ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์ เรื่องเล่า "หลวงตาบัว" กับ "ฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ"

ในห้อง 'ข่าวพุทธศาสนา' ตั้งกระทู้โดย SiTa, 5 มีนาคม 2012.

  1. SiTa

    SiTa ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 มิถุนายน 2006
    โพสต์:
    10,033
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,225
    ค่าพลัง:
    +33,633
    ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์ เรื่องเล่า "หลวงตาบัว" กับ "ฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ"





    [​IMG]


    สำเร็จออกมาเป็นรูปเล่มสมบูรณ์แบบเรียบร้อยแล้ว สำหรับ "ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์" หนังสือเล่มหนา ว่าด้วยเรื่องราวเนื้อหาอันเป็นอนุสรณ์ระลึกถึง "หลวงตาบัว ญาณสัมปันโน" หรือพระธรรมวิสุทธิมงคล เจ้าอาวาสวัดเกษรศีลคุณ หรือวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ที่ได้ละสังขารไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม 2554 เวลา 03.53 น.


    นับเป็นหนังสือที่เกิดขึ้นจากความกตัญญูกตเวทิตาของคณะศิษยานุศิษย์ที่รัก และเคารพศรัทธาในหลวงตามหาบัวอย่างหาที่ใดเปรียบมิได้ ด้วยว่าต้องใช้ความมานะพยายามอย่างยิ่งยวด จึงจะสามารถสรุปเรื่องราวในชีวิตของหลวงตาออกมาเป็นรูปเล่มได้ขนาดนี้


    "ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์" ยังเป็นการน้อมรำลึกถึง "ธรรม" แห่งองค์หลวงตามหาบัว "พระเถระผู้ถึงพร้อมด้วยญาณ" ไปด้วย เพราะเนื้อหาในหนังสือ นอกเหนือจากภาพและเรื่องราวขั้นตอนของงานพระราชทานเพลิงศพหลวงตาแล้ว ยังบอกเล่าอัตโนชีวประวัติ และธรรมะที่หลวงตาได้ศึกษา ค้นพบ รวมไปถึง "โครงการช่วยชาติ" ที่หลวงตาได้อุปถัมภ์สนับสนุน จนได้เงินและทองคำเป็นกอบเป็นกำให้นำไปเก็บไว้ในคลังหลวงถึง 13 ตัน


    เรื่องน่าสนใจอีกเรื่องในหนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่มีความผูกพันอยู่กับหลวงตามหาบัว และได้ถวายตัวเป็นลูกศิษย์ศึกษาธรรมจากหลวงตา โดยทรงเรียกหลวงตามหาบัวว่า


    "ท่านพ่อ" ขณะที่หลวงตาเองก็เรียกสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณฯว่า "ทูลกระหม่อมลูก"


    ในหนังสือบอกเล่าไว้ให้ชวนอ่านยิ่ง ตั้งแต่แรกเริ่มของการได้พบและรู้จักกันระหว่างหลวงตากับ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ซึ่ง "ประชาชาติธุรกิจ (ดีไลฟ์)" ขอนำมาเสนอในบางเรื่อง บางตอน ดังนี้


    สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณฯ ทรงมีความสามารถทางโลก จบวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเคมี เกียรตินิยมอันดับ 1 ทรงได้รับรางวัลเรียนดีตลอดระยะเวลา 4 ปีการศึกษา และทรงได้รับทุนการศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกทางวิทยาศาสตร์ สาขาอินทรีย์เคมี โดยไม่ต้องผ่านมหาบัณฑิตก่อน เนื่องจากทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้วยคะแนนยอดเยี่ยม


    ในการเรียนปริญญาเอก พระองค์ก็ยังเสด็จพระดำเนินไปทรงพระอักษรร่วมกับพระสหายในชั้นเรียนอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนทรงงานในห้องแล็บด้วยพระองค์เอง แม้จะทรงแพ้สารเคมีก็ตาม ปัจจุบันทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มีผลงานดีเด่นของโลกในสาขาสารเคมีก่อมะเร็ง และพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม


    สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณฯ ทรงก่อตั้งกองทุนจุฬาภรณ์ขึ้น และต่อมาได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิจุฬาภรณ์ เพื่อนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทย


    นอกจากนี้ ยังทรงก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เพื่อส่งเสริมความรู้ที่ได้จากการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และสังคมศาสตร์


    นอกเหนือจากการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ในด้านต่าง ๆ แล้ว ยังทรงสนพระทัยในการปฏิบัติธรรมกรรมฐานอย่างแท้จริง


    ทรงมีพระกตัญญูกตเวทิตาคุณอันเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งแก่ผู้เกี่ยวข้อง ดังตัวอย่างการชำระตกแต่งสังขารคุณหญิงไขศรี ณ ศีลวันต์ พระอาจารย์ของพระองค์ ซึ่งวายชนม์จากอุบัติเหตุทางการบิน และการเสด็จเยี่ยมอาการอาพาธของหลวงตาอย่างต่อเนื่อง จวบจนวาระสุดท้ายของหลวงตา


    สำหรับความรักความผูกพันของพระองค์ต่อหลวงตามหาบัว ทรงกล่าวด้วยพระองค์เองอย่างภาคภูมิพระทัยหลายแห่ง หลายวาระ เช่น คราวหนึ่งที่ประทานสัมภาษณ์นิตยสารฉบับหนึ่ง


    "...หลวงตามหาบัวจะมาฉันเช้าที่บ้าน นิมนต์ท่านไว้ อันนี้เป็นความปลาบปลื้มที่สุด เพราะหลวงตาอุตส่าห์รับเป็นศิษย์เมื่อปี พ.ศ. 2538 และเมื่อปีที่แล้วท่านก็รับเป็นบุตรบุญธรรม เป็นความซาบซึ้งมากแล้ว...มีเวลาก่อนนอนที่ไม่ขาดคือสวดมนต์แล้วนั่งสมาธิภาวนา มี 10 นาที ก็นั่ง 10 นาที มี 20 นาที ก็นั่ง 20 นาที แล้วแต่จะเป็นไปได้ แต่ทำเป็นประจำ"


    "...อีสานที่ไปบ่อย เพราะว่าศึกษาธรรมะอยู่ที่อุดรธานี ไปเกือบทุกวีกเอนด์ คือว่าตอนที่ไม่สบายแล้วปวดศีรษะไม่หายเสียที อันนี้เป็นเหมือนชะตาฟ้าลิขิต คือธรรมดาพระเถระองค์นี้ท่านไม่เคยไปไหน ท่านไม่ขึ้นเครื่องบิน ท่านมากรุงเทพฯ ไม่ชอบพับลิกซิตี้ ตอนที่ไม่สบายท่านมาโปรดที่โรงพยาบาล แล้วพอท่านพูดธรรมะปั๊บนี่ก็รู้สึกเข้าใจ รู้สึกสบายใจ ดีขึ้นเรื่อย ๆ เลยศึกษาธรรมะ บอกกับท่านว่า คงไม่ถึงกับไปนุ่งขาวห่มขาวหรอก แต่ว่าทำใจได้ขึ้นเยอะ..."


    "...ท่านบอกว่า ทุกอย่างนี้ไปแบกไว้ทำไม ทุกอย่างมาถึงรับมาพิจารณา ถ้าไม่เกี่ยวกับตัวเราก็จับวาง ถ้าเป็นข่าวลือ ลือไป ถ้าคนมาถาม อธิบายหนเดียว แต่ถ้าถามหลายหนก็ไม่ต้องอธิบายแล้ว แสดงว่าเขาไม่ตั้งใจจะเข้าใจ เขาจะหาเรื่อง...


    ...อีกแนวหนึ่งที่เราทำแล้วรู้สึกดีมาก คือนั่งวิปัสสนาที่ท่านหลวงตามหาบัวสอน ยังนั่งอยู่ทุกวัน วันละครึ่งชั่วโมงถึงสี่สิบห้านาที นั่งตอนกลางคืนก่อนนอน ที่ทำอยู่คือกำหนดลมหายใจ อยู่กับคำว่าพุทโธอย่างเดียว


    แรก ๆ ก็ทำยาก หลัง ๆ ทำได้ เจตนาของการนั่งคืออยากให้สงบ ไม่ได้อยากเห็นอะไร วิธีปฏิบัตินี่จะนั่งท่าไหนก็ได้ ที่ไหนก็ได้ เดินไปรอบ ๆ ก็ยังได้..."


    ในมิติของหลวงตาบัวนั้น กล่าวถึงเจ้าฟ้าองค์เล็กพระองค์นี้ว่า


    "...ฟ้าหญิงนิมนต์เราไปเยี่ยม ไม่นานก็ถวายตัวเป็นลูกศิษย์ พออันดับที่สองถวายตัวเป็นลูก ฟ้าหญิงเล็กนะ...ท่านถวายองค์ท่านเป็นลูกบุญธรรม...คราวป่วยอยู่โรงพยาบาลกรุงเทพ เราก็ไปเยี่ยม...เรื่องหมอเรื่องยาไม่พูด มีแต่จะมาวัดป่าบ้านตาดท่าเดียว...ต่อจากนั้นมาก็พัวพันมาตลอดเลย เราเรียกฟ้าหญิง คือท่านเป็นลูกบุญธรรมของเรา พ่อกับลูกพูดกัน ฟ้าหญิงเป็นลูก ลูกทูลกระหม่อมหญิง ลูกอย่างนั้นแหละ...ท่านมาบำเพ็ญการกุศล ความคิดความอ่าน ความปรุงออกมาเป็นความคิดที่เป็นกุศลล้วน ๆ ท่านเป็นผู้นำด้ายมาเย็บต้องอาศัยเข็ม เข็มเป็นผู้นำด้ายมาเย็บเดินตาม ๆ อย่างเขาเย็บผ้านั่นละ...


    "...ฟ้าหญิงท่านถวายตัวเป็นลูกบุญธรรม เวลาเราพูดกับท่าน เราก็พูดแบบพ่อกับลูกเลย ท่านพูดกับเราก็แบบเดียวกัน แบบพ่อกับลูก ท่านลงใจเต็มที่...จึงพูดในฐานะพ่อกับลูกว่าฟ้าหญิงไปเลย ว่าไปอย่างนั้นเลย คนอื่นจะฟังยังไงก็ตาม เราฟังเข้าใจระหว่างพ่อกับลูกเป็นที่พอใจ เป็นคติของท่านทั้งหลาย..."


    หลวงตายังกล่าวถึงฟ้าหญิงจุฬาภรณฯว่า ทรงเป็นนักภาวนา "...ท่านเป็นนักภาวนา นี่ละผู้ใหญ่ ยิ่งมีอรรถมีธรรมภายในใจ ยิ่งเป็นที่สง่างาม เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรอันหนาแน่นมั่นคง ไปที่ไหนชุ่มเย็นเป็นสุขไปหมดด้วยกัน...ท่านเอาจริงเอาจัง ท่านภาวนาของท่าน เราให้ถือเป็นคติตัวอย่าง...


    อีกคราวหนึ่ง ท่านสนพระทัยในเรื่องการภาวนามาก เวลานี้รู้สึกว่าเข้มข้นเข้าโดยลำดับ...ท่านรู้สึกจะลงใจในธรรมะฝ่ายกรรมฐานมาก


    "...ท่านบำเพ็ญอยู่ในพระราชวัง พระราชวังนั้นมีอรรถ มีธรรม มีบุญ มีกุศล ดีไม่ดี เทวบุตร เทวดา มาอารักขาท่าน ใครมีศีลมีธรรมแล้วตามที่พูดไว้ในธรรมว่า เทวดานี้อยู่ห่างจากมนุษย์ตั้งโยชน์หนึ่ง กลิ่นมนุษย์นี้ฉุน ไม่หอมหวนชวนชม เทวดาจึงรังเกียจ ไม่ค่อยเข้ามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ กลิ่นฉุนไปด้วยอำนาจแห่งความโลภ ความโกรธ ราคะ ตัณหา ความอิจฉา พยาบาท อาฆาตจองเวรซึ่งกันและกัน..."


    เป็นคำบอกเล่าของหลวงตามหาบัว ที่กล่าวถึง


    "ทูลกระหม่อมลูก" สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี


    ที่มา : ประชาติธุรกิจออนไลน์


    --------------
    ข่าวสด
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 5 มีนาคม 2012
  2. ตาดำดำ

    ตาดำดำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 ธันวาคม 2011
    โพสต์:
    420
    ค่าพลัง:
    +732
    ชื่นชมพระองค์ท่านครับ ไม่ว่าเรื่องโครงการต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม รวมถึงความศรัทธาทางพระพุทธสาสนาและการปฏิบัติภาวนา ขอพระองค์ทรงพระเจริญครับ
     
  3. nut1319

    nut1319 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    232
    ค่าพลัง:
    +648
    สาธุ....ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพลานมัยที่แข็งแรง พระพุทธเจ้าค่ะ
     
  4. moo:cm

    moo:cm เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 พฤศจิกายน 2011
    โพสต์:
    7
    ค่าพลัง:
    +202
    บุญกุศลใดๆที่พระองค์ท่านทรงประกอบคุณงามความดี ผมขอโมทนาครับ สาธุ สาธุ สาธุ
     
  5. NARKA

    NARKA เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2006
    โพสต์:
    1,570
    ค่าพลัง:
    +4,564
    ผมปิติ...หลายหน...
    ...ทีวีถ่ายทอดสด....
    ...ฟ้าหญิงองค์เล็กนั่งหน้า ..... ข้าราชบริวารล้อมหลัง
    หลวงตาเดินมา...พระองค์ลุกขึ้นก้มลงกราบทันที....
    ..ข้าราชบริว่าร....ลุกยืนข้างหลังตัวแข็งกันหมด....เพราะติดเก้าอี้ ก้มกราบไม่ได้...
    ..อีกหนถ่ายสดเช่นกัน...
    ...หลวงตานั่งเทศน์....บนเวที
    ...ฟ้าหญิงเดินไป ณ เวทีเทศน์...
    พอจะขึ้นเวทีเทศน์...พระองค์ก้มลงถอดรองเท้าออก...แล้วขึ้นไปบนเวที...ไม่เดิน
    ...แต่ใช้วิธีคลานเข่า...เข้าไปใกล้ๆหลวงตา...
    ...นี่ จิตพระองค์ท่านละเอียดถึงปานนี้...สาธุ...
    ..อีกอย่าง ผมเข้าใจเองว่า....ฟ้าหญิง...น่าจะได้ฟัง.....หลวงตาสอนอะไรๆบางอย่าง...ที่เป็น ความลับของฟ้า....แต่หลวงตารู้ และ เมตตา...จึงมาสอนพระองค์ท่าน....
    ......ดังนั้น...จึงไม่น่าแปลกใจว่า...ทำไม ฟ้าหญิงจึงศรัทธาหลวงตามากๆ...
    ...อีกอย่างผมนึกเอาเองว่า....พระองค์อาจได้รับคำแนะนำจากในหลวงและสมเด็จฯว่า...ให้ลองไปหาพระป่าดู(เหมือนทั้งสองพระองค์เคยปฏิบัติมาแล้ว)...
    ...ทีนี้ ฟ้าหญิง ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์แต่ทรงมีปัญหาขบคิด...จึงลองไปดู....
    ..แต่พอเจอหลวงตา....วิทยาศาสตร์ที่เรียนมากลายเป็นฝุ่นทันที....เมื่อหลวงตาบอก
    หรือตอบปัญหาที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้...หรือรู้แต่รู้ไม่จริงฯลฯ...หรือบอกความลับของฟ้า ความลับของอะไรๆที่มนุษย์ไม่รู้ต่างๆ..
    ..ผมจึงเชื่อว่า เพราะสิ่งเหล่านี้ ที่หลวงตาพิจารณาด้วยเมตตาสอนฟ้าหญิง...นั้น...
    ....ทำให้ฟ้าหญิงเชื่อและถวายตัวเป็นศิษย์และเป็นบุตรบุญธรรม....
    ..ผมเดาว่า...น่าจะถึงหลวงตาท่านเมตตาถวายธรรมโอสถ...ให้ภาวนารักษาโรคปัจจุบันของพระองค์ท่าน และอาจจะบอกความลับของฟ้าให้องค์ท่านรู้ด้วยว่า โรคที่เป็นอยู่นั้น เกิดจากอะไร ภพไหน ชาติไหน...เป็นต้น...
    .....ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆที่เป็นปัญหากับพระองค์ท่าน...ไม่อาจรอดพ้น"ญาณหยั่งรู้ ของพระอรหันต์"ไปได้...สุดที่แต่ว่า หลวงตาจะเมตตาสอนหรือไม่เท่านั้นเอง....สาธุ สาธุ สาธุ
     
  6. pupaka

    pupaka เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2010
    โพสต์:
    167
    ค่าพลัง:
    +165
    ขออนุโมทนา สาธุ
    ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพลานมัยที่แข็งแรง เป็นมิ่งขวัญชาวไทยตลอดไป พระพุทธเจ้าค่ะ
     
  7. พิราบดำ

    พิราบดำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ธันวาคม 2008
    โพสต์:
    438
    ค่าพลัง:
    +287
    ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพระพลามัยแข็งแรงด้วยเทอญ
     
  8. สักการะ

    สักการะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    2,418
    ค่าพลัง:
    +3,457
    กราบขอพระราชทาน อภัยโทษ ให้แก่ ข้าพเจ้าด้วย ที่ได้เคยเข้าใจพระองค์ผิดไป
    ขออนุโมทนา ด้วยครับ
     
  9. nunoiyja

    nunoiyja เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 มกราคม 2010
    โพสต์:
    361
    ค่าพลัง:
    +1,733
    ผมขออนุญาติเอามาเสริมให้นะครับ สำหรับท่านที่ต้องการทราบรายละเอียดในหนังสือว่าพระองค์ท่าน นิพนธ์เอาไว้ว่าอย่างไร
    พระนิพนธ์ไว้อาลัยแด่ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
    พระนิพนธ์ไว้อาลัยแด่ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี

    หลวงตามหาบัว...ท่านพ่อมหาบัวของลูก ท่านพ่อเป็นอริยบุคคลที่ลูกรักและเทิดทูลมาตลอด ถ้าจะถามกันว่าลูกรู้จักท่านพ่อมานานหรือยัง...ก็คงต้องตอบว่านานมากกว่าเกือบสี่สิบปีแล้ว ลูกก็ได้ยินชื่อเสียงของท่านพ่อว่าเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ท่านพ่อเป็นพระที่เคร่ง และเป็นสายปฏิบัติ เป็นที่นับถือของชาวอีสานและประชาชนคนไทย ตอนลูกอายุได้ ๑๗-๑๘ ปี ลูกได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถไปกราบท่านพ่อ...ตอนนั้นก็แค่ได้ขึ้นไปกราบ กราบเสร็จแล้วก็ต้องลงมารอข้างล่าง (ใต้ถุนกุฏิ เพราะในช่วงนั้นยังถือว่าเป็นเด็กๆ อยู่)

    ลูกมาได้กราบท่านพ่อและฟังธรรมจริงๆ ก็ราวๆ ปี ๒๕๓๘ ซึ่งตอนนั้นลูกกำลังทุกข์ทั้งทางกายและทางใจจนซึมเศร้า ต้องเข้าโรงพยาบาลวิชัยยุทธอยู่เป็นเดือนๆ ตอนนั้นลูกไม่พูดเลย เพราะไม่อยากพูด จนแพทย์ พยาบาลวิตก ประกอบกับลูกมีอาการเบื่ออาหารและผมอมลงๆ จนน้ำหนักเหลือ ๓๗ กิโลกรัม ทุกๆ คนที่ดูแลลูก (แพทย์ พยาบาล มิตรสหายตลอดจนข้าราชบริพาร) พากันกังวล ทุกคนก็พยายามที่จะหาทางให้ลูกสบายใจ โดยหาญาติพี่น้องมาคุยด้วย เมื่อไม่ได้ผลก็พากันนิมนต์พระหลายรูปมาแสดงธรรมให้ลูกฟัง...แต่ก็ยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ จึงมีคนรู้จักท่านหนึ่งมาแนะกับผู้หลักผู้ใหญ่ของลูกว่า “นิมนต์หลวงตามหาบัวมาซิ” ก็มีแพทย์ท่านหนึ่งแย้งขึ้นมาว่า “หลวงตามหาบัวนะหรือจะมา ออกจากวัดท่านยังไม่ค่อยออกเลย แล้วจะให้ท่านนั่งเครื่องบินมาถึงกรุงเทพฯ คงเป็นไปไม่ได้” (ช่วงนั้นท่านพ่อมักจะอบรมพระ และอุบาสกอุบาสิกาอยู่ในวัดเป็นส่วนใหญ่) แพทย์ท่านนั้นพูดไม่ทันขาดคำเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น และพยาบาลที่รับโทรศัพท์ก็บอกว่าทางวัดบ้านตาดแจ้งมาว่า ท่านพ่อจะมาเยี่ยมลูกที่โรงพยาบาล...แค่ได้ฟังข่าวว่าท่านพ่อจะมาเยี่ยมลูก ลูกก็ปลื้มมากจนสุดจะบรรยาย คิดอยู่ในใจว่าเป็นบุญของลูกเหลือหลายที่ท่านพ่อจะมาโปรดลูก

    เมื่อได้กราบท่านพ่อ ลูกก็เสมือนหายป่วยไปกว่าครึ่งแล้ว ครั้นได้ฟังธรรมของท่านพ่อ ใจอันมึดมิดของลูกก็สว่างไสวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ท่านพ่อสอนลูกในตอนนั้นว่า อดีตเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอดีตได้ เพราะฉะนั้นควารปล่อยวาง ไม่ควรเก็บไว้ให้ใจทุกข์เปล่าๆ อนาคตก็ยังมาไม่ถึงไม่ควรคาดเดาหรือจินตนาการไปให้จิตฟุ้งซ่าน ซึ่งเมื่อจิตฟุ้งซ่านแล้ว ก็จะเกิดความทุกข์ได้เหมือนกัน ท่านพ่อสอนว่า “จงอยู่ในปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด อนาคตย่อมจะดีตามมา” หลังจากจบการแสดงธรรมโปรดลูก ลูกรู้สึกซาบซึ้ง และศรัทธาท่านพ่ออย่างสุดจะบรรยาย จึงได้กราบขอเป็นลูกศษย์ ซึ่งลูกก็ได้ยินท่านพ่อกล่าวว่า “รับ ด้วยความยินดี”
    หลังจากนั้น จิตใจลูกก็สบาย ปลอดโปร่ง อาการเจ็บป่าวยก็หายวันหายคืนจนออกจากโรงพยาบาลได้ หลังจากออกจากโรงพยาบาล ลูกก็นึกอยากตามขึ้นไปกราบท่านพ่อที่วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี แต่ในช่วงแรกๆ ที่ขึ้นไปวัดป่าบ้านตาด ลูกต้องยอมรับว่ากลัวๆ กล้าๆ เพราะเคยได้ยินมาว่าท่านพ่อดุ...จริงๆ แล้ว ลูกมาทราบหลังจากที่ลูกได้กราบท่านพ่ออย่างสม่ำเสมอว่าท่านพ่อไม่ดุเลย แต่กลับเมตตาลูกเหมือนลูกเหมือนหลานแท้ๆ ตอนคิดว่าท่านพ่อดุ ลูกก็เลยไม่กล้าขึ้นไปคนเดียว แต่ชวน ฯพณฯ องคมนตรี เชาวน์ ณ ศิลวันต์ (ซึ่งเป็นสามีของคุณหญิงไขศรี ณ ศิลวันต์ อาจารย์คณิตศาสตร์ของลูก) ซึ่งท่านก็เป็นศิษย์ของท่านพ่ออยู่แล้ว ไปเป็นเพื่อนฟังธรรมด้วย อะไรที่ลูกไม่กล้าพูดกล้าถามในตอนต้นๆ ท่านองคมนตรีก็ช่วยกรุณาถามนำ เพื่อให้ลูกกล้าพูดกล้าถามด้วยตนเอง

    ตอนลูกมาเป็นศิษย์ท่านพ่อใหม่ๆ ท่านพ่อ...ดูแลทุกด้าน นอกจากสอนธรรมะให้ลูกแล้ว ท่านพ่อยังดูแลเอาใจใส่แม้ในด้านสุขภาพของลูก อาทิเช่น ท่านพ่อเห็นลูกผอมมากถึงเวลาท่านพ่อฉันตอนเช้า ท่านพ่อก็ให้ลูกนั่งรับประทานอยู่หลังเสาที่ท่านพ่อนั่งอยู่ (ตอนนั้นศาลาวัดป่าบ้านตาดยังมีเพียงชั้นเดียว) ท่านพ่อจะหันมาถามลูกว่า “ทานข้าวหรือเปล่า” ลูกก็ตอบไปว่า “ทานเจ้าค่ะ” ท่านพ่อก็ถามต่อว่า “ที่ว่าทานน่ะ ทานข้าวกี่เม็ดหรือกี่ช้อน” อันนี้แสดงถึงความเมตตาเอาใจใส่ลูก แม้ประเด็นเล็กประเด็นน้อย
     
  10. nunoiyja

    nunoiyja เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 มกราคม 2010
    โพสต์:
    361
    ค่าพลัง:
    +1,733
    นอกจากนั้นตอนเป็นศิษย์ท่านพ่อเดือนแรกๆ ลูกยังงอแงอยู่มาก มีเรื่องอะไรกระทบใจเข้าก็มาร้องไห้ไปเล่าเรื่องต่างๆ ให้ท่านพ่อฟังไป ท่านพ่อก็สอนว่า “ทูลกระหม่อมลูก น้ำตาเป็นของมีค่า ควรให้ไหลออกมาด้วยความปิติ ไม่ใช่ความโศกเศร้า” (หลังจากมาเป็นศิษย์ท่านพ่อไม่นาน ท่านพ่อก็เมตตารับลูกเป็นลูกบุญธรรม)

    ปีแรกของการเป็นลูกศิษย์ ท่านพ่อบอกให้ลูกนอนโรงแรมซึ่งขณะนั้นชื่อโรงแรมเจริญศรี (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Centara) เพราะท่านพ่อเป็นห่วงว่าลูกจะไม่คุ้นเคยกับชีวิตต “ชาววัดป่า” แล้วตี ๕ กว่าๆ ลูกก็จะเดินทางออกจากโรงแรมมาคอยใส่บาตรรอยู่หน้าวัด พอใส่บาตรเสร็จก็เดินไปที่ศาลา ก่อนฉันท่านพ่อก็จะ “ให้พร” และหลังจากนั้นท่านพ่อและพระในวัดก็จะฉันพร้อมกัน ลูกก็ได้รับข้าวก้นบาตรท่านพ่อทุกครั้ง หลังจากนั้นแล้วท่านพ่อก็จะเทศน์โปรดญาติโยมที่มาทำบุญ ท้ายสุดท่านพ่อก็จะให้พรอีกครั้ง แล้วลูก็จะกลับไปพักชั่วคราวที่โรงแรม แล้วจะย้อนกลับเข้ามาที่วัดอีกทีช่วงราวๆ บ่ายสองโมง ลูกก็จะเข้ามาสนทนาธรรมกับท่านพ่อ และเรียนที่จะภาวนา การภาวนานั้นลูกรู้สึกว่ายากมากในตอนต้นๆ คิดๆ แล้วลูกก็ขำตัวเอง เพราะขนาดทั้งกำหนดลมหายใจเข้า-ออกแล้ว ยังมีคำบริกรรมกำกับก็ยังไม่วาย จิตแล่นไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ ลูกเลยต้องค่อยๆ หัดเริ่มจาก ๑๐ นาทีก่อน

    แต่ลูกก็ต้องซื่อสัตย์กับตัวเองโดยใน ๑๐ นาทีนั้น ลูกจะท่องแต่คำบริกรรม...กำหนดลมหายใจเข้า หายใจออกอย่างเคร่งครัด มาหลังๆ ลูกก็สามารถภาวนาติดต่อกันได้ถึง ๕๐ นาที แต่กระนั้นช่วงแรกๆ เพราะความช่างสงสัยของลูก ลูกเคยถามท่านพ่อว่า “ทำไมลูกภาวนาแล้ว ลูกม่เห็นสวรรค์ เห็นเทวดาฯ บ้างเลย ลูกเคยได้ยินว่าคนอื่นๆ เขาว่าเขาก็เห็นกัน” จำได้เลยว่าตอนนั้นท่านพ่อหัวเราะ และถามลูกว่า “อยากเห็นนักเหรอ” ลูกก็บอกว่า “เปล่า” และท่านพ่อก็สอนว่าไม่เห็นน่ะดีแล้ว เพราะจุดประสงค์ของการภาวนาก็คือ ทำให้จิตรวมเกิดความสงบ ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดปัญญา ท่านพ่อบอกว่า ถ้าคนภาวนาแล้วเห็นนรก สวรรค์ เทวดา ภูตผี ก็อาจจะทำให้หลงเพลิดเพลินติดไปกับสิ่งที่ตนเองเห็น ทำให้ไม่สามารถเข้าสู่ทางสงบได้

    ปีต่อๆ มา ท่านพ่อให้ลูกเข้ามาอยู่ในวัด ลูกก็ได้ใช้ชีวิตแบบ “ชาววัด” สมใจอยาก ที่กุฏิที่ท่านพ่อจัดให้มีห้องนอนห้องเล็กๆ เพียงห้องเดียว และลูกก็นอนกับฟื้น ช่วงเช้าลูกก็ตื่นตอนตี ๕ (โดยมีไก่วัดเป็นนาฬิกาปลุก) เพื่อมาเตรียมตัว จัดอาหารใส่บาตร กิจวัตรตอนเช้าอย่างอื่นๆ ก็คงเดิม เพียงแต่ลูกไม่ต้องไปอยู่โรงแรม

    ช่วงบ่ายหลังจากสนทนาธรรม ลูกก็ไปอยู่ที่กุฏิและภาวนาตามที่ท่านพ่อสอน เป็นความรู้สึกส่วนตัวของลูกว่า ภาวนาที่วัดป่าบ้านตาดแล้ว จิตลูกรวมเร็วสงบเร็ว นิ่งเร็วกว่าภาวนาที่บ้านหรือที่โรงแรม คำสอนของท่านพ่อทุกคำลูกจดจำเสมอ คำสอนที่ลูกซาบซึ้งมากที่สุด คือ ท่านพ่อสอนลูกว่า ทุกอย่างสำคัญที่ใจ ชีวิตนี้มีใจเป็นประธาน ถ้าใจเราดีแล้วทุกอย่างจะดีตาม ดังนั้นลูกจึงพยายามทำใจให้ดีอยู่เสมอ ทำใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ไร้ตะกอน หรือความขุ่นข้องหมองใจ นอกจากนั้นท่านพ่อสอนให้ลูกรู้จักการให้อภัยแก่คนที่ปฏิบัติต่อลูกไม่ดี ท่านพ่อสอนว่า ทานอะไรก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าอภัยทาน

    ท่านพ่อสอนลูกให้เข้มแข็งดุจหินผา ไม่ให้อะไรมากระทบใจแล้วเป็นทุกข์ แต่ในขณะเดียวกันท่านพ่อก็สอนให้ลูกอ่อนโยนเหมือนต้นอ้อลู่ลมกับคนที่แวดล้อม ท่านพ่อสอนให้ลูกละโทสะ (ซึ่งแต่ก่อนลูกมีมาก) และให้รู้จักปล่อยวาง ท่านพ่อยังอธิบายด้วยว่า การปล่อยวาง ไม่ใช่ปล่อยวางไปเฉยๆ โดยไม่พิจารณาความถูกต้อง ทุกอย่างต้องผ่านการพิจารณก่อน ถ้าเราเป็นฝ่ายผิดก็ต้องปรับแก้ไขตนเองแล้วจึงปล่อยวาง ถ้าเราพิจารณาแล้วว่าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่ถูกก็ปล่อยวาง “สิ่งกระทบ” นั้นไปเลย การได้รับการอบรมช่วงนี้จากท่านพ่อ ส่งผลทำให้ลูกมีสุขภาพดีขึ้น โรคบางโรค เช่น โรคนอนไม่หลับก็หายไปเลย เพราะจิตลูกนิ่งสงบไม่ฟุ้งซ่านอย่างแต่ก่อน

    สิ่งที่ท่านพ่อเน้นสอนลูกอีกเรื่อง คือเรื่องความกตัญญูรู้คุณต่อพ่อแม่ ท่านพ่อว่า “พ่อแม่เลี้ยงเรามายากลำบากนัก เราฉี่เราอึใส่ตักพ่อแม่ ท่านก็ยังไม่เคยว่า คอยเช็ดคอยล้างให้ แล้วแค่พ่อแม่ตักเตือนจะมีปฏิกิริยาอะไรหนักหนา ไม่ได้นะ ถ้ากตัญญูไม่ได้ก็ไปเกิดเป็นลูกแมงป่องซะ”

    ท่านพ่อย้ำสอนให้ลูกมีสติทุกขณะจิต เพราะท่านพ่อสอนว่า คนเราถ้าขาดสติแล้ว ก็จะทำในสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร นอกจากนั้น ท่านพ่อสอนว่าเวลาภาวนาก็ต้องใช้สติกำกับ เพื่อจะป้องกันการหลุดจากการกำหนดลมหายใจ และคำบริกรรมอีกด้วย

    คำสั่งสอนของท่านพ่อลูกจดจำ และพยายามปฏิบัติอย่างเต็มความสามารถ ทำให้ลูกของท่านพ่อในวันนี้เป็นคนเข้มแข็งขึ้น มีความสุขขึ้น มีความอดทน อดกลั้น มีความสุขุม เยือกเย็น สามารถสู้กับโลกมนุษย์ที่มีแต่ความทุกข์ ความเศร้า การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ความอิจฉาริษยา ฯลฯ ได้อย่างม่ทุกข์จนเกินไป ลูกเปลี่ยนไปเป็นคนละคนกับในอดีต ท่านพ่อเป็นผู้ชุบชีวิตให้ลูก ให้ลูกกลายเป็นคนที่ดีกว่าเดิมมากมายนัก

    เรื่องที่ลูกกล่าวมาถึงช่วงนี้เป็นเพียงเรื่องที่ท่านพ่อเมตตาลูกทำให้ลูกในฐานะศิษย์คนหนึ่ง แต่พระคุณของท่านพ่อนั้นครอบคลุมไปถึงการที่ท่านพ่อเป็นห่วงประเทศชาติ ในปี ๒๕๔๐ ประเทศไทยอยู่ในภาวะติดหนี้ติดสินเป็นอันมาก มองไปแล้วดูอนาคตของเมืองไทยจะมืดมน นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านกล่าวว่า เมืองไทยคงต้องก้มหน้าก้มตาใช้หนี้กันไปหลายสิบปี ตอนนั้นท่านพ่อมีความห่วงใยประเทศชาติและประชาชนคนไทย จึงได้จัดให้มีการทำผ้าป่าช่วยชาติ ซึ่งในการนี้ทำให้ท่านพ่อต้องเดินทางไปแทบทุกจังหวัดในประเทศไทย รับบริจาคเงินและทองคำ ต้องเทศน์โปรดประชาชน และได้สอนว่า “ทองอยู่บนตัวญาติโยม ก็ยังไม่งามสง่าเท่ากับอยู่ในคลังหลวง” ตอนที่ท่านพ่อเริ่มโครงการผ้าป่าช่วยชาติ ท่านพ่อก็อายุ ๘๐ กว่าแล้ว แต่ท่านพ่อก็ยังปฏิบัติภารกิจในการทำผ้าป่าช่วยชาติอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ลูกเคยตามท่านพ่อไปในครั้งที่ท่านพ่อทำผ้าป่าช่วยชาติในภาคกลาง ลูกเองอายุน้อยกว่าท่านพ่อมาก ก็ยังรู้สึกเหนื่อย

    แต่ท่านพ่อยังคงนั่งเทศน์อบรมประชาชนทีละ ๔๕ นาทีเป็นอย่างน้อย และอย่างมากก็ชั่วโมงครึ่ง ท่านพ่อทำเช่นนี้ไปทุกๆ ภาค ทำให้ได้ทองเข้าคลังหลวงถึง ๑๒ ตัน (ก่อนที่จะอาพาธหนัก แต่ดูจากการบริจาคทองคำถวายท่านพ่อเพื่อนำเข้าคลังหลวง ตอนท่านพ่อละสังขาร น่าจะได้ทองคำเข้าคลังหลวงรวมทั้งหมด ๑๓ ตัน) และหนี้สินที่เป็นเงินสกุล Dollar ก็รับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา และนำไปใช้หนี้เรียบร้อย เท่ากับประเทศไทยได้เป็นไทแก่ตัว และทำให้คนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีขึ้นมา
    (ยอดรวมทองคำทั้งสิ้น ๑๓,๐๐๘ กิโลกรัม ดอลลาร์สหรัฐ ๑๐,๒๑๔๖๐๐ ดอลล่าร์ ****ผู้พิมพ์****)

    ท่านพ่อไม่เคยคิดถึงตัวเองเลย ไม่เคยหวังอยากได้โน่นได้นี่ เงินบริจาคที่ญาติโยมบริจาค ก็นำไปช่วยคน เช่นนำอาหารไปให้หมู่บ้านที่ขาดแคลนยากจน และได้สร้างโรงพยาบาลอีกด้วย ท่านพ่อบอกว่าวัดนี้ (วัดป่าบ้านตาด) อยู่อย่างพอเพียง ไม่ต้องการความหรูหราหรือฟุ้งเฟ้อ ทุกอย่างท่านพ่อทำเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนจริงๆ ความจริงท่านพ่อไม่ได้สงเคราะห์เฉพาะคนไทย คนในประเทศเพื่อนบ้านก็ได้ช่วยเหลือมาตลอด และที่สำคัญท่านพ่อทำทุกๆ อย่างแบบปิดทองหลังพระอย่างแท้จริง

    แม้ ณ วันนี้ ท่านพ่อได้ละสังขารไปแล้ว แต่ท่านพ่อจะสถิตอยู่ในดวงใจของลูก และดวงใจของคนไทยทั้งประเทศ และลูกเชื่อว่าเมตตาบารมีของท่านพ่อจะคุ้มครองปวงประชาชนคนไทยตลอดจนคุ้มครองประเทศไทยให้มั่นคง และมีความร่มเย็นเป็นสุข


    สำหรับลูก ลูกให้สัญญากับท่านพ่อว่าจะนำคำสั่งสอนของท่านพ่อที่จารึกอยู่ในใจของลูกมาปฏิบัติ เพื่อให้ลูกเข้าสู่ทางสว่างอย่างแท้จริง
    “... คือ ความเย็น ชื่นฉ่ำ ของสายน้ำ
    คือ ร่มเงา ลึกล้ำ ของพฤกษา
    คือ ความสงบ แน่วนิ่ง ของวิญญาณ์
    คือ ดวงแก้ว ล้ำค่า อยู่กลางใจ”
    ท่านพ่อจะอยู่ในดวงใจของลูกชั่วกาลนาน

    กราบเท้าท่านพ่อด้วยความระลึกถึงและเทิดทูนอย่างที่สุด
    จุฬาภรณ์ (ลูกของท่านพ่อ)


    คัดลอกมาจากหนังสือ "ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์"

    สามารถดาว์โหลดเป็นแบบ E-BOOK ได้ที่

    http://www.luangta.com/info/news_tex...s_id=420&type=


    แถมนิดนะครับ สำหรับหนังสือเล่มนี้ หนักประมาณเกือบ ๑๐ กิโลกรัม เลยนะครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 มีนาคม 2012
  11. Angie_04

    Angie_04 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    158
    ค่าพลัง:
    +431
    ขอบคุณเจ้าของกระทู้ที่นำเรื่องดี ๆ มาเผยแผ่ด้วยค่ะ
     
  12. Tom & Jerry

    Tom & Jerry เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2008
    โพสต์:
    294
    ค่าพลัง:
    +536
    เรียน...ท่านเว็ปมาสเตอร์ด้วยความเคารพ
    พอเห็นหัวข้อกระทู้นี้แล้วก็รีบเปิดดูทันที แต่พอเปิดแล้ว โอ๊ะโอ๋..เจอภาพโลงศพอยู่บนหัวกระทู้ ก่อนจะถึงภาพหลวงตามหาบัวกับฟ้าหญิงพระองค์เล็กฯ รู้สึกไม่ดี ไม่เหมาะสมมากๆ เลยค่ะ ช่วยบอกบุญด้วยข้อความเพียงอย่างเดียวก็ได้มังคะ ไม่ต้องเอาภาพโลงศพมาลอยอยู่บนหัวกระทู้ก็ได้ค่ะ

    ด้วยความนับถืออย่างยิ่ง
     
  13. gently

    gently เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    105
    ค่าพลัง:
    +249
    คนเราเกิดมาก็ ตายทุกคนแหละครับ ไม่ช้าก็เร็ว
     
  14. นะโม5

    นะโม5 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +50
    โมทนาสาะด้วยค่ะ ขอให้ฟ้าหญิงสุขภาพแข็งแรง ตลอดไปค่ะ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งต่อไปนะคะ ขอบารมีแห่งองค์หลวงตาบัวได้โปรดคุ่ครอง ประเทศชาติ และลูกศิษย์ทุกๆ คนด้วยนะเจ้าคะ สาธุค่ะ
     
  15. Pawanrat-jin

    Pawanrat-jin เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2008
    โพสต์:
    1,052
    ค่าพลัง:
    +3,937
    ฟ้าหญิงองค์น้อย ของปวงชนชาวไทย

    ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
     
  16. โอบอ้อม

    โอบอ้อม Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11
    ค่าพลัง:
    +81
    ได้อ่านแล้วผมมีกำลังใจขึ้นมากเลยครับเป็นแนวทางและแบบอย่างให้สู้ต่อไป ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ขออนุโมทนา สาธุ
     

แชร์หน้านี้

Loading...