การทำสมาธิ รักษาโรคทุกโรคได้จริงหรือไม่ครับ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย แค่พลัง, 6 ตุลาคม 2020.

  1. แค่พลัง

    แค่พลัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    2,002
    ค่าพลัง:
    +1,041
    ตามชื่อกระทู้เลยครับ มันสามารถรักษาได้ทุกโรคเลยหรือไม่
     
  2. volvo16738

    volvo16738 สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    90
    ค่าพลัง:
    +36
    ไม่ทุกโรคหรอกครับ ไม่งั้นคนจะไปหาหมอกันทำไม อิอิ
     
  3. volvo16738

    volvo16738 สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    90
    ค่าพลัง:
    +36
    เอาจากประสบการณ์นะ ผมเคยเป็นตาปลา หรือหูด นี่แหละ บริเวณนิ้วก้อยและนิ้วนางตอนอายุ 12 ถึงประมาณ 18 ไม่หายเลย ไม่เคยไปหาหมอ พออายุ 18 ผมเริ่มศึกษาเรื่องพวกนี้มาบ้าง เลยลองทำกับตัวเองดู โดยวิธีการคือทำสมาธิสักพักหนึ่ง หลังจากนั้นเพ่งไปที่มือจนมีความรู้สึกเหมือนมีพลังงานหรือไออุ่นๆบริเวณที่มือ และพยายามทำจิตของเราให้สบาย สะอาด เย็น อะไรประมาณนี้ครับ เหมือนเป็นพลังงานบวก หลังจากนั้น เอามือที่ข้างที่เกิดความรู้สึกมีไออุ่นๆเบาๆ ไปไว้ใกล้ๆบริเวณที่เป็นโรคตาปลา จะเกิดความรู้สึกอุ่นๆบริเวณที่เป็นโรคนั้นด้วย เพราะได้รับไออุ่นๆที่มาจากมืออีกข้าง หลังจากนั้นก็คิดว่าขอให้ตาปลานี้หายไป อะไรประมาณนี้ แช่ไว้ประมาณสัก 10 นาที หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ โรคหาย ผมเองไม่แน่ใจนะว่ามันบังเอิญไหม แต่คิดว่าไม่ใช่เพราะเป็นนานหลายปีมาก เพิ่งมาหายหลังจากลองทำแบบนี้...

    ส่วนเรื่องรายละเอียดอื่นๆให้คนที่มีความรู้มากกว่ามาตอบละกันครับ ผมแค่เล่าประสบการณ์ ส่วนคำถามที่ท่านถาม มันคงรักษาได้ไม่ทุกโรคครับ
     
  4. แค่พลัง

    แค่พลัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    2,002
    ค่าพลัง:
    +1,041
    ขอบคุณครับ
     
  5. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,923
    กระทู้เรื่องเด่น:
    15
    ค่าพลัง:
    +11,867
    ป่วย เกิดจาก กรรม
     
  6. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา มีความสุขอยู่กับความทุกข์ของตัวเอง

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    3,851
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +3,016
    ต้องบอก ว่า อยู่ที่จังหวะการใช้ มากกว่าครับ

    ทุกคนเกิดมาต้องตาย ต้องมีโรค มีความเสื่อมของร่างกาย เป็นเหตุ ของความตาย เป้นทำมะดา

    ไม่มีใครหนีพ้นไปได้

    แต่ถ้า ชะรอ ร่างกายในความเสื่อม ย่อมทำได้ การทำสมาธิ ทำได้ 100เปอร์เซ้น

    สำหรับ กรณี ของหมอม๋า หมอไก่ หมอแมว

    ทำได้ สองเสต็บ

    เสต็บแรก ต้องสร้างเสียงสะเทือน ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง
    คือการสวดมนต์ออกเสียง ดังๆ หาห้องให้เขา ออกเสียงสวดมนต์ไปเลย

    บทสวด ที่ใช้
    ใช้ได้ทั้งบท ธรรมจักร บทเดียว แล้ว สวดหลายๆเที่ยว ไม่ตำกว่า วันละ 4 เที่ยว

    เรียกว่า สวด สี่ทิศ ถ้า คล่อง ก้แปดเที่ยว 8ทิศ

    อีก บทที่ใช้ ใช้ บท พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ สวด 108
    โดย
    พุทธคุณสวด 56 เที่ยว
    ธรรมคุณ 38 เที่ยว
    สังฆคุณ 14 เที่ยว

    หรือจะใช้บท เดียว บทสั้น ในบท อิติปิโสรัตนะมาลา

    คือ บทนี้

    " คะมิโต เยนะ สัทธัมโม
    คะมาปิโต สะเทวะกัง
    คัจฉะมาโน สิวัง รัมมัง
    คะตะธัมมัง นะมามิหัง "

    สวด 108 จบ เช้าเย็น

    กับอีกบท นึง คือ ใช้ อิติปิโสถอยหลัง

    คือ

    ติ วา คะ ภะ โธ พุท นัง สา

    นุส มะ วะ เท ถา สัต

    ถิ ระ สา มะ ทัม สะ ริ

    ปุ โร ตะ นุต อะ ทู วิ


    กะ โล โต คะ สุ โน ปัน


    สัม ณะ ระ จะ ชา วิช โธ


    พุท สัม มา สัม หัง ระ อะ


    วา คะ ภะ โส ปิ ติ อิ ฯ

    สวดแค่นี้ 108 เช้าเย็น


    อันนี้คือ การใช้ เสียงสวดมนต์ทำสมาธิ


    อีกเสต็บ นึง การใช้ปิติ ที่เป็นปิติซ่าบซ่านแผ่ไปทั่วร่าง ในการรักษาสภาพกาย
    ถ้า สวดมนต์คล่อง จะเห็นได้เองในปิติ


    และหลังจาก ออกสมาธิ ต้องกรวดน้ำอุทิสบุญ ทุกครั้ง
    จะชะรอความเสื่อม ของร่างกายได้ดีนักแล

     
  7. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,282
    ค่าพลัง:
    +34,573
    อ่านก่อนนะครับ.... มันรายละเอียดปลีกย่อยอยู่
    จะพูดให้ฟังในภาพรวมๆนะครับ
    มันมีสาเหตุการเจ็บป่วย มาจากร่างกาย(คือธาตุพร่อง ไม่ว่าตามธรรมชาติ หรือสร้างเหตุให้เกิด เช่นใช้งานหนักเกิ๊นไป หรือรับประทานอาหารบางอย่างมากไป ฯลฯ และกระแสวิบาก(กระแสที่จรเข้ามา พวกความคิดเชิงร้อนต่างๆ เช่น ความหงุดหงิดในอดีต ความอาฆาต ริษยา พยาบาท การย้ำคิดย้ำทำ การไม่ปล่อยวาง ฯลฯ ขึ้นอยู่กับความหนาแน่น
    ของกระแสตัวนี้ด้วย คนเรียกง่ายๆวิบากกรรม)

    ปกติ ถ้าสมมุติว่า จะคิดรักษาใคร หรือ รักษาตัวเอง
    ให้จำ กลุ่มบุคคล ๓ กลุ่มนี้ให้ขึ้นใจ

    กลุ่มที่ ๑
    เกิดจากร่างกาย ๙๐ เปอร์เซนต์ วิบาก ๑๐ เปอร์เซนต์ แบบนี้รักษาได้ไม่ยาก
    ไม่ต้องใช้กำลังสมาธิใช้งาน(ย้ำว่าใช้งาน) ในระดับกำลังสูงมาก
    คนที่ทำการรักษา เข้าออกสมาธิได้ ๑ ถึง ๒ รอบในลมหายใจเดียวก็เพียงพอแล้ว
    หรือถ้ารักษาตัวเอง ใช้สมาธิเล็กๆ แบบอาปาฯ ก็เพียงพอ หรือ ระดับปฐมฌาน
    ก็เพียงพอครับ

    กลุ่มที่ ๒
    เหตุเกิดจาก ร่างกาย ๕๐ เปอร์เซนต์ วิบาก ๕๐ ถึง ๘๐ เปอร์เซนต์ขึ้นไป ก็พอรักษาได้
    แต่ว่า ยากหน่อย ใช้เวลาหน่อย ใช้ความละเอียดในการรักษามากกว่าปกติหน่อย
    และ ผู้ที่ป่วย ในกลุ่มนี้จะต้องรับผลวิบากนั้นมาระยะหนึ่งแล้ว เช่น ป่วยมา ๑ ถึง ๑๐ ปีแล้ว
    หรือเป็นมาระยะหนึ่ง รักษาแพทย์ปัจจุบัน แพทย์ทางเลือกก็ไม่หาย เป็นต้น ตลอดจนเวลาที่จะรักษา ตลอดมีแรงบุญ เข้ามาหนุน ก็จะสามารถหายได้ครับ

    กลุ่มที่ ๓
    ถ้าเกิดจาก ร่างกาย ๑๐ เปอร์เซนต์ วิบาก ๙๐ เปอร์เซนต์
    ผู้ที่สำเร็จระดับจิตธาตุ หรือ ท่านพยายมก็รักษาไม่ได้ครับ
    เอาว่า โลกนี้ยังไม่มีใครรักษาได้....

    และกลุ่มที่ ๔ กลุ่มที่ร่างกายเสื่อมตามธรรมชาติ
    หรือ ระบบพลังงานร่างกายใกล้คืนสู่ธรรมชาติ
    พูดง่ายๆว่า ใกล้สิ้นอายุไข แบบที่ดี และแบบเพราะมีวิบากร่วม
    กลุ่มนี้สามารถมีอายุต่อได้ ส่วนจะได้นานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ
    การใช้ชีวิตและพฤติกรรมส่วนตน แต่กลุ่มนี้ต้องได้รับ

    การปรับแกนพลังงานชีวิตให้กลับมาตรงได้เหมือนคนปกติเดิม
    ***ฟังหูไว้หูนะครับ วิธีว่าใครใกล้จะตายหรือ สิ้นอายุไข
    ให้ดูแกนพลังงานชีวิตตามแนวกระดูกสันหลังที่เป็นนามธรรม
    ปกติคนจะสิ้นอายุไข แกนนี้ มันจะค่อยๆเอียงจนขนานพื้นโลกครับ
    *** หรือ กรณีติดเตียง ก็ต้องดูว่า มวลชีวิตจิต(คำอุปโลกน์ขึ้นมา
    เพื่อให้มีชื่อเรียก) มันทิ้งร่างกายหรือยัง
    คือถ้ามวลชีวิตของจิตมันอยู่ข้างนอกกายแล้ว แสดงว่า จิตเข้าใจ
    ว่าร่างกายนี้พังแล้ว เตรียมใจไว้ได้เลยครับ


    ทั้งนี้ทั้งนั้น การรักษายังรักษาได้ ทั้งแพทย์ปัจจุบัน แพทย์ทางเลือก ร่วมกัน
    กับการใช้สมาธิร่วมด้วยก็ได้ แล้วแต่เคส แล้วแต่ความเหมาะสม เป็นกรณีๆไปครับ

    และที่สำคัญเลย ก็คือ เราจะรักษาโรคอะไรครับ
    เราอาจจะเป็นได้ทั้งผู้รักษา หรือ ผู้ที่รักษาตัวเองก็ได้ครับ
    และมันขึ้นอยู่กับชนิดของโลกที่เรารักษา
    ซึ่งมันจะแปรผันตามกำลังสมาธิที่ใช้งานด้วยครับ
    คือกำลังสมาธิที่ใช้ต้องเพียงพอ มันถึงจะได้ผลครับ


    ยกตัวอย่าง จากเคสที่เกิดขึ้นจริงๆเขียนมาให้อ่านเอาไว้นะครับ
    กรณีรักษาตัวเอง
    กรณีที่ 1
    เช่น กรณีปวดหัว ตัวร้อน กายร้อน ตัวหนัก หน้าอกร้อน แขนหนัก ไหล่หนัก ปวดหน่อง
    รู้สึก หงิดหงุดง่าย ใช้กำลังสมาธิไม่เกินปฐมฌาน ร่วมกับการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล
    ก็หายได้ครับ ปฐมฌานได้จากไหน การทำสมาธิในระดับสงบ การสวดมนต์
    เท่านี้เพียงพอครับ หรือ เหยียบดิน เหยียบหญ้าด้วยเท้าเป่า ร่วมกับการกรวดน้ำ
    ซักพักก็หายได้เองครับ
    กรณีที่ 2 รักษาคนอื่น และ รักษาตัวเอง
    แต่ถ้าเป็น ก้อนเนื้อ มะเร็ง ไต กระเพาะ อาการปวดเส้น ปวดกล้ามเนื้อเพราะอักเสษ
    การเสริมมวลกระดูก ไขมันอุดตันเส้นเลือด เส้นเลือดตีบ
    พวกนี้ ต้องใช้กำลังสมาธิระดับใช้งาน ไม่ต่ำว่า ฌานที่ ๒-๓ ครับ และมีวิธีการรักษาแต่ระโรค
    ต่างกันไป เช่น การปรับคลื่นสมองกรณีความจำเสื่อม ใช้กสิณลม /กสิณไฟ และห้ามใช้กสิณดิน
    เพราะจะทำให้คนที่รักษาวิปลาสเสียสติได้ หรือ โรคไตใช้ กสิณลม/กสิณน้ำ
    หรือ เส้นเอ็นใช้ ไฟ/น้ำ กระดูกใช้ดิน ฯลฯ และมีจำนวนรอบที่ใช้ ณ เวลานั้นด้วย
    คือ มันไม่มีเคสใดที่ จะมีสูตรตายตัวในการรักษา

    ถามว่า ถ้าเป็นแล้ว ไม่มีความสามารถทำสมาธิได้ จะทำอย่างไร
    ก็ให้ใช้ วิธีแบบ กรณีที่ 1 แทน แต่ว่า จะต้องทำบ่อยครั้งหน่อยครับ
    ในเคส กรณีที่ 2 ถ้ารักษาคนอื่นจะทำเพียงครั้งเดียว แต่ถ้ารักษาตัวเอง
    อาจจะต้องทำประมาณ ๑๐ ครั้ง พอเข้าใจนะครับ

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องดูด้วยว่า บุคคลนั้น อยู่ในกลุ่ม บุคคลประเภทกลุ่มที่ ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ หรือ ๔
    ประกอบร่วมด้วยนะครับ

    เช่น กรณี เจอบุคคล ในกลุ่มที่ ๑ จะรักษาเพียงครั้งเดียวก็หายได้ แต่ถ้าเจอกลุ่มที่ ๒
    อาจจะสองถึงสามครั้ง หรือครั้งเดียว แต่ว่า จะต้องกรวดน้ำ หรือ ให้ทำบุญเพิ่ม
    ตลอดจนให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมด้วย..ครับ

    ******* กรณีโรคที่รักษายาก ฟังหูไว้หู
    เช่น เส้นเลือดในสมองแตกมา กระดูกทับเส้น
    อวัยวะภายในบางส่วนหายไป (ไม่ใช่พร่องแบบกรณีที่ 2 )
    พวกนี้ ต้องใช้การตั้งธาตุ ๔ ขึ้นมาใหม่ ย้ำว่า ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลมไฟ นะครับ
    ไม่ใช่ ๕ ธาตุ ๖ ธาตุ แล้วใช้สมาธิระดับที่ เราเรียกว่า การดับ ทางโลกเรียก นิโรธฯ เข้าไปดับ
    ธาตุเหล่านั้นที่ตั้งขึ้นมาครับ กรณนี้ จำเป็นจะต้อง
    สามารถ เข้าออกฌานได้แบบธรรมชาติได้อย่างน้อย ๖ ถึง ๗ รอบกำลังถึงจะเพียงพอครับ
    ทางปฏิบัติก็คือ ๖ ถึง ๗ รอบในลมหายใจเดียวในเวลาปกติ
    นั้นหมายความว่า เวลาฝึกนั่นสมาธิ จะต้องเข้าออกฌานได้ ถึง ๑๕ รอบ
    ในลมหายใจเดียวครับ เวลาลืมตา มันจะเหลือกำลังให้ใช้งานได้
    เพียง ๔ ถึง ๕ รอบได้เอง ในลมหายใจปกติตอนลืมตาครับ


    ทั้งนี้ บุคคลที่เคยประสบด้วยตนเอง จะพบว่า
    การใช้สมาธิรักษาโรคนั้น มีความอัศจรรย์
    แต่ก็สามารถกลับมาเป็นได้อีก หากไปสร้างเหตุ
    ที่เอื้อต่อการกลับมาเป็นโรคได้อีก

    สรุป นอกจากจะเล่าภาพกว้างๆให้ฟัง ยังจะบอกว่า มันยังมีองค์ประกอบอีกหลายอย่าง
    ร่วมกัน อีกทั้ง ยังต้อง ใช้วิธีการรักษาอื่นๆร่วมกันด้วยครับ
    แต่เรามักจะรักษาร่วมกับ วิธีธรรมชาติบำบัด และการใช้สมุนไพรไทยนี่หละครับ


    ปล.ส่วนตัว เคยนำวิธีการรักษาโรคด้วยตัวเอง
    ของอดีตพระเกจิที่พึ่งล่วงลับไป แต่สังขารไม่เน่านะครับ
    มากความสามารถทางจิต
    ท่านหนึ่ง องค์นี้เก่งจริงๆ
    ระดับทำได้แบบตาเห็นๆ..

    นำมาลงในเวบนี้อยู่ครับ แต่น่าจะอยู่ห้องอื่นๆ

    ไว้ว่างๆ ถ้าสนใจ จะไปก๊อบปี๊เอามาลองให้อ่านดูครับ
    ซึ่งมันจะครอบคลุมกว่า วิธีอื่นๆ เพราะเป็นการฝึกรักษา
    ด้วยกำลังสมาธิของตนเองครับ

    หวังว่าจะได้เปิดวิสัยทัศน์ และได้ความรู้เพิ่มขึ้นนะครับ
     
  8. ไม่ใช่ตัวตน

    ไม่ใช่ตัวตน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2018
    โพสต์:
    323
    ค่าพลัง:
    +136
    ความเป็นโรค ขณะ ปัจุบันที่ อาศัย อาหารแต่ละวัน
    และ รูปแบบหลายๆอย่าง ตาม ปัจจัย

    ก่อเกืด ภาวะรูปแบบ เศรษฐิกิจ การจะได้ ผลผลิต

    ไม่มีเราในธรรมชาตินั้น
     
  9. แค่พลัง

    แค่พลัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    2,002
    ค่าพลัง:
    +1,041
    สวดมนต์เสียงดังๆ คงไม่ไหวหรอกครับ
    มันเกี่ยวกับหลอดลมด้วย แต่ทำสมาธินี่ คงได้อยู่นาครับ
    ขอบคุณคับ
     
  10. แค่พลัง

    แค่พลัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    2,002
    ค่าพลัง:
    +1,041
    คงไม่รู้ได้หรอกนะครับว่า อยู่ในข้อไหนคุณนพกาล
    แต่เขาเป็นตั้ง แต่เกิดแล้ว เนื่องจากเขาเป็น Vet ก็มีการทำปานาติบาตด้วย
    มันหนีไม่ได้ ทำลายและรักษา ก็คงเป็นวิบากติดตัวตามมาด้วย
    แต่นิสัยอิจฉา ริษาอาฆาตอะไรนั้น เขาไม่ค่อยมีหรอกครับ
    แค่มีโทษะแรงตอบโต้เร็ว ตามที่ได้คุยกับหมอ หมอบอกคนที่เป็นโรคหัวใจจะมีอาการแบบนี้
    คือขี้หงุดหงิดง่าย ร้อนง่าย เเหนื่อยง่ายครับ
    คงรักษาตามอาการไป แต่อยากให้เขาทำสมาธิเยอะๆ เพื่อช่วยชลอวัย ขอบคุณครับ
     
  11. แค่พลัง

    แค่พลัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    2,002
    ค่าพลัง:
    +1,041
    จริงครับ อาหาร ทำให้เกิดโรคา
     
  12. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา มีความสุขอยู่กับความทุกข์ของตัวเอง

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    3,851
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +3,016
    สวดมนต์ก็แค่เพียงให้ตัวเองได้ยิน ก็เพียงพอ ไม่ต้องถึงกะสุดกู่ก้ได้
    ก้แล้วแต่นะ ถ้าอยากให้ ชะรอร่างกายอยู่ได้นานๆ
     
  13. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,282
    ค่าพลัง:
    +34,573
    ก็เล่าให้ฟังแบบกว้างๆ ถึงได้ย้ำไปสองรอบ
    นั่นหละครับ เพราะไม่ได้ถามวิธีรักษา

    การมีเคส น่าจะถามวิธีการรักษาตั้งแต่แรก
    ส่วนตัวมองว่า
    นิสัยโต้ตอบเป็นสันดานไปแล้วแก้ยากมากครับ
    แถมยังเป็นคนปล่อยวางยาก ย้ำคิดย้ำทำ
    เรื่องในอดีตนี่ยิ่งไม่ค่อยวาง
    ตรงนี้แระครับที่เป็นวิบากหลักๆเลย
    ยกเว้นจะมาฝึกเจริญแบบเคลื่อนไหวกาย
    เป็นหลักในเวลาปกติ ส่วนการสวดมนต์พอช่วยได้ แต่ไม่มาก มันได้แค่สงบชั่วคราว เวลาใช้วิตปกติก็เป็นอีก เพราะตัวสติทางธรรมในการควบคุมความคิดและพฤติกรรมของจิตแทบไม่มีเลย

    และด้วย เพราะนิสัยคิดมั่นใจตนเอง
    เขื่อมั่นในตนเองสูง การจะไป นั่งสมาธิ
    เพื่อรักษาตัวเองนั้น ยิ่งได้
    ผลยากครับ

    แบบนี้ นอกจากฝึกสติแบบเคลื่อนไหวกาย
    แล้วควร ทานพวกอาหาร น้ำดื่ม ที่เป็น
    ธาตุเย็นเข้ามาเสริม
    เช่น พวกน้ำต้มใบเตย หรือพวกอาหารที่เป็นธาตุเย็นต่างๆครับ
    และที่สำคัญคือการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล
    ให้มากๆ แต่ละครั้งทำจนรู้สึกกายเบา ตัวเบาเพื่อเอากะแสตกค้าง
    ที่เป็นเหตุให้ร่างกายพร่อง ให้มันค่อยๆเบาบางลง

    ส่วนตัวมองว่า โรคหัวใจที่เป็น
    มันไม่ได้เป็นหนักมาก เป็นแค่เอฟเฟก
    ของกะแสวิบาก จากพฤติกรรมทางความคิด

    เคสแบบนี้ ถ้ามาฝึกเจริญสติแบบเคลื่อนไหวกาย
    จนมีสติทางธรรม
    มากรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลบ่อยๆ รัปประทานอาหารธาตุเย็นร่วมด้วย
    อาการทางหัวใจมันจะหายไปได้เองครับ

    สมาธิอย่าไปใช้ครับ
    สวดมนต์ได้บ้างไม่ต้องไปเน้น

    เครเนาะ
     
  14. กระร่อน

    กระร่อน จิตเตน นียกี โลเก โลกอันจิตย่อมนำไป

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 มีนาคม 2020
    โพสต์:
    8,370
    ค่าพลัง:
    +901
    จะให้สมาธิทรงตัวอยู่นานต้องเดินจงกรมบ่อยๆ
    โรคกะน้อยด้วยครับ
     
  15. กระร่อน

    กระร่อน จิตเตน นียกี โลเก โลกอันจิตย่อมนำไป

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 มีนาคม 2020
    โพสต์:
    8,370
    ค่าพลัง:
    +901
  16. กระร่อน

    กระร่อน จิตเตน นียกี โลเก โลกอันจิตย่อมนำไป

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 มีนาคม 2020
    โพสต์:
    8,370
    ค่าพลัง:
    +901
    อ้าวเศร้าทามมัยครับธรรมหมวดโพฌงค์7รักษาโรคได้นะครับ
     
  17. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,282
    ค่าพลัง:
    +34,573
    สวดออกเสียงอยู่ ได้กำลังสูงสุดระดับปฐมฌาน พอได้สำหรับ
    บางโรคที่เป็นเล็กๆน้อย แบบว่า ถ้าทานยาแล้วไม่กี่ครั้งก็หาย

    ถ้าแบบโรค ที่ปล่อยไปแล้ว อนาคตจะทำให้เราเสียชีวิตได้ ควรรักษาแบบ
    สวดแบบในใจ หลับตา แต่จิตต้องอยู่ในโหมดที่ทำงานได้
    หลักสังเกตุง่ายๆ พอแอบลืมตาขึ้นมาจะเห็น
    การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศภายนอกได้ด้วยตาเปล่าชัดเจน
    โดยเฉพาะต่ำแหนงอวัยวะที่เป็นโรคอยู่ จะเห็นได้ชัดเจน

    สวดแบบในใจ ลืมตา ลูกตาห้ามขยับซ้ายและขวา ท่องไปเรื่อยๆ
    พอจิตทำงานได้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของอากาศภายนอกได้
    การเปลี่ยนแปลงพวกนี้ ก็มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอีกเช่นกัน

    ถ้าสีดำ แสดงว่า ร่างกายพร่องมาก
    หรือมีการสะสมพลังงานที่เกิดจากภายในและภายนอกมาก และสะสมมานาน

    ถ้าสีขาว ก็แสดงว่า พึ่งจะพร่องไม่นาน หรือ สะสมมาไม่นาน
    ถ้าเห็นเป็นสีใสได้ แสดงว่า ปรับธาตุร่างกายเรียบร้อย
    มีโอกาสหาย
    ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เป็นโรคนั้นด้วย......

    วิธีที่กล่าวมาข้างบนใช้ได้กับ อวัยวะที่พร่อง แก้ให้คืนสภาพ ณ ปัจจุบันได้


    ใช้ไม่ได้ กับ กรณีเกี่ยวกับ กระดูก และเส้น
    ถ้ากระดูกไม่แข็งแรง ให้ใช้ไม้เนื้อแข็งกับน้ำมันงา
    นำมันงานวด ไม้เนื้อแข็งถูเบาๆ ใช้เวลาหน่อยอย่าใจร้อน

    ส่ว่นเส้นพวกกระดูกทับเส้น และกระดูกสันหลังคตและ
    ถ้าอายุไม่มาก แนะนำให้ไปจัดกระดูกใหม่
    เพราะถ้ามันคตด้านซ้ายช่วงต่ำกว่ากลางหลังลงมา จะส่งผลต่อขาขวารีบและไม่มีแรงได้
    และถ้ามันคตด้านขวาช่วงต่ำกว่ากลางหลังลงมา จะส่งผลต่อขกซ้ายลีบและไม่มีแรงได้
    ไม่มีแรงคือ เวลายืนขาข้างเดียว อีกข้างจะรับน้ำหนักได้ไม่เท่าอีกข้าง
    เชื่อว่า เป็นกันหลายคน แต่ไม่รู้ตัวว่าเป็น
    ส่วนถ้าคตช่วงกลางหลังขึ้นไป จะไปปวด ไปหนักที่บ่าแทน
    ถ้าเส้นตรงสะบักจม หลังจะโก่ง ไหล่จะตก ทำให้เสียบุคคลิก

    ** กรณีถ้าเป็น ญ และไม่อยากเป็นมะเร็งเต้านม ให้ไปดูว่า กระดูกสันหลัง
    ตรงบริเวณหน้าอกคตไหม ถ้าคตให้รีบไปจัดกระดูกซะ ถึงจะไม่เป็น***


    ยกเว้น กรณี มีกระดูกงอก(นานๆเจอที ห้าม)
    และกรณีที่ผ่าตัดใส่โลหะมาแล้ว ก็ห้าม

    ถ้านิสัย ให้แก้ด้วยการฝึกเจริญสติ
    เพื่อควบคุมความคิดและพฤติกรรมของจิต
    แค่เพียงแต่เล่าให้ฟัง......
     
  18. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,923
    กระทู้เรื่องเด่น:
    15
    ค่าพลัง:
    +11,867
  19. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,282
    ค่าพลัง:
    +34,573
    กำลังสมาธิขณะสวดมนต์อยู่ ระดับฌาน ๑ พลิกเข้าสู่กำลังสมาธิใช้งานระดับฌาน ๑ และวิ่งขึ้นไประดับกำลังสมาธิใช้งานระดับฌาน ๓ ปลายๆ ซึ่ง ถือว่าสูงสุดแล้วสำหรับสายสวดมนต์เพราะถึง ๔ ใช้งานหรือถึง ๔ สมาธิธรรมดา ร่างกายกับจิตจะทำอะไรไม่ได้

    สาเหตุที่เกิดการเพิ่มขึ้นของสมาธิใช้งานได้นั้นเพราะว่า มันอาศัยกำลังการหมุนของระบบแกนพลังงาน(ประกอบด้วยสัมผัส ๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋๋ + แรง) ที่จะคล้ายท่อ ซึ่งปกติจะมีแนวแรงขึ้นข้างบน
    คือ การสวดมนต์ มันคล้ายเหมือนมาปั่นไอ้ท่อตรงนี้นั่นเอง ตัวที่ปั่นมาจากอนุภาคที่สั่นสะเทือนจนมีมวลมาก


    ปล ** ระดับสมาธิ ที่มาจากสวดมนต์ นั่งสมาธิ

    และ ระดับกำลัง สมาธิใช้งาน เป็นผลสะสมมาจากของกำลังสมาธิที่ได้จากระดับสมาธิ

    ทั่วไปนะ เช่น นาย ก นั่งสมาธิได้ถึงฌาน ๓
    แต่กำลังสมาธิใช้งานได้อาจอยู่ฌาน ๑
    หรือ ต่ำกว่าฌาน ๑ ก็ได้ หรือยังใข้ไม่ได้เลย เป็นต้น

    แต่ถ้าอนาคต นาย ก นั่งจนเข้าฌาน ๓ ได้บ่อยๆ
    ทำประจำ สมาธิใช้งาน อาจถึงฌาน ๒ ก็ได้


    ส่วนสำคัญของการเพิ่มขึ้นของกำลังสมาธิใช้งาน
    ก็คือ การใช้บ่อย ทำบ่อยแค่ไหน


    พอเห็นภาพ การเพิ่มขึ้นของสมาธิใข้งานแล้วเนาะ

    การสวดมนต์ออกเสียง ทำให้เกิดการสั่น
    ในระดับอนุภาค สวดบ่อยๆ นานเข้า
    ความหนาแน่นของอนุภาคก็มีมากขึ้นเอง

    พวกนี้แล้วแต่ใครจะชอบนะ
    และก็แล้วแต่จะเอาไปใช้ประโยชน์อะไร


    สมมุติถ้าจับอารมณ์หรือดึงกำลังตอนที่น้ำหมุนได้
    นำไปประยุกต์ใช้กับพวกคาถาต่างๆได้ผลนะ

    เพียงแต่มาแนวนี้ จะเป็นบุคคลมีระเบียบวินัย
    ในการฝึกพอสมควร
    พูดง่ายไปคือฟิต เปรียบได้กับพวกเด็กเรียนนั่นหละ เคร เนาะ



     
  20. nopdanasd

    nopdanasd สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤศจิกายน 2016
    โพสต์:
    6
    ค่าพลัง:
    +39
    ขอบคุณมากครับ..ท่านอาจารย์นพกานต์
     

แชร์หน้านี้

Loading...