น่าเป็นห่วง หลักสูตรพุทธศาสนา จากบางอาจารย์ สอนตายแล้วสูญ ( หลักสูตร ม.1- ม.6)

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย WebSnow, 24 มกราคม 2006.

?
  1. ไม่เห็นด้วย (คิดว่าสอนผิด)

    0 vote(s)
    0.0%
  2. เห็นด้วย (คิดว่าสอนถูก)

    0 vote(s)
    0.0%
  1. ccdd

    ccdd Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    11
    ค่าพลัง:
    +26
    เรียนถามท่านเตชปญโญภิกขุ

    เมือวานนี้ผมไปงานฌาปนกิจญาติผู้พี่ที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ พระรูปหนึ่งท่านเทศน์ให้แขกที่มาร่วมงานฟังเนื้อหามีเหตุมีผลดีมาก ท่านบอกว่าเมื่อคนเราตายลงนั้น ธาติลมดับก่อนคือไม่มีลมหายใจ หัวใจหยุดเต้น จากนั้นธาติไฟเมื่อขาดลมก็มอดลง ร่างกายก็จะเย็นชืด เหลือเพียงธาติดินกับธาติน้ำซึ่งก็จะย่อยสลายตัวเองกลับไปสู่โลก ร่างกายจึงอืดพองมีเลือดและน้ำหนองไหลออกจากทวารทั้ง 9 ตรงนี้ฟังแล้วเห็นด้วยมาก

    แต่มาสะดุดตรงที่ท่านบอกว่า จิตไม่ได้ดับไปด้วยแต่จิตจะไปเกิดใหม่ทันที ดังนั้นในพุทธศาสนาจึงถือกันมากว่าขณะดับจิตมีความสำคัญมาก ถ้าจิตคิดเรื่องดีๆจะไปเกิดในสุขคติ ถ้าคิดเรื่องไม่ดีจะไปเกิดในทุกขติ ท่านยังเล่าถึงเรื่องที่พระสงฆ์ในครั้งพุทธกาลรูปหนึ่งยึดติดกับจีวรใหม่ที่สวยงาม ขณะมรณภาพจิตไปผูกพันถึงจีวรใหม่ จึงไปเกิดเป็นตัวไรอยู่ในจีวร พระพุทธเจ้าจึงห้ามใช้จีวรเก่าทันทีต้องรอให้พ้น 7 วันไปก่อน เพราะวงรอบชีวิตของตัวไรมี 7 วัน ?

    วัดชลประทานรังสฤษดิ์ โดยท่านปัญญานันทะภิกขุจัดได้ว่าเป็นศิษย์ผู้น้องของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่ร่วมกันเผยแผ่ศาสนาพุทธอย่างเข้มแข็งมาโดยตลอด แนวคิดเรื่องจิตไปเกิดใหม่ทันทีนี้ (ผมเคยได้ยินได้ฟังแนวคิดนี้มานานแล้ว) เป็นแนวคิดของสวนโมกข์พลาราม และท่านพุทธทาสภิกขุด้วยหรือไม่ และท่านเตชปญโญภิกขุมีความเห็นต่อคำเทศนาดังกล่าวอย่างไร กรุณาช่วยให้คำแนะนำด้วยครับ
     
  2. เตชปญฺโญ ภิกขุ

    เตชปญฺโญ ภิกขุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    494
    ค่าพลัง:
    +117
    วัดชลประทานรังสฤษดิ์ โดยท่านปัญญานันทะภิกขุจัดได้ว่าเป็นศิษย์ผู้น้องของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่ร่วมกันเผยแผ่ศาสนาพุทธอย่างเข้มแข็งมาโดยตลอด แนวคิดเรื่องจิตไปเกิดใหม่ทันทีนี้ (ผมเคยได้ยินได้ฟังแนวคิดนี้มานานแล้ว) เป็นแนวคิดของสวนโมกข์พลาราม และท่านพุทธทาสภิกขุด้วยหรือไม่ และท่านเตชปญโญภิกขุมีความเห็นต่อคำเทศนาดังกล่าวอย่างไร กรุณาช่วยให้คำแนะนำด้วยครับ
    --------------------------
    แม้พี่น้องก็ใช่ว่าจะมีความเห็นตรงกัน
    ยิ่งศิษย์ก็ยิ่งวางใจไม่ได้
    ยิ่งกาลเวลาผ่านไปนานๆ และวัตถุนิยมครอบงำ ความเห็นก็เปลี่ยนได้
    อย่าไปสนใจว่าใครจะมีความเห็นอย่างไร
    อย่าเชื่อเพียงเพราะเหตุว่า มีคนเขาบอกมาหรือทำตามๆกันมาฯ
    ขอให้สนใจศึกษาหาความจริงด้วยตัวของเราเอง
    ง่ายๆเพียงตอบคำถามว่า "ยอมรับหรือไม่ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องมาจากเหตุปัจจัย?"
    ถ้าไม่ยอมรับก็ไม่ต้องมาสนทนากันแล้ว
    แต่ถ้ายอมรับ ก็ต้องยอมรับว่า แม้จิตหรือวิญญาณของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ก็ต้องเกิดมาจากเหตุปัจจัยด้วยเหมือนกัน
    แล้วเมื่อร่างกายที่เป็นเหตุให้เกิดจิตได้ตายไป (หรือเสียหายไปแล้ว) แล้วจิตหรือวิญญาณจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
    ถ้าสอนว่าจิตสามารถออกจากร่างกายที่ตายแล้วได้ ก็แสดงว่าจิตเป็นอัตตา (ตัวตนอมตะ)
    ซึ่งก็เท่ากับไม่ยอมรับคำสอนที่ว่า "ทุกสิ่งเป็นอนัตตา(ไม่เป็นอัตตา)"
     
  3. เตชปญฺโญ ภิกขุ

    เตชปญฺโญ ภิกขุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    494
    ค่าพลัง:
    +117
    ผมพูดเรื่องการดับทุกข์หลังจากตายแล้วหรือ..? งั้นคุณก็ต้องลองตาย แล้วมาบอกผมล่ะกัน
    -------------------
    อ้าว ???? คนที่เชื่อว่าตายแล้วเกิดซิ ที่ต้องทดลองตายเพื่อพิสูจน์ แล้วมาบอกกัน

    ไม่เคยบอกว่าตายแล้วเกิดหรือสูญ แต่บอกว่า "มันสูญมาตั้งแต่ยังไม่ตาย"
     
  4. เตชปญฺโญ ภิกขุ

    เตชปญฺโญ ภิกขุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    494
    ค่าพลัง:
    +117
    พระอรหันต์มี 4 ประเภท ได้แก่
    1. สุกขวิปัสสโก
    2. เตวิชโช
    3. ฉฬภิญโญ
    4. ปฏิสัมภิทัปปัตโต

    ความเห็นของท่านเตชะปัญโญ ภิกขุ มีว่าอย่างไร<!-- google_ad_section_end -->
    ---------------------
    เรื่องนี้จัดเป็นเรื่อง อจินไตย (ไม่ควรสนใจ)

    เรื่องที่ควรสนใจก็คือ " ยอมรับหรือไม่ว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องมาจากเหตุปัจจัย?"
     
  5. คิเคียว

    คิเคียว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 เมษายน 2006
    โพสต์:
    63
    ค่าพลัง:
    +458
    ไม่ใช่อจินไตยค่ะ แต่ถ้าหากท่านมีความเห็นว่าใช่ ก็ไม่ขอพูดถึงอีก
    งั้นคำถามต่อไปนะคะ พระที่สามารถแสดงอภิญญาได้ ย่อมชื่อว่าลวงโลกเสมอไปหรือไม่ เพราะเหตุใด
     
  6. เตชปญฺโญ ภิกขุ

    เตชปญฺโญ ภิกขุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    494
    ค่าพลัง:
    +117
    ไม่ใช่อจินไตยค่ะ แต่ถ้าหากท่านมีความเห็นว่าใช่ ก็ไม่ขอพูดถึงอีก
    -------------------
    ถ้ายังสนใจเรื่องอจินไตยอยู่ ก็สอบไม่ผ่านชั้นประถมต้น ดังนั้นถึงจะไปพูดเรื่องของประถมปลายก็ไม่มีประโยชน์ เพราะประถมต้นยังสอบไม่ผ่าน ต้องผ่านประถมต้นก่อนถึงจะไปพูดเรื่องประถมปลายได้

    *******************************

    งั้นคำถามต่อไปนะคะ พระที่สามารถแสดงอภิญญาได้ ย่อมชื่อว่าลวงโลกเสมอไปหรือไม่ เพราะเหตุใด<!-- google_ad_section_end -->
    -------------------------
    นี่ก็เรื่องอจินไตยอีก... คุณสนใจเรื่องดับทุกข์บ้างหรือเปล่านี่?

    สิ่งแรกที่ควรสนใจก็คือ "ค้นหาว่าจะมีอะไรบ้างที่เกิดขึ้นมาได้โดยไม่อาศัยเหตุปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น?"
     
  7. คิเคียว

    คิเคียว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 เมษายน 2006
    โพสต์:
    63
    ค่าพลัง:
    +458
    ช่วยสรุปสาระของบอร์ดนี้ให้เอามั้ยคะ?
    ทุกสิ่งคืออจินไตย ถ้าท่านไม่เห็นด้วย
    สิ่งที่ท่านเห็นด้วยทุกสิ่งคือเรื่องถูกต้อง ไม่ว่าใครจะว่ายังไงก็ตาม อ้างอิงจากคำพูดของท่านที่ว่า
    "อย่าไปสนใจว่าใครจะมีความเห็นอย่างไร"
    ท่าทางพระคุณเจ้าจะมีความประทับใจเป็นพิเศษกับกาลมสูตร ส่วนเรื่องอื่นคืออจินไตยที่ไม่ควรศึกษา
    ไม่สงสัยบ้างเหรอคะ ว่าทำไมมีแต่คนแย้งกันมากจัง เว็บของพระคุณเจ้าก็มีคนแย้งเยอะ ไม่สงสัยบ้างเหรอคะว่าทำไมไม่มีคนเห็นด้วย?
    เกรงใจมาตั้งนาน โพสนี้จะเป็นโพสสุดท้ายในกระทู้นี้นะคะ
    อย่าทำเป็นรู้ว่าคนอื่นเ้ค้าคิดยังไงจะได้มั้ยคะ?
    คนที่คิดเรื่องอื่นไม่ใช่่ว่าจะไม่คิดเรื่องดับทุกข์ แล้วก็ไม่ใช่ว่าคนที่คิดเรื่องดับทุกข์จะคิดเรื่องอื่นไม่ได้
    แล้วพระคุณเจ้าคงเป็นสายสุกขวิปัสสโกนะคะ แต่ก็ไม่สมควรที่จะแย้งสายอื่นเค้า
    สายอื่นเค้าก็สามารถบรรลุฌาน 4 แล้วดับทุกข์ได้
    หลวงตาของดิฉันสอนมาว่า "เราไปเชียงใหม่ได้หลายทาง มีทั้งรถไฟ รถยนต์ เครื่องบิน ทางไหนก็ถึงเชียงใหม่เหมือนกัน จะช้าจะเร็วก็ถึงเหมือนกัน"
    มันแล้วแต่ว่าใครพอใจจะไปทางไหน หรือมีจริตทางด้านไหน
    ไม่ควรมาพูดว่าทางตัวเองดีกว่าของคนอื่น เพราะมันคือการอวด และไม่สมควรแก่สมณะ แม้ฆราวาสก็ไม่ควร เพราะไม่มีใครชอบคนขี้โม้ ขี้อวด ขี้คุย
    คนขี้โม้ด้วยกันยังไม่ชอบฟังคนอื่นโม้เลยค่ะ ^^ มองคนอื่นบ้างนะคะ ไม่ใช่มองแต่ตัวเอง
    ถ้าท่านจะดับทุกข์ด้วยทางของท่านก็ไม่มีใครเค้าไปว่าท่านหรอกค่ะ แต่ไม่ต้องมาแย้งว่าของตัวดี ของคนอื่นนี่สอบไม่ผ่าน โง่หมด
    ถ้าจะเป็นอาจารย์สอนคนอื่นหัดใช้วาทศิลป์บ้างนะคะ รู้จักโอนอ่อนผ่อนตาม ไม่ใช่ข้าถูก ข้าดีอยู่คนเดียว

    จบแล้วนะคะสำหรับกระทู้นี้ พระคุณเจ้าจะประชดประชันยังไงก็ตามสบายค่ะ เพราะท่านคง "ไ่ม่ยอมแพ้ แม้เรื่องเล็กน้อย" อยู่แล้วค่ะ
    คงจะทำให้คำพูดตัวเองถูกแบบข้างๆคูๆจนได้ล่ะค่ะ สุดท้ายนี้ ขอให้บุญ "คุ้มครอง" นะคะ พระคุณเจ้า
     
  8. xiaoxiao_note

    xiaoxiao_note เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 เมษายน 2005
    โพสต์:
    143
    ค่าพลัง:
    +210
    ปัญญาวิมุตติ และ เจโตวิมุตติ มันก็ไปที่ปลายทางเดียวกันนี่นา

    คุณเจ้าของกระทู้ปล่อยคำว่า "โง่" ออกมาบ่อยๆ - ความรู้ไม่เท่ากัน แต่เรียนรู้เพิ่มได้, แม้น้อยนิดก็เปลี่ยนแปลงได้ เว้นแต่ระดับบัวใต้ตม คือว่า ยากจริงๆ อะไรอย่างนั้น


    แต่ความเป็น "พุทธะ" ย่อมสงบนิ่งอยู่ในตัวทุกคน แต่คุณจะปลุกมันยังไงก็ว่ากันไป...




    คำว่า "โง่" ยิ่งพูดบ่อย ยิ่งพอกอัตตาให้หนาไปเปล่าๆ....

    จึงไม่น่าแปลกใจว่าศีลข้อ ๔ มีไว้ทำไม....
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 10 กันยายน 2010
  9. ccdd

    ccdd Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    11
    ค่าพลัง:
    +26
    ผมคิดว่าการที่มีคนแสดงความเห็นแย้งคำสอนของท่านเตชะปญโญมากในเว็บนี้เป็นเรื่องธรรมดา เพราะแม้กระทั่งการไปพูดคุยกับเพื่อนๆที่คุ้นเคยและผู้ใหญ่บางท่านที่เคารพนับถือ หลายคนก็ไม่เห็นด้วย ผมคิดว่าเป็นเพราะคนไทยเราส่วนใหญ่ได้รับการปลูกฝังความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดข้ามภพข้ามชาติกันมาตั้งแต่เด็ก ได้รับการปลูกฝังว่ามีวิญญาณ ดวงจิต หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตาม ที่เป็นอัตตา เที่ยงแท้แน่นอน ไม่มีวันดับสูญ จะเวียนว่ายตายเกิดเช่นนี้ตลอดไปจนกว่าจะตัดกิเลสตัณหาได้หมดสิ้น เข้าถึงพระนิพพาน จึงจะดับสูญไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป และผมคิดว่าเผอิญความเชื่อว่ามีดวงวิญญาณ (หรือจะเรียกอะไรก็ได้ที่เป็นอัตตา ไม่เป็นอนัตตา) นั้นตรงกับสัญชาติญาณของมนุษย์เราทุกคนที่ไม่อยากตายแล้วสูญ ทำใจยอมรับแนวคิดที่ว่าสูญตั้งแต่ยังไม่ตาย (ก็เป็นสิ่งเดียวกับตายแล้วสูญนั่นแหละ!) ไม่ได้ กลัวความตาย ว่าตายแล้วจะสูญไม่ได้กลับมามีชีวิตแบบนี้อีกฯลฯ แนวคิดแบบมีดวงวิญญาณที่นิจจังเที่ยงแท้แน่นอน ที่เวียนว่ายตายเกิดชั่วนิจนิรันดร จึงได้รับการยอมรับและยืดมั่นถือมั่นโดยคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยเรา ยากที่จะโต้แย้งความเชื่อนี้ได้

    ดังนั้นการที่คนส่วนมากโต้แย้งแนวคำสอนของท่านเตชะปญโญ จึงไม่ได้หมายความว่าคำสอนของท่านผิด เพราะคนส่วนใหญ่อาจผิดก็ได้ (แน่นอน คนส่วนใหญ่อาจถูกก็ได้ ใครจะรู้ได้)

    แม้กระทั่งผมเองซึ่งพิจารณาคำสอนของท่านเตชปัญโญแล้วเห็นด้วยมากๆ ก็ยังเผื่อใจไว้เชื่อแนวคิดเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดว่าอาจจะถูกก็ได้ ซึ่งก็คงเหมือนคนส่วนใหญ่ที่ทำใจยอมรับ "อนัตตา" ไม่ได้ และไม่ต้องการ "สูญตั้งแต่ยังไม่ตาย หรือ ตายแล้วสูญ" เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ จะรู้สึกวังเวงและทำใจยอมรับได้ยากมาก

    อย่างไรก็ตาม ความจริงแน่ๆตอนนี้ก็คือไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าแนวคิดใดถูก แนวคิดใดผิดกันแน่ และคงจะไม่มีทางพิสูจน์ได้แน่นอน นอกจากจะปฏิบัติให้รู้เห็นได้ด้วยตนเองเท่านั้น ซึ่งก็เป็นคำสอนของพระศาสดาของเราเช่นกัน ว่า "ผู้ที่ปฏิบัติก็จะรู้ได้ด้วยตัวของตัวเอง" และเรื่องอย่างนี้ถ่ายทอด หรือ สอนกัน ไม่ได้ เพียงได้แค่แนะนำเท่านั้น

    อย่างไรก็ตามในเรื่องของความพยายามเผยแผ่ศาสนาพุทธแล้ว ต้องยอมรับว่าท่านเตชะปญโญได้พยายามทำเป็นอย่างดีตามแนวทางที่ท่านเห็นว่าถูกต้อง แนวคำสอนของท่านเป็นการเปิดโลกทัศน์ที่น่าสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนรุ่นใหม่ๆในยุคโลกาภิวัฒน์ที่แนวคำสอนที่เน้น การเวียนว่ายตายเกิดข้ามภพข้ามชาติ ภูติผีปีศาจ เวทย์มนต์ คาถา พ่อมด หมอผี ฯลฯ คงไม่สามารถทำให้ศาสนาพุทธของเราเป็นที่ยอมรับได้ในสังคมโลกแน่ๆ
     
  10. เตชปญฺโญ ภิกขุ

    เตชปญฺโญ ภิกขุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    494
    ค่าพลัง:
    +117
    ช่วยสรุปสาระของบอร์ดนี้ให้เอามั้ยคะ?
    ทุกสิ่งคืออจินไตย ถ้าท่านไม่เห็นด้วย.........ฯลฯ.

    ------------------

    อ้าว?????? อย่าเพิ่งหนีความจริงซิ ยังไม่ได้สนทนาธรรมกันเลย

    เลยไม่รู้เลยว่า คุณ <!-- google_ad_section_start(weight=ignore) -->princez99 "ยอมรับหรือไม่ว่าทุกสิ่งทีเกิดขึ้น ต้องมาจากเหตุและปัจจัย?"
     
  11. คิเคียว

    คิเคียว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 เมษายน 2006
    โพสต์:
    63
    ค่าพลัง:
    +458
    งั้นขอถอนคำพูดก่อนนะคะว่าจะโพสเป็นโพสสุดท้าย
    เรียกผิดรึเปล่าคะว่าสนทนา ท่านฟังคนอื่นด้วยหรอคะ ลองอ่านบทสนทนาของท่านกับคนอื่นๆดูดีๆสิคะ ตอนแรกดิฉันพยายามจะคิดเข้าข้างพระคุณเจ้าแล้ว
    แต่อ่านไปอ่านมาคือ มันไม่ใช่ ไง ท่านน่ะสุดโ่ต่งเกินไป รั้นเกินไปที่จะยอมรับความคิดคนอื่น ถึงมันเป็นความคิดที่ผิด (ในสายตาท่าน) ก็ตาม ท่านก็ต้องรับฟังแล้วอุเบกขา
    เล่นเถียงมาหมดทุกตัวอักษร ว่าตัวเองถูกแบบนี้ใครมันจะไปเอนเีอียงเข้าข้างท่านล่ะคะ
    ที่ว่าทุกสิ่งเกิดจากเหตุปัจจัย นั่นมันแน่อยู่แล้ว พระพุทธเ้จ้าท่านก็สอนแบบนั้น เห็นมั้ยคะ ดิฉันไม่ชอบท่านหรอก แต่ก็ยอมรับว่า้ข้อความนี้ที่ท่านพูดมันคือความจริง
    ไม่เห็นความจำเป็นว่าต้องหนีความจริงตรงไหน แล้วความจริงมันหนีได้ด้วยหรือไง
    ถ้าไม่มีเหตุก็ไ่ม่มีผล จะดับทุกข์ได้ต้องดับที่เหตุไม่ใช่ที่ผล เรื่องนั้นก็รู้แล้ว
    แต่มันก็มีเรื่องปลีกย่อยบ้างที่คิดว่าท่านน่าจะเป็นกลางหน่อย
    คนอื่นไม่ดีก็บอกว่าไม่ดียังไง คนอื่นดีก็บอกว่าดียังไง
    ตัวเองไม่ดีก็บอกว่าตัวเองไม่ดียังไง ตัวเองดีก็บอกว่าตัวเองดียังไง มันต้องสาธยายได้สิคะ
    แล้วกำลังทดสอบอารมณ์คนอื่นอยู่หรือไงถึงใช้คำพูดแบบนั้นน่ะ ไม่้ต้องทดสอบก็ได้
    ดิฉันเป็นคนมีโทสะมากที่สุดในอกุศลทั้งหมด จึงต้องมาตอบหลวงพี่? อยู่นี่
    เฉลยให้แล้ว ไม่ต้องใช้คำพูดออกแนวทดสอบอีกนะคะ ไม่ชอบ
    แล้วก็เห็นเครื่องหมาย ? แล้วมันรู้สึกไม่ดี กรุณาช่วยนำออกไปทีนะคะ ถ้าอยากสนทนาธรรม หรืออยากหาเรื่องก็อีกเรื่องนึง
    พูดอะไรไม่ต้องลีลามากก็ได้ค่ะ ดิฉันไม่มีเล่ห์เหลี่ยมเยอะนักหรอก
    เอ้อแล้วอยากถามอีกเรื่องแบบตรงไปตรงมา ทำไมชอบคิดว่าคนอื่นโง่อะคะ ทำไมเหรอคะ ทุกสิ่งย่อมมีเหตุและปัจจัยใช่มั้ยคะ ช่วยบอกเหตุและปัจจัยนั้นหน่อยสิคะ
    ไม่รู้ว่าพระคุณเจ้าหวังการณ์ใหญ่อะไรไว้รึเปล่าน้า~
    แล้วมีอะไรอยากรู้อีกมั้ยคะ ว่าข้อความไหนที่ท่านพูดดิฉันยอมรับบ้าง ลองว่าข้อความนั้นมาสิคะ แล้วจะบอกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเพราะอะไร
    ดิฉันไม่ค่อยมีความรู้เรื่องปริยัติหรอกค่ะ อย่าถามอะไรยากๆ หรือศัพท์ยากๆมาแล้วกัน
    ตอบเร็วๆนะคะ อยากเถียงด้วยใจจะขาดแล้วค่ะ
    ดิฉันจะปกป้องสิ่งที่สมควรปกป้องเท่าที่จะสามารถ ถ้อยคำอาจรุนแรงหรือไม่รุนแรงก็ไม่ทราบนะคะ ขออภัยด้วย

    *หมายเหตุ ตอบคำถามของดิฉันให้ครบด้วยค่ะ หลวงพี่? ใช่มั้ยคะ กี่พรรษาเหรอคะ จะได้เรียกถูก
    **คุณเว็บมาสเตอร์คะ ถ้าจะปิดกระทู้ก็ไม่ว่ากัน เพราะอาจจะได้เปลืองทรัพยากรพื้นที่ซักหน่อยในการสนทนาที่ไม่รู้จุดจบนี้ ขอบคุณและขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วยค่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 12 กันยายน 2010
  12. คิเคียว

    คิเคียว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 เมษายน 2006
    โพสต์:
    63
    ค่าพลัง:
    +458
    ตายแล้วสูญนี่มันน่ากลัวตรงไหน ตายแล้วสูญมันยิ่งดีไม่ใช่เหรอ ตายแล้วเกิดนี่สิลำบากใจ
    จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรๆ ที่ดีอยู่แล้วเพื่อให้คนอื่นยอมรับด้วยเหรอ คนที่อยากจะศึกษา่ต่างหากต้องเข้ามาหาพระพุทธศาสนาเอง
    ไม่ใช่ต้องไปเออออตามใจเขาเพื่อให้พระพุทธศาสนายั่งยืน พระพุทธศาสนายั่งยืนด้วยสัจธรรม ด้วยความดี ไม่ได้ยั่งยืนด้วยการลงมติจากคนส่วนใหญ่ (หรือส่วนน้อยไม่ทราบ)
    พระพุทธเจ้าท่านเมตตา กรุณา ถึงได้สั่งสอน ไม่งั้นท่านไม่สอนใครก็ได้ ท่านไม่เดือดร้อนหรอก ดีซะอีกไม่ต้องเหนื่อยสอนคนพูดยาก แต่ท่านก็ยังตั้งใจที่จะสอนผู้อื่น
    เวทย์มนต์ คาถา พ่อมด นั่นแฮร์รี่ พอตเตอร์แล้ว ไ่ม่เกี่ยวกัน แล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่เน้นด้วย
    ไอตอนแรกดิฉันก็อยากจะทำตัวเป็นคนดี เป็นกลางกับท่านเตชปัญฺโญ ภิกขุเหมือนคุณอยู่หรอก แต่ทำไม่ลง รู้สึกท่านอยากจะให้แจ้งไปที่หน่วยงานนู่นนี่เหลือเกิน วางแผนอะไรไว้อีกอะ ดิฉันโง่ คิดไม่ทันหรอก
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 12 กันยายน 2010
  13. xiaoxiao_note

    xiaoxiao_note เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 เมษายน 2005
    โพสต์:
    143
    ค่าพลัง:
    +210
    ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


    พระเจ้ามิลินท์ ตรัสถามว่า


    ดูก่อน พระนาคเสน


    สิ่งที่เกิดแต่กรรม แต่เหตุ แต่ฤดู

    มีให้เห็น ให้คิด ให้เข้าใจได้.


    แต่ สิ่งที่ไม่เกิดแต่กรรม แต่เหตุ แต่ฤดู อย่างหนึ่งอย่างใด

    มีบ้างหรือไม่.?


    พระนาคเสน ทูลตอบว่า


    ขอถวายพระพร

    มี
    .....ได้แก่ อากาศ ๑ นิพพาน ๑


    ม.

    กล่าวถึงอากาศ ข้าพเจ้าเห็นด้วย

    แต่พระนิพพานนั้น ไม่น่าจะเป็นอย่างที่พระคุณเจ้าว่า

    เพราะพระพุทธพจน์มีอยู่ชัดเจน ว่า

    พระนิพพาน มี "มรรค" เป็นเหตุให้เกิด

    หรือ "มรรค" เป็นเหตุกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน

    หรือพระคุณเจ้ากำลังกล่าวตู่พระพุทธพจน์

    เมื่อไม่รู้ ก็จงบอกว่าไม่รู้.!


    น.

    ขอถวายพระพร

    พระพุทธพจน์ มีอยู่เช่นนั้นจริง

    แต่หาได้หมายความว่า พระนิพพานเกิดแต่เหตุ คือ "มรรค" ไม่

    "มรรค" นั้น
    ...ทำพระนิพพานให้แจ้ง.

    แต่ ไม่อาจแสดง "เหตุ-ที่อาศัยเกิด" แห่งพระนิพพานได้

    เพราะ พระนิพพาน เป็นอสังขตธรรม คือ ธรรมอันไม่มีเหตุ

    ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง คือรู้ไม่ได้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย.

    จะพึงรู้พึงเห็นได้ ก็เฉพาะแต่พระอรหันต์

    ผู้มีจิตบริสุทธิ์ สงบ และ ละเอียด เท่านั้น.


    ม.

    ธรรมดา สิ่งต่าง ๆ ย่อมมีที่ตั้ง

    เช่น นา เป็นที่ตั้งแห่งข้าวเปลือก

    ดอกไม้ เป็นที่ตั้งแห่งกลิ่น.

    หากพระนิพพาน ไม่มีที่ตั้ง
    ..........พระนิพพาน ก็เป็นอันไม่มี.!

    ผู้ที่พยายามกระทำพระนิพพานให้แจ้ง
    ...
    ก็ไร้ประโยชน์เปล่า.?


    น.

    ขอถวายพระพร

    พระนิพพาน มีอยู่จริง แต่ หาที่ตั้งแห่งพระนิพพาน ไม่มี.!

    อุปมาดังไฟ
    ....ปกติ ไม่ปรากฏที่ตั้ง

    แต่เมื่อบุคคลเอาไม้มาสีกัน
    ...
    ไฟก็เกิดขึ้นได้.

    พระนิพพาน ก็เช่นเดียวกัน คือ ไม่ปรากฏที่ตั้ง

    แต่เมื่อบุคคลมีความเพียร บำเพ็ญ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้แกล้วกล้าแล้ว

    พระนิพพาน ก็เกิดมีขึ้นได้ เช่นไฟนั้น.


    ม.

    พระคุณเจ้าว่าอย่างนี้
    ....ชอบแล้ว.
     
  14. พรหมรักษ์

    พรหมรักษ์ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    29
    ค่าพลัง:
    +26
    คุณ Princez99 คุณเก่งจัง สู้ต่อไปนะครับ
    ผมขอเอาใจช่วย(ทั้งเก่ง ทั้งสวยด้วย)
    ผมจะติดตามอ่านของคุณทุกโพส
     
  15. คิเคียว

    คิเคียว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 เมษายน 2006
    โพสต์:
    63
    ค่าพลัง:
    +458
    ขอบคุณนะคะที่อุตส่าห์ชม แต่วันนี้รู้สึกอีกทีว่า น่ารังเกียจและน่าละอายใจอยู่เหมือนกันที่ยับยั้งชั่งใจไม่ได้
    คิดไปคิดมาชักไม่แ่น่ใจ ว่าจะสนทนาธรรมกับท่านเตชะดีรึเปล่า เพราะสนทนาธรรมนี้สนทนากับคนอื่นก็ได้ แถมสบายใจกว่าเยอะ
    ไม่มีเหตุผลที่ต้องคุยกับคนที่ไม่อยากคุย แฟนก็ว่าอย่าไปยุ่งกับเค้าเลย ก็เลยชักไม่อยากเถียงด้วยแล้ว สงสัยคงไม่ได้ติดตามอ่านแล้วนะคะ
    :boo:
    เรียน ท่านเตชปัญฺโญ
    ดิฉันคงขอลาหนีความจริงเป็นครั้งที่สอง เพื่อให้ท่านได้ประสบชัยชนะที่ไม่ใช่ความจริงตามความประสงค์ เป็นผู้ทรงคุณวุิฒิตามแต่ความปรารถนา เทอญฯ..

    กราบขอขมาพระรัตนตรัยมา ณ ที่นี้ หากลูกทำ พูด หรือแม้แต่คิดสิ่งใดผิดพลาดไป โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี ขอพระรัตนตรัยโปรดอดโทษแก่ลูกด้วยเถิด
    ขอพรหมวิหารสี่จงบังเกิดและดำรงอยู่แก่ข้าพเจ้า แก่ท่านเตชปัญฺโญ ภิกขุ แก่ชาวเว็บพลังจิต ตลอดจนสรรพสัตว์ตลอดกาลนานโดยถ้วนทั่วด้วยเทอญ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 13 กันยายน 2010
  16. เตชปญฺโญ ภิกขุ

    เตชปญฺโญ ภิกขุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    494
    ค่าพลัง:
    +117
    ที่ว่าทุกสิ่งเกิดจากเหตุปัจจัย นั่นมันแน่อยู่แล้ว พระพุทธเ้จ้าท่านก็สอนแบบนั้น เห็นมั้ยคะ ดิฉันไม่ชอบท่านหรอก แต่ก็ยอมรับว่า้ข้อความนี้ที่ท่านพูดมันคือความจริง
    --------------------------
    เมื่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องมาจากเหตุปัจจัย อย่างนั้นก็แสดงว่า จิต หรือ วิญญาณ ของเรานี้ก็ต้องเกิดมาจากเหตุปัจจัยด้วยเหมือนกัน

    จิต หรือ วิญญาณ ของเรานี้มันก็ต้องมีร่างกายที่ยังเป็นๆมาเป็นเหตุ และมีอารมณ์ภายนอก(เช่นรูป เสียง)มาเป็นปัจจัย มันจึงเกิดขึ้นมาได้

    สรุป ดังนั้นเมื่อไม่มีร่างกายที่ยังเป็นๆ หรือไม่มีอารมณ์ภายนอกมากระทบ จิต หรือ วิญญาณ นี้ก็ย่อมที่จะเกิดขึ้นมาไม่ได้

    และเมื่อไม่มีจิตหรือวิญญาณที่จะออกจากร่างกายที่ตายแล้วได้ จึงทำให้ความเชื่อเรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า ผี เทวดา นางฟ้า เป็นต้นนั้น จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นไปได้เลย

    นี่คือเหตุผลที่ใครจะโต้แย้งหรือหักล้างด้วยเหตุผลไม่ได้ (นอกจากคนพาล)

    ใจเย็นๆหน่อยนะเจ้าหญิง princez99 อย่าเพิ่งหนีหาย มีแฟนๆเขาคอยติดตามผลงานของเจ่าหญิงอยู่ บางทีเจ้าหญิงอาจจะได้รู้อะไรที่คนปัญญาน้อย(หลีกเลี่ยงใช้คำว่าโง่เดี่ยวบางคนจะโกรธเอา)ไม่รู้บ้างก็ได้

    จุดประสงค์ในการเผยแพร่ของอาตมานี้ก็ตรงๆ คือเปลี่ยนศาสนางมงายให้กลับมาเป็นพุทธศาสนาที่แท้จริง แม้ในชีวิตนี้จะยังทำไม่สำเร็จ แต่ก็ต้องมีพุทธทาสคนต่อไปมาสานต่อจนสำเร็จจนได้ แม้โลกจะเหลือคนอยู่เพียงไม่กี่คนก็ตาม (พุทธทาสจักไม่ตาย)
     
  17. ccdd

    ccdd Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    11
    ค่าพลัง:
    +26
    แม้ว่าจะยังไม่เคยพบว่ามีการทำสถิติหรือไม่ว่าสัดส่วนคนที่กลัวการตายแล้วสูญมีมากน้อยเพียงใด แต่จากความรู้สึกของตัวเองและจากการที่เคยพูดคุยกับเพื่อนหลายคนตั้งแต่วัยเด็กจนวัยชรา มีหลายคนที่กลัวมากว่าตายไปแล้วจะไม่ได้มีโอกาสกลับมามีตัวตนมีชึวิตแบบที่มีอยู่ในตอนนี้อีก และยังจำได้ว่าเคยอ่านหนังสือทางปรัชญาศาสนานี่แหละแต่จำไม่ได้ว่าเล่มไหน บอกว่าโดยสัญชาติญาณแล้วเนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์ที่รู้จักนึกคิด จึงกลัวมากว่าตายแล้วจะสูญไม่ได้กลับมามีชีวิตมีตัวตนแบบนี้อีก ในขณะที่สัตว์เดรัจฉานจะไม่กลัวแบบที่มนุษย์กลัว สัตว์เดรัจฉานจะกลัวตามสัญชาติญาณของการหวงแหนรักษาชีวิต แต่เนื่องจากมนุษย์คิดเป็น ความกลัวของมนุษย์จึงไปไกลกว่าจนถึงขั้นอยากให้มีภพหน้าชาติหน้าเพื่อว่าตัวเองจะได้มีโอกาสกลับมามีชีวิตมีตัวตนแบบนี้อีก

    ส่วนเรื่องเวทย์มนตร์คาถา ภูตผีปีศาจ ไสยศาสตร์ อาคม กุมารทอง ทรงเจ้า เข้าผี นั้น พวกเราน่าจะยอมรับความจริงว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับศาสนาพุทธในประเทศไทยของเรามานานแล้วจนถึงขณะนี้ และไม่มีแน้วโน้มที่จะลดความเข้มข้นลงอีกด้วย เรื่องต่างๆเหล่านี้จึงไม่ได้มีอยู่เฉพาะในหนังเรื่องแฮรี่พอร์ตเต้อร์เท่านั้น

    ส่วนเรื่องการเผยแผ่ศาสนาพุทธนั้น แม้แต่องค์การสหประชาชาติก็ยังเคยมีออกแถลงการณ์ด้วยความเป็นห่วงว่า จำนวนผู้นับถือศาสนาพุทธนั้นมีแต่ลดน้อยถอยลงทุกวัน ในขณะที่ศาสนาอิสลามมีแต่ขยายตัวมากขึ้นในอัตราที่สูง และศาสนาคริสต์อยู่ในระดับคงตัว ถ้าเราทำใจได้ปลงตกว่า ทุกสิ่งเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แม้แต่พระพุทธศาสนาที่ประเสริฐสุดที่พวกเราเราเคารพนับถือ ก็หนีไม่พ้นกฏนี้เช่นกัน ก็ไม่เป็นไร

    แต่ผมยังปลงไม่ตก ยังยึดมั่น ถือมั่น ครับ ถ้ายังไม่หมดสิ้นกิเลส ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดข้ามภพข้ามชาติ (ถ้ามีจริง!) ก็ยังตั้งจิตขอให้ได้พบพระพุทธศาสนาทุกชาติทุกภพ จนกว่าจะเข้าถึงพระนิพพาน และถ้าแม้นว่าภพหน้าชาติหน้าไม่มีจริง ผมก็ยังคงรักและยึดมั่นในพระพุทธศาสนา ศรัทธาและเคารพบูชาในฐานะสิ่งที่ดีงามที่สุดในชีวิตอีกสิ่งหนึ่งเทียบได้กับบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้า ผมจึงไม่สบายใจที่ได้เห็นได้ฟังเรื่องราวความเสื่อมสลายของพระพุทธศาสนา และอยากเห็นพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองสืบไป เช่นเดียวกับที่อยากเห็นคนที่เรารักนับถือมีความเจริญรุ่งเรืองครับ
     
  18. รัตนไตร

    รัตนไตร สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2010
    โพสต์:
    2
    ค่าพลัง:
    +1
    หลักความเชื่อทางพระพุทธศาสนา
    ในเรื่องของความเชื่อตามหลักพุทธศาสนา พุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในหลักกาลามสูตร ดังที่ปรากฎในเกสปุตตสูตร อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต แต่คนส่วนมากมักจะเรียกว่ากาลามสูตร(องฺ.ติก. 20/505/212) ซึ่งเป็นพระสูตรสำคัญที่พระพุทธเจ้าแสดง ณ เกสปุตตนิคม มีใจความสรุปว่า
    เกสปุตตะเป็นนิคมแห่งหนึ่งในแคว้นโกศลชาวนิคมนี้เป็นที่รู้จักกันว่าชาวกาลา มะ เมื่อชาวกาลามะได้สดับว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมายังนิคมของตน จึงมาเฝ้าพระองค์เพื่อขอคำแนะนำและกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมายังเกสปุตตนิคม สมณพราหมณ์พวกนั้นพูดประกาศแต่เฉพาะทรรศนะของตนเท่านั้น ส่วนทรรศนะของผู้อื่น ช่วยกันตำหนิ ดูหมิ่น ประณาม ทำให้ไม่น่าเชื่อ สมณพราหมณ์พวกอื่นๆซึ่งมายังเกสปุตตนิคมก็ทำในลักษณะเดียวกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์มีความเคลือบแคลงสงสัยในสมณพราหมณ์เหล่านั้นว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ”พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนชาวกาลามะทั้งหลาย ถูกแล้วที่ท่านทั้งหลายมีความเคลือบแคลงสงสัยในสิ่งที่ควรเคลือบแคลงสงสัย มาเถิด ท่านทั้งหลาย
    ๑. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา (มา อนุสฺสเวน)
    ๒. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆกันมา (มา ปรมฺปราย)
    ๓. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ (มา อิติกิราย)
    ๔. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำรา หรือคัมภีร์ (มา ปิฏกสมฺปทาเนน)
    ๕. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก (มา ตกฺกเหตุ)
    ๖. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะอนุมาน (มา นยเหตุ)
    ๗. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (มา อาการปริวิตกฺเกน)
    ๘. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว(มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา)
    ๙. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ (มา ภพฺพรูปตาย)
    ๑๐. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา(มาสมโณ โน ครูติ)
    ต่อเมื่อใด รู้เข้าใจด้วยตนว่า ธรรมเหล่านั้น เป็นอกุศล เป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ เป็นต้นแล้ว จึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น

    "ดูก่อนชาวกาลามะท่านทั้งหลาย เมื่อใดท่านรู้ได้ด้วย ตัวตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล มีโทษ นักปราชญ์ติเตียน เมื่อทำแล้วย่อมให้เกิดแต่ส่วนที่ไม่เป็นประโยชน์และทุกข์ ท่านควรละธรรมเหล่านั้นเสีย, ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ไม่มีโทษ นักปราชญ์สรรเสริญ เมื่อทำแล้ว ย่อมให้เกิดประโยชน์และสุข ท่านควรเข้าถือธรรมเหล่านั้นอยู่"พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ใช้ปัญญาของตนเอง


    ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุและผล ซึ่งผ่านการกรั่นกรองจากปัญญานี้ ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า "สัทธาญาณสัมปยุตต์" (ญาณ แปลว่า ความรู้ที่เกิดจากปัญญา, สัมปยุตต์ แปลว่า ประกอบด้วย)

    การ ถือเอาสิ่งที่ตอนเองรู้ ตนเห็น โดยปราศจากการใช้ปัญญาพิจารณาให้รู้ถึงเหตุและผลเป็นความเชื่อ ที่ขาดปัญญา พิจารณาถึงเหตุผล ความเชื่อเช่นนี้เรียกว่า "สัทธาญาณวิปปยุตต์" อนึ่ง ถ้าเชื่อตามเขาว่าเรียกว่า "อธิโมกข์ศรัทธา" การเชื่อโดยปราศจากสติปัญญาก็ดี เชื่อตามคนอื่นว่าก็ดี ไม่จัดเป็น ศรัทธาในทางพระพุทธศาสนา



    พระพุทธเจ้า ทรงแสดงความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญาไว้ ๔ ประการ คือ.-

    ๑.กัมมสัทธา คือ เชื่อกรรม
    ๒.วิปากสัทธา คือ เชื่อผลของกรรม
    ๓.กัมมัสสกตาสัทธา คือ เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
    ๔.ตถาคตโพธิสัทธา คือ เชื่อปัญญาการตรัสรู้ของพระตถาคตเจ้า (พระพุทธเจ้า)
     
  19. รัตนไตร

    รัตนไตร สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2010
    โพสต์:
    2
    ค่าพลัง:
    +1
    อนุโมทนา สาธุ
    ขอให้ได้พบพระพุทธศาสนาทุกชาติ ๆ ไป จนกว่าจะเข้าถึงนิพพาน

     
  20. chatee

    chatee สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 กันยายน 2010
    โพสต์:
    10
    ค่าพลัง:
    +17
    โห..กระทู้นี้อ่าน 3 วัน จนตาลาย....
    สรุปง่ายๆ...ท่าน เตชปุญโญ ภิกขุ..กำลังจะบอกพวกเราว่า..พระไตรปิฎกนั้น มิใช่คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า...คนเสริมแต่งขึ้นภายหลัง..ประมาณนั้น ดังนั้น จึงไม่ให้เชื่อเรื่องตายแล้ว เกิดใหม่, เรื่องนิพพานตายแล้วไม่สูญ, เรื่องอิทธิปาฐิหารย์ที่เกิดจากการวิปัสสนากรรมฐาน..ทั้งสิ้น
    ...แล้วเรื่องที่นักวิทยาศาตร์ของฝรั่งร่วมกับคนไทยที่เข้ามาศึกษากรณีตายแล้ว เกิดใหม่นั้นนะ..เข้าทำเพื่ออะไร...แล้วทำไมถึงมีหลักฐานมากมายที่ยืนยันได้ว่าตายแล้วไม่สูญ...
    เอาแค่พิสูจน์เรื่องเดียวในเชิงวิทยาศาสตร์เรื่องนี้..ก็น่าจะตอบคำถามได้ไม่ยาก
     

แชร์หน้านี้

Loading...