ทำกรรมฐานจับภาพพระได้แล้ว ทำยังไงต่อ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ฮักตัวน้อย, 11 ตุลาคม 2019.

  1. ฮักตัวน้อย

    ฮักตัวน้อย สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    28
    ค่าพลัง:
    +27
    ผมทำกรรมฐานแบบจับภาพพระ เป็นภาพหลวงปู่ทวด แล้วใช้สวดคาถาจักรพรรดิ จับภาพพระได้แล้วทั้งหลับตาและลืมตา แต่ยังสื่อกับพระไม่ได้ ต้องทำยังไงต่อครับ เพิ่งเริ่มมาได้ประมาณ3เดือน
     
  2. พิฬา

    พิฬา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2008
    โพสต์:
    493
    ค่าพลัง:
    +173
    ก้ แนะนำ เบื้องต้น ว่า....

    อย่าให้ รู้สึกว่า สามเดือน

    ควร เหนลงเปน เริ่มต้นใหม่ทุกเช้า

    หลังจากนั้น เริ่มต้นใหม่ ทุกลม
    หายใจหาก รู้สึกว่าเกิน สองปึ๊ด
    สะสมเปน สามสี่ คาบลมหายใจ .
    ให้สังเกต ตัณหา

    เราจะใช้ ตัณหา เพื่อละตัณหา

    เหน การฝึกมีสะสมเปน สามสี่คาบ
    ลมหายใจ ล่วงเปน สามเดือนผ่าน

    นี่แปลว่า ยังไม่ได้สังเกต ตัว ตัณหา

    ถ้า สังเกต ตัณหา เจอ ปั๊ป

    เริ่มต้นใหม่ ทุกลมหายใจ

    เก่งกว่านั้น จะเปน ขณะจิต

    ซึ่ง หนึ่งคาบลมหายใจ จิต
    เกิดดับ สะสม ตัณหา มา
    นานแสนโกฏิขณะ

    ทุกขล้วนๆ
     
  3. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,618
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +11,672
    เข้าสมาธิ ครับ ถ้ายังเข้าสมาธิไม่ได้ ก็ ทำสมาธิให้จิตเข้าสมาธิให้ได้ก่อน ต่อไปครับ

    ทำสมาธิได้เมื่อไหร่ จิตเป็นสมาธิ เข้าสมาธิได้แล้ว ถ้าคุณมีบุญอยู่ในสายกรรม ท่านจะมาเมตตาให้เองครับ

    ถ้ายังทำสมาธิไม่ได้ จิตไม่มีกำลัง เข้าสมาธิไม่เป็น เราก็เหมือนเปรียบเหมือนวิทยุ กำลังรับไม่ดี สื่อสารไม่ได้ ก็ติดต่อไม่ได้นั้นเอง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 ตุลาคม 2019
  4. ไม่ใช่ตัวตน

    ไม่ใช่ตัวตน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2018
    โพสต์:
    210
    ค่าพลัง:
    +108
    ตั้ง ทิฏฐิ เรียกว่าความเห็นที่ถูกต้อง

    นับ 1 ใหม่ ทุกวัน

    ของความเปลี่ยนแปลง เรียนรู้กายใจ
     
  5. big2006

    big2006 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    18
    ค่าพลัง:
    +40
    ลองตั้งคำถามกับพระหลวงปู่ทวด ดูครับ
     
  6. big2006

    big2006 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    18
    ค่าพลัง:
    +40
    ของผมใช้วิธีกำหนดวงสีขาวสว่าง ไว้กลางหน้าผาก แต่ช่วงที่ผมเผลอ แล้วมารู้อีกที จะมองเห็นดวงแสงสีทองส่องสว่าง ซึ่งอยู่ระดับเดียวกับก้อนเมฆครับ ตอนนั้นผมแปลกใจมากว่า น่าจะเห็นที่หน้าผาก แต่ไหงดันขึ้นไปอยู่บนก้อนเมฆ ตรงนี้แหล่ะครับ ที่เสียสมาธิ แต่ดีตรงที่เห็นความสงสัยของตัวเอง ก็เลยกำหนดดูความสงสัยแทน ผลที่ตามมาคือ เห็นดวงสีขาว แต่มันไม่ได้ขาวสนิทอะไรมากมาย ตั้งอยู่ในความมืด ดวงสีขาวที่ผมเห็น นิ่งสนิทอยู่นานมากๆครับ ไม่เคลื่อนไหว ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เลยออกจากสมาธิครับ
    ป.ล. ไม่ได้ฝึกบ่อยครับ นานๆครั้ง ส่วนมากจะดูรู้อารมณ์ ที่เกิดกับตัวจิตมากกว่าครับ
     
  7. big2006

    big2006 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    18
    ค่าพลัง:
    +40
    จะมีอีกครั้งนึง ที่กำหนดดวงสีขาวไว้กลางหน้าผาก เสร็จแล้วพักนึงดวงสีขาวจะเปลี่ยนเป็นรูปร่าง คล้ายๆมนุษย์อะไรประมาณนั้น เพราะผมเห็นคล้ายมีแขน มีขา งอกออกมา มันสามารถกระดุกกระดิกได้ โดยที่เรานั่งดูอย่างเดียวจะเป็นเหมือนแก้วใสๆครับ ไม่มีสี
     
  8. สัมปัจจิฉามิ

    สัมปัจจิฉามิ สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 สิงหาคม 2019
    โพสต์:
    12
    ค่าพลัง:
    +32
    ขออนุญาตแชร์ตามประสบการณ์ครับ
    วัตถุประสงค์ของโพสนี้คือต้องการสื่อกับพระท่าน

    กำลังสมาธิต้องได้ถึงอุปจาระสมาธิ เสียก่อน และต้องเคยทำสมาธิให้เข้าถึงณาน 3 หรือ 4 แล้ว

    ฝึกไปเรื่อยๆครับ การกำหนดมุ่งหมายเพื่อให้สื่อกับพระได้ตั้งไว้เป็นเป้าหมายไกลๆ แต่ต้องปรับอารมณ์ใจให้อย่าอยากได้มากเกินไปเพราะจะเป็นเครื่องกั้นไม่ให้เราเข้าถึง

    ภาพพระ ภาพพระสงฆ์ หรือ กสิณ เป็นเหมือนเครื่องโยงใจให้ได้สมาธิ และปลูกศรัทธาในพระรัตน์ไตร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ

    เวลาทำสมาธิให้เราค่อยสั่งเกตุเปรียบเทียบให้ใจเราเห็นความต่างคือก่อนทำสมาธิก่อนจะสงบ สภาวะทางใจเราหยาบลำดับไหน แล้วเวลาที่กำลังใจอารมณ์ใจเราเริ่มระเอียดอ่อนกว่าก่อนทำ ยิ่งทำให้ระเอียดมาก ยิ่งได้เปรียบเวลาใช้งาน เพราะการใช้งานจริง กำลังใจ หรืออารมณ์ใจที่เป็นทิพย์ เวลาจะใช้สะท้อนสัมผัส ผีก็ใช้กำลังความระเอียดระดับนึง เทวดาก็ระดับนึง พรหมก็ระดับนึง เหมือนคลื่นวิทยุ

    ดังนั้นส่วนตัวผมจะทำให้อารมณ์ใจระเอียดตามกำลังของภาพพระที่เห็นในใจ ระเอียดตามกำลังแสงที่เห็นในใจ และปรับลดลงมาที่อุปจาระ คือ อารมณ์คิด ไม่ใช่ใช้สมองคิด น่ะแต่ใช้ใจพิจารณาธรรม หรือพิจารณาเหมือนใจพูดกับพระท่าน เวลาที่ได้แล้วจะคล้ายกับเสียงตัวเองพูดกับตัวเองขึ้นมา แต่แท้จริงเราไม่ได้พูด เพราะเรากำหนดสติและสมาธิ ว่างจากการคิดไว้ก่อน

    เมื่อได้ข้อธรรมมาแล้ว จดจำไว้แล้วเอามาตรวจสอบหลังเลิกสมาธิแล้วว่าถูกต้องตรงตามคำสอนหรือเปล่า เพราะที่รู้เห็นมีทั้งจริงและหลอก คือมารในใจหลอกต้องใจสติ และการพิจารณาก่อนจะเชื่อ

    เมื่อถึงจุดนึงที่เรามีสติมาก สมาธิมากและเราอยู่ในสภาวะนั้นระเอียด สว่างมาก เห็นองค์พระชัดมาก สวยมากเป็นลักษณะคล้ายเพชรที่มีแสงสะท้อนออกจากองค์พระเรา เมื่อสอบสมาธิดู กายไม่มี ลมหายใจเข้าออก น้อยมาก ตามธรรมชาติน่ะ ไม่ปรุงแต่งลมหายใจ ไม่สุข ไม่ทุกข์ สติรู้ตัวสูงมากๆ สมาธิมีมาก ตามตำราคือเราเข้า ณาน 4 ได้แล้ว จำอารมณ์ในณาน 4 นั้นและใช้อารมณ์เดียวกันนี้ ถอยลงมาพิจารณา คือถอยลงมาที่อุปจาระสมาธิ เราจะมีกำลังเยอะในการสื่อสาร กับพระท่านครับ

    หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการปฎิบัติ และผมขอโมทนาผลของความดีในการปฎิบัติบูชาของทุกท่านเพื่อประโยชน์ในการตัดกิเลสครับ สาธุ
     
  9. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    837
    ค่าพลัง:
    +1,312
    ก็จับภาพพระ ต่อไปครับ ให้ภาพพระ สงบนิ่ง สว่างสไหว
    พร้อมกับใจเรา ที่สงบ นิ่ง มีปิติ มีสุข เบาโปร่ง ไม่กังวล สงสัย
    เมื่อสงสัยเอะใจ สมาธิที่กำลังจะเข้า จะตกทันที

    สังเกตุ ที่ใจ ที่โปร่ง เบา สะบาย อย่าไปพยายามไป ติดต่อหรือพูดคุยกับนิมิตที่เราตั้ง
    ในการจับภาพ ควรใช้นิมิตที่เราตั้งในการจับภาพ
    เพียงเพื่อ ให้เห็นถึงคุณ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
    ให้เห็นใจที่ สงบ มีปีติ มีความชุ่มช่ำ แจ่มใส ในจิต

    ถ้าพระสงฆ์ ที่ล่วงลับไปแล้ว
    ท่านจะมาสื่อสาร แม้จะมาให้เห็นในสมาธิ ลืมตาก็จะเห็นเป็นปกติ
    ลืมตาเห็นได้เมื่อไรแบบคนปกติ อันนี้ มาจริง

    ของในนิมิต เอาเป็นเพียงเครื่องน้อมใจ ไปในคุณความดี
    และการเพ่งเพื่อความสงบของใจ ให้มี ปิติ สุข เอกัคคตา เป็นเบื้องต้นพอ


    การพยาม จะไปติดต่อสื่อสาร กับนิมิต ในสมาธิ มันจะทำให้ตกสมาธิ ของผู้กำลังฝึก
    และความเพี้ยนของจิต ก็จะ เข้ามาหาให้เพี้ยนมากขึ้นเป็นโดยลำดับ
     
  10. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,912
    ค่าพลัง:
    +33,642
    ยังสื่อไม่ได้ ระดับนี้เหมือนการซ้อมเฉยๆ
    คล้ายๆว่าจิตสามารถสร้างภาพด้วยตนเองเองได้แล้ว ต้องสร้างให้จิตเกิดกำลังจิตก่อน เวลาใช้งาน พอระลึกภาพแล้ว
    ถึงจะใช้งานได้จริงในเวลาใช้ชีวิตปกติ

    ในคนที่มาทางรับรู้พลังงานได้
    ก็จะหมุนวนขวาได้
    เกิดขึ้นได้ปกติคล้ายกัน ในเวลาปกติ
    ช่วงตื่นนอน ช่วงหนักตอนเข้าห้องน้ำ ช่วงก่อนนอน ก็เกิดได้
    แต่ก็ยังไม่มีผลหรือประโยชน์ใดๆ

    จนกว่าจะพัฒนากำลัง
    สมาธิยกระดับภาพไปต่อในกำลังระดับ
    ปฎินิมิต ซึ่งต้องอาศัยสมถะเข้าช่วย
    เพื่อสร้างให้จิตเกิด กำลังจิตขึ้นมาก่อน

    และที่สำคัญคือ ต้องสามารถอฐิษฐานจิต
    จนเกิดผลได้จริงๆได้มาก่อน เช่น อฐิษฐาน
    ย้อนดูจาก ชาติที่ ๕ ขึนมาชาติล่าสุด เป็นต้น
    ในทางปฎิบัติ ครั้งแรกของการอฐิษฐานจะยากสุด ครั้งต่อไปจะง่าย ถ้ากำลังสมาธิ
    เพียงพอที่จะรักษาอารมย์ได้ จึงต้องมีการซ้อมทิ้งภาพ ขึ้นภาพในระดับแฎิภาคนิมิต
    เตรียมเอาไว้

    ปล. ถ้าจิตเกิดกำลังจิตได้แล้ว
    หลักการนำไปใช้งานเบื้องต้น แบบลืมตาใช้ชีวิตปกตินั้น ก็ระดับกำลังสมาธิแบบปัจจุบันที่ จขกท. สร้างภาพขึ้นมานั่นเอง
    แต่ต้องผลักภาพออกจากกาย ผ่านระหว่างคิ้วให้ไปปรากฎบนอากาศ ปัองกันขัน ๕ ส่วนนามธรรมเข้าแทรกระหว่างใช้งาน

    เพียงแต่มันอาศัยกำลังจิตหนุนให้เกิดผล
    และอาศัยรอบกำลังสมาธิจากกำลังฌาน ในการหายเข้าและออกภายในหนึ่งครั้งมาหนุน
    ในการใช้งานในครั้งนั้นๆ
    ตรงนี้เป็นตัวชี้วัด ระดับการนำไป
    ใช้งานนั่นเอง

    รอบในการเข้าออกฌานในลมหายใจแต่ละครั้ง ระบบลมหายใจเข้าออกจะบอกเราเอง
    ซึ่งควรรับรู้ตรงนี้ด้วยตนเองจะดีที่สุด
    เพราะเรื่องแบบนี้ ปกติจะไม่มีการบอกล่วงหน้าว่าเป็นอย่างไร
    ยกเว้นว่า เกิดขึ้นแล้ว ทำได้แล้ว
    ค่อยมาดูว่าในหนึ่งการ
    หายใจเข้าออกได้กี่รอบ

    ควรพัฒนาให้ได้ ๕ รอบในลมหายใจเดียว
    ถึงจะพอออกงานทั่วไปได้ ถ้าคิดว่าอนาคตจะได้ใช้ประโยชน์จากความสามารถพวกนี้
    พระเกจิที่ท่านเก่งๆ
    ท่านจะทำได้ สิบกว่ารอบเป็นปกติครับ
    เล่าให้ฟังเฉยๆ


    ที่เล่ามาใช้ไม่ได้กับ กลุ่มที่สื่อสารได้
    ปกติแบบไม่ต้องฝึกอะไรนะครับ

    แต่ทั่วๆไป ต้องฟิตหน่อย
    มันจะยากตอนที่สร้างให้มี
    แต่ถ้าเกิดมีแล้ว เวลาใช้งาน
    จะง่ายครับ


    ลองอ่านให้เข้าใจ
    เผื่อจะเข้าใจในภาพรวมๆนะครับ
     
  11. ฮักตัวน้อย

    ฮักตัวน้อย สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    28
    ค่าพลัง:
    +27
    ผมอ่านแล้วงงคับ ว่าขั้นต่อไปยังไง ภาพรวมที่จะสื่อคืออะไร ปัญญาผมคงยังไม่ถึง
     
  12. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,912
    ค่าพลัง:
    +33,642
    หากยังไม่ผ่านขั้นตอนที่แนะนำ
    เรื่องปกติที่อ่านแล้วงง
    ดีกว่าไม่อ่าน หรืออ่านแล้วสรุป
    เอาตามความคิดตน
    ที่ไม่ได้มาจากการปฎิบัติเข้าถึงมาก่อน

    และ ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับปัญญาอะไรนะ
    เพราะจากบทความที่ส่วนตัวกล่าวมา
    ไม่ได้พูดเรื่อง
    เกี่ยวกับปัญญาเลย
    เป็นเทคนิคในการปฎิบัติล้วนๆ
    พวกนี้มาจากประสบการณ์
    เฉพาะบุคคล

    จขกท. ถามอะไรหละ?
    ต้องการให้แนะนำอะไรจากคำถาม ?
    ลองค่อยๆอ่านๆดูๆไว้
    บทความบอกไว้แล้ว

    การพูดขั้นตอนต่อไปของการปฏิบัติ
    เป็นธรรมดาที่จะยังไม่เข้าใจ
    ซึ่งเป็นเรื่องปกติกันทุกคนนั่นหละ

    แต่หลังจากที่ ปฎิบัติผ่านได้แล้ว
    หากได้ลองย้อนกลับมาอ่าน
    ก็จะเข้าใจได้เองทุกคนเป็นเรื่องปกติเช่นกัน

    อีกอย่างเลยที่จำเป็นต้องพูดในหลายๆมุม
    เพราะจะมีประโยชน์ในเรื่องของ
    การลดระยะเวลา
    ที่ใช้ในการฝึก

    เพราะว่าไม่จำเป็นที่จะต้อง
    ไปลองผิดลองถูกด้วยตนเอง
    ยกเว้นว่าทำได้เร็วแล้วรูว่าไม่ใช่
    แต่สุดท้ายกลับพบว่า ฝึกมาแล้ว
    ไม่เกิดผลและประโยชน์อะไรเลย
    ไม่มีพัฒนาทางความสามารถ
    ทางจิตอะไรเลย
    ซ้ำร้าย ใช้งานอะไรก็ไม่ได้
    นี่คือเหตุผลที่ พูดในมุมกว้างๆ
    เพื่อให้พอเห็นภาพรวมไว้ก่อนนั่นเอง

    ลองพิจารณาดู เผื่อจะเห็นในมุม
    อื่นๆ ที่ไม่ทำให้เราเสียเวลา
    กับการฝึกเฉยๆ


    เครเนาะ ^_^
     
  13. twentynine

    twentynine เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 ธันวาคม 2008
    โพสต์:
    275
    ค่าพลัง:
    +991
    ก็จับภาพพระต่อไปอย่างนั้นแหละ สำคัญที่ความสงบของจิตดับนิวรณ์5ให้ได้นานที่สุด ถ้าจิตยังไม่เกิดผลอะไรอย่ารู้ก่อนจะดีกว่า เพราะจะเป็นการกระตุ้นนิวรณ์ทำให้จิตไม่สงบ ผมชอบอ่านประสบการณ์การทำสมาธิ พอทำเองฟุ้งซ่านปรุงแต่งไปเรื่อยว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้พอจิตเริ่มจะสงบก็จะเกิดลังเลสงสัย เอ๊ะไม่เห็นเป็นแบบที่เคยอ่านมาเลย สุดท้ายสมาธิไม่ได้ ได้แต่นิวรณ์มาเต็ม
     
  14. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,255
    ค่าพลัง:
    +9,040
    +++ เป็นการ "แบ่งจิต ให้ทำงาน 2 ทาง" คือ 1. ภาพ (พระ) 2. เสียง (สวด)
    +++ หากไม่สามารถ "แยก" ออกจากกันได้ เป็น "ภาพส่วนภาพ และ เสียงส่วนเสียง" แล้ว
    +++ อาการ "เสียงในฟิลม์ จะเกิดขึ้น" ตรงนี้แหละ อาการ "ภวังค์จรณะ" จะเล่นงานเอา
    +++ ถ้า "สื่อ" ได้แล้ว จะแยกแยะได้หรือเปล่าว่า
    +++ ไอ้สิ่งที่ "สื่อ" นั้น เป็น "พระ หรือ กิเลส" กันแน่
    +++ ระวังจะ "ปรุงเอาเอง เทศน์เอาเอง บันลุเอาเอง" นะ
    +++ แต่ตรงนี้จะ "เข้าโรงพยาบาลเอง" ไม่เป็น
    +++ ลำบากคนอื่น ต้องช่วยหามเข้า ระวังหน่อยนะ
    +++ เรื่องของ "การเพ่ง" ไม่ว่าจะเป็น "กสิณ หรือ ภาพพระ" ก็ตาม
    +++ ผมเห็นวิธีของ "หลวงปู่โต พรหมรังสี" วัดระฆัง
    +++ เป็นวิธีที่ เปลี่ยน "กสิณ" มาเป็น "มหาสติ" ได้
    +++ ของผู้อื่น ไม่ว่าจะ "โด่งดัง" แค่ไหนก็ตาม "ยังห่าง" จาก สติ มากเกินไป
    ===================================
    +++ ถือว่า "เล่าสู่กันฟัง" ก็แล้วกัน
    +++ วิธีของ "หลวงปู่โต พรหมรังสี"
    +++ เป็นการ "ทำกสิณ" จนได้ดั่งใจ
    +++ คือ "ใกล้/ไกล ใหญ่/เล็ก" ส่งได้ทุกทิศ

    *** หมายเหตุ ตรงนี้เป็นการ "บังคับ/ควบคุม" สังขารจิต

    +++ จากนั้น จึง "ดึงกสิณ เข้าสู่ ตน"
    +++ กลายเป็น "กสิณคือตน ตนคือกสิณ"

    *** หมายเหตุ ตรงนี้คือ "สังขารจิต ไม่ส่งออก"
    *** ผลที่ได้คือ "รู้/รู้สึก ตน" ตรงนี้คือ "สติปัฏฐาน"
    ===================================
    +++ แยกอาการ "รู้ตน" เป็น สติปัฏฐาน
    +++ ส่วนอาการ "รู้สึกตน" เป็น สัมโภชฌงค์
    +++ ณ อาการ "รู้สึกตน" เป็น สัมปชัญญะ ไปในตัว
    +++ ณ อาการ "รู้สึกตน" เป็น สัมมาสมาธิ (ฌานสมาบัติ)

    +++ ณ อาการที่ "รู้ VS รู้สึก" เป็นอาการ "สติครองฌาน"
    +++ การกำหนด "ณ ที่ความรู้สึกตน" เป็น เอกัคตา สู่ เอกัคตา
    +++ ทุกขณะจิตที่ "ณ เอกัคตา" จะเป็น "สภาวะธาตุ" ล้วน ๆ
    +++ เอกัคตา "ต่างระดับฌาน จะเป็น สภาวะธาตุ ต่างระดับ" ไปด้วย
    +++ อะไรที่เรียกว่า "เนื้อธาตุ เนื้อธรรม" จะเรียนรู้ ในสภาวะนี้ เท่านั้น

    +++ อาการ "ต้นธาตุ ต้นธรรม" ที่แท้จริง ก็ จะรู้ได้ในที่นี้
    +++ ตรงนี้ "ธรรมกลาย" ฝึกผิดทาง หลงอุตหลุด มั่วตลอด "ไปโลกันต์"

    +++ เมื่อจะ "วางเนื้อธาตุ เนื้อธรรม" ก็ใช้ "รู้ VS รู้สึก"
    +++ แล้ว "เป็นแต่ รู้" อย่างเดียว "วางรู้สึก" ทิ้งไป
    +++ ตรงนี้ก็จะ "แยกออกจาก เนื้อธาตุ เนื้อธรรม ทั้งปวง"
    +++ ปล่อยให้ "เนื้อธาตุ เนื้อธรรม" สูญสลาย หายไป
    +++ อยู่แต่กับ "รู้" อย่างเดียว
    +++ ไม่นานก็จะ "เห็น มหาเหตุ (ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็น อณู)" ได้เอง
    +++ แล้วก็จะเริ่มเข้าสู่ "เหตุปัจจัยโย" ในมหาปัฏฐานสูตร ได้ด้วยตนเอง

    +++ คง "พอแค่นี้" นะ เล่าวิธีของ "หลวงปู่โต พรหมรังสี" ให้แล้ว
    +++ ส่วนจะ "ทำ" หรือไม่ ก็แล้วแต่ ก็แล้วกัน ถือว่า "เป็นเรื่องส่วนบุคคล" นะ
     
  15. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,255
    ค่าพลัง:
    +9,040
    +++ ตรงนี้ "ใช่" เห็นเข้าโรงพยาบาล มาแยะแล้ว
     
  16. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    837
    ค่าพลัง:
    +1,312
    เยอะมากเลยพี่ ช่วยยากอีกตะหาก ฮา
     
  17. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,255
    ค่าพลัง:
    +9,040
    +++ ตรงนี้ "ช่วยไม่ได้เลย" เพราะ "มันไม่ยอมฟัง/ฟังไม่รู้เรื่อง"
    +++ ต้องให้ "หมอวางยา" ทั้งฉีดทั้งกิน จนกว่าจะ "สงบ" ลงได้นิ...
    +++ ที่เรียกว่า "กรรมฐานแตก" ก็อาการนี้แหละ 555
     
  18. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,912
    ค่าพลัง:
    +33,642
    กรรมฐานที่ขึ้นด้วยภาพ ก็ส่วนหนึ่ง
    การสวดคาถาให้ได้ผลก็ส่วนหนึ่ง
    หากจะเอาสวดคาถาแล้วหวังผลว่า
    จะสำเร็จกรรมฐานด้วยภาพ
    จะเหมือนเราขับรถมอเตอร์ไซด์สปอร์ต
    ในสนามแข่งพร้อมกับใช้มืออีกข้าง
    ถือรถจักรยานไปด้วยในขณะที่ขับรถมอเตอร์ไซด์สปอร์ตครับ


    ลองอ่านบทความข้างล่างนี้ดู เอาไว้เป็นแนวทาง ป้องกัน
    คำว่า เสียเวลา ฝึกมานาน ฝึกมาหลายทาง
    แต่ไม่เคยสำเร็จ
    และใช้งานได้จริงๆ ให้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์
    แก่บุคคลอื่นๆและใช้ประโยชน์อะไรได้
    ในชีวิตประจำวัน ให้มีโอกาสเกิดกับเราน้อยที่สุด


    การสวดคาถาให้ได้ผล จิตมีแนวทางไป ๒ ทาง
    คือ ๑.เข้าถึงในกำลังระดับฌาน ๓ ที่ใช้งานได้จริงในเวลาปกติ
    (ย้ำว่าใช้งานได้จริง ไม่ใช่เคยนั่นเข้าถึงมาก่อน กลับใช้จริง คนละวิถีจิตกัน และแม้เคยเข้าได้แต่ก็จะใช้ไม่ได้จริง หากจิตยังไม่มีกำลังจิตมาก่อน )
    เพื่อเอากำลังระดับนี้ มาหนุนผลของคาถานั้นๆ....
    ซึ่งโดยมาก บุคคลที่จะทำได้ จะต้องผ่านกำลังสมาธิ
    ในระดับที่เกิน ฌาน ๔ แล้วทิ้งรูปฌาน แล้วเข้าไปอรูปฌานถึงขั้นที่ ๓ ได้มาก่อน เพื่อเอากำลังที่เข้าได้ ในระดับอรูปฌานนี้
    มาหนุนส่งเสริม การเข้าถึงในระดับฌาน ๓ ในเวลาจะใช้
    คาถาในเวลาปกติครับ......ส่วนมาก จะเป็นบุคคลที่มีระเบียบ
    วินัยในการทำสมาธิ ถึงจะมีความสามารถตรงนี้

    ๒. เข้าถึงอรูปฌานได้เลย คือ ในขณะที่สวดเห็นการเปลี่ยนแปลงอากาศได้ด้วยตาเปล่า รับรู้ถึงพลังงานต่างๆด้วยตาเปล่า บางคนอาจจะเห็นเส้นสายพลังงานต่างๆได้ เห็นเป็นสีต่างๆได้เช่นกัน ซึ่งตรงนี้ ไม่จำเป็นจะต้องเข้าถึงอรูปฌานมาก่อน หรือว่า เคยทิ้งรูปฌานได้มาก่อน. แต่จะต้องอาศัย
    จิตในสภาวะที่เป็นทิยพ์ได้ชั่วคราว หรือ อาศัยจิตที่เคยทำงานได้มาก่อน ทั้งที่ทำงานแบบตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ. มันถึงจะเห็นผลของคาถาได้.... อุบายของการใช้คาถานี้ จึงมักให้ระลึกถึงภพภูมิต่างๆ เพื่อให้มีการอุทิศส่วนกุศลออกไปเป็นอุบายสร้างความเป็นทิพย์ให้กับตัวจิต. เพราะในขณะอุทิศส่วนกุศลนี้ จิตจะสัมผัสกับสภาวะความเป็นทิพย์ได้ชั่วคราวนั่นเอง
    การสวดคาถานี้จึงได้ผลกัน...


    ส่วนถ้าจะฝึกกรรมฐานที่ขึ้นด้วยภาพพระ
    ถ้าจะให้ได้ผล ถึงในระดับที่เรียกว่า ใช้งานได้
    ไม่ใช่เป็นนิมิต ไม่ใช่มโน หรือ ไม่ทำให้หลงตน
    ว่ามีอะไรพิเศษเพราะเห็นโน้นนี่นั้น แต่ไม่สามารถ
    นำไปใช้งานได้นั้น......

    คาถาที่นำมาใช้ จะต้องเป็นคาถาที่เกี่ยวกับการสร้างภาพ
    นิมิตในระดับอุคคนิมิต เบื้องต้นเท่านั้นให้จิตสามารถ
    สร้างภาพได้ด้วยตัวจิตเอง....

    วิธีตรวจสอบ ว่าจิตสร้างภาพได้หรือยังคือ
    ไม่ว่า จะอยู่ในสถานะการณ์ใด ที่ใด เหตุใด
    จิตจะต้องสร้างภาพ นั้นๆ บนอากาศได้
    ภายในเวลาไม่กี่วินาที และสามารถทำได้ทุกๆครั้ง.....
    แต่ระดับในการสร้างภาพแบบนี้
    ยังไม่ถือว่า ใช้งานได้ เพราะยังขาดกำลังจิต
    และกำลังสมาธิหนุนในการใช้งาน
    ถือได้ว่า เป็นเพียงการซ้อมสำหรับใช้งานในอนาคตเฉยๆ...


    จนกว่า จะทิ้งภาพในระดับอุคนิมิตได้บ่อยๆ เข้าแล้วทิ้ง
    แล้วก็ทิ้งภาพไปเรื่อยๆ จนจิตสะสมระดับกำลังสมาธิ
    ยกระดับภาพขึ้นไปสู่ระดับปฏิภาคนิมิต.......

    ที่พลาดกันแล้วฝึกกันไม่สำเร็จนั้น
    เพราะ ไปพยายามรักษาภาพในระดับอุคคนิมิต
    ให้มันอยู่นานขึ้น. ซึ่งมันเป็นการแช่ในกำลังสมาธิ
    ระดับนั้นโดยไม่รู้ตัว....หนักขึ้นไปพยายามสร้าง
    ให้มีคุณวิเศษเกิดขึ้นมา. ตรงนี้จะทำให้จิตผิดปกติได้
    ดังนั้น. จึงควรระมัดระวังให้ดี
    แม้ว่า จะสร้างภาพ ณ ที่ใด เวลาใดได้
    ภายในเวลาไม่กี่วินาที. แต่จิตไม่มีกำลังจิต
    และไม่มีความสามารถทางนามธรรมใดๆ
    ให้พึ่งระลึกเอาไว้ว่า. อย่าสนใจ ยังไม่ใช่
    ระดับที่สำเร็จใช้งานได้.....



    เมื่อไปถึง ภาพระดับปฏิภาคนิมิต ซึ่งจะสามารถไปได้ ๒ ทาง
    คือ ๑.อฐิษฐานจิต ๒.ทิ้งภาพไปต่ออรูปฌาน

    ๑. อฐิษฐานจิต
    หลักสังเกตุคือ ภาพจะมีกำลังที่จะดูดตัวเราเข้าไปได้
    และจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย....
    หากว่า อยู่ใกล้เกินไป
    และถ้าเราอยู่ไกลไป ก็จะทำอะไรกับภาพไม่ได้.

    ดังนั้น จึงเกิดอุบายให้ ทิ้งภาพไปก่อน แล้วระลึกภาพขึ้นมาอีก
    อย่างน้อย ๒ ครั้ง เพื่อให้มีกำลังสมาธิเพียงพอเพื่อแก้ปัญหานี้
    .
    เมื่อมีกำลังตรงนี้ จากการทิ้ง แล้วระลึกภาพขึ้นได้แล้ว
    จิตถึงจะสามารถ อฐิษฐานจิตให้เกิดผลขึ้นมาได้
    ซึ่งจะต้องรู้จัก คำว่า '' วางอารมย์เรื่องที่จะอฐิษฐานไว้ก่อน
    ในระหว่างวันด้วย ''. ไม่งั้นจะกลายเป็นความคิด
    และหลุดกลับมาสู่สภาวะปกติทางโลกทันที.

    ถ้าอฐิษฐานจิตได้ ในครั้งแรกกำลังจะตกลงมา ดึงเอาความเป็นทิพย์ ก่อนที่จะค่อยๆกลับขึ้นไปแล้วแสดงผลให้เห็น
    ส่วนในครั้งต่อไป จะเกิดขึ้นได้เองตามลำดับ โดยไม่มีการตก
    กำลังลงมา...........

    ผ่านตรงนี้ ถึงจะเริ่มเกิดความสามารถพิเศษทางจิต
    ในเวลาปกติขึ้นมา และสามารถเริ่มใช้งานทางจิต
    ได้ในเวลาปกติทั่วๆไป ส่วนจะเกิดทางด้านไหนเด่นชัด
    ถนัดก็แล้วแต่ดวงจิตนั้นๆ

    ๒. อรูปฌาน ก็คือ เมื่อ ทิ้งภาพ ระลึกภาพได้ แบบข้อที่หนึ่งแล้ว
    เราไม่อฐิษฐานจิต แต่คงอยู่ในกำลังระดับนั้นต่อไป
    ตรงนี้ จิตจะเข้าสู่โหมดอรูปฌานได้ ในระดับ ๑. ๒ และ ๓
    ถามว่า ทำไม ได้ ๓ อรูปฌาน เพราะกำลังมันเท่ากันนั่นเอง...
    ตรงนี้ ถ้าพิจารณาได้ก็พิจารณาไป.....ผ่านตรงนี้
    ในเวลาปกติ ถ้าสวดมนต์ จิตจะเข้าโหมดอรูปฌานได้
    และจะมีความสามารถในการเล่นกับ พลังงานทั้งภายใน
    และภายนอกได้ ในเวลาใช้ชีวิตปกติทั่วไป..............


    ส่วนอรูปฌาน ๔ ฝึกเอาไม่ได้ ต้องทิ้ง ทั้งข้อ ๑ และ ๒ ให้หมด
    แล้วมาเน้นเรื่องปัญญาต่อ. แล้วค่อยมาดูว่าจะเข้าได้หรือไม่ได้
    เพราะมันจะเข้าได้ของมันเอง ไม่สามารถไปนั่งเพื่อให้เข้าได้
    นั่นหมายความว่า. จะต้อง ใช้งานทางจิต
    ที่ได้มาจากข้อที่ ๑ และ ๒ มานานพอสมควร
    จนถึงระดับที่ใช้งานได้เป็นอัตโนมัติในเวลาลืมตาปกติแล้ว
    จนจิตเกิดเวทนาจากการใช้งานนั้นๆ
    มันถึงจะไปทิ้งไปเน้นเรื่องปัญญา
    ส่วนการเข้าได้เองนั้นของอรูปฌาน ๔
    เป็นวาระ ไม่สามารถ
    กำหนดได้....แล้วแต่บุคคล...

    พวกนี้เป็นภาพกว้างๆ. เขียนพอให้เห็นภาพ
    อย่างน้อยถ้าพอเข้าใจได้
    สมมุติว่า ชอบเรื่องความสามารถพิเศษของจิตจริงๆ
    ยังมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้กับจิตตนเอง...
    แต่ต้องไม่ลืมว่า เรื่องพวกนี้ แม้เกิดขึ้นได้
    แต่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ยังเว้นรู้จักที่จะใช้
    ประโยชน์จากมัน เพื่อเอามาหนุนเรื่องปัญญา
    เรื่อง การทำให้จิตสะอาดบริสุทธิ์ขึ้น

    การติดในเรื่อง การสรรเสริญ จากบุคคล เป็นการสร้างตัวตน
    การติดในเรื่อง การอยากได้รับการยอมรับ ไม่ว่าไปอยู่ในสถานที่หรือสังคมใดๆก็ตาม ด้วยเข้าใจว่าตนเองมีความสามารถพิเศษ
    นี่ก็เป็นอัตตาตัวตน
    การติดในเรื่อง การอยากได้ ทรัพย์ ได้ลาภ
    การติดในเรื่อง อยากได้ ยศ ได้ชื่อเสียง
    จากความสามารถพิเศษต่างๆ
    เป็น หลุมพรางที่กว้าง เป็นเหตุให้จิต
    ห่างไกล จากคำว่า. ''ผู้มีคุณวิเศษในตน'' ครับ...

    แค่เพียงแต่เล่าให้ฟัง....
     
  19. ฮักตัวน้อย

    ฮักตัวน้อย สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    28
    ค่าพลัง:
    +27
     

แชร์หน้านี้

Loading...