นิทานชาดกพระพุทธเจ้า

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย HONGTAY, 3 มกราคม 2010.

  1. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    กาเทียมหงส์

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width="75%" align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top> ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระเทวทัตผู้แสดงท่าทางเอาอย่างพระองค์แล้วถึงความพินาศ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...


    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระราชา ครองเมืองมิถิลา แคว้นวิเทหะ สมัยนั้น พญาหงส์ตัวหนึ่ง มีเมียตัวหนึ่งเป็นนางนกกา ทำรังอยู่ที่ต้นตาล ใกล้โรงอาหาร มีลูกด้วยกันตัวหนึ่ง เป็นตัวผู้หน้าตา่ไม่เหมือนพ่อแม่ จึงตั้งชื่อว่า วินีลกะ เพราะมันมีสีค่อนข้างคล้ำ

    อนึ่ง พญาหงส์นั้นมีลูกหงส์อยู่ก่อนแล้ว ๒ ตัว ลูกหงส์เห็นพญาหงส์ไปถิ่นมนุษย์ บ่อยนักจึงถามพ่อว่าไปทำไม พญาหงส์จึงบอกลูกว่า

    "ลูกรัก..พ่อไปเยี่ยมน้องของพวกเจ้าชื่อวินีลกะที่เกิดจากนางนกกานะ"

    ลูกถามว่า "พวกเขาอยู่ตรงไหนละครับพ่อ "

    พ่อตอบว่า "อยู่ยอดต้นตาลตรงโน้น ใกล้เมืองมิถิลาจ้าลูก"

    ลูกพูดว่า "พวกผมจะไปพาเขามานะครับพ่อ"

    พ่อห้ามว่า "อย่าไปเลยลูก ถิ่นมนุษย์มันมีภัยอันตรายรอบด้าน พ่อจะพาเขามาเอง"

    ลูกหงส์ทั้งสองหาเชื่อคำของพ่อไม่ ได้อาสาไปนำนกวินีลกะมา จึงพากันไปที่ต้นตาลนั้น ให้นกวินีลกะจับคอนไม้อันหนึ่งแล้ว ช่วยกันคาบปลายไม้คนละข้าง บิินผ่านเมืองมิถิลามา

    ขณะนั้น พระราชากำลังประทับบนราชรถเทียมม้าสีขาวปลอด ๔ ตัว ทรงทำประทักษิณพระนครอยู่ นกวินีลกะเห็นเช่นนั้นแล้วก็นึกในใจว่า

    "เราก็ไม่ต่างจากพระราชาเลยนะ ได้นั่งบนรถเทียมหงส์เลียบพระนคร"

    จึงพูดเปรย ๆ ขึ้นว่า "ม้าอาชาไนยพาพระเจ้าวิเทหะผู้ครองเมืองมิถิลาให้เสด็จไป เหมือนหงส์สองตัวพาเราผู้ชื่อว่าวินีลกะไปจริง ๆหนอ"

    ลูกหงส์พอได้ฟังคำนั้นแล้วโกรธ ตั้งใจว่าจะปล่อยให้มันตกลงไปเสียก็กลัวพ่อจะตำหนิเอา จึงอดทนไว้พามันไปจนถึงรังแล้วเล่าให้พ่อฟัง พญาหงส์โกรธจัดตวาดว่า
    "เจ้าวิเศษกว่าลูกเราเชียหรือ จึงเปรียบเปรยลูกเราเหมือนม้าเทียมรถ เจ้าช่างไม่รู้จักประมาณตนเอง ที่นี่ไม่ใช่ที่อยู่ของเจ้า เจ้าจงกลับไปหาแม่เจ้าเถิด"

    แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า

    "เจ้าวินีลกะ เจ้ามาอยู่อาศัยซอกเขาอันมิใช่พื้นเพเดิมของเจ้า เจ้าจงไปอยู่อาศัยสถานที่ใกล้หมู่บ้านเถิด นั้นเป็นที่อยู่อาศัยของแม่เจ้า"

    แล้วสั่งให้ลูกหงส์นำมันกลับไปปล่อยไว้ที่เดิม


    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=1 cellSpacing=1 cellPadding=5 width=500 align=center height=45><TBODY><TR vAlign=top bgColor=#eeeeee><TD width=130>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : </TD><TD>อย่ายกตนข่มท่าน จะนำความลำบากมาให้</TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  2. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    พญาแร้ง

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width="75%" align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top> ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถีทรงปรารภภิกษผู้เลี้ยงมารดารูปหนึ่ง ได้ตรัสว่า "สาธุ สาธุ โบราณบัณฑิตได้ทำอุปการะแก่ผู้มิใช่ญาติ เพื่อตอบแทนบุญคุณส่วนมารดาบิดาถือเป็นภาระของภิกษุโดยแท้" แล้วทรงนำอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพยาแร้งเลี้ยงดูบิดามารดาอยู่ที่คิชฌบรรพต ต่อมาวันหนึ่งเกิดพายุฝนห่าใหญ่พัดกระหน่ำ ฝูงแร้งไม่สามารถทนพายุฝนได้ พากันบินหนีตายเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองพาราณสี

    วันนั้น เศรษฐีชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่ง ออกจากเมืองจะไปอาบน้ำเห็นฝูงแร้งเปียกมอมแมมอยู่ จึงหอบไปรวมกันในที่แห่งหนึ่ง ก่อไฟให้ผิงแล้วนำไปไว้ที่ป่าช้า นำเนื้อโคมาเลี้ยงพวกแร้งเป็นอย่างดี

    เมื่อพายุฝนหยุดแล้ว ฝูงแร้งมีร่างกายเข้มแข็งแล้วพากันบินกลับรังที่ภูเขาตามเดิม วันหนึ่งฝูงแร้งจับกลุ่มปรึกษากันว่า

    "พวกเรารอดตายมาได้ ก็เพราะการช่วยเหลือของเศรษฐีคนหนึ่ง พวกเราจะตอบแทนบุญคุณของท่านอย่างไรดี" จึงตกลงร่วมกันว่า

    "ตั้งแต่วันนี้ไป แร้งตัวใดได้ผ้าหรือเครื่องนุ่งห่มใด ๆ ก็พึงคาบไปทิ้งที่บ้านเศรษฐีนะ"

    นับแต่วันนั้นมาฝูงแร้งก็ดูทีเผลอของพวกมนุษย์ที่ตากผ้าไว้ที่กลางแดด ต่างพากันโฉบเฉี่ยวเอาผ้าไปทิ้งไว้ที่บ้านเศรษฐีเป็นประจำ เศรษฐีพอเห็นผ้านั้นแล้ว ก็นำไปเก็บไว้ในที่ส่วนหนึ่งต่างหากไม่นำเอามาใช้

    ชาวเมืองเกิดความเดือดร้อนเพราะฝูงแร้งลักผ้าไป จึงเข้ากราบทูลพระราชา พระองค์รับสั่งให้ดักบ่วงและข่ายเพื่อจับพญาแร้ง เมื่อชาวเมืองจับพญาแร้งได้แล้ว จะนำไปถวายพระราชา เศรษฐีก็กำลังจะเข้าเฝ้าพระราชาเช่นกัน จึงเดินตามกันไป

    พระราชาตรัสถามพญาแร้งว่า "พวกเจ้าคาบผ้าชาวเมืองไปหรือ?"

    พญาแร้งตอบว่า "จริง พระเจ้าข้า"
    พระราชา "พวกเจ้าเอาไปให้ใคร"
    พญาแร้ง "ให้เศรษฐี พระเจ้าข้า"
    พระราชา "ทำไมละ"

    พญาแร้ง "เพราะเศรษฐีช่วยเหลือชีวิตของพวกข้าพระองค์จึงต้องตอบแทนบุญคุณ .. พระเจ้าข้า"

    พระราชาตรัสถามอีกว่า "เขาลือกันว่า แร้งเห็นซากศพได้ ถึง ๑๐๐ โยชน์มิใช่หรือ เหตุไร พวกเจ้ามาใกล้ข่ายและบ่วงแล้วก็ไม่รู้สึกตัวเล่า"

    พญาแร้งตอบเป็นคาถาว่า

    "เมื่อใดสัตว์มีความเสื่อมในขณะจะสิ้นชีวิต เมื่อนั้นนถึงจะมาใกล้ข่ายและบ่วงก็ไม่รู้"

    พระราชาตรัสถามเศรษฐีว่า "เป็นจริงตามนั้นหรือไม่ ท่านเศรษฐี"

    เศรษฐีได้กราบทูลว่า "จริงพระเจ้าข้า ขอพระองค์โปรดทรงปล่อยแร้งตัวนี้ไปเถิด ข้าพระองค์จะคืนผ้าเหล่านั้นแก่เจ้าของเดิม พระเจ้าข้า"

    พระราชาจึงรับสั่งให้ปล่อยแร้งไปตามเดิม เศรษฐีก็คืนผ้าให้แก่เจ้าของเดิมไป


    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=1 cellSpacing=1 cellPadding=5 width=500 align=center height=45><TBODY><TR vAlign=top bgColor=#eeeeee><TD width=130>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : </TD><TD>บุญคุณต้องตอบแทนแม้แต่สัตว์เดรัจฉานยังรู้จักตอบแทนบุญคุณ และอย่าได้ประมาทในวัยเพราะความตายไม่เคยเว้นใคร</TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  3. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    พังพอนกับงู

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width="75%" align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top> ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภการทะเลาะกันของอำมาตย์ ๒ คน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นฤาษีบำเพ็ญเพียรสมาบัติอยู่ป่าหิมพานต์ มีพังพอนตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ในจอมปลวกที่จงกรมของฤาษีนั้น และมีงูตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่งใกล้จอมปลวกนั้น งูและพังพอนไม่ถูกกันเป็นคู่อริกันตลอดกาล

    ฤาษีเห็นสัตว์ทั้งสองทะเลาะกัน จึงกล่าวถึงโทษของการทะเลาะกันและอานิสงส์ในการเจริญเมตตาแก่สัตว์ทั้งสอง จนทำให้งูและพังพอนเลิกทะเลาะกันกลับมาเป็นมิตรกันในที่สุด ถึงกระนั้นพังพอนก็ไม่ไว้ใจงู เวลางูออกไปข้างนอกพังพอนก็จะนอนอ้าปากหันหัวออกนอกโพรง แม้หลับก็ยังนอนอ้าปากอยู่

    ฤาษีเห็นพฤติกรรมเช่นนั้นของมันจึงถามมันว่า

    "พังพอน..เจ้าได้ทำมิตรภาพกับงูผู้เป็นศัตรูแล้วมิใช่หรือ เหตุไฉนจึงนอนแยกเขี้ยวอยู่อีกเล่า ภัยที่ไหนจะมาถึงตัวเจ้าอีกละ"

    พังพอนตอบว่า "พระคุณเจ้า เราไม่ควรดูหมิ่นศัตรู ควรระแวงไว้เสมอ"

    แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า

    "บุคคลพึงระแวงภัยในศัตรูไว้ก่อน แม้ในมิตรก็ไม่ควรไว้วางใจ ภัยที่เกิดขึ้นจากมิตรย่อมกัดกร่อนจนถึงโคนราก"


    ฤาษีจึงกล่าวสอนพูดให้พังพอนเลิกระแวงว่า "เจ้าอย่ากลัวไปเลย เราได้ทำให้งูไม่ทำร้ายเจ้าแล้ว เจ้าเลิกระแวงได้แล้วละ" งูและพังพอนนั้นก็เป็นอยู่อย่างสันติจนตราบสิ้นชีวิต


    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=1 cellSpacing=1 cellPadding=5 width=500 align=center height=45><TBODY><TR vAlign=top bgColor=#eeeeee><TD width=130>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : </TD><TD>อยู่ร่วมกันไม่ควรทะเลาะกัน เพราะจะนำมาซึ่งความระแวงกัน</TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  4. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    หาที่ตาย

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width="75%" align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top> ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพราหมณ์อุปสาฬกะ ผู้เข้าใจว่ามีป่าช้าบริสุทธ์ เรื่องมีอยู่ว่า


    พราหมณ์คนนี้มีทรัพย์สมบัติมากแต่เป็นคนเจ้าทิฏฐิ ถึงบ้านจะอยู่ติดกับวัดเชตวัน แต่ก็ไม่เคยถวายอะไรแก่พระพุทธเจ้าเลย เข้าทำนองใกล้เกลือกินด่าง เขามีลูกชายอยู่คนหนึ่งเป็นคนฉลาด มีความรู้ดี พอพราหมณ์แก่ชราลง

    วันหนึ่งจึงเรียกลูกชายมาหาแล้วพูดว่า "ลูกรัก ถ้าพ่อตายแล้ว เจ้าอย่าเอาศพพ่อไปเผาในป่าช้าที่ปะปนกับคนอื่นนะ ให้เอาศพพ่อไปเผาในป่าช้าใหม่ที่ไม่เคยเผาใครมาก่อนเลยนะ"

    ลูกชายพูดว่า "พ่อครับ ผมไม่รู้ว่าจะุถูกใจพ่อหรือเปล่า ทางที่ดีพ่อพาผมไปเลือกสถานที่ไว้ตั้งแต่เดี๋ยวนี้จะดีกว่า"

    วันนั้นพราหมณ์กับลูกชายจึงแสวงหาที่เผาศพ ออกจากเมืองมุ่งตรงไปที่ยอดเขาคิชกูฏ เลือกได้ที่แห่งหนึ่งแล้วก็ลงจากยอดเขามา ในเวลารุ่งอรุณของวันนั้นพระพุทธเจ้าทรงตรวจดูอุปนิสัยของสรรพสัตว์ ได้ทอดพระเนตรเห็นอุปนิสัยดสดาปัตติมรรคของพ่อลูกคู่นั้น ดังนั้น พระองค์จึงเสด็จไปประทับนั่งรอสองพ่อลูกลงจากเขามา พอพวกเขาเดินลงมาถึงที่ประทับจึงตรัสถามว่า "ไปไหนกันมาละท่านพราหมณ์" ลูกชายจึงกราบทูลเนื้อความให้ทรงทราบ

    พระพุทธองค์ตรัสว่า "ถ้าเช่นนั้น เราจะไปดูสถานที่ตรงนั้นด้วย" ว่าแล้วก็พาสองพ่อลูกกลับขึ้นเขาไปดูสถานที่นั้นอีกครั้ง พอขึ้นไปถึงที่นั้น ลูกชายจึงชี้ให้ดูและกราบทูลว่า "ตรงระหว่างภูเขาสามลูกนี่แหละพระเจ้าข้า" พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "พ่อหนุ่ม พ่อของเจ้ามิใช่จะเลือกป่าช้าเผาในบัดนี้เท่านั้น แม้ในอดีตก็เคยมาแล้วและที่ตรงนี้ก็เคยเผาเขามาแล้ว ๑๔,๐๐๐ ชาติด้วย" จึงทรงนำอดีตนิทานมาสาธก และตรัสพระคาถาว่า

    "พราหมณ์ชื่อว่าอุปสาฬกะ ได้ถูกพวกญาติเผาในสถานที่นี้ จำนวน ๑๔,๐๐๐ ชาติแล้ว สถานที่ไม่เคยมีคนตายไม่มีในโลก สัจจะ ธรรมะ อหิงสา สัญญมะ และทมะมีอยู่ในผู้ใด พระอริยะทั้งหลายย่อมคบหาผู้นั้น (เพราะ) คุณธรรมชื่อว่าไม่ตายในโลก"

    เมื่อตรัสพระธรรมเทศนาจบทำให้ ๒ พ่อลูกได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ณ ที่ตรงนั้นเอง



    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=1 cellSpacing=1 cellPadding=5 width=500 align=center height=45><TBODY><TR vAlign=top bgColor=#eeeeee><TD width=130>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : </TD><TD>อย่าไปแสวงหาสถานที่ไม่เคยมีคนนอนตายบนพื้นโลกนี้ให้ยากเลย เพราะสถานที่ไม่เคยมีคนตายไม่มีในโลก</TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  5. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    ไม่รู้เวลาตาย

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width="75%" align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top> ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดตโปทาราม เมืองราชคฤห์ ทรงปรารถพระสมิทธิเถระ ผู้ถูกนางเทพธิดาชักชวนให้เสพกาม ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...


    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นฤาษีบำเพ็ญเพียรฌานสมาบัติอยู่ใกล้สระน้ำำในป่าหิมพานต์ วันหนึ่งท่านได้บำเพ็ญเพียรตลอดทั้งคืนพอสว่างแล้วจึงไปอาบน้ำในสระเสร็จแล้วได้มายืนอาบแดดอยู่ ในขณะนั้นมีเทพธิดานางหนึ่งมองเห็นรูปโฉมความงามของร่างกายท่านแล้วเกิดความรักและมีความกำหนัดขึ้น จึงพูดเชิญชวนเสียแล้ว ท่านเสพกามเสียก่อนแล้วจึงออกบวชจะไม่ดีกว่าหรือ ท่านอย่าได้ปล่อยให้วัยและเวลาเสพกามล่วงเลยไปเสีย ขอเชิญท่านมาเสพกามเถิด"

    ฤาษีโพธิสัตว์ได้ฟังเช่นนั้นจึงกล่าวตอบเป็นคาถาว่า

    "เราไม่รู้เวลาตายของตนเลย เวลาตายยังปกปิดอยุ่หาปรากฎไม่ เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่บริโภคกามมาเที่ยวภิกขาจารอยู่ ขอเวลาบำเพ็ญสมณธรรมอย่าล่วงเลยเราไปเสีย บุคคลแม้เป็นอติบัณฑิต ก็ไม่รู้ถึงฐานะ ๕ อย่าง อันไม่มีนิมิตรในโลกนี้ คือ ชีวิต ๑ พยาธิ ๑ เวลา ๑ ที่ตาย ๑ ที่ไป ๑"

    เทพธิดาได้ฟังคำนั้นแล้วเกิดความละอายใจ ก็หายร่างไปจากที่ตรงนั้นทันที


    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=1 cellSpacing=1 cellPadding=5 width=500 align=center height=45><TBODY><TR vAlign=top bgColor=#eeeeee><TD width=130>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : </TD><TD>อย่าได้ประมาทในวัยและชีวิตเพราะเราไม่รู้ว่าเราจะตายในวันไหน ควรรีบเร่งทำความดีแข่งกันกับวันและเวลาเถิดท่านทั้งหลาย</TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  6. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    เหยี่ยวนกเขา

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width="75%" align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top> ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระสูตรว่าด้วยโอวาทของนกที่ไม่ควรเที่ยวหากินไกลถิ่นที่อยู่ของตน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นนกมูลไถอาศัยหากินอยู่ตามก้อนดินมูลไถ วันหนึ่ง มันบินไปหากินต่างถิ่นถูกเหยี่ยวนกเขาจับได้ จึงพูดขึ้นว่า

    "วันนี้เราเคราะห์ร้าย เพราะมาหากินต่างถิ่น ถ้าอยู่ในถิ่นของเราแล้ว ท่านไม่มีโอกาสจับเราได้หรอก"

    เหยี่ยวนกเขาได้ฟังเช่นนั้นจึงปล่อยมันไปพร้อมกับพูดว่า "เจ้านกน้อย ในที่ไหน ๆ เจ้าก็ไม่รอด พ้นกรงเล็บของเราไปได้ดอกให้โอกาสเจ้าแก้ตัว"

    นกมูลไถพอถูกปล่อยเป็นอิสระก็บินกลับไปถึงที่อยู่ของตน ขึ้นไปจับบนก้อนดินใหญ่แล้วร้องท้าทายเหยี่ยวนกเขาว่า "มาเลยเจ้าเหยี่ยวโง่ แน่จริงมาจับข้าอีกสิ"

    เหยี่ยนกเขาเห็นมันร้องท้าเช่นนี้นจึงโถมกำลังปีกโฉบเข้าหามันทันที นกมูลไถรู้ว่าเหยี่ยวนกเขาใกล้จะถึงตัวแล้วก็บินกลับเข้าไปในระหว่างก้อนดินมูลไถ เหยี่ยวมาด้วยความเร็วด้วยหวังจะขย้ำนกมูลไถให้แหลกคากรงเล็บ จึงกระแทกอกเข้ากับก้อนดินตาถลนออกตายคาที่ ณ ตรงนั้นเอง


    เมื่อเหยี่ยวตายแล้ว นกมูลไถจึงขึ้นมายืนบนอกของเหยี่ยวด้วยมั่นใจว่าชนะข้าศึกได้แล้ว กล่าวเป็นคาถาว่า

    "เรานั้นเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยอุบาย ยินดีแล้วในที่หากินอันเป็นเขตแห่งบิดา เห็นประโยชน์ของตนอยู่ เป็นผู้หลีกพ้นจากศัตรู ย่อมเบิกบานใจ"


    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=1 cellSpacing=1 cellPadding=5 width=500 align=center height=45><TBODY><TR vAlign=top bgColor=#eeeeee><TD width=130>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : </TD><TD>ถิ่นใครถิ่นมันอย่าคิดทำในสิ่งที่ตนเองไม่ถนัดและไม่มีความชำนาญ เพราะจะนำความฉิบหายมาให้มากกว่าสิ่งดี</TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  7. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    อานิสงส์การแผ่เมตตา

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width="75%" align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top> ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงตรัสปรารภเมตตาสูตรว่า


    "ภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ของการแผ่เมตตามี ๑๑ ประการ คือ

    ๑. หลับเป็นสุข
    ๒. ตื่นเป็นสุข
    ๓. ไม่ฝันร้าย
    ๔. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย
    ๕. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย
    ๖. เทวดาย่อมรักษา
    ๗. ไฟ ยาพิษ ศัสตรา ไม่ล่วงเกิน
    ๘. จิตได้สมาธิเร็ว
    ๙. สีหน้าผ่องใส
    ๑๐. ไม่หลงตาย
    ๑๑. เมื่อยังไม่บรรลุ ธรรม ย่อมเข้าถึงพรหมโลกชั้นสูง


    ภิกษุทั้งหลาย พึงเจริญเมตตาไปในสัตว์ทุกชนิดโดยเจาะจงและไม่เจาะจง พึงเจริญ กรุณา มุทิตา อุเบกขา แม้ไม่ได้มรรคผลก็ยังเข้าถึงพรหมโลกได้" แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...


    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วพระโพธิสัตว์เกิดเป็นฤาษีชื่ออรกะ บำเพ็ญเพียรอยู่ป่าหิมพานต์ ได้เป็นอาจารย์สอนหมู่ฤาษี พร่ำสอนอานิสงส์เมตตาว่า "ธรรมดาพรรพชิตควรเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เพราะเมื่อจิตถึงความแน่วแน่แล้ว ย่อมบังเกิดในพรหมโลกได้" แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า


    "ผู้ใดอนุเคราะห์สัตว์โลกทั้งมวล ด้วยเมตตาจิตอันหาประมาณมิได้ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำและเบื้องล่าง โดยประการทั้งปวง จิตเกื้อกูล หาประมาณมิได้ เป็นจิตบริบูรณ์อันผู้นั้นอบรมมาดีแล้ว กรรมใดที่เขาทำแล้วพอประมาณ กรรมนั้นจะไม่เหลืออยู่ในจิตของเขานั้น"


    เมื่อกล่าวคาถาจบ ได้พาหมู่ฤาษีบำเพ็ญเพียรไม่เสื่อมจากฌาน ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก ไม่ได้กลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีก เป็นเวลา ๗ สังวัฏฏกัป

    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=1 cellSpacing=1 cellPadding=5 width=500 align=center height=45><TBODY><TR vAlign=top bgColor=#eeeeee><TD width=130>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : </TD><TD>อานิสงส์ของการเจริญภาวนามี อยู่ ๑๑ ประการ นักปฏิบัติธรรมพึงมีความขยันมั่นเพียรเทอญ</TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  8. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    บวชเพราะแม่ยาย

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width=500 align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top> ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภแม่ยายหูหนวกคนหนึ่ง ...

    เรื่องมีอยู่ว่า ในเมืองสาวัตถีมีพ่อค้าคนหนึ่ง มีศรัทธาเลื่อมใส่ในพระพุทธศาสนา ถือศีลห้าเป็นประจำ วันหนึ่งเขาไปฟังธรรมที่วัดเชตวัน ขณะนั้นแม่ยายได้ไปเยี่ยมครอบครัวของเขา แต่แม่ยายคนนี้หูแกค่อนข้างตึง เมื่อไปถึงบ้านพบแต่ลูกสาวอยู่บ้านไม่พบลูกเขยจึงเอ่ยปากถามลูกสาวว่า

    "นี่ลูกผัวเอ็งนะยังรักเอ็งอยู่รึเปล่า มีเรื่องทะเลาะกันบ้างไหม?"

    ลูกสาวตอบว่า "แม่..คนดีๆ อย่างลูกเขยแม่คนนี้นะ แม้บวชแล้วก็ยังหายาก"

    ยายแกฟังคำพูดของลูกสาวไม่ชัดได้ยินแต่คำว่าบวชเท่านั้น จึงร้องตะโกนขึ้นด้วยความตกใจกว่า

    "อ้าว..ผัวเอ็งไปบวชแล้วหรือ"

    ชาวบ้านเรือนข้างเคียงกันได้ยินเช่นนั้นก็พากันพูดว่า "พ่อค้าไปบวชเสียแล้ว" คนที่เดินผ่านไปมาจึงพูดคุยกันแต่เรื่องพ่อค้าออกบวชแล้วฝ่ายพ่อค้าเจ้าของเรื่องหลังจากฟังธรรมเสร็จก็เดินกลับบ้าน ขณะนั้นมีชายคนหนึ่งได้เดินตรงมาจับแขนเขาถามว่า "ข่าวว่าท่านบวชแล้ว ลูกและเมียของท่านพากันร้องไห้อยู่ที่บ้านมิใช่หรือ" พ่อค้าไม่พูดอะไรได้แต่คิดว่า เรายังไม่ได้บวชก็มีคนว่าเราบวชแล้ว ข่าวดีเช่นนี้ไม่ควรให้หายไปไหน ตกลงเราควรจะบวชในวันนี้ละ "จึงเดินกลับวัดเชตวันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลเรื่องนั้นแก่พระองค์ หลังจากอุปสมบทได้ไม่นานก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ เพื่อคลายความสงสัยของพวกภิกษุ พระพุทธองค์จึงนำอดีตนิทานมาสาธก ว่า...


    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วพระโพธิสัตว์เกิดเป็นพ่อค้าในเมืองพาราณสีมีแม่ยายหูตึงเช่นกัน วันหนึ่งเขาเดินทางไปนอกเมืองด้วยราชกรณียกิจอย่างหนึ่งได้เกิดเรื่องทำนองเดียวกันนี้ขึ้น เมื่อเขากลับเข้าเมืองมาทราบข่าวนั้น จึงไปทูลลาพระราชาออกบวชด้วยการกล่าวเป็นคาถาว่า

    "ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน ในกาลใด บุคคลได้รับสมัญญาว่าผู้มีกัลยาธรรมในโลก ในการนั้นนรชนผู้มีปัญญาว่าผู้มีกัลยาณธรรมในโลก ในกาลนั้นนรชนผู้มีปัญญาไม่ควรให้ตนเสื่อมจากสมัญญานั้นเป็นธุระสำคัญแม้ด้วยหิริ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน สมัญญาว่าผู้มีกัลยาณธรรมในโลกข้า

    พระองค์ได้รับแล้วในวันนี้ ข้าพระองค์พิจารณาเห็นสมัญญานั้นอยู่ จักขอบวชในวันนี้ เพราะข้าพเจ้าองค์ไม่มีความพอใจในการบริโภคกามคุณในโลกนี้"

    เขาได้บวชเป็นฤาษีอยู่ป่าหิมพานต์จนตลอดชีพ ตายแล้วไปเกิดในพรหมโลก

    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=1 cellSpacing=1 cellPadding=5 width=500 align=center height=45><TBODY><TR vAlign=top bgColor=#eeeeee><TD width=130>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : </TD><TD>คำพูดของผู้คน สามารถชักจูงความคิดของคนให้กระทำความดีความชั่วได้</TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  9. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    นิสัยของลิงชั่ว

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width=500 align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top> ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระเทวทัต ผู้อกตัญญูประทุษร้ายมิตร ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์แห่งหนึ่ง ในแคว้นกาสี ในระหว่างทางมีบ่อน้ำลึกอยู่บ่อหนึ่ง สัตว์ลงกินน้ำไม่ได้ ผู้คนสัญจรไปมาต่างต้องการบุญ ใช้กระบอกตักน้ำเทใส่รางทิ้งไว้ให้สัตว์ได้ดื่มกิน ใกล้บ่อน้ำนั้นมีป่าใหญ่ล้อมรอบมีลิงฝูงใหญ่อาศัยอยู่ในป่านั้น

    ต่อมาช่วงหนึ่ง ทางนั้นขาดคนสัญจรไปมาติดต่อกันถึง ๒-๓ วัน สัตว์ต่าง ๆ รวมทั้งฝูงลิงไม่ได้ดื่มน้ำ มีลิงตัวหนึ่งกระหายน้ำมากเดินวนเวียนรอบบ่อน้ำนั้นอยู่ วันนั้นพระโพธิสัตว์เดินทางผ่านไปทางนั้นพอดีจึงตักน้ำในบ่อเทใส่รางให้มันดื่มกิน เสร็จแล้วคิดจะเอนหลังนอนพักเหนื่อยใต้ต้นไม้สักงีบหนึ่งก่อนเดินทางต่อไป ส่วนลิงนั้นดื่มน้ำแล้วก็ไม่หนีไปไหนได้นั่งทำหน้าล่อกแล่กหลอกพระโพธิสัตว์อยู่ใกล้ ๆ นั่นเอง

    พระโพธิสัตว์เห็นกริยาของมันแล้วจึงพูดตวาดว่า "อ้ายวายร้าย ลิงอัปรีย์ ข้าได้ให้เจ้าดื่มน้ำรอดตายแล้ว ยังจะมาทำหน้าล่อกแล่กหลอกข้าอีกน่าอนาถใจแท้ ข้าช่วยเหลือสัตว์ชั่ว ๆ ไม่มีประโยชน์เลย

    ลิงได้ฟังคำนั้นแล้วพูดตอบว่า "ท่านเข้าใจว่าจะมีเพียงแค่นี้หรือ เราจะถ่ายอุจจาระรดหัวท่านอีกด้วยนะ" แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า

    "ท่านเคยได้ยินหรือเคยได้เห็นมาบ้างไหมว่า ลิงตัวไหนที่ชื่อว่าเป็นสัตว์มีศีล เราจะถ่ายอุจจาระรดหัวท่านเดี๋ยวนี้แล้วจึงจะไป นี่เป็นธรรมดาของพวกเรา"

    พระโพธิสัตว์ได้ฟังเช่นนั้นจึงเตรียมจะลุกขึ้น ทันใดนั้นเองลิงกระโดดจิบกิ่งไม้แล้วถ่ายอุจจาระรดหัวพระโพธิสัตว์ แล้วร้องเจี๊ยก ๆ เข้าป่าไป พระโพธิสัตว์อาบน้ำชำระร่างกายแล้วจึงเดินกลับบ้านไปอย่างคนหัวเสีย


    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=1 cellSpacing=1 cellPadding=5 width=500 align=center height=45><TBODY><TR vAlign=top bgColor=#eeeeee><TD width=130>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : </TD><TD>การคบและช่วยเหลือคนชั่วไม่มีประโยชน์เลย มีแต่จะสร้างความรำคาญและให้โทษ</TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  10. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    ลิงไหว้พระอาทิตย์

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width=500 align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top> ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้ชอบหลอกลวงรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นฤาษีบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าหิมพานต์เป็นเวลานานหลายปี มีคณะฤาษีเป็นบริวารหลายร้อยตน วันหนึ่ง ได้ลงจากเขา เข้าเมืองมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แถบชายแดน ชาวบ้านมีศรัทธาได้สร้างศาลาถวายหลังหนึ่ง ในเวลาที่คณะฤาษีไปภิกขาจาร จะมีลิงโทนตัวหนึ่งมาที่ศาลาของพวกฤาษีทำการเทน้ำทิ้ง ทุบหม้อ ทำลายสิ่งของและถ่ายอุจจาระไว้ที่เตาไฟเป็นประจำ เมื่อออกพรรษาแล้วคณะฤาษีจึงบอกลาชาวบ้านจะกลับเข้าป่าหิมพานต์เหมือนเดิม พวกชาวบ้านจึงนิมนต์ให้อยู่ต่ออีกหนึ่งวันเพื่อถวายอาหาร

    ครั้งหนึ่งถึงเวลาเช้า ชาวบ้านก็นำข้าวปลาอาหารและผลไม้ไปที่อาศรมของฤาษี ลิงโทนตัวนั้นเห็นเช่นนั้นก็คิดจะลวงชาวบ้านเพื่อที่จะได้อาหารบ้าง จึงทำทีเป็นผู้ทรงศีล บำเพ็ญตบะ ยืนไหว้พระอาทิตย์อยู่ในที่ไม่ไกลจากอาศรมฤาษีนั้น พวกชาวบ้านเห็นมันแล้วก็พูดสรรเสริญว่า

    "ท่านทั้งหลายจงดู ลิงอยู่ใกล้ผู้ทรงศีลก็เป็นผู้ทรงศีลด้วย ตั้งมั่นอยู่ในศีล ยืนไหว้พระอาทิตย์อยู่น่้าสรรเสริญจริง ๆ"

    ฤาษีโพธิ์สัตว์เห็นพวกชาวบ้านสรรเสริญลิงนั้นจึงพูดขึ้นว่า "พวกท่านไม่ทราบพฤติกรรมของมัน จึงเลื่อมใสในสิ่งไม่เป็นเรื่องเป็นราว" แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า


    "ท่านทั้งหลายไม่รู้จักปกติของมัน เพราะไม่รู้จักจึงพากันสรรเสริญ ลิงตัวนี้มันเผาโรงไฟ และคนโทน้ำ ๒ ลูกก็ถูกมันทำลาย"

    พวกชาวบ้านเมื่อทราบว่ามันเป็นลิงหลอกลวง จึงขว้างก้อนหินและท่อนไม้ไล่มันหนีไป แล้วพากัน ถวายอาหารแก่คณะฤาษี พอฉันเสร็จคณะฤาษีก็ออกเดินทางเข้าป่าหิมพานต์ปฏิบัติธรรมตามเดิม

    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=1 cellSpacing=1 cellPadding=5 width=500 align=center height=45><TBODY><TR vAlign=top bgColor=#eeeeee><TD width=130>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : </TD><TD>คนพาลถึงแม้จะอยู่ใกล้บัณฑิตผู้ทรงศีล ก็ยังเป็นคนพาลอยู่นั่นเอง</TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  11. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    ลิงโลภมาก

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width=500 align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top> ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภพระเจ้าโกศลผู้จะไปปราบกบฏชายแดน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอำมาตย์ผู้สอนธรรมของพระเจ้าพรหมทัต ในเมืองพาราณสี ต่อมาในฤดูฝนมีกบฎเกิดขึ้นที่ชายแดน พระราชาจะยกทัพไปปราบปรามจึงตั้งค่ายไว้ที่สวนหลวง พระโพธิสัตว์ได้เข้าเฝ้าเพื่อคัดค้านแต่ยังหาโอกาสไม่ได้ ขณะนั้นพวกทหารได้นำถั่วดำอาหารม้า มาใส่ไว้ในราง มีลิงตัวหนึ่งลงมาจากต้นไม้ฉวยเอาถั่วดำจากรางนั้นใส่จนเต็มปาก แล้วยังคว้าติดมือมาอีกกำหนึ่งกระโดดขึ้นต้นไม้ไปหวังจะนั่งกิน บังเอิญมีถั่วดำเม็ดหนึ่งหลุดจากมือมันล่วงลงบนพื้นดิน มันได้ทิ้งถั่วดำทั้งหมดทั้งที่อยู่ในปากและที่มือ ลงจากต้นไม้มาหาถั่วดำเม็ดนั้น เมื่อไม่เห็นก็กระโดดขึ้นต้นไม้นั่งซึมเศร้าเสียใจอยู่บนกิ่งไม้นั้น

    พระราชาทอดพระเนตรเห็นพฤติกรรมของลิงทั้งหมดแล้วตรัสถามพระโพธิสัตว์ว่า

    "ท่านอาจารย์ ดูซิ.. ลิงมันทำอะไร?"

    พระโพธิสัตว์จึงกราบทูลว่า "ขอเดชะมหาราชเจ้า ลิงโง่ตัวนี้หากินตามกิ่งไม้ ปัญญาของมันไม่มี สาดถั่วดำทั้งหมดทิ้งเพื่อถั่วดำเม็ดเดียว เปรียบผู้โง่เขลาไร้ปัญญา ไม่มองเห็นประโยชน์ส่วนมาก มองเห็นแต่ประโยชน์ส่วนน้อยจึงเป็นเช่นนี้" แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า

    "ข้าแต่พระราชา พวกเราก็ดี ชนเหล่าอื่นก็ดีที่มีความโลภจัด จะเสื่อมจากประโยชน์ส่วนมากเพราะประโยชน์ส่วนน้อย เหมือนลิงเสื่อมจากถั่วทั้งหมดเพราะถั่วเมล็ดเดียวแท้ๆ"

    พระราชาสดับถ้อยคำนั้นแล้วกลับได้สติจึงรับสั่งให้เลิกขบวนทัพเสด็จกลับเข้าเมืองพาราณสีไป ฝ่ายพวกโจรเข้าใจว่าพระราชาเสด็จออกจากเมืองมาปราบปรามก็ได้พากกันหลบหนีไปเอง

    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE class=Wga_Details border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=350 align=center><TBODY><TR><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle align=middle>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</TD><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD></TR><TR><TD class=WgaIconCell bgColor=#fcf4b5 vAlign=bottom>[​IMG]</TD><TD class=WgaIconCell width=20></TD><TD class=WgaGradient bgColor=#fcf4b5 rowSpan=2><TABLE border=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>จงยอมเสียสละประโยชน์ส่วนน้อย เพื่อรักษาประโยชน์ส่วนมากไว้</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  12. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    อุบายหนีตาย

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width=500 align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top> ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภพระปัญญษบารมีของพระองค์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาวานร มีลิงเป็นบริวารหลายหมื่นตัว อาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง ในที่ไม่ไกลจากหมู่บ้านแห่งหนึ่ง บางคราวก็มีคนมาอยู่ บางคราวก็เป็นหมู่บ้านร้าง ที่กลางหมู่บ้านนั้น มีต้นมะพลับต้นหนึ่ง มีผลสุกอร่อยมาก ฝูงลิงจะมากินผลมะพลับสุกในคราวที่ไม่มีคนมาอยู่เสมอๆ เพราะติดใจในรสชาติของมัน

    ต่อมาในปีหนึ่ง ถึงฤดูมะพลับมีผล ได้มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนั้น ฝูงลิงก็คิดจะมากินผลมะพลับอีก จึงมอบให้ลิงตัวหนึ่งไปดูลาดเลา มันไปดูแล้วกลับมาบอกเพื่อนๆ ว่า "ขณะนี้ผลมะพลับกำลังสุกเต็มต้นเลย แต่มีอุปสรรคเพราะมีชาวบ้านมาอยู่ด้วย พวกเราจะทำอย่างไรดี" พวกลิงพอทราบว่ามีผลมะพลับสุกก็กระตุ้นความอยากกินยิ่งขึ้น จึงเข้าไปรายงานพญาวานร

    พญาวานรถามว่า "บ้านมีคนอยู่หรือไม่"

    พวกมันตอบว่า "มีอยู่ขอรับท่าน"

    พญาวานรพูดว่า "ถ้าเช่นนั้น ก็ไม่ควรไป เพราะมีอันตรายมาก"

    พวกลิงเสนอว่า "พวกเราไปกินในเวลาเที่ยงคืนสิ ชาวบ้านหลับหมดแล้ว อันตรายก็ไม่มี" พญาวานรจึงเห็นด้วย ลิงทั้งฝูงได้ไปแอบอยู่หลังแผ่นหินใหญ่ไม่ไกลจากหมู่บ้านนั้น พอถึงเวลาเที่ยงคืน ชาวบ้านหลับมหดแล้ว จึงพากันไปขึ้นต้นมะพลับ กินผลมะพลับสุก

    ขณะนั้น บังเอิญว่ามีชายคนหนึ่งเกิดปวดท้องถ่ายอุจจาระ ได้ลงจาดเรือนเห็นฝูงลิงกำลังกินผลไม้อยู่ จึงตะโกนปลุกชาวบ้านให้มาจับลิง ชาวบ้านต่างลุกขึ้นถือหอกถือธนูและอาวุธต่างๆ ยืนรายล้อมต้นมะพลับไว้ เตรียมการที่จะจับลิงในเวลาเช้าสว่างแล้ว

    ฝูงลิงเห็นเช่นนั้น ตกใจกลัวตาย จึงไปหาพญาวานรแล้วปรึกษาว่า "นายท่าน พวกมนุษย์ถือธนู ถือดาบอันคมกริบ พากันมาแวดล้อมพวกเราไว้แล้ว พวกเราจะทำอย่างไรละทีนี้ ?"

    พญาวานรพูดปลอบใจฝูงลิงว่า "พวกเจ้าอย่ากลัวไปเลย มนุษย์มีการงานมาก ขณะนี้เพิ่งจะเที่ยงคืนเอง อาจจะมีกิจการงานอย่างอื่นมาทำให้มนุษย์ทำก็เป็นได้ ใจเย็นๆ เข้าไว้" แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า

    "ประโยชน์อย่างใด อย่างหนึ่ง จะพึงเกิดแก่มนุษย์ ผู้มีกิจการงานมากเป็นแน่ ยังมีเวลาพอที่จะเก็บผลไม้เอามากินได้ พวกเจ้าจงพากันกินผลมะพลับนั้นเถิด"

    พญาวานรพูดปลอบใจฝูงลิงไว้เพื่อไม่ได้พวกมันกลั้นใจตาย เพราะความตกใจกลัว แล้วพูดว่า "พวกเจ้านับลิงดูสิว่ามีครบกันไหม" เมื่อพวกลิงรายงานว่า "ลิงเสนกะ หลานของท่านหายไปขอรับ" จึงพูดว่า "ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าไม่ต้องกลัว เจ้าเสนกะจะมาช่วยพวกเราเอง"

    ฝ่ายเจ้าลิงเสนกะนอนหลับสนิทอยู่ที่หลังแผ่นหิน เวลามาไม่มีใครปลุก พอตื่นขึ้นไม่เห็นลิงตัวใดจึงเดินตามรอยเท้าฝูงลิงไป เห็นชาวบ้านยืนถืออาวุธรายล้อมต้นไม้อยู่ ก็ทราบเรื่องอันตรายเกิดขึ้นแก่ฝูงลิง จึงเดินไปหาหญิงชราคนหนึ่งที่นั่งกรอด้ายอยู่ท้ายเรือนหลังหนึ่ง คว้าคบไฟดุ้นหนึ่งวิ่งไปจุดหลังคาบ้าน หลังโน้น หลังนี้ไปทั่วหมู่บ้าน

    พวกชาวบ้านพอเห็นไฟไหม้บ้านต่างก็ทิ้งอาวุธวิ่งไปดับไฟกันชุลมุน ฝูงลิงได้โอกาสรีบเก็บผลไม้แล้วก็หลบหนีเข้าป่าไป

    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE class=Wga_Details border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=350 align=center><TBODY><TR><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle align=middle>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</TD><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD></TR><TR><TD class=WgaIconCell bgColor=#fcf4b5 vAlign=bottom>[​IMG]</TD><TD class=WgaIconCell width=20></TD><TD class=WgaGradient bgColor=#fcf4b5 rowSpan=2><TABLE border=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>อุบายเอาชีวิตรอดมีอยู่มากมาย พึงใช้ปัญญาพิจารณาในยามคับขัน จะสามารถเอาชีวิตรอดมาได้</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD bgColor=#ebcf70 vAlign=bottom>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 cellPadding=5 width=502 align=center><TBODY><TR><TD>
    ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  13. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    อาหารไม่บริสุทธิ์

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width=500 align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top>ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถีทรงปรารภการแสวงหาไม่ควร ๒๑ ประการ มีการเป็นพระหมอดู เป็นต้น ของพวกภิกษุ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นคนจัณฑาล (คนทุกข์ยาก) ในเมืองพาราณสี เมื่อเติบโตเป็นหนุ่มแล้ว วันหนึ่งได้เดินทางไปต่างเมืองด้วยกิจธุระอย่างหนึ่ง จึงเตรียมข้าวสารและห่อข้าวเป็นเสบียง ในวันนั้น สตธรรมมานพ ลูกชายของพราหมณ์ตระกูลดังประจำเมืองพาราณสีก็เดินทางไกลเช่นกัน แต่เขาไม่ได้เตรียมเสบียงอาหารอะไรไปด้วย

    ชายหนุ่มทั้งสองคนมาพบกันที่ทางใหญ่ สนทนากันทราบเรื่องแล้วก็เป็นเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วยกัน พอเดินทางไปได้เวลาอาหารเช้า ก็ชวนกันแวะลงข้างทางที่สระน้ำลูกหนึ่ง พระโพธิสัตว์ล้างมือแล้วแก้ห่อข้าว เชิญชวนสตธรรมมานพร่วมกินข้าวด้วยกัน เมื่อได้รับคำปฏิเสธจากสตธรรมมานพแล้วก็แบ่งข้าวไว้ครึ่งหนึ่ง กินไปครึ่งหนึ่ง เสร็จแล้วก็ห่อไว้ตามเดิม ล้างมือแล้วชวนกันออกเดินทางต่อไป

    จนกระทั่งเวลาเย็นชายหนุ่มทั้งสองจึงชวนกันแวะลงข้างทางอาบน้ำในสระแห่งหนึ่ง แล้ว พระโพธิสัตว์ก็แวะไปนั่งกินข้าวอย่างสำราญอยู่คนเดียวโดยไม่ได้เชิญชวนสตธรรมมานพอีก เพราะเข้าใจว่าถึงชวนก็คงไม่กินอยู่ดี ฝ่ายสตธรรมมานพเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมาทั้งวัน หิวข้าวก็หิวได้แต่มองดูเขากินข้าว พร้อมกับคิดในใจว่า

    "ถ้าเขาชวนเรากินข้าวด้วย ครั้งนี้เราต้องกินด้วยแน่ ๆ"

    พระโพธิสัตว์ก็ไม่พูดอะไรกินข้าวท่าเดียว

    สตธรรมมานพจึงคิดว่า "มันไม่ชวนเรา เราจะแอบกินข้าวเหลือเดนมันก็ได้วะ"

    เขาได้แอบไปกินข้าวเหลือเดนนั้น เมื่อกินเสร็จแล้วก็เกิดความไม่สบายใจว่า

    "เราทำอะไรนี่ กินอาหารเหลือเดนของคนจัณฑาล ทำสิ่งที่ไม่ดีแล้ว"

    ทันใดนั่นเองเขาก็ได้อาเจียนออกมาเป็นเลือดคร่ำครวญอยู่ว่า

    "เรากินอาหารที่เป็นเดนของคนสกุลต่ำ เราเป็นชาติพราหมณ์บริสุทธิ์ไม่น่าจะทำเลย"

    คร่ำครวญเสร็จก็เดินโซซัดโซเซเข้าป่าไปและเสียชีวิตในที่สุด

    พระพุทธองค์เมื่อตรัสอดีตนิทานแล้วจึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เพราะสตะรรมมานพบริโภคอาหารอันเป็นเดนของคนจัณฑาล จึงคิดเสียใจ ฉันใด ผู้บวชในพระพุทธศาสนานี้ก็ไม่ควรเลี้ยงชีพด้วยการแสวงหาที่ไม่เหมาะไม่ควร ฉันนั้น" ได้ตรัสพระคาถาว่า

    "ภิกษุใดละทิ้งธรรมเสีย หาเลี้ยงชีพโดยไม่ชอบธรรมภิกษุนั้นก็ย่อมไม่เพลินด้วยลาภแม้ที่ตนได้มาแล้วเปรียบเหมือนสตธรรมมานพ"


    <TABLE class=Wga_Details border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=350 align=center><TBODY><TR><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle align=middle>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</TD><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD></TR><TR><TD class=WgaIconCell bgColor=#fcf4b5 vAlign=bottom>[​IMG]</TD><TD class=WgaIconCell width=20></TD><TD class=WgaGradient bgColor=#fcf4b5 rowSpan=2><TABLE border=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>อย่ากินอาหารโดยไม่พิจารณาเสียก่อน และอย่าเลี้ยงชีพด้วยอาชีพที่ผิดกฎหมาย</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD bgColor=#ebcf70 vAlign=bottom>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 cellPadding=5 width=502 align=center><TBODY><TR><TD>
    ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  14. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    ม้าขาเป๋

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width=500 align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top>ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วันเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้คบพวกผิดรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอำมาตย์ผู้สอนธรรมของพระเจ้าสามะ ในเมืองพาราณสี พระราชามีม้ามงคล อยู่ตัวหนึ่งชื่อปัณฑวะ มีรูปร่างสวยงามมาก ต่อมาคนเลี้ยงม้าคนเดิมเสียชีวิตลง จึงรับนายคิริทัตซึ่งเป็นชายขาเป๋เข้ามาเลี้ยงม้าตัวนี้แทน

    ฝ่ายม้าปัณฑวะเดินตามหลังนายคิริทัตทุกวันสำคัญว่า "คนนี้สอนเรา" จึงกลายเป็นม้าขาเป๋ไป นายคิริทัตได้เข้ากราบทูลเรื่องมาขาเป๋ให้พระราชาทราบ พระองค์ได้สั่งแพทย์ให้ไปตรวจดูอาการของม้า แพทย์ตรวจดูแล้วไม่พบโรคอะไรจึงไปกราบทูลให้พระราชาทราบ พระองค์จึงรับสั่งให้อำมาตย์ไปตรวจดู อำมาตย์โพธิสัตว์ไปตรวจดูก็ทราบว่าม้านี้เดินขาเป๋เพราะเกี่ยวกับคนเลี้ยงม้าขาเป๋ จึงกราบทูลให้ทราบว่าม้านี้เดินขาเป๋เพราะเกี่ยวกับคนเลี้ยงม้าขาเป๋ จึงกราบทูลให้พระราชาทราบว่า "ขอเดชะ ม้าปัณฑวะของพระองค์เป็นปกติดี ที่เดินเช่นนั้นเป็นเพราะแบบคนเลี้ยงม้า พระเจ้าข้า"

    พระราชาตรัสถามว่า "แล้วจะให้ทำอย่างไรกับม้านี้ละทีนี้" อำมาตย์จึงกราบทูลว่า "เพียงได้คนเลี้ยงม้าขาดี ม้าก็จะเป็นปกติเหมือนเดิม พระเจ้าข้า" แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า

    "ถ้าคนบริบูรณ์ด้วยอาการอันงดงามที่สมควรแก่ม้านั่น พึงจับมานั่นที่บังเหียนแล้วจูงไปรอบๆ สนามม้าไซร้ ม้าก็จะละอาการเขยกแล้วเลียนแบบคนเลี้ยงม้านั้นโดยพลัน"

    พระราชารับสั่งให้เปลี่ยนคนเลี้ยงม้าใหม่ พอเปลี่ยนคนเลี้ยงม้าคนใหม่ ไม่นานม้านั้นก็เดินปกติดีเช่นเดิม พระราชาจึงได้พระราชทานลาภยศแก่พระโพธิสัตว์เป็นจำนวนมากในฐานะรู้อัธยาศัยของม้านั้น





    <TABLE class=Wga_Details border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=350 align=center><TBODY><TR><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle align=middle>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</TD><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD></TR><TR><TD class=WgaIconCell bgColor=#fcf4b5 vAlign=bottom>[​IMG]</TD><TD class=WgaIconCell width=20></TD><TD class=WgaGradient bgColor=#fcf4b5 rowSpan=2><TABLE border=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>คบคนพาล พาลพา ไปหาผิด
    คบบัณฑิต บัณฑิตพา ไปหาผล
    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD bgColor=#ebcf70 vAlign=bottom>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 cellPadding=5 width=502 align=center><TBODY><TR><TD>
    ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  15. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    โคนันทิวิสาล

    <TABLE border=0 cellPadding=5 align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width="75%" align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top>ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วันเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภการพูดเสียดแทงให้เจ็บใจของพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยของพระเจ้าคันธาระครองเมืองตักกศิลา แคว้นคันธาระ พระโพธิสัตว์เกิดเป็นโคนามว่า นันทิวิสาล เป็นโคมีรูปร่างสวยงาม มีพละกำลังมาก มีพราหมณ์คนหนึ่งได้เลี้ยงและรักโคนั้นเหมือนลูกชาย โคนั้นคิดจะตอบแทนบุญคุณการเลี้ยงดูของพราหมณ์ในวันหนึ่ง ได้พูดกะพราหมณ์ว่า

    "พ่อ จงไปท้าพนันกับโควินทกเศรษฐีว่า โคของเราสามารถลากเกวียนหนึ่งร้อยเล่ม ที่ผูกติดกันให้เคลื่อนไหวได้ พนันด้วยเงินหนึ่งพันกหาปณะเถิด"


    พราหมณ์ได้ไปที่บ้านเศรษฐีและตกลงกันตามนั้น นัดเดิมพันกันในวันรุ่งขึ้น ในวันเดิมพัน พราหมณ์ได้เทียมโคนันทิวิสาลเข้าที่เกวียนเล่มแรก เพื่อลากเกวียนหนึ่งร้อยเล่มผูกติดกันซึ่งบรรทุกทราย กรวดและหินเต็มลำ แล้วขึ้นไปนั่งบนเกวียน เงื้อปฏักขึ้นพร้อมกับตวาดว่า

    "ไอ้โคโกง โคโง่ เจ้าจงลากเกวียนไปเดี๋ยวนี้"


    ฝ่ายโคนันทิวิสาลเมื่อได้ยินพราหมณ์พูดเช่นนั้น ก็คิดน้อยใจว่า

    "พราหมณ์เรียกเราผู้ไม่โกง ว่าโกง ผู้ไม่โง่ ว่าโง่"


    จึงยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหว โควินทกเศรษฐีจึงเรียกให้พราหมณ์นำเงินหนึ่งพันกหาปณะมาให้แล้วกลับบ้านไปฝ่ายพราหมณ์ผู้แพ้พนันเงินหนึ่งพันกหาปณะ ปลดโคแล้วก็เข้าไปนอนเศร้าโศกเสียใจอยู่ในบ้าน ส่วนโคนันทิวิสาลเห็นพราหมณ์เศร้าโศกเสียใจเช่นนั้น จึงเข้าไปปลอบและกล่าวว่า

    "พ่อ ฉันอยู่ในเรือนของท่านตลอดมา เคยทำภาชนะอะไรแตกไหม เคยเหยียบใครๆ เคยถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะในที่อันไม่ควรหรือไม่ เพราะเหตุใด ท่านจึงเรียกเราว่า โคโกง โคโง่ ครั้งนี้เป็นความผิดของท่านเอง ไม่ใช่ความผิดของฉัน บัดนี้ ขอให้ท่านไปเดิมพันกับโควินทกเศรษฐีใหม่ด้วยเงินสองพันกหาปณะ ขออย่างเดียว ท่านอย่าได้เรียกฉันว่า โคโกง โคโง่ ท่านจะได้ทรัพย์ตามที่ท่านปรารถนา ฉันจะไม่ทำให้ท่านเศร้าเสียใจ"

    พราหมณ์ได้ทำตามที่โคนันทิวิสาลบอก ในวันเดิมพัน พราหมณ์จึงพูดหวานว่า

    "นันทิวิสาลลูกรัก เจ้าจงลากเกวียนทั้งร้อยเล่มนี้ไปเถิด"


    โคนันทวิสาลได้ลากเกวียนร้อยเล่มที่ผูกติดกัน ด้วยการออกแรงลากเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ทำให้เกวียนเล่มสุดท้ายไปตั้งอยู่ที่เกวียนเล่มแรกอยู่ ทำให้พราหมณ์ชนะพนัน ด้วยเงินสองพันกหาปณะพระพุทธองค์เมื่อนำอดีตนิทานมาสาธกแล้วตรัสว่า

    "ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่า คำหยาบ ไม่เป็นที่ชอบใจของใครๆ แม้กระทั่งสัตว์เดียรัจฉาน"

    แล้วได้ตรัสพระคาถาว่า

    "บุคคลควรพูดแต่คำที่น่าพอใจเท่านั้น ไม่ควรพูดคำที่ไม่น่าพอใจในกาลใดๆ เมื่อพราหมณ์พูดคำที่น่าพอใจ โคนันทิวิสาลได้ลากสัมภาระอันหนักได้ ทั้งยังทำให้หราหมณ์ผู้นั้นได้ทรัพย์อีกด้วย ส่วนตนเองก็เป็นผู้ปลื้มใจ เพราะการช่วยเหลือนั้นด้วย"



    <TABLE class=Wga_Details border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=500 align=center><TBODY><TR><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle align=middle>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</TD><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD></TR><TR><TD class=WgaIconCell bgColor=#fcf4b5 vAlign=bottom>[​IMG]</TD><TD class=WgaIconCell width=20></TD><TD class=WgaGradient bgColor=#fcf4b5 rowSpan=2><TABLE border=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>พูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมากปากมีสี</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD bgColor=#ebcf70 vAlign=bottom>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 cellPadding=5 width=502 align=center><TBODY><TR><TD>
    ที่มา : หนังสือ ชาดกและประวัติพุทธสาวก-พุทธสาวิกา โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  16. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    หงส์ทองคำ

    <TABLE border=0 cellPadding=5 align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width="75%" align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top>ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วันเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุณีชื่อ ๔ุลนันทา ผู้ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคกระเทียม สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง มีภรรยาและลูกสาว ๓ คน ชื่อ นันทา นันทวดี และสุนันทา พอลูกสาวทั้ง ๓ ได้สามีแล้วทุกคน พราหมณ์ก็เสียชีวิตไปเกิดเป็นหงส์ทองคำระลึกชาติได้

    วันหนึ่งได้เห็นความลำบากของนางพราหมณีและลูกสาวของตนที่ต้องรับจ้างคนอื่นเลี้ยงชีพ จึงเกิดความสงสาร ได้โผบินไปจับที่บ้านนางพราหมณีแล้วเล่าเรื่องราวให้นางพราหมณีและลูกสาวฟัง และได้สลัดขนให้แก่พวกเขาเหล่านั้นคนละหนึ่งขนแล้วก็บินหนีไป หงส์ทองได้มาเป็นระยะๆ มาครั้งใดก็สลัดขนให้ครั้งละหนึ่งขนโดยทำนองนี้ นางพราหมณีและลูกสาวจึงร่ำรวยและมีความสุขไปตามๆ กัน

    ต่อมาวันหนึ่งนางพราหมณีเกิดความโลภอยากได้มากกว่าเดิมจึงปรึกษากับลูกๆ ว่า

    "ถ้าหงส์มาครั้งนี้ พวกเราจะจับถอนขนเสียให้หมด เพื่อจะได้มีทรัพย์สมบัติมาก"

    พวกลูกๆ ไม่เห็นดีด้วย แต่นางพราหมณีไม่สนใจ ครั้งวันหนึ่งพญาหงส์ทองมาอีก นางก็ได้จับถอนขนเสียให้หมด ขนเหล่านั้นกลายเป็นขนนกธรรมดาเท่านั้น เพราะพญาหงส์ทองมิได้ให้ด้วยความสมัครใจ นางพราหมณีได้เลี้ยงหงส์นั้นจนขนงอกขึ้นมาใหม่เต็มตัว หงส์ก็ได้บินหนีไปโดยไม่ได้กลับมาอีกเลย

    พระพุทธองค์ เมื่อนำอดีตนิทานมาสาธกแล้ว ได้ตรัสพระคาถาว่า

    "บุคคลได้สิ่งใดควรยินดีสิ่งนั้น เพราะความโลภเกินประมาณเป็นความชั่วแท้ นางพราหมณีจับเอาพญาหงส์ทองแล้วจึงเสื่อมจากทองคำ"



    <TABLE class=Wga_Details border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=500 align=center><TBODY><TR><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle align=middle>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</TD><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD></TR><TR><TD class=WgaIconCell bgColor=#fcf4b5 vAlign=bottom>[​IMG]</TD><TD class=WgaIconCell width=20></TD><TD class=WgaGradient bgColor=#fcf4b5 rowSpan=2><TABLE border=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>โลภมาก มักลาภหาย</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD bgColor=#ebcf70 vAlign=bottom>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 cellPadding=5 width=502 align=center><TBODY><TR><TD>
    ที่มา : หนังสือ ชาดกและประวัติพุทธสาวก-พุทธสาวิกา โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  17. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    ลาปลอมตัวเป็นราชสีห์

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width=500 align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top>ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภพระโกกาลิกะผู้ชอบหลอกลวงผู้อื่น ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นชายชาวนาคนหนึ่ง อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีพ่อค้าคนหนึ่งเที่ยวค้าขายด้วยการบรรทุกสินค้าบนหลังลา ไปถึงหมู่บ้านหนึ่งแล้วก็จะเอาหนังราชสีห์คลุมหลังลา ปล่อยไปกินข้าวสาลีและข้าวเหนียวของชาวบ้าน ส่วนตนเองก็จะแบกสินค้าขายในหมู่บ้านนั้น ชาวนาเห็นลากินข้าวก็ไม่กล้าเข้าไปไล่เพราะนึกว่าเป็นราชสีห์

    อยู่มาวันหนึ่ง พ่อค้านั้นไปขายสิ่งของถึงหมู่บ้านนั้นแล้วก็ทำโดยทำนนองนั้นอีก ลาได้ลงไปกินข้าวกล้าของชาวนา ชาวนาเห็นลานั้นแล้วก็ไม่กล้าเข้าไปไล่เพราะนึกว่าเป็นราชสีห์ จึงกลับเข้าไปบ้านบอกญาติพี่น้องมาช่วยกันไล่ราชสีห์ ต่างคนต่างก็ถืออาวุธทั้งเป่าสังข์ รัวกลอง โห่ร้องไป ลาได้ยินเสียงนั้นกลัวตายจึงร้องออกมาเป็นเสียงลา พระโพธิสัตว์พอรู้ว่ามันเป็นลาไม่ใช่ราชสีห์จึงร้องบอกชาวบ้านว่า "นี่มันไม่ใช่เสียงราชสีห์ดอก ไม่ใช่เสียงเสือโคร่ง ไม่ใช่เสียงเสือเหลือ มันเป็นเสียงลาคลุมหนังราชสีห์ นี่"

    พอทราบว่าเป็นลาเท่านั้น ชาวบ้านก็รุมทุบตีจนลาตายแล้วเอาหนังราชสีห์ไป พ่อค้ากลับมาเห็นเหตุการณ์นั้นพอดีจึงกล่าวเป็นคาถาว่า "ลาเอาหนังราชสีห์คลุมตัว เที่ยวกินข้าวเหนียวอัน เขียวสดเป็นเวลานาน (เพราะ)มันร้องออกมานั่นแหละ จึงทำร้ายตัวเอง"





    <TABLE class=Wga_Details border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=350 align=center><TBODY><TR><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle align=middle>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</TD><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD></TR><TR><TD class=WgaIconCell bgColor=#fcf4b5 vAlign=bottom>[​IMG]</TD><TD class=WgaIconCell width=20></TD><TD class=WgaGradient bgColor=#fcf4b5 rowSpan=2><TABLE border=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>อย่าได้คิดหลอกลวงผู้อื่นเลี้ยงชีพ ผลที่สุดจะได้รับความทุกข์ยากลำบาก</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD bgColor=#ebcf70 vAlign=bottom>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 cellPadding=5 width=502 align=center><TBODY><TR><TD>
    ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  18. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    อานิสงส์ของศีล

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width=500 align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top>ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภอุบาสกผู้มีศรัทธาคนหนึ่งที่สามารถเดินข้ามแม่น้ำอจิรวดีไปฟังธรรมได้ด้วยอำนาจคุณของศีล ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมัยพระพุทธเจ้านามว่า กัสสปะ ในวันหนึ่งมีอุบาสกคนหนึ่งซึ่งเป็นพระโสดาบัน ได้โดยสารเรือไปค้าขายต่างเมืองกับช่างตัดผมคนหนึ่ง ก่อนออกเดินทาง ภรรยาของช่างตัดผมได้ฝากให้อุบาสกช่วยดูแลสามีของตนพร้อมกับสั่งว่า

    "ท่านเจ้าค่ะ ขอท่านได้ช่วยดูแลสามีดิฉันด้วยนะคะ สุขทุกข์ของสามี ดิฉันขอมอบให้เป็นภาระของท่านก็แล้วกัน"

    เรือออกเดินทางไปได้ ๗ วัน ก็เจอพายุกระหน่ำจนเรืออับปางลงกับทะเลราวกับเรือไทนานิคล่ม ชายทั้ง ๒ ได้เกาะแผ่นกระดานแผ่นหนึ่งลอยคอจนมาถึงเกาะแห่งหนึ่ง ด้วยความหิวนายช่างตัดผมได้ฆ่านกปิ้งกินและชวนอุบาสกกินด้วยกัน แต่อุบาสกไม่กินเพราะคิดว่า "สถานการณ์เช่นนี้ มีแต่พระรัตนตรัยเท่านั้นจะเป็นที่พึ่งเราได้" จึงนั่งระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยอยู่

    ขณะนั้นพญานาคผู้บนเกาะนั้นได้เนรมิตร่างเป็นเรือลำใหญ่ มีเทวดาประจำทะเลเป็นต้นเรือ บรรทุกทรัพย์สินเงินทองเต็มลำ มีเสากระโดงทำด้วยแก้วมณีสีอินทนิล ใบเรือทำด้วยทองเชือกทำด้วยเงิน แล่นมาที่เกาะนั้น พร้อมประกาศว่า

    "มีใครจะไปด้วยไหม"

    อุบาสกร้องตอบว่า "ข้าพเจ้าจะไปด้วย"


    นายต้นเรือพูดว่า "ถ้าเช่นนั้น ท่านขึ้นมาเถอะครับ"

    อุบาสกจึงชวนนายช่างตัดผมขึ้นเรือไปด้วยกัน แต่นายต้นเรือร้องห้ามไว้ว่า "ขึ้นมาได้เฉพาะท่านคนเดียวเท่านั้น อีกคนหนึ่งขึ้นไม่ได้"

    อุบาสกถามว่า "ทำไมละท่าน"

    นายต้นเรือตอบว่า "เพราะคนนั้นไม่มีศีลจึงรับไปด้วยไม่ได้ เรือลำนี้รับเฉพาะคนมีศีลเท่านั้น"

    อุบาสกพูดว่า "เอาเถอะ ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าขอแบ่งให้ส่วนบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้รักษาศีลให้แก่เขาก็แล้วกัน"

    นายช่างตัดผมก็รับคำอนุโมทนาในบุญกุศลว่า "ข้าพเจ้าขออนุโมทนา"

    เทวดาจึงนำชายทั้ง ๒ ขึ้นเรือแล้วนำไปส่งจนถึงฝั่งพร้อมทั้งมอบทรัพย์สมบัติให้อีกด้วย แล้วกล่าวให้โอวาทเป็นคาถาว่า


    "ดูเถิด นี่แหละผลของศรัทธา ศีล และจาคะ พญานาคแปลงตนเป็นเรือนำอุบาสกผู้มีศรัทธาไป บุคคลพึงคบหาสัตบุรุษเท่านั้น พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะการอยู่ร่วมกับสัตบุรุษนายช่างตัดผมจึงถึงความสวัสดี"

    เมื่อกล่าวจบก็พาพญานาคกลับวิมานของตนไป





    <TABLE class=Wga_Details border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=350 align=center><TBODY><TR><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle align=middle>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</TD><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD></TR><TR><TD class=WgaIconCell bgColor=#fcf4b5 vAlign=bottom>[​IMG]</TD><TD class=WgaIconCell width=20></TD><TD class=WgaGradient bgColor=#fcf4b5 rowSpan=2><TABLE border=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>ผู้มีศีลตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD bgColor=#ebcf70 vAlign=bottom>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 cellPadding=5 width=502 align=center><TBODY><TR><TD>
    ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  19. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    อาจารย์รุหกะ

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width=500 align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top>ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่งผู้ถูกภรรยาเก่าหัวเราะเยาะเย้ย ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระราชา ครองเมืองพาราณสี ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม พระองค์มีปุโรหิตคนหนึ่งชื่อว่า รุหกะ เขามีภรรยาชื่อว่าปุรณีพราหมณี พระราชาได้พระราชทานม้าตัวหนึ่งพร้อมเครื่องประดับแก่ท่านรุหกะปุโรหิตนั้นไปใช้เป็นพาหนะว่าราชการ

    วันหนึ่งท่านรุหกะปุโรหิตขี่ม้าไปราชการ ชาวบ้านที่พบเห็นได้พากันชมม้าของเขาว่า

    "แม่เจ้าโว้ย ม้าต้วนี้ช่างงามแท้" พอเขาได้กลับไปถึงบ้านพร้อมกับรอยยิ้มได้เรียกภรรยามาพูดอวดว่า

    "นี่น้องม้าของพี่งามเหลือเกิน ไครๆ เขาก็ชมกันทั้งนั้นนะ น้องว่าจริงไหมจ๊ะ" ภรรยาของเขาค่อนข้างจะมีนิสัยเป็นนักเลงอยู่บ้างจึงพูดตอบแบบกวน ๆ ว่า

    "พี่..ม้าตัวนี้งามเพราะมันมีเครืองประดับหรอกจ๊ะ พี่ก็ลองเดินซอยเท้าเหมือนม้าไปเข้าเฝ้าพระราชาดูบ้างซิ พระองค์จะได้ทรงโปรดปราน ชาวบ้านก็จะพากันชื่นชมพี่ด้วยนะจ๊ะ"

    ท่านรุหกะเป็นคนค่อนข้างบ้า ๆ บอๆ อยู่บ้าง พอได้ฟังภรรยาพูดยุเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่านางพูดเย้ยหยัน มุ่งแต่จะได้ความงามอย่างเดียวจึงลองทำตามทำพูดภรรยาดู ชาวบ้านที่เห็นเขาก็พากันหัวเราะแล้วพูดเยาะเย้ยว่า "ท่านอาจารย์งามแท้หนอ"

    พระราชาเห็นท่านแล้วก็รับสั่งว่า "อาจารย์..ท่านจิตใจไม่ปกติหรือ เป็นบ้าไปแล้ว หรือถึงได้ทำเช่นนี้" ทำให้ท่านรุหกะได้สติและอับอายเป็นอย่างยิ่ง ท่านโกรธภรรยามาก นึกไว้ในใจว่า

    "คอยดูนะนางตัวแสบ พอกลับถึงบ้านจะทุบตีมันสักป้าบสองป้าบแล้วค่อยไล่มันหนีไป"

    ฝ่ายนางปุรณีพราหมณีทราบว่าสามีโกรธนางมากและกำลังกลับมาบ้าน ก็แอบออกทางประตูหลังบ้านเข้าพระราชวัง

    พระราชาทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว จึงตรัสกับท่านรุหกะในวันหนึ่ง

    "อาจารย์..ธรรมดาผู้หญิงก็มีความผิดได้เหมือนกัน ควรยกโทษให้นางเสียเถิด ธรรมดาสายธนูที่ขาดแล้วยังต่อกันได้อีก ท่านจงคืนดีกับภรรยาเสียเถิด อย่าได้โกรธไปเลย"

    ท่านรุหกะปุโรหิตจึงทูลตอบเป็นคาถาว่า

    "เมื่อสายป่านยังมีอยู่ นายช่างผู้กระทำสายธนูก็ยังมีอยู่ ข้าพระองค์จักกระทำสายธนูใหม่ พอกันทีสำหรับสายธนูเก่า"

    เมื่อกราบทูลแล้วก็กลับไปบ้านไล่นางปุรณีพราหมณีหนีไปแล้วแต่งตั้งภรรยาคนใหม่มาทำหน้าที่แทน





    <TABLE class=Wga_Details border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=350 align=center><TBODY><TR><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle align=middle>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</TD><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD></TR><TR><TD class=WgaIconCell bgColor=#fcf4b5 vAlign=bottom>[​IMG]</TD><TD class=WgaIconCell width=20></TD><TD class=WgaGradient bgColor=#fcf4b5 rowSpan=2><TABLE border=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>เป็นสามีภรรยาต้องรู้จักยอมกันบ้าง ยอมยกโทษให้กันและต้องเข้าใจกัน</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD bgColor=#ebcf70 vAlign=bottom>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 cellPadding=5 width=502 align=center><TBODY><TR><TD>
    ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  20. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    อภัยโทษ

    <TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=5 bgColor=#cccccc align=center><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 width=500 align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top>ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระเจ้าโกศล ผู้เข้าเผ้าด้วยความลำบากใจที่มีอำมาตย์และหญิงเป็นที่รักคบชู้กัน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอำมาตย์ทำหน้าที่สอนธรรมแก่พระเจ้าพรหมทัต ในเมืองพาราณสี ในสมัยนั้น มีอำมาตย์คนหนึ่งแอบเป็นชู้กับหญิงคนรักของพระราชา พระองค์เองก็ทรงทราบอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจตัดสินพระทัยที่จะทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เพราะอำมาตย์เป็นผู้มีอุปการะคุณมาก และหญิงนั้นก็เป็นที่รักยิ่งของพระองค์

    วันหนึ่งพระองค์ด้วยความโทรมนัสเป็นอย่างยิ่งจึงรับสั่งให้อำมาตย์โพธิสัตว์มาเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามปัญหาเป็นคาถาว่า

    "สระโบกขรณีมีน้ำเย็นใสสะอาด รสอร่อย เกิดอยู่ที่เชิงเขาหิมพานต์ น่ารื่นรมย์ สุนัขจิ้งจอกรู้อยู่ว่าสระนั้นราชสีห์รักษาอยู่ก็ยังลงไปดื่มกิน"

    พระโพธิสัตว์ทราบเรื่องนั้นอยู่แล้ว จึงกราบทูลเป็นคาถาเช่นกันว่า

    "ข้าแต่มหาราช ถ้าสัตว์มีเท้าทั้งหลายพากันดื่มน้ำในมหานที แม่น้ำจะไม่ชื่อว่าเป็นแม่น้ำเพราะเหตุนั้นก็หาไม่ หากว่าคน ๒ คนนั้นเป็นที่รักของพระองค์ พระองค์ก็ทรงอภัยโทษเสียเถิด"

    พระราชาทรงคลายความโทรมนัสลงไปได้บ้าง และตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ จึงเรียกบุคคลทั้งสองเข้าเฝ้าและยกโทษให้แก่คนทั้งสอง พร้อมตรัสสอนว่า

    "นับตั้งแต่นี้ไปเจ้าทั้งสองอย่าได้กระทำกรรมชัวนี้อีก"

    คนทั้งสองรับคำและก็เป็นคนดีมีศีลธรรมมาตั้งแต่วันนั้นตราบเท่าชีวิต




    <TABLE class=Wga_Details border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=350 align=center><TBODY><TR><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle align=middle>[​IMG]</TD><TD class=WgaTitle>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า</TD><TD height=21 width=7>[​IMG]</TD></TR><TR><TD class=WgaIconCell bgColor=#fcf4b5 vAlign=bottom>[​IMG]</TD><TD class=WgaIconCell width=20></TD><TD class=WgaGradient bgColor=#fcf4b5 rowSpan=2><TABLE border=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>คนที่ไม่มีความชั่วโดยชาติกำเนิด
    ควรได้รับอภัยโทษให้กลับตัวกลับใจ
    และอาจทำประโยชน์ให้ได้มากมาย
    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD bgColor=#ebcf70 vAlign=bottom>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 cellPadding=5 width=502 align=center><TBODY><TR><TD>
    ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     

แชร์หน้านี้

Loading...