คติธรรมหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

ในห้อง 'หลวงปู่ดู่ และ หลวงตาม้า' ตั้งกระทู้โดย Pongpat86, 10 มกราคม 2011.

  1. Pongpat86

    Pongpat86 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 เมษายน 2010
    โพสต์:
    4,430
    ค่าพลัง:
    +4,730
    ในยุคปัจจุบันที่สังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้คนเผชิญกับความทุกข์ความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องปากท้อง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ผู้คนต่างแสวงหาที่พึ่ง แสวงหาคำตอบของชีวิต ในขณะเดียวกันก็มีผู้ตั้งตนเป็นอาจารย์สอนการปฏิบัติธรรมกันมาก เกี่ยวกับเรื่องแบบปฏิบัติธรรมนี้ หลวงปู่ได้เล่าไว้ว่าเคยมีผู้พิมพ์แบบปฏิบัติธรรมมาถวายและใช้คำว่า “แบบปฏิบัติธรรมวัดสะแก” ท่านแก้ให้ว่า อย่างนี้ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นแบบของพระพุทธเจ้า ไม่ควรใช้ว่าเป็นแบบของวัดใด
    อีกครั้งหนึ่งที่เคยมีผู้ตั้งคำถามในอินเตอร์เน็ตว่า
    “แบบปฏิบัติธรรมของหลวงปู่ดู่เป็นอย่างไร”
    ข้าพเจ้าหวนระลึกถึงบทสนทนาตอนหนึ่งที่หลวงปู่เคยเล่าให้ฟังเมื่อครั้งมีลูกศิษย์มาขอศึกษาธรรมตามแบบของท่าน หลวงปู่ได้ตอบศิษย์ผู้นั้นไปว่า ข้าไม่ใช่อาจารย์หรอก อาจารย์นั่น ต้องพระพุทธเจ้า หลวงปู่ทวดนั่น ข้าเป็นลูกศิษย์ท่าน
    ข้าพเจ้ากลับมานั่งคิดทบทวนอยู่หลายครั้ง ความชัดเจนในคำตอบของหลวงปู่จึงค่อย ๆ กระจ่างขึ้นเป็นลำดับ เสียงสวดมนต์ทำวัตรแว่วมาแต่ไกล
    ....โย ธัมมัง เทเสสิ อาทิกัลยาณัง มัชเมกัลยาณัง ปริโยสานะกัลยาณัง สาตถัง สะพยัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง ปะริสุทธัง พรัหมะจะริยัง ปะกาเสสิ
    แปลได้ความว่า
    ..... พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใด ทรงแสดงธรรมแล้ว มีความไพเราะงดงามในเบื้องต้น ไพเราะงดงามในท่ามกลาง ไพเราะงดงามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ คือ แบบแห่งการปฏิบัติอันประเสริฐ บริสุทธิ์ บริบูรณ์โดยสิ้นเชิง พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ
    สาธุ ถูกของหลวงปู่และจริงเป็นที่สุด พระพุทธเจ้าทรงวางแบบแผนการปฏิบัติไว้อย่างดียิ่ง เป็นขั้นเป็นตอนและสมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ต้องการผู้ใดมาแต่งมาเติมอีก กุญแจคำตอบสำหรับเรื่องนี้ได้เฉลยแล้ว
    ตะมะหัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ
    ตะมะหัง ภะคะวันตัง สิระสา นะมามิ
    ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
    ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า
     
  2. Pongpat86

    Pongpat86 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 เมษายน 2010
    โพสต์:
    4,430
    ค่าพลัง:
    +4,730
    หากย้อนระลึกถึงหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ในความทรงจำของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าได้มากราบนมัสการหลวงปู่เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ ด้วยการชักชวนของเพื่อนกัลยาณมิตร จากนั้นไม่นาน บทเรียนบทแรกที่หลวงปู่ได้เมตตาสอนลูกศิษย์ขี้สงสัยก็ได้เริ่มขึ้น เหมือนเป็นปฐมบทแห่งการเริ่มต้นที่ท่านรับข้าพเจ้าไว้เป็นลูกศิษย์
    มีเหตุกาณ์ที่ประทับใจข้าพเจ้าในช่วงแรกจากากรได้มากราบหลวงปู่ อันเป็นจุดเริ่มต้นแห่งศรัทธา ซึ่งต่อมาภายหลังได้กลายเป็น อจลศรัทธา ศรัทธาที่แน่วแน่มั่นคงต่อองค์หลวงปู่ของข้าพเจ้า คือ ข้าพเจ้าได้บูชาพระพุทธรูปแก้วใสปางสมาธิจากตลาดพระที่วัดราชนัดดา กรุงเทพฯ มาหนึ่งองค์ และได้นำมาที่วัดสะแกเพื่อขอให้หลวงปู่ช่วยแผ่เมตตาอธิษฐานจิตเพื่อนำไปสักการะบูชาเป็นพระพุทธรูปประจำบ้าน
    หลวงปู่ดู่ท่านประนมมือไหว้พระและยกพระพุทธรูปขึ้นมา จับองค์พระของข้าพเจ้าแล้วหลับตานิ่งสักครู่จึงลืมตาขึ้นมา
    ท่านบอกให้ข้าพเจ้านำ ๒ มือมาจับที่ฐานของพระพุทธรูปซึ่งปิดทองคำเปลวโดยรอบ ท่านให้ข้าพเจ้าหลับตา สักครู่ท่านถามข้าพเจ้าว่า เห็นอะไรไหม ข้าพเจ้าเห็นพระพุทธรูปอยู่เบื้องหน้า แต่ข้าพเจ้านิ่งไม่ตอบอะไรท่าน เนื่องจากตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิดมาในชีวิต ยังไม่เคยพบเหตุการณ์เช่นนี้ จึงไม่ทราบว่า “เห็น” ในความหมายของหลวงปู่นั้นหมายถึง “เห็นอย่างไร” และชัดเจนขนาดไหนที่เรียกว่า “เห็น” ของท่าน
    สักครู่ท่านจึงพูดย้ำกับข้าพเจ้าว่า “แกเห็นพระพุทธรูปแล้วนี่ ดูเสียที่นี่ จะได้หายสงสัยว่าข้าให้อะไรแก กลับบ้านแกจะได้ไม่สงสัย เป็นพระยืน เดิน นั่ง หรือว่านอน”
    “ยืนครับ” ข้าพเจ้าตอบท่าน
    “เออ! ขอโมทนาสาธุด้วย ที่ข้าให้เป็นพระประจำวันเกิดของแก เอาไปบูชาให้ดี” ท่านตอบ
    ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ศิษย์ขี้สงสัยอย่างข้าพเจ้ามีหรือจะไม่อดที่จะสงสัยต่อ ยามว่างทั้งในเวลากลางวันหรือกลางคืน ข้าพเจ้าจะมานั่งมองดูพระพุทธรูป เอา ๒ มือประคองจับที่ฐานขององค์พระ...หลับตา...ทำสมาธิ...ด้วยความอยากดู...อยากรู้อยากเห็นองค์พระอย่างที่ท่านเคยทำให้ข้าพเจ้าเห็น
    วันแล้ววันเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า ...อนิจจา...เวลาผ่านไป ๑ สัปดาห์ ...๑ เดือน ...๓ เดือนก็แล้ว ยังไม่มีวี่แววที่ข้าพเจ้าจะได้เห็นองค์พระที่ท่านทำให้ข้าพเจ้าดูที่วัดสะแกเช่นวันนั้นอีกเลย
    จวบจนกระทั่งหลายเดือนต่อมา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสมากราบนมัสการหลวงปู่อีก จึงได้เรียนถามท่านว่า ทำไมเมื่อข้าพเจ้ากลับไปบ้านแล้วลองจับพระอีก จับจนทองคำเปลวที่ปิดฐานขององค์พระซีดเป็นรอยมือ ข้าพเจ้าก็ยังไม่เห็นองค์พระแม้สักครั้งเดียว หลวงปู่ยิ้มก่อนตอบข้าพเจ้าด้วยความเมตตาว่า “ทำจนหายอยากแหละแก ข้าทำมาก่อนแล้ว”
    ข้าพเจ้ากลับมานั่งคิดทบทวนอยู่หลายครั้ง ความชัดเจนในคำตอบของหลวงปู่จึงค่อย ๆ กระจ่างขึ้นเป็นลำดับ ...ต้องเริ่มที่ความอยากเสียก่อน จึงคิดที่จะทำ แต่ถ้าทำด้วยความอยาก ก็จะไม่สำเร็จ เมื่อความอยากหมดไปเมื่อไร เมื่อนั้นจึงจะพบของจริง
    กุญแจคำตอบสำหรับ... บทเรียนบทแรกของการเรียนธรรมะจากหลวงปู่ ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจได้ว่า ท่านได้ใช้กุศโลบายให้ข้าพเจ้าจดจำรูปพรรณสัณฐานขององค์พระพุทธรูปให้ได้ หลังจากที่ได้ใช้เวลา บวกกับความอยากอยู่เป็นเวลาหลายเดือน ข้าพเจ้าจึงเริ่มได้ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ และ สังฆานุสสติ จากการเพ่งมององค์พระจนเกิดเป็นภาพติดตา ติดใจ ในที่สุด เป็นการสอนการภาวนาในภาคสมถธรรม พร้อมกับแนะวิธีวางอารมณ์พระกรรมฐานของหลวงปู่สำหรับข้าพเจ้าอย่างเยี่ยมยอดทีเดียว
     
  3. Pongpat86

    Pongpat86 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 เมษายน 2010
    โพสต์:
    4,430
    ค่าพลัง:
    +4,730
    [​IMG]


    หลายปีก่อนหลวงปู่ได้ปรารภธรรมกับข้าพเจ้าในเรื่องของเป้าหมายชีวิตที่แต่ละคนเกิดมาอย่างน้อยก็ควรให้เข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน ท่านได้ปรารภไว้ว่า​
    “ข้านั่งดูดยา มองดูซองยาแล้วตั้งปัญหาถามตัวเองว่า เรานี่ปฏิบัติได้หนึ่งในสี่ของพระพุทธศาสนาแล้วหรือยัง? ถ้าซองยานี้แบ่งออกเป็นสี่ส่วน เรานี่ยังไม่ได้หนึ่งในสี่ มันจวนเจียนจะได้แล้วก็คลาย เหมือนเรามัดเชือกจนเกือบจะแน่นได้ที่แล้วเราปล่อย มันก็คลายออก เรานี่ยังไม่เชื่อจริง ถ้าเชื่อจริงต้องได้หนึ่งในสี่แล้ว”
    อีกครั้งหนึ่งหลวงปู่ได้ปรารภกับข้าพเจ้าอีกในเรื่องเดียวกัน แต่คราวนี้ท่านบอกว่า
    “ข้านั่งมองดูกระจกหน้าต่างที่หอสวดมนต์ กระจกมันมี ๔ มุม เปรียบการปฏิบัติของเรานี้ ถ้ามันได้สักมุมหนึ่งก็เห็นจะดี”
    หลวงปู่ได้เฉลยปริศนาธรรมเรื่องนี้ให้ข้าพเจ้าฟังว่า ที่ว่าหนึ่งในสี่นั้น หมายถึงการปฏิบัติธรรมเพื่อให้บรรลุมรรคผลในพระพุทธศาสนา ซึ่งแบ่งเป็น
    โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล
    สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล
    อนาคามิมรรค อนาคามิผล
    อรหัตตมรรค อรหัตตผล

    อย่างน้อยเราเกิดมาชาตินี้ได้พบพุทธศาสนา เปรียบเหมือนสมบัติล้ำค่าแล้ว ก็ควรปฏิบัติตามคำสอนท่านให้เข้าถึงความพ้นทุกข์ อย่างน้อยที่สุดคือโสดาปัตติผล เพราะคนที่เข้าถึงความเป็นพระโสดาบันแล้ว หากยังไม่บรรลุพระนิพพานในชาตินี้ ชาติต่อไปก็จะไม่เกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์อันได้แก่ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานอีก

    ข้าพเจ้าเชื่อว่าการที่หลวงปู่เปรียบธรรมในเรื่องนี้กับซองบุหรี่บ้าง หรือแผ่นกระจกบ้าง เพราะต้องการให้เราหมั่นนึกคิดพิจารณาในเรื่องนี้บ่อย ๆ วัตถุรูปทรงสี่เหลี่ยมเป็นรูปทรงวัตถุที่เราสามารถพบได้บ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน มีอยู่รอบตัวเราตลอดเวลาตั้งแต่วันเกิดกระทั่งวันตาย มีอยู่ทั่วไป ได้แก่ เตียงนอน นาฬิกาปลุก หนังสือ รูปภาพ โต๊ะทำงาน โทรทัศน์ หน้าต่าง ประตู และอื่น ๆ อีกมากมาย จนกระทั่งสิ่งสุดท้ายที่อยู่ใกล้ตัวเราคือ โลงศพ
    หากผู้ใดเห็นว่า ธรรมเรื่องหนึ่งในสี่ของหลวงปู่เป็นธรรมสำคัญแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อเหลือเกินว่า ผู้นั้นจะเป็นผู้ไม่มีกิเลสในไม่ช้า จึงขอฝากธรรมะจากหลวงปู่ให้เรานำไปพิจารณาด้วย
     
  4. Pongpat86

    Pongpat86 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 เมษายน 2010
    โพสต์:
    4,430
    ค่าพลัง:
    +4,730
    [​IMG] ความกลุ้มเป็นบ่อเกิดของความเครียด ความเครียดก็เป็นที่มาของความกลุ้มเช่นกัน หลายคนคงเห็นด้วยกับความเจ้าว่า เมืองไทยนี้ดีกว่าเมืองฝรั่ง เวลาที่เรามีเรื่องกลุ้มอกกลุ้มใจ ในต่างประเทศสิ่งที่นิยมกันมากคือ ไปหาหมอรักษาโรคจิต กลุ้มใจทีก็ไปเอากลุ้มออกโดยนั่งระบายความทุกข์ ระบายปัญหาให้จิตแพทย์ฟัง เสร็จแล้วจ่ายเงินให้หมอเป็นค่านั่งฟัง เฮ้อ! คนเรานี่ก็แปลกดีนะ เอากลุ้มออกอย่างเดียวไม่พอ เงินในกระเป๋าก็ออกไปด้วย​
    เท่าที่สังเกตดู ฝรั่งไปหาจิตแพทย์กันเป็นเรื่องปกติ แต่ระยะหลังในเมืองไทยเรา คนไข้โรคจิตนับวันจะมีมากขึ้นทุกที คนไทยไม่นิยมไปหาจิตแพทย์เหมือนฝรั่ง แต่จะไปหาจิตแพทย์ก็ต่อเมื่อทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ คือ ใกล้จะบ้าแล้วนั่งเอง คนไทยโชคดีกว่าฝรั่งตรงมีวัดแทนคลีนิคจิตแพทย์ มีพระนี่ล่ะดีกว่าด้วยเพราะไม่ต้องเสียตังค์ แถมไปหาหลวงปู่ได้ทำบุญ ได้ฟังธรรมะจากท่าน กลางวันยังได้ทานอาหารบุฟเฟ่ต์หลังจากหลวงปู่ฉันเสร็จ บางครั้ง สมัยที่ข้าพเจ้ายังเรียนหนังสืออยู่ หากเดินทางมาถึงวัดตอนเย็น ท่านจะมีขนมฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด ผลไม้ประเภทส้ม กล้วย บางทีโชคดีก็มีแอปเปิ้ลให้ได้ทานอิ่มท้องด้วย
    มีเรื่องเล่าว่า มีโยมคนหนึ่งเกิดกลุ้มอกกลุ้มใจในชีวิตที่แสนสับสนวุ่นวายของตนโดยไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร จึงได้ไปกราบขอให้หลวงพ่อพุทธทาสช่วยคลายทุกข์ให้
    หลวงพ่อถามว่า “มันกลุ้มมากหรือโยม”
    “มากครับท่าน สมองแทบจะระเบิดเลย แน่นอยู่ในอกไปหมด”
    “เอางี้ โยมออกไปยืนที่กลางแจ้ง สูดลมหายใจเข้าปอดแรง ๆ สามครั้งแล้วตะโกนให้ดังที่สุดว่า กูกลุ้มจริงโว๊ย กูกลุ้มจริงโว๊ย กูกลุ้มจริงโว๊ย”

    โยมผู้นั้นออกไปทำตามที่หลวงพ่อแนะนำแล้วกลับเข้ามาหาท่านด้วยใบหน้าที่ผ่อนคลาย
    “เป็นไง” หลวงพ่อถาม
    “รู้สึกสบายขึ้นแล้วครับ” เขาตอบ
    “เออ เอากลุ้มออกแล้วนี่” ท่านกล่าวยิ้ม ๆ แล้วไม่พูดอะไรอีก

    ข้าพเจ้าเคยเห็นคนที่ไปหาหลวงปู่ดู่หลายรายมีความกลุ้ม มีความเครียด เสร็จแล้วเมื่อมาถึงวัด นั่งอยู่ต่อหน้าท่าน หลายคนเล่าข้าพเจ้าฟังว่า ไม่รู้ว่าไอ้เจ้าตัวกลุ้มตัวเครียดมันพากันหายไปไหนหมด มีแต่ความเบาสบาย สบายใจ อยากอยู่ตรงหน้าหลวงปู่นาน ๆ บางคนขอเพียงได้นั่งเฉย ๆ ก็มี
    ทุกวันนี้ หลวงปู่จากพวกเราไปแล้ว แต่เป็นการจากเพียงรูปกาย ธรรมที่ท่านเคยสอนไว้มิได้สูญหายไปด้วยเลย หากเรามีกล้ากลุ้มอกกลุ้มใจไม่ว่าเรื่องใด โดยเฉพาะเรื่องปัญหาเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน ปัญหาเรื่องสุขภาพ ปัญหาเรื่องครอบครัว ปัญหาเรื่องงาน ปัญหาอะไรก็แล้วแต่
    ข้าพเจ้าขอแนะนำวิธีคลายเครียดที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งคือให้หามุมสงบในบ้านของท่าน หรือจะเป็นห้องพระก็ยิ่งดี ขอให้ท่านนั่งที่หน้าพระพุทธรูป หรือรูปหลวงปู่ดู่ จะลืมตาหลับตาก็ตามแต่อัธยาศัยครับ สูดลมหายใจลึก ๆ พอสบายดีแล้วก็พูดระบายความในใจให้ท่านฟัง ความกลุ้ม ความเครียดจะลดลงได้
    เหมือนคนที่ทานอาหารมากเกินไปจนมีแก๊สอยู่เต็มท้อง อึดอัดไปหมด หากได้ดื่มน้ำขิงร้อนหรือทานยาขับลมเสียบ้างคงจะดี เมื่อกายสบายใจสบาย สมองก็จะปลอดโปร่งแจ่มใสสบายกายสบายใจ และสามารถมองเห็นหนทางแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น
    เราเคยรู้สึกอย่างนี้กันบ้างไหม ถ้าถามข้าพเจ้าก็ต้องขอตอบอย่างมั่นใจว่า
    “เคยครับ”
    ข้าพเจ้าเชื่อว่าหลวงปู่ท่านเมตตาคอยเป็นกำลังใจให้ความช่วยเหลือเราเสมอ ขอให้เราตั้งใจแก้ปัญหาด้วยสุจริตวิธี
    ไม่มีปัญหาใดในโลก ที่มนุษย์ก่อขึ้นแล้วมนุษย์จะไม่สามารถแก้ไขได้ ข้าพเจ้าเชื่ออย่างนี้จริง ๆ
     
  5. Pongpat86

    Pongpat86 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 เมษายน 2010
    โพสต์:
    4,430
    ค่าพลัง:
    +4,730
    คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าในชีวิตของคนเรานั้น ต้องประสบความสูญเสียทุกคน บางคนสูญเสียคนรัก พ่อ แม่ ลูก เมีย ญาติ เพื่อน อันเป็นเหตุแห่งความกระทบกระเทือนทางจิตใจที่สำคัญยิ่ง การสูญเสียเงินทอง ข้าวของ ทรัพย์สมบัติ ก็เป็นต้นเหตุหนึ่งของความทุกข์โทมนัสอันใหญ่หลวงของอีกหลาย ๆ คน ของที่เคยมีเคยได้ กลับเป็นของที่ไม่มีไม่ได้ คนที่เคยรักต้องพลัดพรากจากไกลกัน การค้าที่เคยมีกำไรกลับกลายเป็นขาดทุนเสียหายจนทำใจให้ยอมรับได้ยาก
    หากยังจำกัดได้ พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อปี ๒๕๓๔ มีความตอนหนึ่งว่า
    “การขาดทุนของเรา เป็นการได้กำไรของเรา (Our loss is our gain.)” ซึ่งท่านได้อธิบายว่า “ถ้าเราทำอะไรที่เป็นการกระทำ แล้วเราก็เสีย แต่ในที่สุด ก็ไอ้ที่เราเสียนั้นมันเป็นการได้เพราะว่าทางอ้อมได้”
    เป็นพระราชดำรัสที่มีความไพเราะ ลึกซึ้ง กินใจยิ่งนัก
    สำหรับนักปฏิบัติแล้ว ถ้าเราพร้อมที่จะเรียนรู้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตก็จะเป็นครูของเรา ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่ถูกต้อง หรือการกระทำที่ผิดพลาด สิ่งที่ได้มา สิ่งที่เสียไป ความทรงจำอันสวยงามหรือไม่งาม สิ่งที่ยังมีชีวิตอยู่หรือสิ้นไปแล้วก็ตาม
    เสียงของหลวงปุ่แว่วมาในความคิดคำนึงของข้าพเจ้าทันที “ถูกเป็นครู ผิดก็เป็นครู” แต่ผิดเป็นครูที่ดีกว่าเพราะทำให้เราไม่ประมาท ให้ผิดวันนี้ เป็นถูกของวันหน้า ให้สิ่งที่เสียไป คือสิ่งที่ได้มา อย่างที่ในหลวงท่าน*... ได้มอบไว้ให้พวกเรา
    *จากพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔
     
  6. Pongpat86

    Pongpat86 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 เมษายน 2010
    โพสต์:
    4,430
    ค่าพลัง:
    +4,730
    [​IMG]

    “...เมื่อประสบความสำเร็จ สิ่งแรกก็คือ ดีใจจนลืมตัวและโง่ลงในบางอย่าง สำหรับจะประมาท หรือสะเพร่าในอนาคต ความสำเร็จเป็นครูที่ดีน้อยกว่าความไม่สำเร็จ แต่มีเสน่ห์จนคนทั่วไปเกลียดความไม่สำเร็จ เมื่อไม่ประสบความสำเร็จ เราจะได้อะไรที่มีค่ามากกว่า เมื่อประสบความสำเร็จไปเสียอีก แต่คนทั่วไปมองในแง่ลบ เห็นเป็นความเสียหาย และเกิดทุกข์ใหม่เพิ่มขึ้นอีก เป็นโชคร้ายไปเสียโน่น
    ถ้าต้อนรับความไม่สำเร็จอย่างถูกต้อง มันจะมอบความรู้ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จถึงที่สุดในกาลข้างหน้า จนกลายเป็นผู้ทำอะไรสำเร็จไปหมด...”
    ส่วนหนึ่งของข้อเขียนปูชนียบุคคล “ท่านพุทธทาส” ซึ่งแสดงไว้ในห้องนิทรรศการเกี่ยวกับ “ชีวิตผลงานท่านพุทธทาส” ณ อาคารคณะธรรมทาน ที่ตั้งอยู่หน้าประตูด้านทิศใต้ของวัดธารน้ำไหล หรือเป็นที่รู้จักมักคุ้นในนาม “สวนโมกขพลาราม” แห่ง ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
    มีพระสูตรที่พระพุทธเจ้าแสดงแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีในเรื่องความปรารถนาของมนุษย์ที่จะทำให้สำเร็จสมหวังได้ยาก ๔ ประการ คือ
    ขอให้สมบัติจงเกิดมีแก่เราในทางที่ชอบ
    ขอยศจงมีแก่เราและญาติพี่น้อง
    ขอให้เราเป็นผู้มีอายุยืนนาน
    เมื่อตายจากโลกนี้ไป ขอให้เราได้ไปเกิดในสวรรค์

    ความปรารถนาทั้ง ๔ ข้อที่กล่าวมานี้ จะสมหวังได้มิใช่ด้วยเหตุเพียงปรารถนาอ้อนวอนมิได้ทำอะไรเลยหรือทำอะไรที่ไม่ตรงเหตุ ผลย่อมไม่บังเกิด ความสำเร็จในชีวิตย่อมเกิดจากการวางแผนที่ดี มิใช่ทำเหตุเพียงเล็กน้อยแต่หวังผลไว้สวยหรู
    ถ้าเข้าใจว่า ไม่มีอะไรที่มีค่าแล้วได้มาง่าย ๆ ก็จะไม่หมดกำลังใจ อยากได้ผลอย่างไร ควรสร้างเหตุให้เกิดผลอย่างนั้นด้วยความอุตสาหะพยายามอย่างเต็มที่
    ในโลกนี้... ไม่มีอะไรฟรีครับ!
     
  7. Pongpat86

    Pongpat86 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 เมษายน 2010
    โพสต์:
    4,430
    ค่าพลัง:
    +4,730
    [​IMG]


    ญาติโยมคณะหนึ่ง เป็นกลุ่มที่ชอบแสวงหาพระหาเจ้า หลวงปู่หลวงพ่อองค์ไหนที่ว่าดังว่าดี มีคนขึ้นกันมาก โยมคณะนี้จะพากันไปกราบไหว้ไปทำบุญ และก็เป็นธรรมดา ที่หลายคนที่นับถือหลวงปู่ดู่ ในฐานะที่เป็นเกจิอาจารย์ดัง คิดว่าท่านคงให้หวยเบอร์เหมือนอย่างอาจารย์บางองค์​
    เมื่อสบโอกาส โยมคนหนึ่งก็เมากราบเรียนขอหวยจากหลวงปู่ในวันนั้น เผอิญข้าพเจ้าได้มีโอกาสมากราบนมัสการหลวงปู่อยู่ด้วย หลวงปู่มองหน้าโยมคนนั้น พร้อมกับชี้มือไปที่ปฏิทินรายเดือนที่มีรูปในหลวงแบบที่ธนาคารทั้งหลายชอบแจก ซึ่งติดอยู่ข้างฝาที่ด้านหลังท่าน แล้วท่านก็ว่า “นั่นแหละ แกไปสลับเลขเอาเอง มีเลขรางวัลครบทุกวัน ข้าให้ตั้งแต่รางวัลที่หนึ่ง ยันเลขท้ายสองตัวเลย ถ้าไม่ถูก ให้มาด่าข้าได้”
    ข้าพเจ้าขำจนแทบกลิ้ง แต่โยมที่มาขอหวยจากหลวงปู่คงขำไม่ออกและคงเข็ด ไม่กล้าขอหวยจากหลวงปู่ไปอีกนาน
    หลังจากที่โยมคนนั้นกลับไปแล้ว หลวงปู่ได้ให้โอวาทกับศิษย์ที่เหลือและข้าพเจ้าว่า
    “คนเรานี่ก็แปลก ให้ธรรมะของดีไม่เอา จะเอาแต่หวยเบอร์...”
     
  8. Pongpat86

    Pongpat86 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 เมษายน 2010
    โพสต์:
    4,430
    ค่าพลัง:
    +4,730
    [​IMG]

    เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๐ มีเรื่องประทับใจที่ข้าพเจ้าต้องบันทึกไว้เรื่องหนึ่ง คือวันที่ข้าพเจ้าได้รับตะกรุดของหลวงปู่ หรือเรียกกันในหมู่ลูกศิษย์ของท่านว่า “ตระกรุดมหาจักพรรดิ์” เรื่องมีอยู่ว่า
    วันนั้นมีคนมากราบนมัสการหลวงปู่จำนวนมาก หลังจากที่ข้าพเจ้าได้กราบหลวงปู่และขอโอกาสหลีกมานั่งภาวนาที่หอสวดมนต์ สักครู่ใหญ่ก่อนที่จะเลิกภาวนา จู่ ๆ ก็มีนิมิตเป็นองค์หลวงปู่ดู่ลอยเด่น พร้อมรัศมีกายสว่างไสวอยู่เบื้องหน้าข้าพเจ้า และมีเสียงท่านบอกข้าพเจ้าว่า “ข้าให้แก”
    ในขณะนั้นข้าพเจ้าไม่ได้นึกแปลความหมายนิมิตเป็นอย่างอื่นใด เข้าใจเพียงว่าท่านคงให้ธรรมะกับเรา ข้าพเจ้าบังเกิดความปีติมาก หลังจากเลิกภาวนาแล้วข้าพเจ้าได้เดินไปหลังวัดเพื่อไปนมัสการหลวงน้าสายหยุด ระหว่างทางผ่านกุฏิของหลวงพี่องค์หนึ่งซึ่งเป็นพระภิกษุที่ข้าพเจ้าเคยเห็นท่านอยู่ที่วัดสะแกหลายปี แต่ไม่เคยได้สนทนาอะไรเป็นกิจจะลักษณะกับท่านมาก่อนเลยประการหนึ่ง และไม่เคยเอ่ยปากขออะไรจากท่านอีกประการหนึ่ง แต่วันนั้นนับเป็นเหตุการณ์ประหลาดอัศจรรย์สำหรับข้าพเจ้า ที่หลวงพี่เกิดนึกเมตตาข้าพเจ้าอย่างกระทันหัน ท่านบอกข้าพเจ้าว่า เดี๋ยวก่อน จากนั้นท่านกลับเข้าไปในกุฏิชั่วอึดใจ ท่านออกมาพร้อมกับพระผงแบบหยดน้ำรูปพระพุทธเจ้าและรูปหลวงปู่ดู่ ๒-๓ องค์ และตระกรุดขนาดเล็กกระทัดรัดของหลวงปู่ยื่นให้ข้าพเจ้าและบอกว่า “ของหลวงปู่ เก็บเอาไว้ใช้”
    เป็นที่แปลกใจยิ่งสำหรับข้าพเจ้าที่เหตุการณ์เกิดขึ้นภายหลังจากที่ข้าพเจ้าได้นิมิตว่าได้รับ “อะไร” จากหลวงปู่เมื่อ ๕ นาทีที่ผ่านมา
    ข้าพเจ้ามาเรียนเรื่องี้ถวายให้หลวงปู่ฟัง
    ท่านยังได้ให้โอวาทข้าพเจ้าอีกว่า
    “...ที่ว่า ข้าให้แกนั้น ข้าให้พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ส่วนเครื่องรางของขลังภายนอกนั้นหาไม่ยาก พระพุทธัง ธัมมัง สังฆัง หายากกว่า แกไปตรองดูให้ดีเถอะ”

     
  9. Pongpat86

    Pongpat86 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 เมษายน 2010
    โพสต์:
    4,430
    ค่าพลัง:
    +4,730
    [​IMG]
    ในพระพุทธศาสนาได้พูดถึงบุคคลหาได้ยากในโลกนี้มี ๒ ประเภท คือ บุพการี และบุคคลผู้มีกตัญญูกตเวที
    บุพการี หมายถึงบุคคลผู้ทำอุปการะก่อนหรือคือผู้มีพระคุณนั่นเอง ได้แก่ พระพุทธเจ้า ครูอาจารย์ มารดาบิดา และพระมหากษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรม ในที่นี้จะขอพูดถึงพ่อแม่ของเรา
    ในมงคลสูตรได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า มาตาปิตุอุปัฏฐานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง การบำรุงมารดาและบิดาเป็นมงคลสูงสุดในชีวิตอย่างหนึ่ง
    มีผู้กล่าวว่า “วันแม่” สำหรับลูกหลาย ๆ คนมีวันเดียวในหนึ่งปี แต่สำหรับแม่แล้ว “วันลูก” มีอยู่ทุกวัน
    ความข้อนี้เป็นจริงอย่างที่ไม่มีใครอาจปฏิเสธได้ โดยทั่วไปแล้วความรักที่แม่มีแต่ลูกนั้น ย่อมมีมากกว่าความรักที่ลูกมีต่อแม่ ในบทสวด เทวตาทิสสทักขิณานุโมทนา ได้กล่าวเปรียบไว้ว่า
    “...มาตาปุตตัง วะ โอระสัง เทวตานุกัมปิโต...”
    คำแปลตอนหนึ่งของบทสวดมีความว่า
    “...บัณฑิตชาติอยู่ในสถานที่ใด พึงเชิญท่านที่มีศีลสำรวมระวัง ประพฤติพรหมจรรย์ในที่นั้น เทวดาเหล่าใดมีในที่นั้น ควรอุทิศทักษิณาทานเพื่อท่านเหล่านั้นด้วย เทวดาที่ได้บูชาแล้วนับถือแล้ว ท่านย่อมบูชาบ้างย่อมนับถือบ้าง ท่านย่อมอนุเคราะห์เขาประหนึ่ง มารดาอนุเคราะห์บุตรผู้เกิดจากอก ผู้ที่ได้อาศัยเทวดาอนุเคราะห์แล้ว ย่อมมีแต่ความเจริญทุกเมื่อ”

    มารดาบิดาเป็นพระพรหมของลูก เป็นครูอาจารย์คนแรกของลูกและเป็นเทวดาองค์แรกของลูก จึงเป็นผู้ควรรับการสักการะบูชาจากลูก
    พระพุทธเจ้าได้สอนไว้ใน “มาตาปิตุคุณสูตร” ว่า
    บุตรไม่อาจตอบแทนคุณแก่มารดาบิดานั้นให้สิ้นสุดได้โดยประการใด ๆ ด้วยอุปการะอันเป็นโลกียะ แม้จะทำให้ท่านทั้งสองนั่งอยู่บนข่าขวาบนบ่าซ้ายของลูก ลูกปรนนิบัติดูแลท่านตลอด ๑๐๐ ปี ก็ไม่สามารถตอบแทนบุญคุณท่านได้ ส่วนบุตรคนใดทำให้มารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธาให้ตั้งอยู่ในศรัทธา ทำให้มารดาบิดาผู้ไม่มีศีลให้ตั้งอยู่ในศีล ทำให้มารดาบิดาผู้มีความตระหนี่ถี่เหนียวให้ตั้งอยู่ในจาคะ ทำให้มารดาบิดาผู้มีความหลงให้ตั้งอยู่ในปัญญาสัมมาทิฏฐิ บุตรนั้นจึงจะได้ชื่อว่าได้ทำการตอบแทนบุญคุณของมารดาบิดาอย่างเต็มที่
    ลูกที่ไม่มีความฉลาดย่อมไม่เห็นคุณค่าความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก ลูกที่มีความฉลาดย่อมเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่
    วันนี้... เราได้ทำสิ่งดี ๆ ให้พ่อกับแม่... แล้วหรือยัง
     
  10. Pongpat86

    Pongpat86 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 เมษายน 2010
    โพสต์:
    4,430
    ค่าพลัง:
    +4,730
    [​IMG]

    ...หลวงปู่ครับ ถ้าหากมุนเข็มนาฬิกาให้เดินย้อนกลับได้ ผมขอหมุนกลับไปเป็นปี พ.ศ.๒๕๒๕ ปีที่พวกเราได้เริ่มมากราบหลวงปู่ รอยยิ้ม และภาพอากัปกิริยาของหลวงปู่เมื่อคราวที่สอนพวกเรา หลวงปู่หัวเราะและเอามือตบที่หน้าตักพวกเรายังจำได้ดี พวกเรายังจำได้ และจะพยายามทำตามที่หลวงปู่สอน ไม่ให้ถอยหลัง ไม่ให้หลวงปู่ต้องผิดหวังครับ
    ...หลวงปู่ขา หลวงปู่เคยบอกว่าปฏิบัติมาก ๆ เถอะจะดี สมบัตินอกกายไม่จีรัง กินเข้าไปเดี๋ยวก็ขี้ออกมา เสื้อผ้าสวย ๆ หามาแต่ง เดี๋ยวก็ต้องทิ้ง เงินตอนตายญาติเอาใส่ปากสัปเหร่อก็เอาไปซื้อเหล้า เสื้อผ้าก็ถอดออกเหลือแต่ตัวเปล่าให้เขาเอไปเผา ...ที่แท้เราไม่มีอะไรสักอย่าง
    ...หลวงปู่เจ้าคะ หนูรู้ตัวดีว่าใจตัวเองถ้าเผลอ มันก็จะลงต่ำอยู่ร่ำไป ถ้าไม่มีหลวงปู่คอยเป็นกำลังใจ ขอหลวงปู่อยู่เป็นกำลังใจให้หนูตลอดไปนะคะ
    ...หลวงปู่ครับ ได้เจอะเจอหลวงปู่ในชีวิตนี้ผมถือเป็นบุญหลาย พระท่านว่า ปูชา จะ ปูชนียานัง เอตัมมัง คะละมุตตะมัง การบูชาบุคคลที่ควรบูชา เป็นมงคลสูงสุดของชีวิต
    ...ได้มาเจอหลวงปู่ ผมถือว่าไม่เสียชาติเกิดแล้วครับ
    หลวงปู่ครับ.. ใครจะคิดว่าหลวงปู่ดู่กับหลวงปู่ทวดเป็นองค์เดียวกันหรือไม่ ผมไม่สนใจหรอกครับ

    หากหลวงปู่เป็นหลวงปู่ทวดจริง ๆ ผมถือว่าพวกเราโชคดีที่สุดครับ ความที่หลวงปู่...เป็นหลวงปู่ดู่...อย่างเดียว ก็ทำให้ผมรักและเคารพหลวงปู่จนเต็มล้นหัวใจไม่มีอะไรจะทำให้เต็มไปกว่านี้อีกแล้วครับ
     
  11. Pongpat86

    Pongpat86 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 เมษายน 2010
    โพสต์:
    4,430
    ค่าพลัง:
    +4,730
    [​IMG]


    เมื่อครั้งที่หลวงปู่อาพาธในช่วง ๒-๓ ปี ก่อนที่ท่านจะจากพวกเราไป คุณธรรมอันโดดเด่นคือ ความอดทนและความเมตตาของท่านยิ่งชัดเจนในความรู้สึกของข้าพเจ้า​
    บ่อยครั้งที่ศิษย์จอมขี้แยอย่างข้าพเจ้า ไม่สามารถที่จะกลั้นน้ำตาไว้ได้ในความคิดคำนึงว่าไอ้ความขี้เกียจ ความไม่เอาไหนไม่เอาถ่านของเรา ทำให้ท่านต้องทนนั่งแบกธาตุขันธ์ที่เจ็บป่วยสอนศิษย์โง่ ๆ อย่างเรา ทั้ง ๆ อบรมก็แล้ว พร่ำสอนก็แล้ว ว่ากล่าวตักเตือนก็แล้ว ศิษย์จอมขี้เกียจก็ยังไม่สามารถเอาตัวเองเป็นที่พึ่งได้
    สรีระของหลวงปู่เปลี่ยนแปลง ผ่ายผอม และซูฐซีดลง แต่ตรงกันข้ามกับกำลังใจของท่านที่เอ่อล้นด้วยความรักและห่วงใยศิษย์ ที่กลับเพิ่มทวีคูณขึ้นในหัวใจของท่าน จนยากที่ศิษย์ทุกชีวิตจะปฏิเสธได้ในความรักและปรารถนาดีของท่าน
    ในโลกของข้าพเจ้า ความรักของหลวงปู่ยิ่งใหญ่อย่างยิ่ง แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ท่านสอนให้ศิษย์ทั้งหลายรู้จักวิธีที่จะหยิบยื่นความรัก... ความปรารถนาดี... ให้กับคนรอบข้าง ดังที่ท่านได้ปฏิบัติเป็นแบบอย่างได้อย่างเหมาะสมและกลมกลืน... อย่างสม่ำเสมอและยาวนาน และยืนยันคำพูดของท่านที่ว่า...
    “แกคิดถึงข้า ข้าก็คิดถึงแก
    แกไม่คิดถึงข้า ข้าก็ยังคิดถึงแก”
     
  12. Pongpat86

    Pongpat86 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 เมษายน 2010
    โพสต์:
    4,430
    ค่าพลัง:
    +4,730
    [​IMG]

    พูดถึงเรื่องลางสังหรณ์แล้ว คนโบราณเชื่อปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่ผิดไปจากชีวิตประจำวัน อย่างเช่น การเขม่นตา อาการกระตุกที่เปลือกตา การจาม หรือการที่จิ้งจกตกใส่ มีงูหรือสัตว์บางอย่างเข้าบ้านถือเป็นสิ่งบอกเหตุเช่นกัน คนสมัยก่อนเชื่อเรื่องจิ้งจกทักอยู่มาก เวลาสั่งสอนหรือห้ามปรามใครไม่ฟังแล้วมักพูดว่า แม้จิ้งจกทักโบราณยังเชื่อ คนทักทำไมไม่เชื่อ​
    หลวงปู่เคยบอกให้ศิษย์ฟังว่า ถ้าข้าไปหาพวกแก ให้ฟังเสียงจิ้งจกให้ดี มีศิษย์ผู้หนึ่งถามว่า ทำไมต้องเป็นจิ้งจกคะ ท่านตอบว่า
    ลองนึกดูว่า หากแกสวดมนต์ไหว้พระอยู่ที่บ้าน จู่ ๆ ข้าก็มาที่บ้านแก จะเป็นยังไง
    ก็ช็อคซิเจ้าคะ ศิษย์ตอบ
    ก็นั่นน่ะสิ หลวงปู่ตอบและยิ้มเกลื่อนด้วยเมตตา เป็นบทสรุปแทนคำตอบ
    ผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาว ท่านมักมีความปรารถนาดีเมื่อเห็นผู้น้อยจะคิด จะพูด จะทำในสิ่งที่ไม่ควร ท่านจึงเตือนหรือปรามไว้ล่วงหน้า เป็นทำนองกันไว้ดีกว่าแก้ หลายคนที่ยังไม่มีประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเอง บางครั้งอาจไม่แน่ใจว่าเสียงจิ้งจกนี้ใช่หลวงปู่เตือนหรือไม่ หากยังม่ความตั้งใจที่จะทำดีจริงก็จะพว่าหลวงปู่จะเตือนผ่านจิ้งจกซ้ำแล้วซ้ำอีกจนผู้นั้นเกิดความมั่นใจด้วยตนเอง มิต้องไปซักถามผู้ใด เสียงจิ้งจกมีหลายลักษณะแตกต่างกัน เช่น เสียงดัง ๆ สั้น ๆ เสียงพอให้ได้ยินให้รู้ตัว หรือเสียงทักให้ได้ยินพร้อมกันหลายคน ความหมายก็แตกต่างกันไป เช่น เป็นการดุ เป็นการบอกกล่าวหรือเป็นการเตือนให้ระวังตัว
    เรื่องที่ข้าพเจ้าประสบกับตัวเอง คือ ครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้าขับรถยนต์จะเดินทางไปต่างจังหวัด ขณะจะออกจากบ้าน ก็ได้ยินเสียงจิ้งจกทัก และเหตุการณ์ในวันนั้นคือมีมอเตอร์ไซด์มาเฉี่ยวชนรถ เรื่องราวที่ศิษย์ผู้อื่นเล่าให้ฟังก็มี เช่น เกือบทุกครั้งที่สวดมนต์หน้าทิ้งพระก่อนออกจากบ้านไปทำงานก็จะได้ยินเสียงจิ้งจกทักออกมาจากหิ้งพระ ซึ่งศิษย์ท่านนั้นก็รู้สึกอุ่นใจเหมือนท่านรับรู้ด้วยทุกครั้ง ศิษย์อีกท่านเล่าว่าในยามคับขันของชีวิต ครั้งหนึ่งได้นึกถึงหลวงปู่และขอให้ท่านช่วยเหลือ จากนั้นก็ได้ยินเสียงจิ้งจกทักโดยที่บริเวณนั้นไม่เห็นตัวจิ้งจกเลย สุดท้ายปัญหาและอุปสรรคของเขาก็สามารถผ่านไปได้ด้วยดี หลวงปู่เคยฝากข้อคิดแก่ข้าพเจ้าในเรื่องนี้ไว้ว่า คนโบราณเขาว่าหากจิ้งจกทัก จะไปไหนมาไหนก็ต้องเตรียมเครื่องให้ครบ หากไม่รบก็อาจต้องสู้ แกว่าจริงไหม
    จากนี้ไป เราคงเงี่ยหูฟังเสียงจิ้งจกทักกันมากขึ้นแล้วล่ะ จุ๊... จุ๊...
     

แชร์หน้านี้

Loading...