@@..คำครู ผู้ชี้-นำ-อุปถัมภ์ สู่พระโพธิญาณ & เรื่องเล่าจากกัลยาณมิตร.@@

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 10 กรกฎาคม 2015.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    เรื่อง "อย่ามีนิสัยอย่างหมาขี้เรื้อน"

    (คติธรรม หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

    พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน แห่งวัดท่าซุง ท่านเทศน์บนศาลาว่า

    "ผมนี่นะเลี้ยงหมาไว้ฝูงหนึ่ง ไอ้หมาพวกนี้มันเป็นหมาขี้เรื้อนกันแล้วมันก็คัน มันก็เกาตัวมันแหละ มันลุกสบัดไป แล้วมันก็บอกว่าที่นี่ไม่ดี มันก็ไปนอนที่อื่นอีก แล้วมันก็เกาตัวมันเองอีกแล้วมันก็โทษว่าที่นี้ไม่ดี ไอ้หมาฝูงนี้มันไม่โทษตัวมันเองหรอก มันโทษว่าที่ไม่ดี มันจะต้องย้ายที่ไปเรื่อยๆ"

    แหม โยมคิดดูเถอะ บนอาสนสงฆ์นั่งคอตกเลยหมาฝูงนี้ ท่านบอกไม่โทษตัวมัน หมายความว่า ความคิดฟุ้งซ่านมันอยู่ที่ตัวเรา ไม่ใช่สถานที่ สถานที่เขาอยู่เฉยๆ จิตของตัวเราเองเท่านั้นแหละไม่ภาวนา ไม่ให้จิตมันสงบ แหม ด่าเสียถอนกลดกันหมดเลย โอ ท่านมีวิธีสอนเจ็บแสบเหลือเกิน (นักภาวนาบางท่านเอาแต่โทษสถานที่ว่า ที่นั่นที่นี่ภาวนาไม่ดี ครูบาอาจารย์ไม่ดีบ้าง แต่ไม่เคยโจทก์โทษตนเองเลย)

    (จากหนังสือ คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง ๖๐)

    c_oc=AQkk5_nVr86pZi1N5lcxmB64fv0YHWZS_s3B13XE7UlZpEsA58cPKC0i_3lK7U27HDQ&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQmuC0SlhvTUxvPnKmfZKyFrF-7-VayRL5S1EvWQa5ZZz-CSCmvTTHp3D5-UOnPG2R4&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg



    ถ้าใครศึกษาพระไตรปิฎก
    แล้วสงสัยว่าการบำเพ็ญบารมี
    แห่งมหาโพธิสัตว์ผู้ควรแก่การบรรลุ
    พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
    ในอนาคตกาลเป็นอย่างไร
    ให้มาดูมหาทานแห่งองค์รัชกาลที่ ๙ นี้
    แล้วจะเข้าใจ และจะเชื่อว่าพระโพธิสัตว์
    มิใช่เป็นเพียงตำนานเล่าขาน แต่มีจริง
    และพวกเราก็เกิดทันยุคของพระองค์ท่าน!

    รากอันเป็นที่สุดของกษัตริย์
    คือเมตตาการุณยจิตอันปราศจากประมาณ
    พูดให้ง่ายคือชอบช่วยคนไม่เลือกหน้า

    การที่พระราชาไทยองค์ปัจจุบัน
    ทรงเป็นกษัตริย์โดยปัจจุบันกรรม
    มิใช่เพียงกษัตริย์เพราะอดีตกรรมส่งมากำเนิด
    เช่นนี้เท่ากับพระองค์ท่านทรงช่วยให้เรา
    ตอบลูกหลานได้ง่ายขึ้น
    ว่าทำไมไทยเราจึงยังควรเทิดทูนระบบกษัตริย์
    แตกต่างจากราชวงศ์อื่นในบางประเทศ
    ที่อาจถูกล้อเลียนหรือกล่าวพาดพิงถึง
    อย่างไม่ต้องเกรงใจหาใครลุกฮือขึ้นประท้วงเอาเรื่องไม่ได้

    นั่นก็เพราะคนยุคนี้ดื้อเกินกว่า
    จะเทิดทูนบุคคลที่ปราศจากคุณงามความดี
    คนยุคนี้ไม่แยแสยศถาบรรดาศักดิ์
    เพียงเพราะเกิดในวังอีกต่อไป
    ใครจะอยู่ในหัวใจคนยุคนี้ได้
    ก็ต้องดูแบบอย่างจากกษัตริย์ไทยพระองค์นี้แหละ

    ภาพเดียวแทนพันคำ
    ในหลวงรัชกาลที่ ๙
    ท่านเป็นกษัตริย์ให้ดู
    ว่ากษัตริย์เขาเป็นกันอย่างนี้
    แค่ให้เด็กๆของเราเห็นจากโทรทัศน
    ์ว่าพระองค์ทรงทำอะไร
    ให้อะไรกับพสกนิกรบ้าง
    เด็กๆก็จะเงียบเสียงแห่งความสงสัย
    และหันหน้าไปบอกต่อกันรุ่นต่อรุ่น
    ว่าพระมหากษัตริย์คือใครในแผ่นดิน
    และเหตุใดจึงไม่น่าแปลกใจ
    หากทั้งโลกจะไม่ลืมพระองค์ไปจนสิ้นกาลนาน

    ดั ง ต ฤ ณ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQkpaF3QtLOBfgLbzaNv0FLoIyRQJX_a7x7gmiuzIEJr3DPfNgSn5l-wsO9aIcvmxKs&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    "ขอให้ข้าพเจ้าได้รู้เหตุนั้น โดยไม่ต้องกำหนดจิตแม้แต่ประการใด"


    พระอาจารย์กล่าวว่า "ที่เกาะพระฤๅษี ทางเหมืองสองท่อลงทุนปักเสาไฟฟ้าเข้าไปเอง เขาลงทุนปักเสาเดินสายไฟลงหม้อแปลงเอง หมดไปหลายสิบล้านบาท การไฟฟ้ามีหน้าที่ขายไฟให้อย่างเดียว ฉะนั้น..ไฟห้ามดับเด็ดขาด ถ้าไฟที่นั่นดับ การไฟฟ้าจะโดนปรับเป็นนาที เขาทำสัญญากันไว้

    สมัยอาตมาอยู่ที่เกาะพระฤๅษีสบายใจมาก ขนาดต้นไม้ใหญ่ล้มทับสายไฟขาด ๓ เส้น กระชากเสาหักล้มไป ๕ ต้น ใช้เวลาครึ่งค่อนวันก็เปลี่ยนเสร็จแล้ว ถ้าเป็นที่อื่นไม่มีทางเสร็จ เป็นวัน ๆ ก็ไม่เสร็จ แต่ที่นั่นต้องเสร็จ ถ้าไม่เสร็จโดนปรับเป็นนาที มีสรรพกำลังเท่าไร ต้องระดมกันมาหมดเลย งานที่ยากเย็นแสนเข็ญ ทำที่อื่นอาจใช้เวลา ๓ วันเสร็จ ที่นั่นครึ่งวันก็เสร็จแล้ว

    แต่มีเรื่องแปลกอยู่อย่างคือสภาพการรู้ของจิต อาตมานอนหลับอยู่ ไฟฟ้าช็อต..หม้อแปลงระเบิดบึ้ม..! ทั้ง ๆ ที่หลับอยู่ก็รู้ว่าช็อตตรงไหน ใกล้ไกลเท่าไร เดินไปดูได้เลย ตรงตามที่รู้เลย พอหม้อแปลงระเบิด ไฟดับหมดทั้งเกาะ อาตมาก็คว้าไฟฉายไปดูว่าจริงหรือเปล่า อีก ๒๐ กว่านาทีรถวิ่งมาถึงแล้ว แก้ตรงนั้นแหละ หลับอยู่เฉย ๆ ก็เห็นภาพชัด ๆ เลยว่าช็อตตรงไหน อย่างที่โยมเมื่อเช้าถามว่า เอาเหตุปัจจัยอะไรมารู้ เพราะตัวเองไม่ได้ตั้งใจอยากรู้สักหน่อย ?

    อาตมาบอกว่าเกิดจากคำอธิษฐานกรรมฐานของพวกเราที่ว่า "ขอให้ข้าพเจ้าได้รู้เหตุนั้น โดยไม่ต้องกำหนดจิตแม้แต่ประการใด" ก็ตัวเองไปอธิษฐานเอาไว้ทุกครั้งที่สมาทานพระกรรมฐาน ถึงเวลาสภาพจิตจึงทำงานเอง"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    พระอาจารย์เล็ก วัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี
     
  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQmQ3aGTvQ7hc7BgLW8PIXlm5VjCryY0jLs9TT-T_OKCOtuzQL-xqA6MzfRTOW_roCs&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    "พระราหู โดยสภาพแท้จริงแล้วท่านเป็นพระโพธิสัตว์ แปลว่าจะมาเป็นพระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า พระราหูเป็นพี่น้องกับพระอาทิตย์และพระจันทร์ ในสมัยนั้นสามพี่น้องได้ข่าวว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้ว ก็ตั้งใจจะไปทำบุญ พระอาทิตย์ถวายข้าวด้วยขันทอง จึงมีรัศมีกายสว่างเหมือนทองคำ ส่วนพระจันทร์ถวายข้าวด้วยขันเงิน จึงมีรัศมีกายสว่างเหมือนแผ่นเงิน ส่วนพระราหูถวายข้าวด้วยกะบุง อานิสงส์เลยตัวดำมืด

    ในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน พระราหูเป็น ๑ ใน ๘ จอมอสูร มีร่างใหญ่มาก ช่วงกลางระหว่างคิ้วซ้ายถึงคิ้วขวากว้าง ๑ โยชน์ พระราหูได้ยินคุณของพระพุทธเจ้า อยากจะไปกราบ แต่ตัวเองตัวใหญ่ กลัวว่าไปแล้วต้องก้มมองพระพุทธเจ้า เป็นการไม่เคารพ พระพุทธเจ้าทรงทราบ เลยเสด็จไปขวางทาง เนรมิตพระวรกายท่านใหญ่กว่าราหูอีก

    พระพุทธเจ้าอยู่ที่ใดก็มีความพอดีอยู่เสมอ ไปไหนท่านก็ไม่ต้องก้มพระเศียรให้ใคร ราหูจึงตรัสสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่า “ตัสสะ ตัสสะ” จึงเป็นที่มาของคำว่า ตัสสะ ในบทบูชาพระพุทธเจ้า (นะโม ตัสสะฯ)"

    คัดลอกข้อความเพียงบางส่วนมากจาก
    เทศน์ในวาระสำคัญต่าง ๆ : เก็บตกจากภูเก็ต เดือนธันวาคม ๒๕๕๒

    ถ่ายภาพจาก วัดท่าขนุน
     
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQno4OveGVagSAO1eX5zI2eQ10_sFG5mMKDq26JdjCohsH-pKgakEjMl1t9qdTMgQ7E&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    สมเกียรติ์ อนัตตา

    มโนมยิทธิของหลวงปู่ดู่

    ผู้ที่เคยเรียนกรรมฐานกับหลวงปู่ดู่ทุกคนจะรู้ดีว่าเบื้องต้นที่หลวงปู่ดู่สอนคือการทำให้จิตแนบแน่นอยู่กับคำภาวนาคือ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ถ้าจิตแนบแน่นดีย่อมเกิดแสงโอภาสเป็นแสงสว่างแห่งความเป็นทิพย์ และในช่วงเวลาเดียวกันนั้นย่อมสามารถเห็นพุทธนิมิตเป็นภาพพระพุทธองค์ และอาจได้ยินในใจขึ้นมาเป็นเสมือนหนึ่งว่าได้รับฟังพระธรรมจากพระพุทธองค์ โดยเบื้องต้นนั้นหลวงปู่จะบอกนำให้รู้สภาวะแต่ละอย่าง เพราะจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ที่หลวงปู่แนะสอนต่างๆนั้นก็ล้วนเป็นการทำมโนมยิทธิเฉกเช่นเดียวกันกับของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ เป็นแนวทางอุบายที่คล้ายกันใกล้เคียงกัน กรรมฐานที่หลวงปู่ดู่สอนไว้ก็เป็นมโนมยิทธิหรือการสร้างฤทธิ์อำนาจทางใจนั่นเอง

    คำว่า "มโนมยิทธิ" เป็นศัพท์ในพระพุทธศาสนา แปลว่า "ฤทธิ์ทางใจ" จัดเป็นข้อหนึ่งในอภิญญาทั้ง ๖ คำว่ามโนมยิทธิเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางเมื้อพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีลิงดำนำแนวทางอุบายนี้มาเผยแพร่ มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้มาฝึกรู้ว่าสวรรค์ นรก บาปบุญคุณโทษและพระนิพพานมีจริง โดยแนวทางในการฝึกนั้นอาศัยกำลังสมาธิพอประมาณ แล้วเอาคุณพระพุทธเจ้ามาโปรดช่วยรวมทั้งเทพยดาทั้งหลาย มีครูแนะนำใกล้ชิด ผู้ที่ฝึกก็พอจะถอดจิตออกไปดูนรก สวรรค์ได้ตามประสงค์

    การฝึกมโนมยิทธินั้น คือการเอาจิตส่วนหนึ่งถอดไปดูสถานที่ต่างๆแต่ไม่ได้ถอดออกไปทั้งร่าง ดังนั้นผู้ที่เข้าสมาธิแบบมโนมยิทธิส่วนหนึ่งรับรู้เรื่องโลกทิพย์ และส่วนหนึ่งเอ่ยปากบอกครูฝึกตามที่เห็นได้ ถ้าถอดออกไปหมดก็ออกมาพูดไม่ได้ แต่นี่สามารถโต้ตอบขณะเข้าสมาธิอยู่ จึงเป็นการใช้กำลังจิตส่วนหนึ่งเข้่าสู่โลกทิพย์เพื่อไปรับรู้เรื่องราวแล้วเล่าออกมาเป็นฉากๆแจ้งให้ครูผู้ฝึกรู้ได้

    หลวงปู่ดู่เองท่านก็ฝึกอุบายนี้ให้แก่ศิษย์ เพื่อให้ศิษย์มีกำลังใจในการได้พบได้เห็นพระพุทธเจ้าผ่านทางสมาธิจิตที่ใช้แนวมโนมยิทธิ และที่สำคัญจะทำให้เกิดความก้าวหน้าในการทำสมาธิได้เป็นอย่างดี

    หลวงปู่ดู่ฝึกสมาธิโดยให้ศิษย์กำพระ เพื่ออาศัยพลังงานจากองค์พระช่วยให้จิตเข้าสู่กระแสสมาธิได้เร็วขึ้น และกำหนดให้ผู้ทำพบแสงโอภาสและพระพุทธองค์ หรือขึ้นไปแดนนิพพาน ใครที่เคยฝึกกับหลวงปู่รู้เรื่องนี้ดีทุกคน แม้ในปัจุบันผู้ที่ตั้งใจฝึกก็ย่อมสามารถเอาจิตของตนไปกราบหลวงปู่ทวด หลวงปู่ดู่ได้ด้วยตนเอง แนวทางของหลวงปู่ดู่เริ่มจากการภาวนาไตรสรณคมน์ ของหลวงพ่อฤๅษีคือ "นะมะพะทะ" อย่างไรก็ตามเมื่อภาวนาจนจิตได้ระดับความสงบแล้ว ไม่ว่าภาวนาแบบไหนก็ไปถึงกันได้หมด เพราะคำภาวนาเป็นเหมือนบันไดที่จะก้าวออกไป หรืออุบายเพื่อให้จิตเข้าถึงระดับสมาธินั่นเอง

    @ หนังสือ.....
    อัศจรรย์สมาธิพระโพธิสัตว์
    หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
    * ทิพยจักร *
    ขอบคุณที่มา
     
  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQn14ZEtxLRHSJIWxbagth-K7VFYckeM_ig51K2u-i4zPgvlaq3U6LSIfIw9JcG4yro&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    หมาที่ดุที่สุดของวัดท่าซุง

    เรื่องหมาต้องถามหลวงพี่ชลอ (พระครูปลัดชลอ วิมโล วัดศาลพันท้ายนรสิงห์) หลวงพี่ชลอเขาเลี้ยงหมา มีเจ้าแฟนต้า เป๊บซี่ สไปร์ท และพี่ชลอเขาจะเป็นคู่รักคู่แค้นของเจ้าใหม่

    เจ้าใหม่เป็นหมาที่ดุที่สุดของวัดท่าซุง ผิดท่าผิดทางเมื่อไรเป็นกัดแหลก ขนาดหลวงพ่อตี เขายังกรรโชกใส่ อาตมาก็กะจะเล่นงานให้ร่วงอยู่ตรงนั้น หลวงพ่อท่านห้าม บอกว่า "ปล่อยมัน..เจ้านี่ชาติก่อนเป็นทหาร ตายตอนกำลังตะลุมบอนอยู่ เพราะฉะนั้น..มันแยกมิตรแยกศัตรูไม่ออกหรอก"

    เห็นคนเงื้อไม้ เจ้าใหม่กระโดดใส่เลย ตบะของเขาขนาดไหนก็บอกไม่ถูก ขนาดอาตมาที่ว่ามั่นคง..ไม่กลัวนะ ยังรู้สึกว่าไอ้นี่น่ากลัว

    เวลาเช้า ๆ เจ้าใหม่จะวิ่งนำรถหลวงพ่อเข้ามาที่หน้าตึก อาตมาจะยืนรอรับหลวงพ่อที่หน้าตึก เจ้าใหม่จะพุ่งเข้าใส่เลย จะมีท่านน้อยยืนอยู่ด้วย ท่านน้อยจะรีบตะโกน "เฮ้ย ..ไอ้ใหม่ กูเอง ๆ..!" ต้องบอกเขาก่อน แต่อาตมาไม่ได้บอก พอเขาพุ่งจะเข้าใส่ อาตมายืนเฉย เขาก็หยุดคำรามอย่างเดียว แต่ถ้าขยับหนีตอนนั้นเขาจะกัดทันที เพราะอาตมาขี้เกียจส่งเสียง จึงได้แต่มอง มีปัญญาก็กระโดดมาสิ กะว่าเตะทันอยู่แล้ว..!

    ใครอยากรู้เรื่องความดุของเจ้าใหม่นี้ ต้องไปถามหลวงพี่วิรัช (พระปลัดวิรัช โอภาโส วัดธรรมยาน) หลวงพี่วิรัชกับเจ้าใหม่เป็นคู่รักคู่แค้นกัน ในฐานะที่หลวงพี่วิรัชเป็นลูกไล่ เจ้าใหม่เป็นเจ้านาย เจ้าใหม่นึกอยากจะกัดเมื่อไรก็กัดเลย

    เจ้าใหม่เอาแต่กัดหลวงพี่วิรัช หลวงพี่วิรัชจึงไปสั่งคนงานเหลาไม้ไผ่ เส้นผ่านศูนย์กลาง ๑ นิ้ว ยาวประมาณ ๒ เมตร กะว่าจะตีกับเจ้าใหม่ พอถึงเวลาหลวงพี่วิรัชถือไม้มา เจ้าใหม่โฮกใส่ หลวงพี่วิรัชมืออ่อนตีนอ่อน ไม้หลุดมือ ปล่อยให้เจ้าใหม่กัดแต่โดยดี...

    เราลองคิดดูว่า คนที่ติดอาวุธพร้อมรบ พอหมาแฮ่ใส่ แล้วมืออ่อนตีนอ่อน ร่วงไปให้มันกัด หมาตัวนั้นต้องน่ากลัวขนาดไหน ? เจ้าใหม่นี่สมกับเป็นนักรบจริง ๆ พอเราตีเขาจะดึงตัวหนีนิดเดียว ไม่ได้หนีไกล พอดึงตัวให้พ้นปลายไม้แล้วกระโดดสวนเลย..!

    เจ้าใหม่เห็นหลวงพี่วิรัชเป็นลูกไล่ แต่เห็นหลวงพี่ชลอเป็นศัตรู เรื่องมีอยู่ว่า เจ้าใหม่ข้ามแดน เดินไปทางด้านหลังหอฉันหลังใหม่ ก็คือท่าน้ำที่ลงไปเลี้ยงปลากัน เขตนั้นกลุ่มพวกเจ้าแฟนต้า เป๊บซี่ สไปร์ท เขาเป็นใหญ่อยู่

    พอเจ้าใหม่ไป หมา ๕ - ๖ ตัวที่นั่นก็ลุย เจ้าใหม่ก็สู้ แต่มาเป็นเรื่องตรงที่ว่า หมา ๕ - ๖ ตัวรุม ๑ ตัว ก็ถือว่าไม่ยุติธรรมอยู่แล้ว แต่พอหมาตัวเองเสียท่าถูกกัด หลวงพี่ชลอกลับตีเจ้าใหม่เพื่อช่วยหมาของตัวเอง ตั้งแต่นั้นมาเจ้าใหม่จำสุดชีวิตเลย เจอหลวงพี่ชลอเมื่อไรจะต้องกัดให้ได้..!

    ถ้าหลวงพี่ชลอออกมาตรงหน้าตึก ไม้จะต้องไม่ห่างมือ เจ้าใหม่นั้นน่ากลัวขนาดที่ว่า เมื่อกัดต่อหน้าไม่ได้ เพราะว่าพี่ชลอมีไม้คอยตีกันไว้ เขาก็จะอ้อมไปไกลแล้วย่องมาข้างหลัง..!

    พอเห็นแล้วอาตมาก็คิดว่า เรื่องของราคะ โทสะ โมหะ นั้น กัดกินสรรพสัตว์ทุกหมู่ทุกเหล่าจริง ๆ ขนาดหมายังโกรธยังพยาบาทขนาดนั้น อย่างว่าแหละ..เจ้าใหม่เป็นทหารเก่า และตายตอนที่กำลังตะลุมบอนกับข้าศึก เพราะฉะนั้น ใครขยับผิดท่าผิดทาง โดนกัดทั้งนั้น เจ้าใหม่ก็เลยทำสถิติกัดโยมที่จะมาเลี้ยงเพลพระไปเยอะมาก

    ท้ายสุด คณะกรรมการสงฆ์ก็ลงมติว่า เอาเจ้าใหม่ไปเที่ยวกรุงเทพฯ ดีกว่า เขาตั้งใจว่าจะช่วยกันต้อนเจ้าใหม่เข้ากรง แล้วเอามาปล่อยที่กรุงเทพฯ เดี๋ยวเทศบาลก็จัดการเอง..!

    ทันทีที่ลงมติเสร็จ เรื่องไปถึงหลวงพ่อ จริง ๆ ท่านรู้อยู่แล้ว แต่ท่านรอจังหวะอยู่ ท่านบอกว่า "หมาดุมีประโยชน์ ขโมยมันจะเกรง เอ็งก็ปล่อยตอนกลางคืนสิ ขโมยจะได้เข้าวัดไม่ได้ ถ้าจะขังก็เอาเฉพาะกลางวันเท่านั้น"

    ดังนั้น..โครงการพาเจ้าใหม่ไปเที่ยวกรุงเทพฯ จึงต้องระงับ ครั้นจะไปขังแล้วปล่อยตอนกลางคืน ก็คงจะไม่มีใครขังหรอก พี่ ๆ เขาก็ไม่มีใครไม่เอา อาตมาก็ไม่เอา กลัวว่าจะเจอหมาอาฆาตคอยตามราวี กลายเป็นว่าต้องปล่อยท่านใหม่ให้กร่างทั้งกลางวันกลางคืนเหมือนเดิม

    อาตมาต้องติดอาวุธยาว..ใช้หนังสติ๊ก ถ้าเจ้าใหม่แฮ่ใส่โยมเมื่อไรอาตมาก็ยิง..! เจ้าใหม่นี่อึดมากนะ โดนเข้าไปเต็ม ๆ ไม่เคยร้อง จะสะดุ้งหน่อยเดียว แล้วก็หลบไป เพราะเขารู้แล้วว่าทำอย่างนั้นไม่ถูก ก็จะเลี่ยงไปเอง

    วันดีคืนดีคุณใหม่ก็เป็นขี้เรื้อน ขนร่วงทั้งตัว อาตมาเห็นแล้วรู้สึกสงสาร จึงไปซื้อกำมะถันผงมา เอากำมะถันผงมาสัก ๒ กำมือใหญ่ ๆ เปิดน้ำมันพืช น่าจะประมาณ ๑ ลิตร เทลงไปให้หมดขวด คลุกให้เข้ากันก็จะกลายเป็นน้ำเหลือง ๆ ใช้ทาหมาขี้เรื้อน ทาให้ทั่ว ๆ

    อาตมาจัดการทาให้เจ้าใหม่ เขาก็รู้ตัวนะ ยอมให้ทา อาตมาพยายามรีบทาแล้ว แต่เจ้าใหม่เป็นขี้เรื้อนทั้งตัว โดยเฉพาะแถวซอกขาและใต้ท้อง จึงทำให้ช้า พอทา ๆ ไปสักพักหนึ่งยาออกฤทธิ์จะเริ่มร้อน พอร้อนเจ้าใหม่ก็ดิ้น พอดิ้นอาตมาก็ล็อกไว้เพื่อทายาต่อ พอล็อกก็โดนกัดเลย..!

    เมื่อรู้สึกว่าอันตราย เจ้าใหม่จะกัดเลย อาตมาโดนกัดไป ๑๑ เขี้ยว เข้าเฉพาะแถวฝ่ามือ ส่วนเหนือข้อมือขึ้นมาเป็นรอยขูดเป็นเส้น ๆ ไม่เข้าเนื้อ

    หลวงพ่อท่านเคยบอกว่า นอกข้อของดีกันไม่ได้ เพิ่งจะมาเชื่อก็ตอนโดนไอ้ท่านใหม่กัดนี่แหละ และที่กัดได้ถึง ๑๑ เขี้ยว เพราะอาตมาถือว่า มึงมีปัญญากัดก็กัดไป กูจะต้องทาให้เสร็จก่อน ก็ทายาไปเรื่อย ตกลงว่าบ้าทั้งหมา บ้าทั้งคน เท่ากับเป็นคู่รักคู่แค้นกัน

    หลังจากโดนท่านใหม่ฝังเขี้ยวได้ไม่นาน ท่านใหม่ก็หายไปเฉย ๆ

    ปกติแล้วทุกเช้าเขาจะวิ่งนำรถหลวงพ่อ เพื่อมาส่งหลวงพ่อที่หน้าตึก วันแรกที่หายไปคนก็ยังไม่สงสัย วันที่สองคนก็เริ่มระแวง เริ่มตามหาแล้ว วันที่สามตอนเช้ามืด ขณะที่อาตมากำลังนั่งทำกรรมฐานอยู่ มีเทวดาท่านหนึ่งเดินทะลุประตูเข้ามา หน้าเป็นหมาเหมือนท่านใหม่เลย

    ท่านมาบอกว่า "ไม่ต้องตามหานะครับ ผมตายแล้ว" อาตมาถามว่า "เอ็งเป็นอะไรตายวะ ?" เขาบอกว่า "ตกน้ำตายครับ" แล้วก็ทำภาพให้ดู

    ก็คือแก่แล้วยังซนอยู่ พอเห็นสวะลอยน้ำมาก็ไปงับแล้วยื้อดึงขึ้นมา สวะกองใหญ่มากเขาดึงไม่ขึ้น ตัวเองก็เลยถลำตกน้ำไป ตะกายได้ไม่กี่ที ด้วยความที่แก่แล้วไม่ค่อยมีแรง เขาก็เลยจมน้ำ

    ตอนที่เขาทำภาพให้ดู เป็นวันที่สามแล้ว ลอยอืดแล้ว ทั้งกลิ่นทั้งภาพมาชัด ก็เลยบอกเขาว่า "ไม่ต้องชัดขนาดนั้นก็ได้ แล้วมีธุระอะไร ?" เขาบอกว่า "ถ้าจะสงเคราะห์ ก็ช่วยถวายสังฆทานให้ผมด้วยครับ"

    แล้วเขาก็บอกว่า "บอกพวกทหารตำรวจด้วยว่าไม่ต้องตามหาหรอก ผมตายแล้ว" ตอนเช้าพอส่งหลวงพ่อขึ้นตึก อาตมาบอกพวกทหารตำรวจว่าท่านใหม่ตายแล้ว เมื่อเช้าเขามาบอกว่าตายแล้ว ไม่ต้องไปหาหรอก

    พวกทหารเขาเชื่อที่อาตมาพูด แต่มีคนสงสัยก็คือหลวงพี่วิรัช

    ตอนบ่ายหลวงพ่อออกรับแขก หลวงพี่วิรัชจึงฉวยโอกาสกราบเรียนหลวงพ่อว่า "พระเล็กบอกว่าท่านใหม่ตายแล้วนะครับ" หลวงพ่อบอกว่า "เออ..ตายแล้วจริง ๆ ตอนนี้อยู่ชั้นดาวดึงส์ ปกติจะต้องอยู่ชั้นดุสิต เพราะว่าเขาเป็นพระโพธิสัตว์

    แต่ที่ไปอยู่ดาวดึงส์เพราะว่า ถ้าอยู่ชั้นดุสิตเดี๋ยวโดนนิมนต์ไปเทศน์ที่เทวสภา ท่านใหม่ขี้เกียจเทศน์เลยไปหลบอยู่ดาวดึงส์ อีกไม่นานก็จะมาเกิดใหม่" ส่วนใหญ่พระท่านจะให้หลวงพี่วิรัชไปถามหลวงพ่อเพื่อความแน่ใจ ไม่มีหรอกที่จะเชื่ออาตมาเสียทีเดียว

    สรุปว่า พอท่านใหม่ตาย แทนที่จะไปหาคนอื่น กลับมาหาคู่รักคู่แค้นอย่างอาตมา ขอให้ถวายสังฆทานให้ด้วย วันนั้นอาตมาก็ฝากทหารไปถวายสังฆทาน

    ตอนแรกสงสัยว่าทำไมต้องมาหน้าเป็นหมาด้วย เขาบอกว่า "ถ้ามาหน้าเป็นเทวดา เดี๋ยวจะจำผมไม่ได้" ลองนึกถึงคนที่แต่งตัวเป็นลิเกแล้วมีหัวเป็นหมา จะดูตลกแค่ไหน ?

    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า กิเลสนั้นกินทั้งคน ทั้งสัตว์ ทุกหมู่ ทุกเหล่า ทุกรูปนาม ไม่เว้นเลย หมู หมา กา ไก่ โดนกินหมด

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ

    ที่มา : www.watthakhanun.com
    #๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม
     
  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQlsUYWLsdx9UHcTZW9e6J0jxCD-s9TSrCymL1OfLpMH7n6aYLN9YdkM5-hYwTu1LFU&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    สำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี


    ถาม : ทานที่มาจากวัตถุ กับทานที่เราทำอย่างธรรมทาน อภัยทาน อานิสงส์นั้นเทียบกันได้ไหมครับ ?

    ตอบ : ทานทั้งหมดอยู่แค่กามาวจร ก็คือไม่สามารถจะเกินเทวดานางฟ้าไปได้ ยกเว้นว่าเราสามารถทำจนเป็นฌาน ก็สามารถเป็นรูปาวจร คือเกิดเป็นพรหมได้ แต่ถ้าหากว่าทำโดยที่สามารถปล่อยวางได้ มีอุเบกขา ก็เป็นส่วนที่ทำให้เราหลุดพ้นเข้าสู่พระนิพพานได้ ดังนั้น...ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำของเรา แต่อย่าลืมว่าทั้งหมดยังเป็นแค่ทานเท่านั้น ยังมีศีล ยังมีภาวนา ที่สูงกว่านั้นอีก
    ...........................................
    ๖๐ ปี พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
    ..........................................
    #รู้ว่าดีก็ทำ #รู้ว่าชั่วก็ละ #ไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่ว
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQkJWFf93wRFR7w46VHRMnhOa9RI7ke1qeoFa-z0swS6jH3MYfGaMK5MCV3N_JlclFc&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ละชั่วทำดีไปเรื่อย ๆ เรื่องอื่นไม่ต้องไปกังวล

    ถาม :
    รู้สึกกังวลใจ ?
    ตอบ : ไม่ต้องไปกังวลล่วงหน้า จำเอาไว้ว่าคนเรามีบุญมีกรรมเป็นของตัวเอง ถ้าวาระบุญยังรักษาอยู่ อย่างไรถึงเวลามันก็ต้องมีคนช่วยเหลือ ถ้าหากวาระกรรมเข้ามาตัดรอน ต่อให้มีทุกอย่างสมบูรณ์พร้อม ก็อาจจะต้องสูญเสียไปหมด อย่าไปห่วงเลย มีหน้าที่ทำดีละชั่วเท่านั้น

    ละชั่วทำดีไปเรื่อย ๆ เรื่องอื่นไม่ต้องไปกังวล เพราะว่ายังมาไม่ถึง พระพุทธเจ้าตรัสว่า อตีตํ นานุโสจนฺติ อย่าไปคำนึงถึงอดีต เพราะมันผ่านมาแล้ว รถที่มันวิ่งเลยไปแล้ว เราขึ้นไม่ได้หรอก นปฺปชปฺปนฺติ นาคตํ อย่าไปฟุ้งซ่านถึงอนาคต รถที่ยังมาไม่ถึงเราก็ขึ้นไม่ได้หรอก ปจฺจุปนฺเนน ยาเปนฺติ เอาใจจดจ่อตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันนี้เท่านั้น เพราะว่ารถขบวนนี้ที่จะออกเราจึงจะขึ้นมันได้

    เราถึงได้มีวันเดียวและตอนนี้เท่านั้น ไม่ต้องไปกังวลเรื่องที่ยังมาไม่ถึง ทำหน้าที่ตอนนี้ให้ดีที่สุด อะไรจะเกิดขึ้นช่างมัน

    ถาม : กังวลว่าตัวเองจะไม่มีอะไร ?
    ตอบ : คนไม่มีอะไรเลยอาตมาขอยืนยันว่าน่าอิจฉามาก ไม่มีอะไรเลยก็ไม่มีอะไรจะเสีย

    เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
    เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี
     
  9. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    มนตราเพื่อกำจัดอุปสรรค

    " โอม อาโลลิกะ สวาหา "

    มนต์นี้เป็นปัญญาทั้งหมด
    ของพระพุทธโพธิสัตว์ แห่งตระกูลปัทมะ
    เป็นมนต์ที่แสดงออกถึงกาย วาจา ใจ
    ของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์

    1. หากสามารถท่องมนต์ 3,500 ครั้ง
    มนต์นี้จะสร้างความเมตตาให้กับผู้สวดท่อง ผู้ที่ได้สัมผัส
    หากพบหน้าผู้ที่สวดท่อง จะบังเกิดจิตเอื้ออารี
    พ้นจากภัยคุกคาม

    2. หากสามารถท่อง 8,000 ครั้ง
    วจีกรรมที่ก่อจะค่อยๆ ดับสิ้นลง

    3.หากสามารถท่อง 10,000 ครั้ง
    สิ่งที่ปรารถนาจะสำเร็จ บุญกุศลจะค่อยๆเพิ่มพูน

    4.หากสามารถท่อง 100,000 ครั้ง
    ภายใน14วัน อุปสรรคทั้งมวลที่ติดขัด จะสิ้นสลายไป

    5.หากท่องครบ 84,000 ครั้ง เรื่องต่างๆที่มุ่งหมายไว้
    เช่นกระทำเพื่อการค้า การศึกษาหาความรู้ การสอบ จะบรรลุวัตถุประสงส์ได้โดยง่าย ยกเว้นแต่เรื่องเดียว คือ เรื่องความต้องการทางเพศ ที่มนต์นี้มิอาจตอบสนองให้บรรลุ

    6.หากเป็นไข้หนาวสั่นโดยอยู่ไกลจากหมอ
    พึงสวดมนต์นึ้ลงที่ฝ่ามือ จากนั้นถูฝ่ามือให้ร้อน แล้วทาบลงที่หน้าผาก พิษไข้จะทุเลาเพราะคุณแห่งพระอวโลกิเตศวร

    7.เมื่อคุณจะแปรงฟันในยามเช้าหลังตื่นนอน
    โบราณใช้ไม้สีฟัน แต่ปัจจุบันใช้แปรงสีฟัน
    พึงเสกธารณีนี้ลงบนแปรงสีฟัน 21 จบ
    จะทำให้คุณมีโวหารในการพูด มีวาจาที่มั่นคง
    ผู้ฟังจะมิเกิดจิตอกุศลจากเสียงของคุณ

    8.หากคุณจะถวายดอกไม้เป็นพุทธบูชา หรือมอบแก่ผู้ที่คุณเคารพ พึงเสกดอกไม้ด้วยมนต์นี้ กลิ่นของความหอมของดอกไม้ที่ผ่านการสวดบูชาด้วยมนต์นี้ จะยังให้เกิดความปรีดา ปราโมทย์แก่ผู้ที่ได้รับ

    น้อยที่สุดพวกเธอก็ควรสวดในทุกๆวัน ที่เธอนึกขึ้นได้
    อย่ามัวแต่ใช้เวลาไม่คุ้มค่าไปวันๆ เธอจะได้ใช้ชีวิตในโลกนี้อย่างมีความสุข เสมือนว่าเธอกำลังเดินตามรอยเท้า
    ของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ อันเป็นแผนที่ที่ทำให้เธอหลุดพ้นจากทุกข์นั่นเอง

    ธรรมเทศนาของพระธรรมจารย์ไห่เทา
    แปลถวายพระรัตนตรัย โดย อู๋จิ้นเติง

    #ทีนี้น้อยที่สุดขณะเธอหยิบแปรงสีฟันพึงระลึกถึงกวนอิม
    #บีบยาสีฟันว่ามนต์โอมอโลลิกะสวาหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
    #แปรงฟันก็ยังปฏิบัติธรรมได้พบพระกวนอิมได้ทุกๆที่
    #ง่ายขนาดนี้แล้วเธอยังจะไปไหนกันอีก
    #แน่นอนละว่าเธอจะไม่คลาดแคล้วไปจากสุขาวดีอย่างแน่นอน

    c_oc=AQlhspdxh_EF6MFn6RDTi0RFFb5j6X7KSNEi1kQfbOeIjgr99EHb08c98gj1g8812HM&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg


    ******************************************************


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  10. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    พระโพธิสัตว์

    ตั้งน้ำอธิษฐานรักษาโรคได้อัศจรรย์ของ
    คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม
    วัดอาวุธวิกสิตาราม บางพลัด กรุงเทพ

    การเตรียมน้ำ ให้หาน้ำสุกหรือน้ำสะอาดที่ใช้ดื่มได้ ใส่ภาชนะที่มีฝาปิดให้เรียบร้อยมิให้ฝุ่นละอองหรือแมลงลงไปในน้ำได้ การตั้งน้ำแต่ละครั้งให้มีน้ำมากพอที่จะใช้ดื่มได้ตลอดสัปดาห์
    เวลาในการตั้งน้ำ ให้ตั้งวันเสาร์เวลาเช้า ตั้งแต่ ๐๘.๐๐ น. เป็นต้นไป แต่ต้องก่อนบ่ายสองโมงเย็น

    คำอธิษฐาน ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วอธิษฐานดังต่อไปนี้
    “ข้าพเจ้าตั้งน้ำไว้ นางบุญเรือนเป็นผู้อธิษฐานธรรมของพระพุทธเจ้า ขอธรรมของพระพุทธเจ้าจงดลบันดาลให้น้ำนี้เป็นยาทิพย์...(นอกจากนี้พูดเอาเองตามชอบใจ)...”

    เวลาที่ใช้ดื่มได้ ตั้งแต่ ๐๘.๐๐ น. ของวันอาทิตย์เป็นต้นไป นำน้ำนั้นมาดื่มได้เป็นน้ำอธิษฐาน ย่อมมีสรรพคุณดังคำอธิษฐานนั่นแล มีลักษณะเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์หรือเป็นยาทิพย์
    ของที่ให้อธิษฐานเองนอกจากน้ำ ศิษย์บางท่านได้กล่าวว่าความจริงยังมีไพลอีกอย่างหนึ่งที่ท่านอนุญาตให้ลูกหลานหรือศิษย์อธิษฐานเองได้ มีลักษณะเช่นเดียวกับการอธิษฐานน้ำ

    วิธีใช้ของอธิษฐานบางอย่าง ของอธิษฐานทุกชนิดย่อมใช้ประโยชน์ตามของนั้น ๆ แต่มีระเบียบในใบตั้งน้ำของคุณแม่กล่าวถึงรายการพิเศษอยู่บ้าง ขอนำมาลงไว้ ท่านกล่าวว่า “ปูนต้องนำมาให้อธิษฐานให้ พริกไทยใช้รับประทานวันละเม็ด ไพลใช้รับประทานครั้งหนึ่งเท่าศีรษะมือ โขลกให้ละเอียดแล้วกรองเอาแต่น้ำ เติมน้ำอธิษฐานพอสมควร ถ้าเป็นบิดเติมน้ำปูนใส ถ้าท้องผูกเติมเกลือแล้วไม่ต้องใช้น้ำปูนให้ใช้น้ำอธิษฐานค่อนแก้วดื่มก่อนนอนจะถ่ายได้”

    คำอธิษฐานทั่วไป “ข้าพเจ้าสมมุติว่า คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม เป็นผู้อธิษฐานธรรมของพระพุทธเจ้า ขอธรรมของพระพุทธเจ้าจงดลบันดาลของเหล่านี้ให้ศักดิ์สิทธิ์เป็นยาทิพย์ ใช้รักษาโรคให้หายทุกชนิด ให้มีแนวชีวิตรุ่งโรจน์ ให้อายุยืน” (ปรารถนาสิ่งใดให้อธิษฐานตามไปด้วย)

    ผู้เป็นลูกหลานและศิษย์ของคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม หรือผู้เคารพเลื่อมใสนั้น แม้คุณแม่บุญเรือนจะวายชนม์ไปแล้ว ก็ยังคงตั้งน้ำอธิษฐานให้มีความศักดิ์สิทธิ์ใช้รับประทานได้เช่นเดิม ขอทุกท่านที่เคยทำไปแล้วก็โปรดทำต่อไป ส่วนผู้ไม่เคยทำก็ได้โปรดลองทำดูติดต่อกันไปหลาย ๆ เสาร์ แล้วท่านจะประหลาดใจในผลของน้ำอธิษฐานอย่างน่าพิศวงทีเดียว เช่น เด็กในบ้านที่เคยเจ็บป่วยก็จะหายเป็นปลิดทิ้งอย่างคาดไม่ถึง

    c_oc=AQkwh8vudOLctPOAieXCOp4cXOXyzeWrMyumUyckWQlTZuUbPFBXJ0TDyc_ruZchzqk&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.png
     
  11. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQmp16nwKo7qPA-URoH8uGe1pGiPZnsuq9FUngAaDgz7h2DHUp3XBoCWL4e883aOBkg&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    +++ สงเคราะห์โดยไม่มีประมาณได้จริง ๆ หรือเปล่า +++

    ถาม :
    เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราให้ของแล้ว เขาจะตอบแทนเรามาในทางที่ดี ?

    ตอบ :
    ให้ไปตามปกติ ส่วนให้แล้วเขาจะตอบแทนอย่างไร #เราก็รับเอาไว้ตามระเบียบแค่นั้นเอง ก็ในเมื่อเราตั้งใจสงเคราะห์คนอื่นเขา ถึงเวลาอะไร ๆ ดีหรือไม่ดีตอบแทนมาก็ทน ๆ เอา #เป็นการพิสูจน์ว่ากำลังใจของเราเป็นอัปปมัญญา #ก็คือสงเคราะห์โดยไม่มีประมาณได้จริง#หรือเปล่า ถ้ายังเลือกที่รักมักที่ชังอยู่ก็ยังใช้ไม่ได้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนธันวาคม ๒๕๕๘


    พุทธานุสติ ธรรมทาน ท่าขนุน
     
  12. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQlsjtQWiAkMd-NFLVal0ltotwiXkXOrK3E7aNxPUpH_Nx3ODlR3XXn2IVtoZ7XLdac&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  13. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQkLjLoMqDgZkLlugzBpsPqi0z5CRXm7kKYTqfAC_OQkWEj4y00kYj91i7yjiKYjFT8&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  14. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQl8Y3e4SPzJhAVT7AJiwwUSuhsfuSiDd6sqEXGEWa7dPJaNeSpnrQH8wFxbL4BxNvI&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    คุณรู้จักความดีของเต่าบ้างไหม ? เต่าอยู่ในน้ำได้ อยู่บนบกก็ได้ เต่าเป็นสัตว์ ๒ โลก มาเห็นอะไรบนบกจึงไปเล่าให้ปลาในน้ำฟัง เล่าให้ตายปลาก็ไม่เชื่อหรอก เพราะว่าปลาไม่เคยขึ้นบก

    ถึงได้บอกว่า นักปฏิบัติรู้เรื่องอะไรอย่าไปเล่าให้คนอื่นฟัง คนที่ไม่ได้ทำเองไม่รู้เรื่องด้วยหรอก นกบินอยู่บนฟ้า ไปบอกปลาในน้ำว่าข้างบนหน้าตาเป็นอย่างไร ปลาไม่เชื่อหรอก เพราะว่าปลาเห็นแต่ในน้ำนั่นแหละ ขนาดน้ำปิดลูกตาปลาอยู่ ปลายังไม่เห็นเลยว่าน้ำเป็นอย่างไร

    ความดีของเต่าอย่างที่ ๒ คือ เดินช้า แต่มีใครเคยเห็นเต่าเดินถอยหลังไหม ? ไม่เคย..เต่าเดินช้าอย่างไรไม่ว่า แต่ขึ้นหน้าอย่างเดียว ต้องเลียนแบบเต่าให้ได้นะ

    ความดีของเต่าอย่างที่ ๓ เหมาะสำหรับนักปฏิบัติอย่างมากเลย เต่ามี ๑ หัว ๔ ขากับอีก ๑ หาง ถ้าเปรียบเทียบกับของเราก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ อย่างพอดี อันตรายเกิดขึ้นมา เต่าหดอวัยวะหมดเกลี้ยงเลย อันตรายไม่ผ่านไปเต่าก็ไม่โผล่ออกมา หัดรู้จักเลียนแบบเต่าบ้าง ที่เราว่าโง่เง่าเต่าตุ่นน่ะ เต่าฉลาดกว่าเราเยอะเลย พวกเรานี่ชอบยื่นหัวออกไปให้เขาฟัน อยู่ในวัดดี ๆ ไม่ชอบ ชอบสึกออกไป สมควรโดน..! กลายเป็นยำเต่าไปเถอะ

    ฉะนั้น..ในเมื่อเห็นความดีของเต่า ก็ให้เลียนแบบไปบ้าง ถ้ารู้จักคิด..ทุกสิ่งรอบด้านของเรา เอาขึ้นมาคิดให้เกิดเป็นตัวปัญญาได้หมด เพียงแต่ว่าเป็นปัญญาแบบไหน ? ปัญญามี ๓ ประเภท สหชาติกปัญญา ปัญญาที่ติดตัวมาพร้อมกับการเกิด อีกศัพท์หนึ่งเขาเรียกว่าสัญชาตญาณ รู้จักวิธีกิน รู้จักวิธีนอน รู้จักวิธีหลบภัย รู้จักการสืบพันธ์ุ เป็นสัญชาตญาณเลย เพราะสั่งสมมาชาติแล้วชาติเล่า

    ปัญญาอย่างที่ ๒ เรียกว่า ปาริหาริกปัญญา เป็นปัญญาที่มาศึกษาเรียนรู้เอาในปัจจุบันนี้ ได้ยินมา ได้ฟังมา ได้อ่านมา ครูบาอาจารย์สั่งสอนมา พ่อแม่อบรมมา ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยตัวเองอีกอย่างหนึ่ง รวมแล้วเป็นปาริหาริกปัญญา

    ปัญญาตัวสุดท้าย เรียกว่า เนปักกปัญญา เป็นปัญญาที่หาทางเอาตัวรอดจากวัฏสงสาร พยายามเสาะหาว่าทางไหนที่จะพ้นทุกข์ จนกระทั่งในที่สุดพระพุทธเจ้าท่านก็พบ แล้วนำมาบอกต่อ คือ มรรค ๘ ย่อลงมาเหลือ ศีล สมาธิ และปัญญา"

    คัดลอกข้อความเพียงบางส่วนมากจาก
    พระอาจารย์ให้โอวาทก่อนพระสึก ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๗

    ถ่ายภาพจาก วัดท่าขนุน
     
  15. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    "การปฏิบัติธรรม เราไม่จำเป็นต้องไปอวดใคร ทำ..แต่อย่าอวดใคร เพราะว่าผู้ปฏิบัติธรรมนั้นคนเขามองเป็น ๒ อย่างด้วยกัน อย่างที่ ๑ ก็คือเห็นเป็นผู้วิเศษ แล้วก็จะมากวนเช้า กลางวัน เย็น กลางคืน

    อีกอย่างหนึ่งคือเห็นว่าเราบ้า ถ้าเขาเห็นเราบ้าเฉย ๆ แล้วไม่ยุ่งกับเราก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ส่วนใหญ่คอยตามว่า เพราะฉันเป็นคนดี ในเมื่อฉันเป็นคนดีก็ต้องเฉ่งคนบ้าให้ได้ คราวนี้คุณเห็นแล้วหรือยังว่าโลกเราเป็นอย่างไร ?"

    คัดลอกข้อความเพียงบางส่วนมากจาก
    พระอาจารย์ให้โอวาทก่อนพระสึก ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๗


    ถ่ายภาพจาก วัดท่าขนุน
     
  16. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    การปฏิบัติทุกสายสามารถยำรวมกันได้

    ถาม : หนูเพิ่งมาฝึกมโนมยิทธิ ปกติเจริญสติเคลื่อนไหวแบบสายหลวงพ่อเทียน พอปฏิบัติแบบมโนมยิทธิ มีคนบอกให้นึกถึงหน้าพระ หลวงพ่อฤๅษี แล้วก็ นะมะพะธะ พุทโธ พอหนูทำไป หนูทำสมาธิไม่ได้เลย เดี๋ยวก็จิตแวบออกไป ?
    ตอบ : (เคลื่อนมือ ๑๔ ท่า) ให้พระอยู่ตรงนี้ ให้อยู่ตรงนี้ ตรงนี้ ฯลฯ #แค่ย้ายที่พระเท่านั้นเอง #แค่เปลี่ยนพระไปเป็นพระเคลื่อนไหว

    ถาม : ไม่จำเป็นต้องหลับตา ?
    ตอบ : ไม่จำเป็น #ถึงเวลาเราก็นึกว่าหลวงพ่อท่านอยู่ตรงนี้ ขึ้นมานี่ ๆ ตรงนี้ ไล่ไปเรื่อย ๑๔ จังหวะก็ ๑๔ องค์แล้ว

    ถาม : ปกติเขาให้แค่รู้ อันนี้ก็เป็นการเพ่ง ?
    ตอบ : #เราก็แค่นึกว่ามีพระอยู่ การเคลื่อนไหวก็รู้ด้วย #ขณะเดียวกันก็กำหนดภาพพระไปด้วย ไม่จำเป็นต้องหลับตา #อย่าไปหลับตาและอย่าไปเอาความชัด แค่ให้รู้สึกว่ามีพระอยู่กับการเคลื่อนไหวก็พอ

    #การปฏิบัติทุกสายในประเทศไทยสามารถยำใหญ่รวมกันได้ อยู่ที่่ว่าเราเก่งจริงหรือเปล่าเท่านั้นเอง

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก สุธัมมปัญโญ)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนมีนาคม ๒๕๖๑
     
  17. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQmLldw9Qi8yutFBIgJZc6F05JTPu1Wyw4IqkvJJV3xC7FwSDGGeGggBB1_GZl-pkbU&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg



    ✴คนรักษาศีล แล้วทำไมยังไม่รวยซักที✴

    ผู้ถาม : หลวงพ่อเจ้าขา ความจริงลูกไม่อยากค้านหลวงพ่อหรอก เพราะรู้ว่าหลวงพ่อมีปัญญามาก ฉลาดในการสอน แต่วันนี้ขอถามแกมประท้วงสักนิดหนึ่ง ในคำสอนที่หลวงพ่อว่า มีศีลแล้วจะร่ำรวย มีเงิน ไม่เป็นหนี้ มีโชคมีลาภ แค่รักษา ๕ แต่ไม่พอใจเดี๋ยวนี้เพิ่มเป็น ๘ มันก็ยังจนเหมือนเดิม

    ✴หลวงพ่อฤาษีลิงดำ : รักษามากี่ปี?

    ผู้ถาม : ๒ ปี

    ✴หลวงพ่อฤาษีลิงดำ : โธ่เอ๋ย! ก็ซวยมากี่ปี ศีลขาดมากี่ปี มันคุ้มกันหรือ...คือว่ารักษาศีลจริงๆ แค่ศีล ๕ น่ะ ๑.ค่าเหล้าไม่เสีย ๒.ค่าเจ้าชู้ไม่เสีย ๓.ค่าม่านรูดไม่เสีย...(หัวเราะ)

    ผู้ถาม : เอ๊ะ ไหนว่าพระอยู่วัดอยู่วา ไม่รู้อีโหน่อีเหน่?

    ✴หลวงพ่อฤาษีลิงดำ : พระน่ะท่านไม่รู้ แต่ฉันรู้ มีคนไปพูดให้ฟัง เลยไม่ขี้ร้อนไม่ต้องไปอาบน้ำตามห้อง...(หัวเราะ) เรื่องที่ไม่เสียมีเยอะแยะ ทรัพย์ก็ดีขึ้น ไอ้ใจร้ายไปฆ่าเขาไปตีเขา ทะเลาะกับเขาก็ไม่มี แม้แต่ติดคุกติดตะราง ไม่ต้องเสียสตางค์ นี่ถ้ารักษามาตั้งแต่เกิดนะ ป่านนี้รวยนานแล้ว แกรักษามากี่วันนี่ ขาดทุนมากี่ปี...?

    ผู้ถาม : อยู่สำนักงานทำแท้งเจ้าค่ะ...

    ✴ผู้ถาม : หลวงพ่อเจ้าขา ลูกทำงานที่สำนักงานทำแท้งแห่งหนึ่ง ที่กรุงเทพฯ มีรายได้ดีพอสมควร หนูเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการรับเงิน ลูกชักใจไม่ดีนัก เพราะมีหุ้นส่วนกับเขาด้วย ขอพึ่งบารมีถามหลวงพ่อว่าลูกจะมีบาปมีกรรมขึ้นบัญชีพระยายมหรือไม่...ข้อสอง เอาเงินเดือนจากการทำแท้ง มาทำบุญกับหลวงพ่อจะช่วยได้ไหมคะ

    ✴หลวงพ่อฤาษีลิงดำ : เข้าท่าๆ แหม...ฟังตั้งนาน คิดว่าจะบอกยังงี้เหมือนกัน จิตใจเกาะบุญไว้ พระพุทธเจ้าไม่เคยตำหนิใครเรื่องอาชีพนะ อย่างกับลูกศิษย์พระสารีบุตร พระพุทธเจ้าก็รับ และยังแนะนำพระสารีบุตรไปสอนอภิธรรมเพราะชาติก่อนเคยฟังพระอภิธรรมมา พอฟังอภิธรรมย่อๆ จบ ก็เป็นอรหันต์ทั้งหมด ฉะนั้นอาชีพก็ส่วนอาชีพ เรื่องบุญก็เป็นบุญไปแต่ว่าจิตอย่าไปเกาะอาชีพประเภทนั้น เกาะบุญอย่างเดียว มีงานเราถือว่าทำตามหน้าที่นะ หมดเรื่องหมดราวไป

    ผู้ถาม : หลวงพ่อตอบแบบนี้ ค่อยสบายใจหน่อย ไม่เช่นนั้นละอึดอัดๆ

    ✴หลวงพ่อฤาษีลิงดำ : เรื่องของพระพุทธเจ้าท่านไม่เคยตำหนิใคร ท่านก็รับทุกด้าน อย่าง ตัมพทาฐิกโจร เห็นไหม... โจรเคราแดงฆ่าคนมาเกินหมื่นคน พอพบพระสารีบุตรเข้า พระสารีบุตรท่านไม่พูดเรื่องฆ่าคน ทีแรกพอกินข้าวเสร็จใช่ไหม... ท่านก็เทศน์เรื่องปาณาติบาตเลย ฆ่าคน ฆ่าปลา ฆ่าสัตว์ ตกนรกขุมไหนว่าเรื่อย ตัมพทาฐิกโจรเหงื่อแตกพลั่กๆ พอเทศน์ไปถึงครึ่งกัณฆ์ พระสารีบุตรท่านฉลาด ท่านเทศน์ไปท่านชำเลืองดูไปเห็นตานั่นเหงื่อแตก ถามโยมไม่สบายหรือ ตัมพทาฐิกโจรบอกจะสบายยังไงครับ ที่พระคุณเจ้าเทศน์มาผมเรียบร้อยหมดทุกขุมเลย ท่านก็เลยถามว่า โยม...โยมฆ่าคนตายใครเขาใช้หรือฆ่าเอง บอกพระราชาใช้ให้ฆ่า พระสารีบุตรท่านฉลาดกว่า ท่านถามว่า โยม...สมมุติว่าโยมเป็นลูกจ้างเขา นายจ้างเขามีนา ๑๐๐ ไร่ เขาใช้ให้โยมทำ เมื่อได้ข้าวในนาเสร็จ ผลของข้าวทั้งหมดจะเป็นของโยม หรือจะเป็นของนายจ้าง...?

    โยมก็บอกว่าเป็นของนายจ้างขอรับ นี่ท่านฉลาดกว่า ท่านก็เลยถามว่า ที่พระราชาให้ฆ่า บาปตกอยู่กับใคร อีตานั่นแกโง่ แกนึกว่าบาปตกกับพระราชา พระสารีบุตรเทศน์อานิสงส์ทานเลย เป็นพระโสดาบันเดี๋ยวนั้น

    ผู้ถาม : โอ...เหงื่อแตกเลยนะ

    ✴หลวงพ่อฤาษีลิงดำ : ไอ้เหงื่อแตกน่ะ เป็นน้ำอาบชำระร่างกายให้สะอาด ชำระถึงจิตใจข้างในเลย

    **คัดลอกจากหนังสือหลวงพ่อตอบปัญหาธรรม**
    หลวงพ่อฤาษีลิงดำ (พระราชพรหมยาน) วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  18. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    ทำไมต้องฝากกระแส วางลูกแก้ว

    "ทำไมต้องฝากกระแส วางลูกแก้วหลวงตาสอนว่า
    เหตุที่พวกเราต้องอธิษฐานฝากกระแสไว้ตามสถานที่ต่างๆ
    หรือ การวางพระผงจักรพรรดิ ลูกแก้วจักพรรดิ ตามสถานที่ต่างๆ เนื่องจาก ภูมิบริเวณนั้น บางภูมิ ไม่สามารถออกไปไกลกว่าสถานที่อยู่ได้ เนื่องจากมีความละเอียดและแสงสว่างแห่งบุญไม่มาก เช่น ภูมิที่อยู่ใกล้มนุษย์ อย่างชั้นจาตุมหาราชิกา
    จะไปได้ในระยะประมาณ 3 กม. รอบๆบริเวณที่อยู่เท่านั้น
    อย่างภูมิ นาค หรือ พญาครุฑ ก็จะไปได้แค่ระดับ หัวหน้า
    ส่วนคนอื่นๆก็ต้องอยู่แถวๆนั้น ดังนั้นอยู่ที่เราที่จะต้องเป็นผู้อธิษฐานฝากกระแส เพื่อปรับภพภูมิในสถานที่ๆเราต้องการจะแผ่เมตตา เพื่อให้พลังงาน หรือ กระแสบุญต่างๆที่เราได้กระทำ ให้มีแสงสว่างแห่งบุญให้ ภพภูมิ เทวดา วิญญาณต่างๆ ที่อยู่ตรงที่จุดที่เราฝากกระแสหรืออธิษฐานไว้ ให้มาโมทนาบุญกับเราได้ตลอดนี่คือวิธีการแผ่เมตตา โดยการฝากกระแส ในศาสตร์ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญพระโพธิสัตว์ คือผู้ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ ท่านต้องรีบเกิด รีบทำ รีบตาย การเกิดแต่ละชาติ ท่านต้องมีประโยชน์ เอาปัจจุบัน หลวงปู่ดู่ ท่านสร้างพระให้คนกำพระ สวดบทพระมหาจักรพรรดิซึ่งตอนนี้มีสวดกันเยอะทั่วโลก
    ที่หลวงตาทำทุกวันนี้ หลวงตาคือสาขาของท่าน บุญไปไหน
    ก็ไปที่ท่านอีกนั่นแหละ รวมถึงทุกคนที่สร้างพระ ส่งเสริมให้คนสวดบทพระมหาจักรพรรดิ บุญที่ได้ก็ไปยังหลวงปู่อีกเช่นเดียวกัน ถึงแม้ท่านจะไม่อยู่ แต่ท่านทิ้งรูปลักษณ์เอาไว้พร้อมพลังงาน ซึ่งมีพร้อมทั้งรูปและนาม เป็นพลังงานของท่านทั้งนั้น
    คนดูหมอดู คือ คนที่ประมาทในตัวเอง ไม่เชื่อมันในตัวเอง ไปให้เขาทัก ทายต่างๆนาๆสังฆทานที่ถูกต้อง มีพระพุทธรูป มีผ้าไตร มีของใช้ ของฉัน ยารักษาโรค หรืออะไรก็ได้ โดยเป็นทานของหมู่สงฆ์ และสามารถถวายองค์เดียวก็ได้ ไม่จำเป็นต้องถวายหลายๆรูป พร้อมๆกันเหรียญหรือวัตถุมงคล ของพระโพธิสัตว์ ไม่ว่าจะเกิดซักกี่ชาติ หากเหรียญที่ท่านทำยังอยู่ พลังงานบุญและบารมีของท่านที่ทำไว้ ในแต่ละชาติ ก็จะเข้าไปยัง เหรียญหรือวัตถุมงคล ของท่านเสมอ แต่ถ้าเป็นเหรียญหรือวัตถุมงคลของพระอรหันต์ พลังงานจะปิดไปแล้ว เหรียญอันนั้นจะไม่สามารถรับพลังงานอะไรได้อีก และไม่สามารถเพิ่มได้อีก เพราะว่าท่านได้ปิดบัญชีไปแล้วนั่นเองฝากกระแสฯ ขออาราธนาบารมีรวมหลวงปู่ดู่เป็นที่สุด ขอบารมีหลวงปู่ได้โปรดรวมบุญรวมกำลังทั้งหมดทั้งมวลมายังลูกแก้ว และ พระผงจักพรรดิ์ นี้ ขอลูกแก้วจงเปล่งแสงกำลังบุญทุกครั้งไม่ว่าข้าพเจ้าหรือใครก็ตามในสามแดนโลกธาตุสวดบทพระมหาจักรพรรดิขอให้สว่างปรับภพภูมิแก่จิตวิญญาณทั้งหลายอัตโนมัติ"

    ท่านพระอาจารย์วรงคต วิริยธโร (หลวงตาม้า)

    c_oc=AQmPBaHuhmJyrSefYfsBmyoEpEb2YdYDodPHGQgewvn-u2SglJ4YqHfJWPec9xbED10&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  19. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    "พระพุทธเจ้าตรัสว่า “บรรพชิต (นักบวช) พึงพิจารณาเนือง ๆ ว่า กาย วาจา ใจ ที่ดีกว่านี้ยังมีอยู่อีก เราต้องทำ กาย วาจา ใจ ของเราให้ดีกว่านี้” นี่เป็นแค่ ๑ ใน ๑๐ ข้อเท่านั้น

    บางข้อบอกว่า "วันคืนล่วงไป ๆ เราทั้งหลายทำอะไรอยู่ ?" หายใจทิ้งไปเฉย ๆ หรือเปล่า ? ได้กำหนดสติรู้ตามไปจนกลายเป็นมหาสติ เกิดมหากุศลแก่ตน หรือว่าหายใจทิ้งไปเฉย ๆ โดยไม่มีสติ นอกจากไม่ได้อะไรขึ้นมาแล้ว บางทียังฟุ้งซ่านไปสู่ รัก โลภ โกรธ หลง อีกต่างหาก ดังนั้น..ในการปฏิบัติของพวกเราครั้งนี้ ก็ขอให้เน้นการดูและแก้ไข กาย วาจา ใจ ของเราเอง เพื่อความก้าวหน้ามากว่านี้

    ทำไมถึงต้องดู ? ก็เพราะว่าถ้าเราดูคนอื่นมีแต่จะเกิดโทษ คือถ้าไปอิจฉาเขา เรื่องของธรรมะก็ถอยหลัง เพราะใจของเราเศร้าหมอง ถ้าไปทะยานอยาก อยากได้แบบเขา แล้วควบคุมความอยากไม่อยู่ จิตใจของเราก็เศร้าหมอง ถ้าไปน้อยเนื้อต่ำใจ ว่าทำเท่าไรไม่ได้อย่างเขาเสียที ใจเราก็เศร้าหมองอีก ต้องพยายามควบคุมตนเองเอาไว้ อยากไม่ใช่ความผิด แต่ถ้าอยากแล้วไม่พยายามทำให้ได้อย่างที่ตนเองอยาก โดยเฉพาะในด้านของความอยากดี นั่นถึงจะเป็นความผิด"

    คัดลอกข้อความเพียงบางส่วนมากจาก
    โอวาทงานบวชเนกขัมมะลอยกระทง ๖-๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๗

    ถ่ายภาพจาก วัดท่าขนุน

    c_oc=AQnWTlaI1Bns8pq2fWnSWMnshMObbwNMd8uvnnBKH4ujfkwhhc5GcNf7RCtmTNR7Td0&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  20. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    หลายท่านพอเริ่มจะปฏิบัติธรรม เริ่มรักษาศีล เริ่มเจริญภาวนา ก็มักจะโดนคนรอบข้างว่าในลักษณะติเตียนบ้าง กระทบกระเทียบเปรียบเปรยบ้าง ด่าตรง ๆ บ้าง เราก็ไปให้ความสำคัญกับคำพูดเหล่านั้น แล้วก็ละทิ้งการปฏิบัติของเราไป ทั้ง ๆ ที่เวลาตาย คนที่ตกนรกคือเรา คนที่เกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานก็คือเรา แต่เรากลับไปให้ความสำคัญกับคำพูดของคนอื่น จนกระทั่งละทิ้งการปฏิบัติใน ทาน ศีล ภาวนา ของเราไป

    ในส่วนของพรหมวิหาร ๔ นั้น มี เมตตา กรุณา เมตตาคือความรัก กรุณาคือความสงสาร ให้เราใช้กับตัวของเราเองก่อน ถ้าเรารัก เราสงสารตัวเอง กลัวตัวเองจะตกนรก เรารักเราสงสารตัวเอง กลัวตัวเองจะเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน เราจึงต้องตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติใน ศีล สมาธิ ปัญญา

    เมื่อเป็นเช่นนั้น เราเองเหมือนกับเป็นผู้รู้ว่า มีภัยใหญ่รอเราอยู่ข้างหน้า ในเมื่อโทษภัยใหญ่หลวงรออยู่ข้างหน้า ถ้าเราไม่สามารถที่จะก้าวข้ามไปได้ ก็จะต้องตกสู่อบายภูมิ ทนทุกข์ทรมานอีกนานแสนนาน กว่าจะได้เกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์ กว่าจะได้พบพระพุทธศาสนา กว่าจะได้มีโอกาสฟังธรรมแล้วน้อมนำมาปฏิบัติ

    เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ต้องบอกว่าเป็นที่ตัวเราเอง ถ้าคนอื่นเขาว่ากล่าว โทษย่อมเกิดกับเขา เราเองก็อาจจะหลีกเลี่ยงเสีย อย่างเช่นว่า ถึงเวลาก็ไปแอบปฏิบัติสมาธิภาวนาของเรา

    การรักษาศีล ๕ หรือศีล ๘ ก็ไม่จำเป็นต้องไปบอกกล่าวคุยอวดกับใคร ถ้าออกงานสังคมทำไมถึงไม่กินเหล้า ? เมื่อมีคนถามเราอาจจะบอกได้ว่า สุขภาพไม่ดีแล้ว หมอห้ามเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือแพ้แอลกอฮอล์ กินลงไปแล้วหายใจไม่ออก...จะตายเอา อะไรของเราก็ว่าไป หรือว่าเรารักษาศีล ๘ ถึงเวลาเพื่อนชวนกินข้าวเย็น จะไปบอกตรง ๆ ว่ารักษาศีล ๘ เดี๋ยวเพื่อนรับไม่ได้ เราก็บอกว่าอ้วนแล้ว กำลังลดความอ้วนอยู่

    ถามว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นการโกหกหรือไม่ ? เป็น...แต่อานิสงส์มีมากกว่า เพราะว่าถ้าเป็นเรื่องโกหก เรารู้ว่าเป็นเรื่องโกหก เราตั้งใจหลอกลวงเขา เราว่ากล่าวออกไปสามารถหลอกลวงได้สำเร็จ ก็จะเกิดโทษร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม แต่ในลักษณะนี้ของเรา เราไม่ได้เจตนาจะโกหกหลอกลวงเขา แต่เป็นการรักษากำลังใจไม่ให้เขาต้องมาเดือดร้อน เป็นทุกข์เป็นโทษด้วยการกระทำความดีของเรา ก็กล่าวเลี่ยงไปอีกเรื่องหนึ่ง ผ่อนหนักให้เป็นเบา ในส่วนที่เป็นบุญเป็นกุศลย่อมมีมากกว่า

    ถ้าหากว่าเรารู้เลี่ยง รู้ผ่อนหนักรู้ผ่อนเบา การปฏิบัติของเราจะก้าวหน้าไปเรื่อย เมื่อถึงเวลาพร้อมด้วยศีล พร้อมด้วยสมาธิ พร้อมด้วยปัญญา ตัวเราจะเกิดแรงดึงดูดมหาศาล ดึงให้คนรอบข้างอยากจะทำความดีตามมา เมื่อถึงเวลานั้นถ้าเขาสนใจไถ่ถาม เราจึงอาศัยโอกาสนั้นบอกกล่าวถึงความดีความงามว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นั้นดีเช่นไร

    ดังนั้น...ในการปฏิบัติธรรมของเรา อย่าเอาคำพูดของคนชั่วเป็นประมาณ เพราะว่าคำพูดของคนชั่วมีแต่จะพาให้เราตกต่ำ สิ่งที่เอาเป็นประมาณคือคำพูดของกัลยาณมิตร ที่ช่วยหนุนเสริมในการกระทำความดีของเรา เป็นต้น

    ..........................................
    ๖๐ ปี พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
    .........................................
    #รู้ว่าดีก็ทำ #รู้ว่าชั่วก็ละ #ไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่ว

    c_oc=AQmH27kEApvAITwPd4uxCfeSK61DuA8N9NodqT5zjtId8Oc91eP6iYRy9A5lu7i9b1M&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...