การตีราคาพระพุทธรูปแก้วในเมืองนอก เขาเอาอะไรเป็นเกณฑ์

ในห้อง 'พระพุทธรูป - วิหารทาน - สิ่งก่อสร้าง' ตั้งกระทู้โดย glassbuddha2009, 21 พฤศจิกายน 2019.

  1. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 087-7459995 สมบูรณ์ ติยะวงศ์สกุล

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    28,206
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +53,386
    กระทู้นี้ว่ากันถึงเรื่องการตีราคาพระแก้ว โดยผมจะพูดถึงเรื่องความเป็นมาของราคาพระแก้วตั้งแต่อดีต จนกระทั่งปัจจุบัน และต่อไปในอนาคต โปรดติดตามนะครับ
     
  2. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 087-7459995 สมบูรณ์ ติยะวงศ์สกุล

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    28,206
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +53,386
    สำรองพื้นที่
     
  3. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 087-7459995 สมบูรณ์ ติยะวงศ์สกุล

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    28,206
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +53,386
    สำรองพื้นที่
     
  4. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 087-7459995 สมบูรณ์ ติยะวงศ์สกุล

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    28,206
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +53,386
    ก่อนอื่นต้องอย่าลืมว่า บนโลกนี้ มีการสร้างพระแก้วมาตั้งแต่อดีต ผมยึดเอาเฉพาะตั้งแต่โรงงานหลอมแก้วในเมืองนอกมีการลงบันทึกไว้ และในเมืองไทยก็มีบันทึก แต่บันทึกของไทยนั้นเพียงบางส่วน เราบันทึกเฉพาะในส่วนที่นำเข้าพระแก้วจากอิตาลีและฝรั่งเศสมาไม่กี่รุ่น แต่ความจริงในเมืองนอกมีมากรุ่นกว่า และมากประเทศกว่าที่คนไทยรู้จักมาก อย่างไรก็ดี ผมเองก็รู้ไม่หมด เอาเฉพาะที่ผมพอรู้เรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังครับ
     
  5. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 087-7459995 สมบูรณ์ ติยะวงศ์สกุล

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    28,206
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +53,386
    ในอดีตตั้งแต่เริ่มมีโรงงานหลอมแก้วในอิตาลี แถวๆเกาะมูราโนก็ผ่านมาเป็นเวลากว่า 700 ปีแล้ว ในฝรั่งเศสก็ยุคพระเจ้าหลุยส์ต่างๆ ผมไม่แม่นเรื่องเวลา แต่คงประมาณเป็นร้อยๆปีเช่นกัน ในประเทศอื่นๆก็มีเช็คโกสโลวาเกีย และอื่นๆ แต่ที่สำคัญที่สุดเมื่อประมาณ 5,000 - 6,000 ปีก่อน จีนนี่แหละครับ เป็นแหล่งการสร้างชิ้นงานแก้วจากเทคนิควิธีหลิวหลี่ liuli เป็นอันดับแรกๆของโลกเลยทีเดียว คนไทยก่อนปี พ.ศ. 2497 ก็ยังไม่เคยมีคนไทยสร้างพระแก้ว เพราะยังไม่มีโรงงานหลอมแก้วเป็นของตนเอง

    จนกระทั่งปี พ.ศ. 2497 - 98 ประเทศไทยได้จัดตั้งองค์การแก้วขึ้น โดยมีการเชิญนักวิชาการ ช่างแก้ว คนงานงาน จากต่างประเทศเข้ามาในไทย และนับจากปีนั้นเป็นต้นมา คนไทยโดยเฉพาะสำนักสร้างพระแก้ว 25 พุทธศตวรรษก็เกิดขึ้นมาหลายสิบสำนักทีเดียว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 - 2562 พระแก้วไทยไม่เคยหยุดสร้างเลย แต่ก็ไม่เคยก้าวหน้าในการสร้างเลยเหมือนกัน และสร้างเป็นพุทธพาณิชย์โดยส่วนมากหรือแทบทั้งหมด จวบจนทุกวันนี้ พระแก้ว 25 พุทธศตวรรษที่สร้างในปี พ.ศ. 2498 - 2535 ที่ถือว่าเป็นของเก่า ถูกปั่นราคาขึ้นไปจากเดิมตอนออกจากโรงงานในไทยองค์ละ 15 บาท 20 บาท ขณะนี้รุ่นหน้าตัก 5 นิ้ว ปั่นกันบางรุ่นถึง 2 หมื่น 5 พันบาทไปแล้ว ทั้งๆที่คุณภาพไม่ดี
     
  6. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 087-7459995 สมบูรณ์ ติยะวงศ์สกุล

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    28,206
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +53,386
    ผมขอถอยหลังอดีตจากประเทศจีนเมื่อประมาณ 5 - 6 พันปีก่อนนะครับ ตอนนั้นมีคนเก่งเรื่องการสร้างชิ้นงานหลิวหลี่อยู่มาก liuli หลิวหลี่หรือถ้าจะแปลทีละตัวคือ การไหลของน้ำแก้ว หรือน้ำแก้วที่ไหล หรือการรวมตัวกันของน้ำแก้วที่ไหล เกิดจากการที่มีคนไปขุดพบในพื้นดิน พบว่า มีก้อนแก้วที่มีลักษณะคล้ายน้ำแก้วสีๆ ไหลมารวมตัวกัน บางก้อนสวย บางก้อนไม่สวย สีบางก้อนสีใส สนิทบ้างไม่สนิทบ้าง บางก้อนมีสีหลายๆสี แก้วสีต่างๆไหลมารวมตัวกันกลายเป็นศิลปะในก้อนแก้ว เมื่อคนนำก้อนแก้วเหล่านี้ขึ้นมาจากดินแล้ว ก็นำมาแกะสลักเป็นชิ้นงานแก้วต่างๆ การแกะสลักด้วยมือในสมัย 5 - 6 พันปีก่อนนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ราคาของหลิวหลี่สมัยนั้นจึงแพงหูดับตับไหม้ บางชิ้นอาจถึงขนาดแลกเมืองกันได้เลย คือไม่ใช่หลักล้านแล้ว ถ้าแลกเมืองได้ราคาคงนับหลายร้อยหลายพันล้านบาทไปแล้ว (ถ้าเทียบกับว่าก้อนแก้วเพียงก้อนเดียวถึงขนาดแลกเมืองได้ ราคาต้องไม่ถูก)
     
  7. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 087-7459995 สมบูรณ์ ติยะวงศ์สกุล

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    28,206
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +53,386
    ต่อมาหลายร้อยปี คนจีนก็เริ่มรู้วิธีการเผาทรายแก้วให้ไหลมารวมตัวกัน บางคนเผาหรือหลอมเก่ง สีน้ำแก้วที่ไหลมารวมตัวกันสวยถูกใจ แล้วนำมาแกะสลักได้ บางคนต้องหลอมตลอดชีวิตจึงจะได้สวยๆมาเพียงไม่กี่ก้อน ดังนั้น ราคาก้อนที่สวยจึงแพง เพราะถือว่า เขาทำตลอดชีวิตได้เพียงก้อนเดียวบ้าง สองก้อนบ้าง ราคาก้อนหลิวหลี่ที่คนทำจึงมีราคาสูง

    ยิ่งเมื่อได้ก้อนแก้วมาแล้ว เจอช่างแกะสลักบางคน แกะช้ามาก หลายสิบปีแกะได้สวยๆก้อนเดียว ยิ่งแพงใหญ่ ดังนั้น ศิลปะหลิวหลี่จึงค่อยๆเลือนหายไปจากประเทศจีน จนกระทั่งหายไปแทบจะขาดสูญในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 และอาจถึงกับไม่ได้มีการพูดถึงเลยในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 คือเลิกผลิตสินค้าประเภทนี้ไปเลย เพราะคอมมิวนิสต์ไม่ต้องการให้สร้างของที่ถือว่าฟุ้มเฟือย
     
  8. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 087-7459995 สมบูรณ์ ติยะวงศ์สกุล

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    28,206
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +53,386
    หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เกิดโรงงานหลอมแก้วแทบทุกชนิดทุกขนาดขึ้นในประเทศจีน แต่โรงงานหลอมแก้วชนิดหลิวหลี่ตามความหมายด้านบนไม่ได้เกิดขึ้นในจีน ได้หายสาปสูญไปแบบว่า หายไปเลย เหลือไว้แต่ความทรงจำจากการที่ยังมีชิ้นงานแก้วหลิวหลี่ในพิพิธภัณฑ์ของจีนและในไต้หวัน (ซึ่งผมก็เคยเดินทางไปดูมาด้วยตนเองในไต้หวัน) [ในจีนแผ่นดินใหญ่ผมเคยเดินทางไปแต่ยังไม่ได้เข้าชมในพิพิธภัณฑ์]

    โรงงานหลอมแก้วส่วนมากสร้างสินค้าประเภทอุตสาหกรรม ส่วนมากสร้างด้วยเทคนิคการปั๊มแก้ว Pressed Glass และการเป่าแก้วด้วยปอด หรือบางแห่งใช้ลมจากเครื่องอัดลมแทนปอด

    จนกระทั่งต่อมาจีนไต้หวันเริ่มก่อน เริ่มด้วยความพยายามจะสร้างชิ้นงานหลิวหลี่จากแก้วแท้ๆ แต่ก็ไม่มีใครทำได้สำเร็จ มีแต่สร้างด้วยเรซิ่นพลาสติคกันแทบทั้งนั้น
     
  9. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 087-7459995 สมบูรณ์ ติยะวงศ์สกุล

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    28,206
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +53,386
    ส่วนทางด้านจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อเติ้งเสี่ยวผิงเปิดประเทศ สินค้าประเภทงานแก้วเริ่มมีสินค้าที่ค่อนข้างฟุ้มเฟือยเข้าไปสร้างในจีน และช่างจีนนั้นเก่งมาก ในที่สุดก็มีการค่อยๆค้นพบวิธีการสร้างหลิวหลี่บ้าง แต่ก็ไม่สวยงามอะไร เพราะความขาดสูญทางวิชาการหลอมแก้วตั้งแต่อดีต การที่ขาดสูญไปนานเกินไป และไม่มีสินค้าต้นน้ำ คือก้อนแก้วเพื่อการหลอมต่อ จึงต้องทำให้ช่างแก้วจีนนั้น เกิดแทบไม่ได้เลย แต่ในที่สุดเพียงสิบปีที่ผ่านมานี้เอง ก็เกิดโรงงานสร้างก้อนแก้วเพื่อการหลอมต่อในจีนขึ้นหลายแห่ง ที่เก่งมากๆก็เยอะ อย่างเช่น โรงงานจือปั๋วหลงไท้แห่งซานตง เขาสร้างก้อนแก้วคริสตัลหรือที่ผมเรียกว่า ก้อนแก้วเพื่อการหลอมต่อเป็นสินค้า ขายเพื่อให้โรงงานใดในจีนนำไปสร้างชิ้นงานหลิวหลี่ได้ง่ายขึ้น คือมีสินค้าต้นน้ำให้คุณแล้ว คุณก็จะได้สร้างชิ้นงานได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
     
  10. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 087-7459995 สมบูรณ์ ติยะวงศ์สกุล

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    28,206
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +53,386
    โรงงานสร้างชิ้นงานหลิวหลี่ในจีนเกิดขึ้นมากในช่วงสิบกว่าปีนี้เอง แม้แต่คนจีนไต้หวันก็มาเปิดโรงงานสร้างชิ้นงานหลิวหลี่ในจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะอะไร ก็เพราะว่า คนจีนไต้หวันกับจีนแผ่นดินใหญ่คุยภาษาเดียวกัน แหล่งซื้อก้อนแก้วเพื่อการหลอมต่อก็อยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่เป็นส่วนมาก แม้ในไต้หวันจะมีบ้างก็จะอยู่ในระดับราคาสูงกว่า และมีจำนวนโรงงานที่สร้างก้อนแก้วน้อยกว่ามากๆ

    ดังนั้น จีนแผ่นดินใหญ่จึงเป็นที่รวมของศิลปินแก้วจากจีนไต้หวันและจีนแดง และมีบางท่านเป็นจีนสิงคโปร์ จีนมาเลเซียและจีนอินโดนีเซีย กลับเข้าไปตั้งรกรากในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยมีการตั้งโรงงานผลิตชิ้นงานส่วนมากเป็นพระพุทธรูปแก้ว แต่ทั้งหมด เป็นพระแก้วทรงจีน
     
  11. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 087-7459995 สมบูรณ์ ติยะวงศ์สกุล

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    28,206
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +53,386
    เพิ่งจะมาปีสองปีมานี้เองที่มีบางโรงงานในจีน เริ่มสร้างชิ้นงานจากศิลปะของประเทศไทยเพิ่ม คือพระพรหมสี่หน้า
    HTB188NiJXXXXXa.XXXXq6xXFXXXW.jpg
    ขายให้กับคนจีนยุคใหม่ที่เขานับถือพระพรหม ซึ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่หยุดยั้ง

    คนไทยน่าจะได้สร้างไปขายที่จีนนะครับ เป็นโอกาสของคนไทย แต่คนจีนกลับนำโอกาสนี้ไปเป็นของเขา ผมเห็นว่าคนไทยน่าจะได้ทำครับ อย่างไรก็ดี การดึงกลับมาไม่ใช่เรื่องยาก

    ท่านที่สนใจสร้างพระพรหมไปขายในจีน สามารถยึดครองตลาดของจีนได้แทบทั้งหมดในทันทีครับ ด้วยวิธีที่คนไทยทำมาตลอด คือการสร้างแล้วเข้าพิธีปลุกเสก คนจีนจะแย่งกันจองสร้างทันทีครับ หรือถ้าสร้างเสร็จเขาก็จะซื้อ ถ้าผ่านพิธีปลุกเสก
     
  12. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 087-7459995 สมบูรณ์ ติยะวงศ์สกุล

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    28,206
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +53,386
    หนึ่งในศิลปินแก้วชาวไต้หวันซึ่งขึ้นชื่อมากคือคุณหยาง หุ้ย ซาน ท่านเป็นเจ้าของโรงงานหลิวหลี่ในจีนด้วยในไต้หวันด้วย ชิ้นงานของท่านมีราคาสูงพอสมควร หรืออาจจะถึงกับสูงมาก ทั้งนี้เพราะท่านใช้เวลานานถึง 19 ปีในการไปเรียนวิชาแก้วหลายวิชามากในอเมริกาและในยุโรป ( แต่ผมไม่ได้หมายความว่า ทุกท่านต้องไปเรียนนะครับ เพราะงาน Lost Wax Glass หรือหลิวหลี่นี้ แทบจะไม่ต้องเรียนเลยก็ทำได้ ) [เพราะเหมือนงานเททองเหลืองมาก เพียงแค่เปลี่ยนก้อนทองเหลืองมาเป็นก้อนแก้วเท่านั้นก็จะเหมือนกันเลย]

    คุณหยาง หุ้ย ซานตอนแรกไปเรียนวิชาปั้นแก้วมือเปล่าฟรีฟอร์มบ้าง วิชาเป่าแก้วด้วยปอดบ้าง และรวมถึง Lost Wax Glass ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองฝรั่งนานถึง 19 ปี แล้วนำกลับมาเปิดสตูดิโอในไต้หวันอีกนานกว่า 6 ปี จึงค่อยๆรู้วิธีทำการตลาด ซึ่งผมไม่อยากจะพูดว่า ถ้าเป็นคนไทย ไม่ต้องทำการตลาดครับ คนไทยโดยเฉพาะวัดต่างๆสร้างพระทองเหลืองอยู่ตลอดเวลา วันละหลายๆที่ มีทั้งประเทศ ถ้าช่างทองเหลืองเปลี่ยนมาเป็นช่างแก้ว ผมว่า งานล้นมือทันที แต่อย่าคิดแพงนะครับ กำไรแต่น้อย พออยู่รอดก็พอครับ อย่าเอาเงินคนทำบุญไปกินไปใช้มากๆเลย แค่พอให้ลูกเมียและพ่อแม่อยู่ได้ก็พอแล้วครับ
     
  13. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 087-7459995 สมบูรณ์ ติยะวงศ์สกุล

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    28,206
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +53,386
    ผมขอข้ามไปเรื่องการตีราคาขายของลาลีค ฝรั่งเศส ว่า เพราะอะไร พระพุทธรูปแก้วของลาลีคบ้าง บัคคาฮ่าบ้าง ส่วนมากเป็นค่ายฝรั่งเศส ทำไมจึงมีราคาสูงถึงองค์ละ 4 แสนบาทเศษในขนาดหน้าตักเพียงแค่ 8 นิ้วเศษ
     
  14. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 087-7459995 สมบูรณ์ ติยะวงศ์สกุล

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    28,206
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +53,386
    ลาลีค และ บัคคาฮ่า ทั้งสองบริษัทเป็นโรงงานหลอมแก้วคริสตัลที่มีชื่อเสียงสร้างชิ้นงานยอดเยี่ยมอันดับต้นๆของโลก และที่เกี่ยวข้องกับที่ผมสนใจมากคือ งานสร้างพระพุทธรูปแก้วหน้าตัก 8 นิ้วเศษ ถ้ากล่าวถึงลาลีคและบัคคาฮ่า ถ้าเขาตั้งใจจะสร้างชิ้นงานเอกคือพระพุทธรูปแล้ว เขาจะตั้งใจมาก มีความละเอียดประณีตบรรจงถึงที่สุด ผมให้ความนับถือสูงมาก เป็นเพียงไม่กี่โรงงานในโลกนี้ที่ใช้ความบรรจงสร้างถึงขนาดนี้ ดังที่ผมจะได้อธิบายต่อไปนี้ครับ ว่าเขาบรรจงสร้างอย่างไร

    user236095_pic40941_1255479405.jpg

    เขาจะเปลี่ยนเบ้าหลอมแก้วคริสตัลก่อนการสร้างพระพุทธรูปแก้วทุกครั้ง เพราะเบ้าหลอมแก้วคริสตัลที่ใช้มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว หากนำมาหลอมงานพระแก้วซึ่งต้องหลอมน้ำแก้วต่อเนื่องนาน 48 ชั่วโมงขึ้นไปนั้น เบ้าอาจแตกร้าวและน้ำแก้วคริสตัลอาจรั่วหมดเบ้าก็ได้

    การเปลี่ยนเบ้าหลอมแก้วแต่ละครั้ง ต้องใช้ช่างเปลี่ยนเบ้าจำนวนมากหลายคน ซึ่งผมและทีมช่างแก้วของผมก็เคยทำในสมัยที่ผมเป็นผู้จัดการโรงงานหลอมแก้ว ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ที่ไม่ปกติในกรณีของลาลีคและบัคคาฮ่าคือ เขาเปลี่ยนทุกครั้งก่อนการสร้างพระพุทธรูป ต้นทุนค่าช่างเปลี่ยนเบ้าในไทยนั้นไม่เท่าไร ค่าแรงคนงานอย่างต่ำ 300 บาท/วัน ช่างก็ไม่เกิน 500/วัน หัวหน้าช่างก็ไม่น่าจะเกิน 2,000/วัน แต่ที่ฝรั่งเศสที่ผมเคยเดินทางไปเมื่อสองปีที่แล้ว ค่าช่างแก้วเขาวันละ 25,000 บาทต่อ 7 - 8 ชั่วโมง ถ้าหัวหน้าช่างนี่แพงลิบ อาจถึง 50,000 บาทต่อ 8 ชั่วโมง เวลาเปลี่ยนแต่ละครั้งก็ใช้ช่างเปลี่ยนเบ้าจำนวนมาก บางครั้ง 5 - 6 คน เฉพาะค่าแรงเปลี่ยนเบ้า ลาลีคหมดไปเป็นแสนบาทหรือกว่านั้นแล้ว นี่คือต้นทุนอย่างหนึ่งครับ
     
  15. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 087-7459995 สมบูรณ์ ติยะวงศ์สกุล

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    28,206
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +53,386
    ลาลีคและบัคคาฮ่า เขามีสูตรน้ำแก้วคริสตัลเป็นของตนเอง เขาไม่ยอมที่จะใช้แก้วของใครเป็นอันขาด เพราะสูตรแก้วของเขานั้น ก็ถือว่าติดอันดับโลกซึ่งเป็นอันดับต้นๆของโลกเลยทีเดียว เขามีวิธีหลอมเป็นของเขาเอง เมื่อจะสร้างพระพุทธรูปซึ่งเป็นรูปเคารพสูงสุดในพระพุทธศาสนา เขาจะไม่ให้เกิดฟองอากาศในเนื้อแก้วเลย นักวิทยาศาสตร์และนักหลอมแก้วของเขา กำหนดว่า ต้องหลอมนาน 48 ชั่วโมง แก้วของเขาจึงจะถึงจุดที่เรียกว่า เป็นเลิศของโลกพร้อมที่จะสร้างชิ้นงานอันดับต้นของโลก

    ส่วนก้อนแก้วเพื่อการหลอมต่อจากจีนนั้น ถ้าจะพูดถึงความใส ถือว่า ใช้ได้ มองไม่ออกในคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการ หรือถ้าจะพูดว่า แม้แต่คนในวงการแก้วคริสตัลก็อาจมองไม่ออก หรือบอกไม่ได้ว่า ชิ้นงานไหนใช้แก้วอะไร เพียงแต่ลาลีคและบัคคาฮ่าเขาตระหนักถึงจุดนี้ เขาจึงลงทุนล่วงหน้าไปเลย แต่ความคิดเห็นของผมหลังจากผมสร้างชิ้นงานแก้วมา ผมเห็นว่า เป็นโอกาสที่คนไทยจะได้แจ้งเกิดบ้างแล้ว และเป็นโอกาสที่ปีสองปีนี้เศรษฐกิจกำลังตก เราได้อะไรดีๆมาทดแทนในราคาต่ำมากๆจากจีน ควรรีบทำครับ
     
  16. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 087-7459995 สมบูรณ์ ติยะวงศ์สกุล

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    28,206
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +53,386
    user236095_pic40945_1255479405.jpg
    ที่เห็นในภาพนี้คือทีมช่างปั้นก้อนแก้วทรงกระบอก ซึ่งต้องใช้เวลาในการพัฒนาทักษะฝีมือนานเกือบ 7 ปี และผมในฐานะที่เคยฝึกทีมช่างแก้วเหล่านี้มาก่อนแล้ว เพียงแต่เป็นช่างไทย ผมรับรองได้ว่า สำหรับช่างไทยที่ตัวไม่สูงถึง 190 cm. หมดสิทธิ์ฝึกครับ แรงแขนของเราจะไม่ถึงน้ำหนักแก้ว 11 กิโลกรัมนี้ หรือบางก้อนอาจถึง 13 กิโลกรัม การฝึกช่างแก้วที่มีค่าจ้างสูงขนาดนี้ ฝึกนาน 7 ปี ท่านว่าใช้ทุนเท่าไรครับ

    ผมเคยขอให้โรงงานแก้วในไทยโรงงานหนึ่ง ฝึกช่างไทยในกรณีคล้ายๆกับงานนี้ แต่ไม่ยากเท่านี้ เป็นงานขวั้นแก้วลูกโป่ง โรงงานนั้นบอกว่าต้องฝึก 1 เดือน ใช้งบการฝึก 2 แสนบาทและไม่รับประกันผลว่าจะได้อย่างที่คิดหรือไม่ ? หากฝึกต่อยังต้องใช้งบเพิ่มอีก นี่ขนาดเมืองไทยนะครับ แต่อย่าไปบอกว่าโรงงานไหนนะครับ เพราะโรงงานนั้นยังประกอบกิจการอยู่และอยู่ในอันดับกลางๆของไทยเลยทีเดียว
     
  17. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 087-7459995 สมบูรณ์ ติยะวงศ์สกุล

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    28,206
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +53,386
    baccarat0000001.jpg
    ช่างแก้วจะนำก้อนแก้วทรงกระบอกมาวางในช่องบนแม่พิมพ์เหล็ก แล้วใช้เครื่องอัดน้ำแก้วลงในแม่พิมพ์ ส่วนเกินของน้ำแก้วจะทะลักขึ้นมาเป็นทรงกระบอกอย่างในภาพนี้ ก็จะได้พระแก้วหน้าตัก 8 นิ้วเศษขึ้นมาครับ ต้นทุนแม่พิมพ์ของเขาจะดีกว่างานไทยเยอะนะครับ แม่พิมพ์เขาน่าจะราคาหลายล้านบาทขึ้นไปครับ

    IMGP99083.JPG
    ภาพล่างนี้คือแม่พิมพ์เหล็กที่ผมสร้างในไทย ราคาต้นทุนประมาณ 2 - 3 แสนบาทในสมัยนั้น เพื่อใช้สร้างพระแก้วหน้าตัก 9 นิ้วของโครงการผมครับ
    user236095_pic13795_1227020645.jpg
    องค์นี้คือที่ผมให้โรงงานแก้วเจษฏาสร้างให้ครับ องค์นี้ใช้เทคนิคการเป่าแก้วด้วยปอด ขอขอบคุณโรงงานแก้วเจษฏาที่คิดราคาเฉพาะพระแก้ว 450 บาท ฐานจ้างโรงงานอลูมีเนียมสมุทรสาครตัวฐาน 200 บาท หลอดไฟเกลียวมีหลายราคา ใช้แบบหลอดละ 50 บาทก็ใช้ได้ครับ หลอดคอมแพคประหยัดไฟ
     
  18. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 087-7459995 สมบูรณ์ ติยะวงศ์สกุล

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    28,206
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +53,386
    user236095_pic40952_1255479405.jpg
    งานสร้างพระแก้วของลาลีคและบัคคาฮ่าเป็นการสร้างด้วยเทคนิค Pressed Glass ช่างไทยมักเรียกแก้วปั๊ม คือกดปั๊ม เมื่อได้องค์พระร้อนๆออกจากแม่พิมพ์เหล็ก ช่างแก้วมือไฟจะเข้ามาใช้ปืนไฟเข้าเป่าลบตะเข็บทันที การลบตะเข็บนี้สำคัญมาก เมื่อลบตะเข็บแล้ว มองไม่เห็นตะเข็บ จะทำให้บอกไม่ได้ว่านี่คืองานเทคนิคแก้วปั๊มครับ ช่างมือไฟคนนี้ต้องเก่งมาก ค่าตัวคงแพงลิบครับ วันละเกิน 50,000 บาท ช่างปืนไฟแบบนี้ในไทยก็มีไม่กี่คนครับ ลูกน้องในอดีตของผมที่เก่งไม่ถึงขนาดนี้ที่เก่งจริงๆก็นับหัวได้ครับ
     
  19. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 087-7459995 สมบูรณ์ ติยะวงศ์สกุล

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    28,206
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +53,386
    user236095_pic40954_1255479405.jpg
    เมื่อลบตะเข็บเสร็จจึงนำเข้าเตาอบลดอุณหภูมิที่เรียกว่า Annealer เข้าสู่ขบวนการ Annealing หรือเรียกว่าขบวนการอบลดอุณหภูมิ ใช้เวลาจากตรงนี้อีก 96 ชั่วโมง เพราะเนื้อแก้วคริสตัลเป็นเนื้อตันๆนะครับ ไม่ใช่เนื้อกลวง

    0016.jpg 0015.jpg 0007.jpg 0014.jpg 0013.jpg
    อย่างด้านล่างที่เป็นพระแก้วกลวงเป่าด้วยปอดหน้าตัก 9 นิ้วของโครงการผมนี่ เนื้อกลวง ใช้เวลาการอบแค่ 4 ชั่วโมงครับ สาเหตุก็คือ ถ้าแก้วกลวง เนื้อไม่หนามาก ไม่มีส่วนตันๆ จะใช้เวลาลดน้อยมากครับ นี่จึงเป็นสิ่งที่ผมมักบอกเสมอว่า ถ้าสร้างพระแก้วองค์ใหญ่เป็นวา หรือหลายวา ถ้าเนื้อแก้วหนาไม่มาก ก็ใช้เวลาอบไม่มากครับ ต้นทุนพลังงานการอบน้อยมากถ้าเวลาสั้น
     
  20. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 087-7459995 สมบูรณ์ ติยะวงศ์สกุล

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    28,206
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +53,386
    user236095_pic40988_1255479831.jpg
    เมื่อนำพระแก้วออกจากเตาอบแล้ว ต้องนำมาเจียรนัยผิวทั้งองค์พระ รวมถึงด้านใต้ฐานก็เจียรนะครับ

    งานเจียรนัยผิวทั้งองค์ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนที่ผมบอกไว้เสมอๆว่า พระแก้วที่สร้างด้วยเทคนิค Lost Wax Glass ไม่ต้องเจียรนัยผิวนั้น ก็เพราะว่า เราใช้ผิวไฟครับ คนไทยก็นิยมผิวไฟด้วย ไม่ต้องเจียรนัยเลย แค่กระเทาะปูนปลาสเตอร์ออกก็ได้ผิวไฟที่เรียบเท่ากระดาษทรายเบอร์พันแล้ว ที่ผมแนะนำเช่นนี้เพราะผมคิดว่า งานแค่นี้นอกจากสวย ถูกแล้ว ยังเป็นที่นิยมของคนไทยด้วยเรื่องผิวไฟนะครับ

    แต่ถ้าชิ้นงานเป็นองค์หน้าตัก 8 นิ้ว ราคาขายครึ่งล้านบาท ลูกค้าคงถามถึงเรื่องการเจียรนัยผิวให้ลื่นสนิทเทียบเท่ากระดาษทรายเบอร์หมื่นแน่นอนครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...