ผมตายแล้วหรือยังครับ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย KangGaoGang, 13 ตุลาคม 2019.

  1. KangGaoGang

    KangGaoGang สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 ตุลาคม 2019
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +4
    ผมไม่รู้จะจับต้นชนความยังไง ขอท่านผู้อ่านกรุณาประติดประต่อเรื่องราวด้วยตนเองครับ
    ท้าวความก่อนว่าเมื่อก่อนผมเป็นคนไม่มีศาสนา ไม่นับถือศาสนาใดๆ ไม่มีความเชื่อในเรื่องลี้ลับและสิ่งที่มองไม่เห็นทั้งสิ้น จนมาวันหนึ่ง ไม่รู้เพราะอะไร อยู่ๆผมก็ลองนั่งสมาธิดูเล่นๆ นั่งแบบโง่ๆโดยไม่มีความรู้ใดๆทั้งสิ้น ก็นั่งหายใจเข้าออกตามครูประถมสอนไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นนั่งนานๆ ครั้งละ 2-3 ชั่วโมง จนนั่งยาวๆทั้งคืนก็มี แล้วมีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่ามันชอบนั่งมองไฟผมก็มาลองทำตาม ก็มองจนไฟเทียนลุกขึ้นลงเอียงซ้ายขวาจามลมหายใจ บางครั้งผมจุดธูปแล้วก็เล่นกับควันธูปให้มันเปลี่ยนทรงตามลมหายใจ หลายครั้งผมชอบเล่นกับลมตามธรรมชาติที่พัดผ่าน บางครั้งผมชอบมองไปที่ใบไม้แล้วทำให้มั่นสั่นๆ บางครั้งผมดูหนังทางโทรศัพท์และควบคุมให้หนังมันเดินช้าและเร็วตามลมหายใจ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ไม่รู้อะไรดลใจ ให้ผมเอากระจกมาวางข้างหน้า แล้วนั่งสมาธิในห้องมืด ปิดทึบ จุดเทียนตรงกลาง นั่งไปซักพัก ผมลืมตาขึ้นมา เห็นเงาผมในกระจก มีสีเขียวขึ้นทับบนใบหน้า ด้วยหน้าที่ไม่ใช่ผม และเปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆ น่าจะประมาณ 10 หน้าได้ แล้วสุดท้ายมาจบที่หน้าคล้ายจะเป็นพระ ผมรู้สึกหายใจลำบากเหมือนจะขาดใจ แต่ก็อดทนสู้ ไฟเทียนเต้นสั่น รอบข้างมืดลง เงาผมในกระจกดำมืดสนิทเหมือนผมหายตัวไป จนฟ้าเริ่มสาง ผมออกจากการนั่งสมาธิ ผมเปิดหน้าต่างออก เทียนก็ดับลงไปเอง จากนั้นควันเทียนลอยขึ้นมาเป็นรูปเหมือนมังกร หรือพญานาค ชัดเจนมาก ลอยยาวออกหน้าต่างไป ผมรู้ตัวอีกทีตกใจสะดุ้งวิ่งออกห้องไป จากนั้นผมก็ไม่กล้านั่งสมาธิอีกเลยจนถึงปัจจุบัน ทุกวันนี้ผมเลิกนั่งสมาธิ ผมกลัว ผมต้องเข้าโรงบาลรับยาเซอทารีน กินได้ 2-3 เดือน จนดีขึ้น ปัจจุบันผมเลิกกินยาหมอมาได้เกือบปี แต่ผมยังเห็นแสงไปทั่ว เห็นใบพัดบนหัว หลับตายังมีสีม่วงสีเขียวตรงกลาง หรือคล้ายอวกาศที่มีดวงดาวหมุนวน บ่อยครั้งที่ตื่นนอนมากับคำถามที่ว่า ผมตายหรือยัง ผู้คนรอบข้างแปลกไป ชอบพูดถึงไฟช๊อต ผมดูหนังที่มีเนื้อเรื่องที่มีการย้อนอดีตหรืออนาคตไม่ได้ ตอนนี้ผมยังหน่วงหว่างคิ้ว บางครั้งผมก็ย้ายจุดหน่วงไปเรื่อยๆทั้งร่างกาย แต่ส่วนมากก็ปล่อยมันเพราะเบื่อ ทุกๆวันผมมักดื่มเหล้าให้หลับๆไปเสียง่ายๆ ผมต้องทนอยู่กับอะไรแบบนี้ ผมต้องหนีจากทุกอย่างที่มันจะให้ผมเจออะไรๆแบบข้างต้นที่กล่าว ต้องคอยหลบสายตา ไม่กล้ามองอะไร หรือไม่กล้าดูอะไรนานๆ ตอนที่พิมพ์อยู่ขณะนี้ ขนยังลุกซู่ไปทั้งตัว แต่ทุกวันนี้ผมก็ยังทำงานใช้ชีวิตประจำวันได้ปกตินะครับ เอาเป็นว่าท่านขอผู้เมตตาลองจับต้นชนปลายดู ผมเพียงหวังว่าผมอาจจะจะรู้สึกดีขึ้นที่ได้ระบายออกมาในกลุ่มคนที่ผมหวังว่าจะเข้าใจในสิ่งที่ผมเจอ ขอรับรองว่าเป็นความจริง ขอบคุณครับ
     
  2. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    841
    ค่าพลัง:
    +1,321
    ไม่มีไรมากหรอกครับ ถ้า ว่าด้วยเรื่องสมาธิ

    แสงสีเขียวที่มองเห็นในกระจก มันเป็นสีคู่ตรงข้าม ของสีแดง
    และสีม่วงก็เป็นสีคู่ตรงข้ามของสีเหลือง
    โบราณ จะเอาไฟ มาเพ่ง ให้จำ พอหลับตา จะมองเห็นสีคู่ตรงข้าม
    ของสีที่เราเพ่ง อันนี้เป็นทิดสะดีสีง่ายๆ ของหลักการทางศิลปะ

    พอเอามาเป็นหลักการฝึกสมาธิ ด้วยการเพ่งไฟ หรือกสิณไฟ
    ก็จะเห็นสีคู่ตรงข้าม ของสีที่เราเพ่ง
    หรือแม้แต่ พอลืมตาเพ่ง พอหันสายตาไปทางอื่น
    ก็จะเห็น สีคู่ตรงข้าม เช่นกัน

    จะอาศัยตรงนี้เป็นเครื่องเพ่ง ในช่วงที่หลับตา
    จนกว่า สิ่งที่เราเพ่ง มีความสว่างสไหว เป็นปฏิภาคนิมิต
    คือเห็นอย่าง ชัดเจนและสามารถ ย่อ ขยายได้ ด้วยการเพ่งตามใจนึก
    ยากนะกว่าจะมาถึงตรงนี้



    ส่วนที่เล่ามา มันเป็นอาการ ทางผ่าน ของการฝึกสมาธิ
    ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว
    เพียงแต่เจ้าของกระทู้ ไม่ได้ เล่าเรียน วิธีการ
    ขาดการศึกษา วิธีการ มันจะน่ากลัวตรงนี้มากกว่า
    เพราะจะทำให้การฝึกสมาธิ ทำให้เพี้ยนหลงไปตามนิมิต ต่างๆ

    อันดับแรก ควรฟังพระ ศึกษา วิธีการ ให้เข้าใจ ในการทำสมาธิ จุดมุ่ง หรือจดหมาย
    พอเป็นแนวทาง แล้วลงมือทำ จะทำให้ปลอดภัยจาก นิมิตพาหลง ต่างๆ

    ว่างก็ลองฟัง เพื่อ ทำความเข้าใจครับ ไม่ต้องรีบ

     
  3. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    841
    ค่าพลัง:
    +1,321
    อีกไฟล์ นึงครับ

     
  4. KangGaoGang

    KangGaoGang สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 ตุลาคม 2019
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +4
    ขอบคุณท่านผู้รู้ครับ
    ใจชื่นขึ้นมาระดับหนึ่งว่ามีคนเข้าใจและไม่ว่าเราบ้าครับ เป็นแบบท่านกล่าวจริงๆครับ มีครั้งที่ผมส่องกระจกแล้วทำให้เงาผมขยายใหญ่จนกลม และมีครั้งที่ผมส่องกระจกแล้วหน้าซูบเหี่ยวผอมซีดเหมือนในหนังซอมบี้ ผมสามารถทำได้ง่ายมากแค่ทำให้รอบข้างดำมืดจนเหลือแค่เงาของตัวเราครับ ทุกวันนี้กระจกคือสิ่งที่ผมกลัวมากสิ่งหนึ่ง จะส่องทียังไม่กล้าส่องได้เต็มตาครับ
     
  5. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    841
    ค่าพลัง:
    +1,321
    ไม่ต้องรีบ ครับ
    ฟังพระเทศน์ ก็จะค่อยๆเข้าใจครับ
     
  6. พิฬา

    พิฬา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2008
    โพสต์:
    516
    ค่าพลัง:
    +177
    ต้องใช้ มุขนัย วิตก3

    กามวิตก

    พยาบาทวิตก

    วิหิงสาวิตก


    ให้เพิก บัญญัติ ที่เนื่องกับ รูป ออก

    เช่น กระจก

    กระจก เปน สมมติสัจจ

    เพิก บัญญัติ กระจก ออก เหลือ
    เปน ปรมัตถ์ จะได้ "วรรณ"

    ระดับ ความเข้มของ แสง

    แสงนั้น มี วรรณหลาย ปริเฉท
    ในทาง ปนมัตถ์ จะมีแค่ แดง
    เขียว เหลือง ขาว ( อารมณกสิณ)

    นะ

    เพิกกระจก ได้อะไร ?

    จะได้ ปรมัตถธรรม กามวิตก พยาบาท
    วิตก วิหิงสาวิตก ที่กำลัง ครอบงำจิต
    ในสมัย

    นักปฏิบัติ จะไม่พูดว่า กลัวกระจก
    แต่จะสังเกตว่า กามวิตกกำเริบ
    ไหมเวลาส่อง พยาบาทวิตก
    กำเริบไหม หรือ ขณะนั้น มี
    วิหิงสาวิตก ......ถ้า วิตก3ไม่
    ประกฏ ส่องปั๊ป จิตเปนฌาณ4
    (วิตก3 ไม่กำเริบ)

    พอจิตเปน ฌาณ หากไม่เพิกรูป
    มันจะ เสียว เกิดปิจิ จิตสัดส่าย
    จน น่ารำคาญ เดินไปไหน ขน
    ลุกซู่อยู่นั่น เพราะ ไม่มี ครูแนะ
    นำให้เพิก รูปเสีย ....

    แล้ว....นมสิการ....นามกาย

    ถ้า นมสิการ นามกาย ได้ สังเกต
    ปิติ ที่ลุดซู่ ผาดโผน มันจะ เรียบ
    ( มี มหาศาล แต่ ไม่สียว ไม่รำคาญ
    ใจ ทำงานมำการได้ปรกติ เสวนา
    ปฐกถา บรรยายหน้าชั้น ได้ปรกติ
    เรียกว่า ฝึกฌาณไปด้วย ในขณะ
    ที่ ทำงานทำการทางโลกด้วย ...
    คนอื่น จะ ดูไม่ออกว่า เราเข้า
    ออกฌาณ เปนว่าเล่น )

    เอาเท่านี้ก่อน

    ถ้า มนสิการ นามกาย เพิก รูปราคะ
    สัญญา ได้ จน พยาบาทวิตก วิหิง
    สาวิตกหลอกรับปราทาน ไปสาระวน
    เรืรอง ทายเบอรโทร ส่งพลังรักษา
    หวี เลิกเหนหมีตัวเท่าเม็ดละมุด
    หลอกนักปฏิบัติไม่ได้ค่อยมาว่ากันต่อ.....
     
  7. KangGaoGang

    KangGaoGang สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 ตุลาคม 2019
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +4
    ขอบคุณท่านผู้รู้ครับ
    เป็นเช่นนั้นจริงครับ บางครั้งขนลุกซู่เป็นว่าเล่นโดยหาเหตุผลไม่ได้ บางครั้งก็อยู่ๆก็เหมือนหลุดออกจากตัวเอง ไม่รู้สึกว่ามีร่างกายอยู่ ทั้งๆที่ตาผมก็นั่งมองแขนขาอยู่ว่ามันยังอยู่ปกติ ผมต้องหาบางสิ่งกระตุ้นตัวเอง หาอะไรทำตลอดๆบ้าง ทำให้เหนื่อยหอบบ้าง เพื่อไม่ให้รู้สึกเหมือนโดนดูดหลุดออกไปแบบเหว๋อๆ
    ...เห็นจะต้องใช้เวลาพอสมควรในการแปลศัพท์ทีละตัว ด้วยความเขลาไม่มีพื้นฐานด้านนี้มาก่อน จะพยายามตีความหมายและนำมาปฏิบัติใช้แก้ไขครับผม
     
  8. Lungchai

    Lungchai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,539
    ค่าพลัง:
    +9,285
    ลองสร้างมโนภาพดูครับ โดยการนึกถึงแผ่นเหล็กอย่างหนา เลื่อนจากด้านบนบริเวณกลางหน้าผาก ลงมาด้านล่าง จนปิดสนิทแนบกับเนื้อ..แล้วลองไปดูสิ่งต่างๆที่เห็นในชีวิตประจำวัน
     
  9. KangGaoGang

    KangGaoGang สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 ตุลาคม 2019
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +4
    ขอบคุณท่านผู้รู้ครับ
    จะลองนำไปปฎิบัติหลังตื่นนอนดูครับ
     
  10. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,651
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +11,674
    ยังไม่ตาย

    รักษาศีล 5 ทำทาน รักษาศีล ภาวนา ครับ
     
  11. พิฬา

    พิฬา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2008
    โพสต์:
    516
    ค่าพลัง:
    +177
    กลับมาคำถาม

    ตาย รึ จยังก์ !?

    ดูตามเนื้อผ้า ก้ต้องตอบว่า

    "ตายไปแล้ว"

    ทีนี้

    ตายในทางธรรม คือ อะไร?

    ตายในทางธรรม อธิบายได้
    หลายอย่าง แล้วแต่ว่า มี
    จิตน้อม มนสิการสิ่งไหน
    ประชุมขึ้นเปน ธาตุขันธ์

    เน้นนะว่า เปน ธาตุขันธ์
    ( กองงานของ กรรม วิบาก
    ที่ ประชุมลงตาม อภิชญา
    และ โทมนัสในกาลก่อนๆ...
    หรือ ที่เนียกว่า ฉันทะเปนมูล )

    ตายในทางธรรม คือ เหน
    กุศล อกุสล.อัพยากฤติ
    มันประชุมกัน ทำงาน ไป
    ตามวาระวิถี กรรม วิบาก
    ไม่ใช่เรื่องว่า มันเปนสัตว์
    ตัวตน บุคคล เรา เขา

    ตายในทางธรรม คือ
    ก้าวข้ามการอุปทาน
    ว่า จิตเปนตน กายเปนตน

    ดังนั้น

    จขกท ตายไปแล้ว

    ถ้า ยังไม่ตาย จะเกิดอาการ
    ที่เรียกว่า "หนอนลูงก์ไช"
    คือ อะไรไหวๆ ก้ เอาสมมติ
    ไปวาดภาพให้เลิศเรอจนเหม็น
    เปรี้ยว...

    แต่ จขกท ทำงานทำการปรกติ
    ไม่สำคัญตน ไม่เอา สิ่งใดไหวๆ
    ริบหรี่ๆ ลุบหลู่ๆ ไปวาดภาพ

    แม้นจะปรารภว่า รำคาญ
    และ กลัว แต่ไม่วิปลาส คลาด
    เคลื่อน.....

    เหน ปิติ ซู่ซ่า หนึบหนับ กวัด
    แกว่ง ก้ อาสัยระลึกเหนว่า
    ไม่เที่ยงได้ ( ถ้า เหนว่าเที่ยง
    จะ เริ่มให้คะแนนตน แล้ว
    ทำอาการ ลูงก์ไช ตบแต่ง
    บัญญัติภาษา ออกแนวได้
    ของดี ของวิเศษ จากการ
    กวนมหาสมุทร ยุคนาค )

    นะ

    พุทธศาสนา ลำพังแค่
    มี สัมมาทิฏฐิ เบื้องต้น
    กำหนดรู้ ทุกขสัจจ กิจ
    ในอริยสัจจ4 ทุกคนจะ
    ข้าม ฝากตายไปแล้ว ทันที

    ไม่พะวงว่า อยู่ หรือ เปน

    ไม่อาลัยในชีวิต

    จะขยันประกอบ สีล ทาน ฌาณ
    เพื่อ ทิ้งเหว( อาสัยระลึกว่า
    ไม่เที่ยง ) ไปเรื่อยๆ เนืองๆ
    แม้นจบกิจ ก้ ยังเปน หลวงตา
    ทำผ้าป่าช่วยชาติ ไม่ใช่กลัว
    พระในวัดอดอยากจนต้อง
    สร้างลัทธิพิธี หลอกรับปลาทาน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 ตุลาคม 2019
  12. KangGaoGang

    KangGaoGang สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 ตุลาคม 2019
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +4
    ขอบคุณท่านผู้รู้ครับ
    เหมือนตาเห็นครับท่าน ด้วยความที่เป็นคนที่ไม่มีความเชื่อ พอมาเจอกับตัวเอง มันเหมือนกับแยกไม่ออกไม่รู้ว่าอะไรจริงไม่จริง เพราะเราไม่เคยคิดว่ามันจะมีแบบนี้ได้ ผมเคยเรียกคนนั่นคนนี้มาดูความแปลกที่ผมทำโชว์ เล่นไฟเทียนบ้าง เล่นควันธูปโชว์บ้าง เอาลมมาพัดเทียนให้ดับบ้าง แต่สุดท้ายได้รู้ว่า ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เขามิได้ชื่นชมยินดีกับสิ่งที่เราทำ มีแต่ทำให้เขามองเราว่าแปลกมนุษย์เท่านั้นเอง ขอบคุณสำหรับความรู้ที่มีประโยชน์มากครับผม
     
  13. Bull_psi

    Bull_psi เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 ธันวาคม 2008
    โพสต์:
    889
    ค่าพลัง:
    +1,444
    ถ้านั่งสมาธิวันละชม.จิตมีกำลังฌาน อารมณ์แบบซึมเศร้าไม่เกิดนะครับ จะแจ่มใส
    ถ้ากลัวก็คือ ไม่มีศีลครับ คิดมากฟุ้งซ่านไปใหญ่ มีศีลคือปิดอบายภูมิ ตายก็ไปเกิดในที่ที่ดี
    นั่งสมาธิแบบเพ่งเทียน จิตมีกำลังมาก ไม่น่าจะกลัวนั่นกลัวนี่ได้เลยครับ
    ยังไงเอาจานกระเบื้องลองเทียนด้วยครับ นั่งสมาธินานๆเด๊วเทียนล้มไฟไหม้บ้านครับ
     
  14. ยศวดี

    ยศวดี ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 เมษายน 2010
    โพสต์:
    3,891
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +5,707
    ไปกราบครูบาร์อาจารย
    ที่ท่านเรียนมา
    และฝากตัวเป็นศิษย์คะ
    และ ท่านจะมีครูช่วยฝึกช่วยเกลา
    การปฎิบัติที่ไม่มีครูอาจารย์ชี้แนะ
    ก็เหมือนเรือที่ไม่มีจุดมุ่งหมาย

    เคยมีคนเล่าให้ฟัง
    ที่เล่นสายนี้มา
    แต่ ตายเปล่ามาเยอะ เพราะหลงตัวเอง

    และ มีพี่คนหนึ่งที่ เคยบอกว่า
    พระท่านไม่ให้ฝึก
    เพราะ าฝึกแล้วหลงเลย
    เดี๋ยวตายเปล่าเหมือนชาติที่ผ่านมา
    ให้พิจารณาเป็นส่วนอื่นไปคะ

    ถ้าคิดจะฝึก
    ต้องมีครูอาจารยชี้แนะคะ
    แต่กลายคนที่ได้
    ก็ตายเปล่า เพราะ ติด พ้นยาก
    ทั้งนี้ ทั้งนั้น ต้องมีครูอาจารยคอยกำกับ
    ครูก็ต้องระดับเซียน
    ที่รู้ว่าได้แล้วมันต้องไม่นอกลู่ นอกทาง
    เพราะ ส่วนมาก ฝึกได้แล้ว..ชั่วเลย
    โดยที่ครูก็ไม่รู้ด้วย
    อันนี้เป็นเยอะมากคะ

    บางสาย ต้องได้ โน้น
    อนาคามี
    ถึงจะ มาให้ เห็นได้
    เพราะ ฐานต้องแน่น
    ก่อน ถึงจะปลอดภัยจริงๆ

    อันนี้เพียงแต่เล่าให้ฟังคะ
     
  15. พิฬา

    พิฬา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2008
    โพสต์:
    516
    ค่าพลัง:
    +177
    ไปกราบตำรา
    เรียนให้เข้าใจ
    ไม่เปนศิษยของใครซึ่งจัดเปน
    เพื่อนสอง

    กราบตำราให้เข้าใจ เหนหน
    ทางเดินคนเดียว เอ กายา น มัค
    ตั้งแต่เริ่มต้น ท่ามกลาง ที่สุด

    กราบสิ่งอื่น เข่นหลอดออฟเดอ"ริง"
    ดิน จะเปนดินขุยปู แต่ถ้าตำรา(ธรรม)
    หรือ พระศาสดา ดินคือสภาพแข็ง
    อ่อนสลับรับรู้เพ่งอยู่......

    มโน/จิต/วิญญานัง แล่นหกทาง หู
    ตะมูก ตา ลิ้น กาย ใจ สลับไปเรื่อย
    .....

    นอกจากไม่เพี้ยน สิ่งใดๆก้ส่อง
    มาช่วยไม่ได้ ย่อมเดินลำพัง
    ปัจจัตตัง ตั้งแต่ท้ายซอยจน
    ถึงปากซอย ค่อย เย..(ธัมมาเหตุปวา...)
     
  16. ยศวดี

    ยศวดี ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 เมษายน 2010
    โพสต์:
    3,891
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +5,707
  17. พิฬา

    พิฬา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2008
    โพสต์:
    516
    ค่าพลัง:
    +177
  18. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,930
    ค่าพลัง:
    +33,676
    กิริยาที่เกิดความสามารถแบบนี้ขึ้นมา
    เค้าเรียกว่า. ''ญานวิถี หรือ วิถีญาน''ก็ได้ครับ
    เพียงแต่มันเกิดขึ้นในลักษณะ
    ของคนที่มีของเก่า
    มาเยอะมากนะครับ
    ถ้าดูจากกริยาที่เคยเกิดมาแล้ว
    มีต้นทุนในระดับ จิตธาตุ คือระดับที่สามารถ
    ให้เป็นไปตามที่ตนเองนึกหรืออฐิษฐานจิตได้เลยนะครับ
    พวกนี้ ในอดีตมันมีฐานจากความสามารถ
    ในการใช้สมาธิได้ในกำลังระดับสูง
    มาก่อนทั้งนั้นหละครับ.....
    *** ใช้สมาธิในกำลังระดับสูงได้.....
    ไม่ใช่เคยเข้าสมาธิระดับสูงได้นะครับ
    เพราะบางคนแม้เข้าสมาธิระดับสูงได้
    แต่จิต ก็ไม่เกิดความสามารถใดๆนะครับ
    หรือบางคนเคยเข้าได้ถึงฌาน ๔ แต่ว่า
    ใช้ได้จริงใน อุปจารสมาธิ พอเห็นภาพนะครับ
    เพราะว่า เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องของการสะสม
    ของแต่ละดวงจิตครับ ซึ่งมันพูดดังๆบอกใครได้ยาก

    การทำได้แบบน้อง ทั่วๆไปนะครับ บางคนฝึกทั้งชาติ
    ก็ทำไม่ได้นะครับ เพราะว่ามันต้องฟิตมากจริงๆ

    ดังนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นมาแบบนี้
    ทางด้านการปฏิบัติ จะถือว่าได้เปรียบมากๆ
    พูดง่ายๆคือ ดีเลยหละครับ

    เพียงแต่ เกจิ อาจารย์ หลายๆท่าน
    เกิดเรื่องทำนองนี้ แต่ว่าเกิดตอนท่านยังเด็กๆ
    แล้วท่านก็ วนเวียนอยู่ในผ้าเหลืองเลย
    หรือเข้าสู่ผ้าเหลืองแล้ว หายเข้าป่าไป
    ก่อนจะออกมา สร้างคุณประโยชน์แก่สาธารณะ


    กรณีถ้าเป็นฆารวาส แล้วเกิด ญานวิถีขึ้นมา
    ก่อนที่จิตจะแยกรูปแยกนามได้
    หรือก่อนที่จะเดินปัญญาได้มาก่อน
    หรือก่อนที่จิตจะคลายตัวเองได้ตามธรรมชาติ

    ร้อยละร้อย แทบจะดูเหมือนไม่ปกติครับ
    ที่ไม่ปกติ คือ คนทั่วไปมักจะไม่เข้าใจ
    ทำให้มองดูเราแปลกๆ และหลายคน
    เข้าออกโรงพยาบาล จิตเวชเป็นเรื่องปกติครับ
    (ส่วนตัวเจอแบบนี้มาพอสมควร)

    และทำสำคัญที่ส่งผลต่อตัวเราเองก็คือ.

    การ ''หายตัวในญานวิถีไม่เป็น''
    ทางกิริยาก็คือ ไม่ว่าจะรับรู้อะไรก็ตาม
    จะกลายเป็นว่า ไปดึงสิ่งๆต่างๆเหล่านั้นเข้ามาปรุงร่วม
    จนเสมือนว่า กลายเป็นเรื่องของตนเอง
    ที่ส่งผลต่อจิตใจ คือกิริยา ในลักษณะนี้นั่นเองครับ

    เช่น ไปรับรู้เรื่องนั้น กลายเป็นเหมือนเรื่องตัวเองซะงั้น
    หรือ เห็นอะไรมากกว่าปกติ แล้วแยกไม่ออกระหว่าง
    โลกความจริงกับโลกนามธรรม. บางคนเดินหลบคน
    เวลาไปสถานที่ต่างๆ เพราะแยกไม่ออกว่า เป็นคนจริงๆ
    หรือนามธรรม.....


    พวกนี้ มีวิธีแก้ ทั่วๆไป คือ จะให้มาเน้นเรื่องการเจริญสติ
    ให้มาก จนมีกำลังในการควบคุมความคิดและพฤติกรรมของจิต
    ในสภาวะการใช้ชีวิตปกติประจำวัน


    ส่วนกำลังสติที่ได้ตรงนี้. ก็จะมาคอยหนุน เรื่องของคำว่า
    แล้วๆไป ทำแล้วก็แล้วไป ถึงมันจะรู้ก็รู้ไป แต่ไม่ไปอะไรๆกับมัน


    ''ถ้ามันรู้ก็ปล่อยให้มันรู้ไป รู้แล้วก็แล้วไป
    ถ้ามันไม่รู้ ก็ช่างมัน ไม่ต้องไปพยายามที่จะรู้มัน

    ก็มันเห็นแล้วก็เห็นไป ถ้ามันไม่เห็นก็ช่างมัน
    เห็นแล้วก็แล้วไป และไม่ต้องไปอะไรๆกับมัน

    ถ้าใช้งานแล้ว ก็ใช้แล้วๆก็แล้วไป
    ไม่ต้องไปตาม ไปคาด ไปหวังอะไรกับมัน
    คือใช้แล้วก็ทิ้งไป ไม่ต้องไปสนใจอะไรกับมัน ''

    จิตมันถึงจะค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพเดิมแท้
    หรือธรรมชาติเดิมของมันได้เอง.

    ต่อไป มันก็จะแค่รู้ๆ รู้แล้วก็แล้วไป
    มันก็จะแค่เห็นๆ เห็นแล้วก็เห็นไป
    ต่อไป มันก็จะใช้งานเฉพาะ ที่จำเป็น
    ใช้เฉพาะที่จะต้องใช้. พอใช้แล้วก็แล้วไป
    และการใช้งานก็จะเป็นไป ตามธรรมชาติ
    ของมันเอง คือ เบาๆ ง่ายๆ ชิวๆ...


    ญานวิถี หากไปได้ตั้งเป้าอะไรไว้
    เราจะอยู่ร่วมกันมันยากครับ

    ควรมองว่า จะใช้เพื่อไปทางด้านปัญญาบารมี
    หรือใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ
    ในขณะที่ ก็ยังใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนได้อย่างแยบยล


    ส่วนแนวทาง ด้านเทคนิค ข้อแนะนำต่างๆ
    แนวทางปฏิบัติ ถ้าหากว่า สนใจ
    Inbox มาทางข้อความส่วนตัว
    จะแนะนำ พระเกจิฯ ที่แนะนำได้ให้
    ไปพบท่านดูครับ....

    เคสแบบนี้ ถ้าไม่ใช่ ระดับปฏิสัมภิทาญานขึ้นไป
    จะสอนและแนะเทคนิค ด้านปฏิบัติให้ น้องไม่ได้ครับ
    เพราะ วิถีของจิต มันคนละด้านกันครับ

    เปรียบเหมือน เราเป็นนักกีฬา ที่เคยลงแข่งขันมาก่อน
    โค๊ชที่จะแนะนำเราได้ ก็ต้องเคยเป็น อดีตนักกีฬาและ
    เก่งกว่าเรา หรือ ผ่านประสบการณ์ที่เราเจอมาก่อน....

    การใช้โค๊ชทั่วไป ที่ผ่านสนามแข่งระดับท้องถิ่น
    หรือเคยไปยืนดูการแข่งขันมาก่อน
    หรือโค๊ชที่ผ่านการอบรมมา
    จะไม่เห็นใน มุมของเรา

    ก็คือ มุมในเรื่อง ของ ด้านญานวิถี
    หรือ คุณลักษณะของการใช้งานทางจิตนั่นเองครับ

    เครเนาะ...
    น้องไม่ธรรมดาหรอก
    ถ้าที่เรามาเป็นเรื่องจริง
    สามารถแสดงให้ประจักษ์
    แก่บุคคลอื่นๆเห็นได้อย่างที่เรามา....
     
  19. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,264
    ค่าพลัง:
    +9,068
    +++ ตอนผมเป็น "วัยรุ่น" ก็คล้าย ๆ คุณนี่แหละ ฝึกแบบ "ทิ้งดิ่ง" ยาว ๆ ไปเลย
    +++ เรื่องพวกนี้ ผมก็ "เล่น" กับมันมานานพอสมควร
    +++ โดยเฉพาะ "มองจนเปลวเทียน ยาวขึ้นมา ประมาณ คืบ"
    +++ แต่พอ "ถอนจิตออก" เปลวเทียนมันก็กลับมาเป็น "ปกติ"
    +++ ทำทุกครั้ง ก็ "ได้ทุกครั้ง" ตอนนั้น "ยังไม่รู้ความจริง" ว่า

    +++ เลนซ์แก้วตา cone cell มันสามารถ "หด/ขยาย" ได้
    +++ ลักษณะการมอง รวมทั้ง การผ่อนคลาย
    +++ สามารถทำให้ "เปลวเทียน เปลี่ยนสภาพได้"
    +++ เพียงแต่ "เราไม่รู้ การแปรเปลี่ยนของ กระจกตา ที่มีผลต่อ ความไวแสง"
    +++ เมื่อ "ตั้งใจดู เปลวเทียน จะเป็นปกติ" แก้วตา จะโก่ง แบบเลนซ์นูนมากขึ้น
    +++ เมื่อ "ผ่อนคลาย เปลวเทียน จะยาวกว่าปกติ" แก้วตา จะลดความโก่ง แบบเลนซ์นูนลงมา
    +++ ทำให้เห็น "ยอดเปลวเทียน ยืดยาวกว่าปกติ" ยอดบนจะเป็น "แถบสีแดง" ยาวมาก
    +++ สามารถเรียกได้ว่า "รับคลื่นความถี่ ใน แถบแดงได้มากขึ้น" (Infrared)
    +++ จนถึง "ช่วงสิ้นสุด ของแถบแดง ก่อนกลายสภาพเป็น ควันเทียน"

    +++ เช่นเดียวกับ "ปรากฏการณ์ เห็นอะไรประหลาด ๆ ทางหางตา"
    +++ แท้จริง คือ "ความโก่งของเลนซ์ตา" มันลดลง กว่ามองตรงด้านหน้า
    +++ ดังนั้น มันจึงเห็น สภาวะที่ "ใกล้แถบ Infrared ได้มากขึ้น"
    +++ อยาก "รู้ความเป็นจริง" ในเรื่องนี้ ให้ฝึก "กายคตาสติ"
    +++ โดยเฉพาะ ในเรื่อง "การเหลือบซ้าย แลขวา" ในพระไตรปิฏก
    +++ รวมทั้งการ "มองใกล้ มองไกล" จนรู้จัก "การขยับของ เลนซ์ตา"
    +++ ให้รู้จัก "การมองทั้งแบบ Focus และแบบ Wide angle"
    +++ ให้ฝึก "รู้สึกทั้งตัว" แล้วจะ "ทดลองฝึกอะไร ก็ฝึกไป"
    +++ โดยที่ "ความรู้สึกทั้งตัว มีอยู่ตลอดเวลา"
    +++ ไม่นาน "ความจริง" ก็จะปรากฏออกมาเอง
    +++ "ห้องมืด VS เปลวเทียน VS การปรับการมองกับ กระจกตา"
    +++ เมื่อเลนซ์ตา "โก่งมาก" มันจะขยับไปทาง "แถบ Violet" แบบรวมแสง
    +++ เมื่อเลนซ์ตา "ลดความโก่งลง" มันจะขยับไปทาง "แถบ Infrared" แบบกระจายแสง
    +++ ตรง "แถบสีเขียว" ขึ้นทับบนใบหน้า ช่วงนั้น "เลนซ์ตา ปรับตัวมันเอง อย่างไร"
    +++ บอกตามตรงก็ได้ว่า "คุณไม่รู้" เพราะ "ไม่เคยฝึก สติปัฏฐาน" มาก่อน

    +++ ส่วนอาการ "เปลี่ยนหน้าไปเรื่อย ๆ" ตรงนั้นเป็น "อาการ มโนแทรก"
    +++ หากปล่อยไว้ "นานเกินไป" ก็ต้องไปรับ "ยา" อีก
    +++ บอกตามตรงว่า "ผมเคยผ่านเรื่องพวกนี้" มาแยะ
    +++ แต่ท้ายที่สุด "ไม่ได้ประโยชน์ อะไรเลย"
    +++ กลายเป็น "ความเชื่อ เป็นตุเป็นตะ"
    +++ หากมาก ๆ เข้า ก็จะ "กลายเป็น เสียผู้เสียคน" ไปเลย
    +++ ผม "เคยเล่น และ เคยผ่าน" ตรงนี้มานานมากแล้ว
    +++ สิ่งที่คุณ "เห็น" นั้น เป็นจริง เพราะ ผมก็เคยผ่านมาแล้ว

    +++ เพียงแต่ "สิ่งที่เห็น ๆ ผ่านมานั้น" มันเอามา "ทำอะไรไม่ได้"
    +++ ประโยชน์ของมัน "ไม่มี" หากไม่เข้าใจถึง "ราก" ของปรากฏการณ์
    +++ และการที่จะ รู้ "ราก" ของปรากฏการณ์ได้นั้น
    +++ ต้องฝึก "สติปัฏฐาน" อย่างเดียว เท่านั้น
    +++ กรณีของคุณ "ควรฝึก กายคตาสติ ทั้งหมวด"
    +++ โดยเฉพาะ "การมอง ซ้าย/ขวา" โดยทำ "ความรู้สึกที่ ลูกนัยตา"
    +++ การมอง "ใกล้/ไกล" โดยทำความรู้สึกถึง "การ บีบ/คลาย" ของตา
    +++ รวมทั้ง "ผลลัพธ์" ของการ "บีบ/คลาย" ว่า "ทัศนะ/วิสัยทัศน์" เป็นอย่างไร
    +++ หากคุณ "มีจริต" ในการ "ทดลอง ตรวจสอบ ประเมินผล" จริง ก็จะ "รู้จริง" ได้เอง นะครับ
     
  20. Supop

    Supop เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    544
    ค่าพลัง:
    +3,097
    ข้าพเจ้าขออนุโมทนาในธรรมทุกท่านด้วยความเคารพจริงๆครับ

    ข้าพเจ้าขออนุญาตคุณธรรมชาตินิดหนึ่งครับ และข้าพเจ้าต้องขอโทษจริงๆครับ ข้าพเจ้าไม่ได้มีเจตนาล่วงเกินแต่อย่างใดครับ

    ข้าพเจ้าเองก็เคยผ่านการปฏิบัติในทางนิมิตมามากมาย และข้าพเจ้าเองก็เป็นผู้ทีชอบตรวจสอบในผลการปฏิบัติของตัวเองอยู่เสมอ ว่าสิ่งที่เราทำได้มันจริงหรือเท็จอย่างไร ข้าพเจ้าจะขอกล่าวในเรื่องของการเห็นทางหางตาเพียงเรื่องเดียวครับ

    ข้าพเจ้าเองก็มีประสบการณ์สัมผัสภพภูมิต่างๆมาหลายทางทวาร ทั้งได้ยินเสียง ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้เห็นภาพได้สัมผัส ทั้งแม้กระทั่งนิมิตทางฝัน หรือทางสมาธิ

    ทีนี้เรืองภาพที่ไม่ใช่ทางนิมิตทางในหรือฝัน คือเห็นด้วยตาเนื้อ

    ข้าพเจ้าเองก็เริ่มจากเห็นแวบๆทางหางตา ว่าเหมือนจะเห็นเป็นอะไรสักอย่าง ตอนแรกก็คิดว่าเราคงตาฝาด จนเมื่อมาเห็นรายการทีวีทางหางตา โดยที่จอทีวีเสียไม่มีภาพ ข้าพเจ้าทดลองโดยนำทีวีอีกเครื่องมาเปิดแล้วปิดเสียงไว้ทั้งสองเครื่อง ทำการทดสอบอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง จึงมั่นใจว่าเราเห็นจริง จึงหยุดทำการทดลองไป

    ซึ่งตรงนี้ข้าพเจ้าเข้าใจว่า มันเป็นการใช้ตาที่สามมอง ซึ่งมันเป็นจุดตรงกลางหน้าผากตามที่รู้กันนั่นแหละครับ คือมันเป็นการมองที่ไม่ได้ใช้ตาเนื้อเพียงอย่างเดียว มันมีการเชื่อมกับอีกจุดหนึ่งของสมองที่ทำให้รับคลื่นอื่นๆที่ตาปกติไม่สามารถมองเห็นได้(จากการฝึกบางประเภท)ครับ

    ด้วยความเคารพครับ

    ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...