว่าท่านกล่าวว่า ท่านเสกให้แบบเปิดสามโลก เหรียญมาดังมากก็เพราะ มีเรื่องราวเกี่ยวเนื่องกับ หลวงปู่เกษม ผ่านทางพระภิกษุ (เพื่อนของคุณรณธรรม) ว่า เหรียญรุ่นนี้กันนิวเคลียร์ได้ ประกอบกับมีหลายท่านกล่าวว่า เหรียญนี้เป็นเหรียญหลวงปู่ทวด
    ที่สวยงามที่สุดรุ่นหนึ่งทีเดียว

    นอกจากนี้ ยังมีพระเครื่องรุ่นอื่น ๆ อีกจำนวนมาก ที่เชื่อว่าท่านคงกล่าวกับต่างคณะต่างวาระ จนสามารถสรุปได้ว่า

    "ไม่สามารถสรุปว่า พระเครื่องรุ่นใดที่เป็นสุดยอด"

    เพราะหลวงปู่ท่านตั้งใจอธิษฐานจิตให้ทั้งนั้น จะมีความแตกต่างก็แค่รายละเอียดปลีกย่อย อันเกิดจากอารมณ์จิต และ เจตนาของท่านในขณะอธิษฐานจิตเพราะสิ่งที่ท่านเคยกล่าวรับรองไว้ก็คือ

    "พระทุกรุ่นของท่าน ท่านอธิษฐานไว้ครอบจักรวาล แล้วแต่ผู้ใช้จะอธิษฐานเอา"

    มีเรื่องขำ ๆ เกี่ยวกับความลังเลใจของลูกศิษย์ที่คงมีพระเครื่องของท่านมากไปจนไม่รู้จะอัญเชิญองค์ใดมาห้อยติดตัวดี ในเมื่อมองไปทางองค์นั้นก็ว่าสุดยอด องค์นี้ก็เมตตาดี องค์โน้นก็แคล้วคลาดสูง

    สุดท้ายก็เลยใช้วิธีเอาทุกองค์มาใส่รวมในถุงย่อม ๆ แล้วห้อยคอทั้งถุง เป็นอันจบเรื่อง เพียงแต่เวลาก้มกราบพระ หรือ เดินไปไหน ก็จะมีเสียงขลุกขลัก ๆ ไปตลอด ก็น่ารักไปอีกแบบ

    ในเมื่อพระของท่าน แทบจะไม่แตกต่างด้านพุทธคุณ ดังนั้น ความแตกต่างที่ปรากฏจึงเป็นแต่เรื่องของค่านิยมเท่านั้นซึ่งอาจมาจากความชอบส่วนตัวของคนจำนวนหนึ่ง หรือ ไม่ก็เป็นผลมาจากกระบวนการเก็งกำไร

    แต่ที่สรุปได้แน่ ๆ ว่า ทำไมหลวงปู่จึงไม่ยอมกล่าวรับรองว่า พระของท่านรุ่นใดที่เป็นเลิศที่สุดก็เพราะจะไปขัดกับสิ่งที่ท่านกล่าวรับรองไว้เสมอ ๆ ว่า
    พระที่เลิศสุด ประเสริฐสุดก็คือ "พระเก่าพระแท้ในตัวเอง" นั่นเอง

    ****************************************
    ที่มา
    http://palungjit.org/threads/ประสบก...หลวงปู่ดู่-พรหมปัญโญ-วัดสะแก-จ-อยุธยา.208663/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 1.jpg
      1.jpg
      ขนาดไฟล์:
      92.2 KB
      เปิดดู:
      1,081
  11. apichayo

    apichayo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤศจิกายน 2011
    โพสต์:
    488
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +3,931
    [​IMG]

    มาบอกเล่าเรื่องราวของกระผมที่โดยได้สัมผัสของ "พระโพธิสัตว์เมืองกรุงเก่า" และ "พระอริสงฆ์แห่งเมืองลำปาง" ที่ท่านทั้งสองได้แสดงความคารวะในธรรมของแต่ละท่าน


    ครั้งหนึ่งที่ผมได้เดินทางไปเที่ยวเมืองลำปาง เพื่อไปกราบพระธาตุลำปางหลวง
    ในครั้งนั้นผมมีโอกาสได้เข้ากราบนมัสการ หลวงปู่ครูบาเจ้าเกษม เขมโก แห่งสุสานไตรลักษณ์
    พอท่านหลวงปู่ครูบาเจ้าเกษมเห็นหน้าท่านก็พูดว่า...มาจากไหน
    ตอบท่านว่า...มาจากสิงห์บุรีครับหลวงปู่


    ท่านก็พูดว่า...มาจากสิงห์บุรี ไปกราบขอพร หลวงพ่อดู่ แห่งเมืองกรุงเก่า หรือยังล่ะ
    ผมก็เลยตอบท่านไปว่า...ยังไม่เคยไปครับหลวงปู่


    ท่านเลยพูดว่า...ไปกราบท่านนะ ท่านเกิดชาตินี้ชาติสุดท้ายแล้วนะ
    ท่านเป็น "พระโพธิสัตว์" นะลูก ไปกราบท่านนะลูก
    ลูกกราบท่าน เหมือนลูกกราบอีก ๑ องค์ด้วยนะ
    ลูกกราบล่วงหน้า ๑ ชาติด้วยนะลูก


    คนดูแลหลวงปู่ จึงถามว่า...หมายความว่ายังไงขอรับหลวงปู่


    ท่านก็ตอบว่า....
    ท่านก็คือ "พระศรีอริยเมตไตรยในชาติสุดท้าย" .... ก่อนที่จะมาตรัสรู้ไงล่ะลูก


    ผมถึงกลับขนลุกซู่เลยครับ เมื่อได้ยินหลวงปู่เกษมพูดแบบนี้


    ก่อนจะลากลับ หลวงปู่ท่านเมตตามอบผ้าสังฆาฏิ เพื่อฝากให้ผมนำไปคารวะ(มอบให้)หลวงปู่ดู่
    แล้วท่านหลวงปู่เกษมได้เมตตามอบพระเครื่องและพระบูชา 9 นิ้ว มาให้ผมบูชาอีกเยอะเลย
    (โดยไม่ได้เช่าบูชาเลย แต่ก็ถวายปัจจัยให้หลวงปู่นะครับ)
    แล้วหลวงปู่เกษมท่านก็ให้ศีลให้พร แล้วก็ลากลับสิงห์บุรี


    จากบันทึกของ คุณsongpol


    ที่มา กราบล่วงหน้า ๑ ชาติด้วยนะลูก
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 3.jpg
      3.jpg
      ขนาดไฟล์:
      57.2 KB
      เปิดดู:
      972
  12. ลุงไชย

    ลุงไชย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    647
    ค่าพลัง:
    +2,435

    (ขอแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์งานบุญวัดถ้ำเมืองนะ)

    ..........................................................

    ขอเชิญลูกโพธิญาณทุกคน

    สวดมนต์บทจักรพรรดิ์ ถวายหลวงปู่ดู่ หลวงตาม้า เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน (All Day..All night) ค่ะ ^^
    ตั้งแต่ วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษจิกายน 55 (เริ่ม 6:00น.) ถึง วันพุธที่ 21 พฤษจิกายน 55 (เสร็จ 7:00น.) ค่ะ
    รวมแล้วพวกเราจะสวดบทพระมหาจักรพรรดิ์ แบบไม่หยุดสวด ต่อเนื่องกันถึง 72 ชั่วโมง เลยทีเดียวค่ะ
    บุญจากการภาวนา 3 วัน 3 คืน นี้ น้อมถวาย เป็นพุทธะบูชา ธรรมมะบูชา สังฆะบูชา
    เนื่องในวันคล้าย วันเกิดหลวงตา ที่จะย่างเข้า 69 ปี ค่ะ
    อีกทั้งบุญที่ได้จากการภาวนานี้ ยังส่งไปถึง พ่อแม่ ของพวกเรา ครูบาอาจารย์ทั้งทางโลกและทางธรรม
    พร้อมส่งตรงถึงผู้มีพระคุณของถ้ำเมืองนะและสาขา ด้วยค่ะ

    เพียงแค่ทุกท่าน ทำอารมณ์ดีดี ทำใจ สบายๆ ก็ได้บุญกับทางวัด ง่ายๆ แล้วค่ะ

    ถ้ามากันไม่ได้ ให้น้อมใจ โมทนา ในบุญยิ่งใหญ่ครั้งนี้กันได้ หรือ คิดว่าตัวเองมานั่งสวดในถ้ำ ได้เลยนะคะ

    บุญที่จะเกิดขึ้นนี้ ขอส่งตรงถึงทุกท่าน ที่อ่านด้วยค่ะ

    สาธุ..เยอะๆ ..ค่ะ

    แม่ชีหนูนา (วัดถ้ำเมืองนะ)
    55/11/18
     
  13. ลุงไชย

    ลุงไชย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    647
    ค่าพลัง:
    +2,435
    เรียนเชิญทุกท่านมารับชมรับฟังการบรรยาย ถามตอบปัญหาธรรมในแนวทางปู่ดู่

    ประจำเดือน ธันวาคม 2555 โดยหลวงตาม้า ได้ตามวันเวลาและสถานที่ดังกล่าวด้านล่าง
    ..................................................................................

    วันที่ 30 พฤศจิกายน 55 เวลา 18:00 น. ถ่ายทอดสดตอบปัญธรรมที่
    บ้านเฮียฐาฯ อ.เมือง จ.นครราชสีมา สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0817315303

    วันที่ 1 ธันวาคม 55 เวลา 18:00 น. ถ่ายทอดสดการตอบปัญหาธรรมที่
    โรงเรียนสมถวิล ซ.สุขุมวิท 62 สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0817315303

    วันที่ 2 ธันวาคม 55 เวลา 18:00 น. ถ่ายทอดสดการตอบปัญหาธรรมที่
    หอประชุมใหญ่ ชั้น 2 ม.เอเชียฯ ถนนเพชรเกษม สอบถามได้ที่ แม่ชีหนูนา 0817315303

    วันที่ 3 ธันวาคม 55 เวลา 18:00 น. ถ่ายทอดสดการตอบปัญหาธรรมที่.....


    วันที่ 4 ธันวาคม 55 เวลา 18:00 น. ถ่ายทอดสดการตอบปัญหาธรรมที่.......


    วันที่ 5 ธันวาคม 55 เวลา 18:00 น. ถ่ายทอดสดการตอบปัญหาธรรมที่


    วันที่ 6 ธันวาคม 55 เวลา 19:00 น. ถ่ายทอดสดการตอบปัญหาธรรมที่.......

    วันที่ 7 ธันวาคม 55 เวลา 18:00 น. ถ่ายทอดสดการตอบปัญหาธรรมที่
    สถานธรรมพุทธพรหมปัญโญ 9 สาขาสันกำแพง ติดต่อ 0817315303

    วันที่ 9 ธันวาคม 55 เวลา 18:00 น. ถ่ายทอดสดการตอบปัญหาธรรมที่
    สถานธรรมฯ สาขาเชียงดาว จ.เชียงใหม่ สอบถามรายละเอียดได้ที่ แม่ชีหนูนา 0817315303

    วันที่ 10 ธันวาคม 55 เวลา 09:00 น. ถ่ายทอดสดการตอบปัญหาธรรมที่
    ศาลาพุทธพรหมปัญโญ บ้านหัวง้ม อ.พาน จ.เชียงราย สอบถามรายละเอียดได้ที่ แม่ชีหนูนา 0817315303

    วันที่ 11 ธันวาคม 55 ถ่ายทอดสดการตอบปัญหาธรรม...........................


    {รอบเฉพาะกิจ}

    วันที่ 30 ธันวาคม 55 ถ่ายทอดสดพิธีเททองหล่อหลวงปู่ดู่เท่าองค์จริง 6 องค์
    ที่สถานธรรมฯ สาขาเชียงดาว เวลา 09:00 น. เป็นต้นไป

    .....................................................................................

    สมาชิกที่ดูผ่านทาง www. สามารถติดตามชมภาพพร้อมเสียงได้ทาง

    วัดถ้ำเมืองนะ (วัดพุทธพรหมปัญโญ) : สมเด็จองค์ปฐม หลวงปู่ทวด, หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ, หลวงตาม้า

    วิธีการการรับชมภาพพร้อมเสียงในช่วงเวลาถ่ายทอดสดในกรณีที่ไม่ได้ใช้ Internet explorer
    วิธีการการรับชมภาพพร้อมเสียงในช่วงเวลาถ่ายทอดสดในกรณีที่ไม่ได้ใช้ Internet explorer
     
  14. ศิล

    ศิล Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2012
    โพสต์:
    17
    ค่าพลัง:
    +55
    เรียน คุณ Survival
    ขออนุโมทนาในจิตอันเป็นกุศลของท่าน Survival ที่ได้นำเรื่องราวของหลวงปู่ดู่มาลงไว้อย่างจุใจจริงๆ ครับ
     
  15. ลุงไชย

    ลุงไชย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    647
    ค่าพลัง:
    +2,435
    ขอบคุณครับ ผมเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ ช่วยงานหลวงปู่เพียงแค่นี้ เล็กน้อยครับ

    เมื่อเทียบกับเมตตาอันไม่มีประมาณที่หลวงปู่มอบให้ศิษย์ทุกคน

    survival/คนฝั่งโขง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 18 ธันวาคม 2012
  16. rungdao

    rungdao เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    2,025
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +10,739
    อ้าว .. คนเดียวกันเหรอคะ แต่ ไม่เป็นไรค่ะ ลูกหลานหลวงปู่ด้วยคนค่ะ สาธุบุญกับทุกท่านค่ะ สาธุ
     
  17. ลุงไชย

    ลุงไชย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    647
    ค่าพลัง:
    +2,435
    สวัสดีครับคุณรุ้งดาว survival หมายถึงการเอาตัวรอด จะโพสต์ในแนวเตรียมกาย เตรียมใจต่างๆ เพื่อให้รับกับภัยอันตรายต่างๆ

    ที่จะเกิดขึ้น...ตอนนี้ผมเลยจุดนั้นมาแล้ว ไม่ห่วงตัวกลัวตายเหมือนเมื่อก่อน..5555 ก็เลยกลับมาใช้ชื่่อเดิมที่เรียบง่าย และธรรมดา

    อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดนะ ทุกอย่างไม่เที่ยงทั้งนั้น... ทาน ศีล ภาวนา ให้พร้อมเท่าที่จะทำได้นะทุกๆท่าน...บุญเป็นที่พึ่งได้

    สาธุครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 19 ธันวาคม 2012
  18. rungdao

    rungdao เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    2,025
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +10,739
    โมทนาสาธุค่ะ ดิฉันอยู่เกาะยังไม่กลัวเลยค่ะ กลัวแต่ไม่ได้ทำความดีสะสม ทุกวันนี้ไม่ประมาทละค่ะ ไม่หายใจทิ้งเหมือนเมื่อก่อนล่ะ ขอบันทึกบุญไปเรื่อยๆค่ะ ทางบ้านเราพ่อหลวงยังอยู่ อะไรยังไม่เลวร้ายเท่าไหร่หรอกค่ะ คนไทยโชคดีค่ะ แต่อย่าประมาทค่ะ .. ขอให้บุญรักษา หลวงปู่คุ้มครองนะคะ ขอเป็นแรงใจในการทำความดีของคุณ คนฝั่งโขง และทุกๆท่านเลยค่ะ สาธุ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 ธันวาคม 2012
  19. ลุงไชย

    ลุงไชย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    647
    ค่าพลัง:
    +2,435
    ธรรมะย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม..ไม่ว่าจะอยู่ที่แห่งหนใด

    โมทนาสาธุ กับบุญกุศลทั้งมวลของคุณรุ้งดาวด้วยครับ..สาธุ



    ปล.ขออภัยคุณรุ้งดาวด้วย บางทีภาษาที่สื่อ ไม่ค่อยจะตรงกับใจที่เราคิด
    ..ภาษาใจนี้ง่าย แต่ภาษาพูด เขียน นี้ยาก บางทีก็ห้วนๆ ขาดๆ เกินๆ นะครับ.
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 19 ธันวาคม 2012
  20. rungdao

    rungdao เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    2,025
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +10,739

    555555 +++++ .... ดิฉันนึกว่าดิฉันเป็นเองบ่อยๆซะอีก ที่แท้ก็มีคนเป็นเหมือนกันด้วย ( อิอิ ) .... อย่าเกรงใจเลยค่ะ ดิฉันเองต่างหาก บางทีก็หลุดเหมือนกัน แต่เจตนาเราไม่มีหรอกค่ะ เพียงแต่เราไม่นึกภาษาที่จะสื่ออกมาให้สวยหรูไม่ได้ตะหากล่ะคะ ..

    นี่ถ้าคุณ คนฝั่งโขงไม่นำประวัติ ธรรมะ ของพ่อแม่ครูบาอาจารย์มาลง ดิฉันก็ยังคงหลงทางอีกนาน ก็ด้วยกระทู้นี้ของคุณฝั่งโขงนี่แหละที่ช่วยจุดแสงสว่างให้เดิน คงเป็นบารมีของหลวงปู่ท่านด้วย นี่แหละค่ะ ที่เขาเรียกว่า "ธรรมะจัดสรร" ถ้าไม่มาจากกัลยาณมิตร ก็จะมาตามทางใดทางหนึ่ง ... ดิฉันเองก็ขออนุโมทนา และ โมทนา ในบุญทุกบุญที่คุณ คนฝั่งโขงได้กระทำไว้ดีแล้วทั้งหมดทั้งมวลด้วยค่ะ สาธุ
     

แชร์หน้านี้

Loading...