เหตุที่ผมออกจากวัดพระธรรมกาย เพราะ...

ในห้อง 'Black Hole' ตั้งกระทู้โดย วงบุญพิเศษ, 30 ธันวาคม 2011.

  1. วงบุญพิเศษ

    วงบุญพิเศษ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    486
    ค่าพลัง:
    +649
    [​IMG]
    สัพพะทุกขะนิสสะระณะ นิพพานะสัจฉิกะระณัตถายะ
    เพื่อกำจัดทุกข์ทั้งปวงให้สิ้น<WBR></WBR>ไปและกระทำพระนิพพานให้แจ้ง​

    อารัมภบท
    หากท่านได้อ่านกระทู้นี้จนจบ ท่านจะสามารถจับต้นชนปลายเรื่องราวเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายได้เป็นอย่างดี

    สิ่งที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ เป็นประสบการณ์จริงของผมที่ได้เข้าไปสัมผัสวัดพระธรรมกายในระยะเวลาหลายปี ถึงแม้จะไม่มาก แต่ด้วยความที่ผมเป็นคนที่หากสนใจอะไรแล้ว ต้องรู้ให้จริง ต้องรู้ให้หมด ต้องจับต้นชนปลายให้ได้ ทำให้เรื่องราวต่างๆในวัดพระธรรมกายทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ล้วนผ่านสายตาผมทั้งสิ้น
    โดยจริตผมแล้ว เป็นคนที่รักพระพุทธศาสนามาก และปรารถนาให้พระศาสนามีความรุ่งเรืองเฟื่องฟู รักการสร้างบุญบารมี และมีพื้นฐานความรู้ในส่วนของพระสุตตันตปิฎกมากกว่าอีกสองปิฎก ผมเข้าวัดพระธรรมกายเพราะได้ดูเคเบิลทีวีช่องDMC ซึ่งเป็นของวัดพระธรรมกาย มีการถ่ายทอดรายการต่างๆตลอด 24ชั่วโมง รายการที่มีเรตติ้งสูงสุดคือรายการ “โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา” มีหลวงพ่อธัมมชโย (ปัจจุบันดำรงสมณศักดิ์ที่ พระเทพญาณมหามุนี) เป็นผู้แสดงธรรม



    [​IMG]
    การบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์เป็นการยาก เพื่อให้สรรพสัตว์เข้าสู่พระนิพพานโดยเร็วในยุคสมัยของพระองค์ หาใช่เพื่อการบูชาด้วยดวงประทีปนับแสนนี้ไม่ แก่นกับกระพี้พีงแยกให้ออก​


    -มีการอ่านผลการปฎิบัติธรรมของศิษยานุศิษย์ เพื่อเป็นแนวทางแก่ผู้ที่ยังไม่เข้าถึงธรรมและเป็นกำลังใจในการปฏิบัติธรรม(ซึ่งจากการศึกษาในภายหลังจากต้นวิชชา พบว่าเพี้ยนไปเป็นจำนวนมาก)
    -เทศน์เรื่องอานุภาพของบุญตามโครงการต่างๆที่ทางวัดกำลังโปรโมท เช่นช่วงการระดมสรรพกำลังสร้างองค์พระปิดเจดีย์ ก็จะอ่านอานุภาพการสร้างองค์พระที่ศิษย์วัดส่งไป
    -มีการประกาศข่าวบุญต่างๆของทางวัดทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศอย่างเป็นทางการ เช่นโครงการบวชพระหนึ่งแสนรูป โครงการบวชอุบาสิกาแก้วหนึ่งล้านคน โครงการตักบาตรพระหนึ่งล้านรูป โครงการเด็กดีวีสตาร์หนึ่งล้านคน เป็นต้น
    <O:p-และที่สำคัญที่สุดคือ Case study คือการอ่านเรื่องราวชีวิตของศิษย์ที่ส่งไปพร้อมคำถามต่างๆที่เกี่ยวกับเรื่องในอดีตชาติ-ปัจจุบันชาติที่ต้องอาศัยญาณทัศนะในการตอบ ทั้งหมดเพื่อเป็นกรณีศึกษากฎแห่งกรรม ซึ่งในCase studyนี้เอง ได้มีการกล่าวถึง “หมู่คณะ” ในนานาทัศนะเพื่อเสริมศรัทธาดังจะกล่าวต่อไป
    <O:p
    เมื่อผมได้ติดตามรายการต่างๆทางช่อง DMC เป็นระยะเวลาหนึ่งก็เกิดความเลื่อมใส ศรัทธาในงานบุญต่างๆของทางวัด เพราะล้วนสร้างผลดีต่อพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น ทุกๆงานมีความเป็นระเบียบ เรียบร้อย ยิ่งใหญ่ และมีผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อพระศาสนา ซึ่งทั้งหมดต้องใช้ “งบประมาณ(เงิน) กำลังคน กำลังสติปัญญาอย่างมหาศาล” และในปัจจุบันนี้ไม่มีหมู่คณะศรัทธาใดสามารถทำได้ เท่าวัดพระธรรมกายอีกแล้ว<O:p


    [​IMG]
    กระพี้งามแต่ไมมีแก่น ไม่มีมรรคผลนิพพาน จะมีกระพี้ไปทำไม?​

    วิธีการสอน ปลูกฝัง และสร้างกระแสศรัทธา
    มีการปูพื้นเรื่องราวให้ดู “มั่นคง” และ “มั่นใจ” ในการร่วมเดินทางไปในสังสารวัฏว่า “หมู่คณะของเรา เป็นหมู่คณะเดียวในสังสารวัฏนี้ที่มีปณิธานไปสู่ที่สุดแห่งธรรม โดยมีมหาปูชนียาจารย์ 3ท่านเป็นผู้นำ คือพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ พระเดชพระคุณพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) และคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง มีการร่วมเวียนเกิดเวียนตายด้วยกันมาหลายอสงไขยมหากัป โดยมีที่พักที่สวรรค์ชั้นดุสิต เรียกว่า “ดุสิตบุรี วงบุญพิเศษ เขตบรมโพธิสัตว์” โดยพวกเราทั้งหมดเป็นพระโพธิสัตว์ที่ปรารถนาขนหมู่สัตว์ทั้งหมด เข้าสู่พระนิพพาน ไม่ให้เหลือแม้เพียงหนึ่ง โดยมีการเสริมเติมว่า ที่เรียกว่าวงบุญพิเศษเพราะ หมู่คณะเรายังไม่ได้รับการพยากรณ์ (ยังเป็นอนิยตโพธิสัตว์) แต่มีวิมานในเขตของนิยตโพธิสัตว์ ณ ดุสิตาเทวโลก มีจำนวนพี่น้องร่วมวงบุญประมาณ6ล้านคน และในทุกๆกึ่งพุทธกาล จะมีการอธิมุตติการกิริยาลงมาในมนุษย์โลกเพื่อสั่งสมบารมีโดยการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา และในที่สุดหมู่คณะของเราจะเข้านิพพานเป็นหมู่คณะสุดท้าย”

    [​IMG]
    หากเรื่องดุสิตบุรีและหมู่คณะ มีจริง คงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่เหตุไฉนพระบรมศาสดาหรือหลวงพ่อวัดปากน้ำ จึงมิได้ตรัสหรือเทศน์ไว้เลย?​

    และเสริมศรัทธาเข้าไปอีก
    <O:p…อย่างที่กล่าวแล้วว่า ในรายการ “โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา” มีการเล่าเรื่องราวกรณีศึกษากฎแห่งกรรม(Case study) ซึ่งทุกเรื่องจะมีการกล่าวย้อนไปในอดีตเมื่อพุทธันดรก่อนๆ ที่หมู่คณะลงมาสร้างบารมี โดยกล่าวว่าเกี่ยวเนื่องด้วยหลวงพ่อวัดปากน้ำ คุณยายแม่ชีจันทร์ หลวงพ่อธัมมชโย และหลวงพ่อทัตตชีโว ให้ดูน่าเชื่อถือ ดูมีเรื่องมีราว มีเหตุมีผล ซึ่ง Case study นี้ หลวงพ่อเจ้าอาวาสจะกล่าวนำก่อนว่า “หลับตา ฝันเป็นตุเป็นตะ ตื่นขึ้นมา หาวหนึ่งทีแล้วนำมาเล่าให้ฟังเป็นนิยายปรัมปรา” ในทำนองว่าเพื่อกันวินัยอวดอุตริ แต่ผู้ฟังมิได้คิดเช่นนั้น มีการเชื่อกันอย่างเอาเป็นเอาตายว่าทุกเรื่องเป็นความจริง ยิ่งปรากฏมีพิธีกร พระที่ได้ออกรายการต่างๆเอ่ยอ้างถึงCase study ว่าเป็นเรื่องจริง แม้กระนั้นก็มิได้มีการกล่าวแก้ตัวแต่อย่างใดจากเจ้าอาวาสว่าเรื่องราวเหล่านั้น จริงเท็จประการใด มิหนำซ้ำเจ้าอาวาสยังแสดง อวัจนภาษา ลีลาว่าเป็นจริงดังนั้นด้วย ก็เป็นอันว่าได้กระแสศรัทธา คุณวิเศษ โดยอาศัย “ปากต่อปาก” ของผู้เลื่อมใสอยู่แล้ว ยิ่งไปกันใหญ่ตราบจนปัจจุบัน

    [​IMG]
    สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำยังมีชีวิต<WBR></WBR>อยู่ ก็ได้ปรารถเหตุจะเผยแผ่วิช<WBR></WBR>ชาธรรมกายไปทั่วโลกเหมือนกั<WBR></WBR>น ท่านก็กล่าวเพียงว่า ธรรมกายจะเลี้ยงธรรมกายทำได้ ไม่ต้องเอากิเล<WBR></WBR>สมาร ไม่ต้องพูดถึงสวรรค์ให้คนไปทำบุญกับท่านเพื่อ<WBR></WBR>เป็นทุนในการเผยแผ่วิชชาธรรมก<WBR></WBR>ายเลย ​


    มีการปลูกฝังว่าเราทุกคนเกิดมาเพื่อสร้างบุญบารมีอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันเยี่ยงพระโพธิสัตว์ ให้เราทุกคนรักพระพุทธศานา และมีจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกับหลวงพ่อธัมมชโย ว่าอย่างไรก็ว่าตามกัน ปลุกเร้าให้ทุกคนตื่นตัวในการรักษาพระศาสนา โดยการสร้างถาวรวัตถุ พุทธสถานให้ยิ่งใหญ่เพื่อรอการรวมตัวของพุทธบริษัท สร้างพระเจดีย์เป็นจุดรวมใจ สร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมเพื่อรองรับคน ในปัจจุบันหากรวมแล้วทั้งวัดจะสามารถจุคนได้แน่นสุดๆได้ราว 1.4ล้านคน

    ทุกอย่างดูจะไม่มีข้อกังขา
    <O:p</O:pทุกอย่างดูมีเหตุมีผลรองรับ แต่ทว่า เบื้องหลังข้ออ้างว่าเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ก็คือ “กิเลสมาร” ความหล่อ สวย รวยๆ ฉลาดๆ ความเจริญยิ่งด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข สวรรค์วิมาน-สวน-สระ-ประติมากรรม ความอยากอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น ความโลภ การวาดหวังอานิสงค์ ผลบุญ ซึ่งทั้งหมดถูกลบล้างด้วยเหตุผลที่ว่า “หมู่คณะของเรามิได้หวังนิพพานชาตินี้ แต่ยังจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกเพื่อสร้างบารมีให้แก่รอบไปเรื่อย โดยไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น (ที่สุดแห่งธรรม) จึงยังมีกิเลส แต่ทุกๆคนเมื่อเวียนเกิดเวียนตายไปเรื่อยๆก็จักสามารถลด ละไปได้ ขนาดคุณยายอาจารย์ยังเคยกล่าวไว้ว่า ใครจะเข้านิพพานก็เข้าไป ยายก็ขอโมทนา แต่ยายจะอยู่ปราบไอ้ดำก่อน” เป็นอันว่าทุกๆคนก็ตั้งหน้าตั้งตา “เตรียมเสบียง” ไว้เสวยโลกียสุขไปทุกภพทุกชาติทั้งพระทั้งโยม ไม่มีใครหวังนิพพานเลย จนผมอดคิดไม่ได้ว่า หากเกิดกระแสที่สุดแห่งธรรมฟีเวอร์ จะไม่มีอริยบุคคลเลยในโลก ทุกคนหวังแต่การเกิดภพชาติไม่รู้จักจบจักสิ้น ประดุจติดห่วงแห่งมารอย่างสิ้นเชิง เป็นบ่าวเป็นทาสของเขาไปตลอดกาล สรุปคือ “ถูกมารปราบเสียหมดท่า” http://www.dmc.tv/pages/latest_update/20111126-อานิสงส์ของการทำบุญทอดผ้าป่า-7.html

    ชื่อวัดพระธรรมกาย ก็ต้องมี “วิชชาธรรมกาย” เป็นหลักสำคัญ แต่…
    <O:pเมื่อระยะเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ผมสังเกตการสอนสมาธิปฏิบัติตามแนวหลวงพ่อวัดปากน้ำในวัดพระธรรมกาย สามารถสรุปใจความได้ว่า “ให้นำใจไปจรดที่ศูนย์กลางกายฐานที่7 ตลอดเวลาทั้งนั่ง นอน ยืน เดิน ทำใจเฉยๆ สบายๆ อาจกำหนดนิมิตเป็นดวงแก้วใส องค์พระ หรืออะไรก็ได้ และให้ภาวนาสัมมาอะระหัง เมื่อใจถูกส่วนเข้าก็จะเห็นเอง ประสบการณ์ภายในจะสอนตนได้เอง และในที่สุดจะสามารถเข้าถึงพระธรรมกายได้ หากใครที่ยังไม่เข้าถึง ให้เสริมด้วยการสร้างบุญให้มากๆ สักวันหนึ่งจะเข้าถึงได้เอง” ดูจะไม่แปลกอะไร หากเรามิได้ศึกษาวิชชาธรรมกายจากสายอื่นเลย แม้หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็เคยกล่าวว่า “หยุด เป็นตัวสำเร็จ” ทุกอย่างที่เป็นเรื่องวิชชาธรรมกาย ในวัดพระธรรมกาย ไม่มีองค์ความรู้อื่นใดนอกจาก การทำใจหยุดใจนิ่ง แม้หนังสือที่เกี่ยวกับ “องค์ความรู้ทางวิชชาธรรมกาย” ที่ออกมาจากวัดพระธรรมกาย ก็หาไม่ได้เลยสักเล่ม ตามหลักวิชาการแล้ว องค์กรใดมีข้อมูลระดับไหนก็ควรมีข้อมูลองค์ความรู้ในระดับต่างๆให้ได้ศึกษา หากเป็นวัดพระธรรมกาย ก็ควรมี “วิชชา” ธรรมกาย ให้ได้ศึกษา แต่ในวัดพระธรรมกาย หนังสือที่มีมากและมียอดการผลิตสูงสุดคือหนังสือที่เกี่ยวกับ “อานุภาพ” บุญต่างๆ เช่นอานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ ประวัติมหาเศรษฐีต่างๆที่รวยได้เพราะการทำบุญที่วัดนี้ ฯลฯ

    [​IMG]
    ตำราทางมรรคผล:ตำราพื้นฐานที่วัดปากน้ำแจกฟรีตั้งแต่สมัยหลวงพ่อสด ที่หาในวัดพระธรรมกายไม่มี
    http://www.dhammakaya.org/forum/index.php?topic=810.0

    เรื่องวิชชาธรรมกายในระดับอื่น เช่นวิชชา18กาย ซึ่งในสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำถือเป็นเรื่องอนุบาล ปกติ มีการแจกหนังสือทางมรรคผลให้แก่สาธุชนทั่วไปซึ่งกล่าวถึงวิชชาธรรมกายในเบื้องต้น จนถึง18กาย(แม้ในปัจจุบันที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญก็ยังแจกฟรีเป็นธรรมทาน) ในวัดพระธรรมกายถือเป็นเรื่องลึกลับ ห้ามพูดถึง สาธุชนส่วนใหญ่ในวัดยังไม่ทราบเรื่องนี้ด้วยซ้ำไป ทุกเรื่องเมื่อมี “ปัญหาข้อสงสัย” เกิดขึ้น ก็จะโยนไปที่พระอาจารย์ท่านนั้นท่านนี้ ให้ไปนั่งสมาธิเอง โยนไปในอาคารภาวนา60ปีบ้าง (เป็นอาคารที่เชื่อกันว่าใช้เป็นเสมือนโรงงานทำวิชชาธรรมกายระดับสูง มีพระปฏิบัติได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งเรื่องราวในอาคารนี้ทุกอย่างเป็นความลับสุดยอด)
    ทำให้ศิษย์วัดพระธรรมกายทุกคนอยู่กับ “ความเชื่อ-ศรัทธา” ไม่รู้จุดหมายของตนอย่างมีหลักวิชชา ก็ลุยอธิษฐานตามติดติดตามเขาไปแล้ว

    ทำไมถึงเชื่อได้ขนาดนั้น
    <O:p1. มีการเชื่อมโยงไปที่หลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นหลัก เริ่มต้นด้วยประวัติของคุณยายอาจารย์จันทร์ ขนนกยูงว่าเป็นศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ มีความเชี่ยวชาญในวิชชาธรรมกายระดับสูง มีอัธยาศัย-จริตดีมาก ได้รับการยอมรับจากหลวงพ่อวัดปากน้ำให้เป็นหัวหน้าเวรทำวิชชาในโรงงานทำวิชชาธรรมกายระดับสูงที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญและได้รับการชื่นชมจากหลวงพ่อสด ว่า “เป็นหนึ่งไม่มีสอง” มีฤทธิ์ มีเดช บุญญาบารมี มีอานุภาพมาก ซึ่งจากการที่ผู้เขียนได้ศึกษาจากต้นวิชชา ทำให้ทราบว่า แม่ชีจันทร์มีตำแหน่งหน้าที่เพียง “รักษาการหัวหน้าเวรทำวิชชา” และได้รับการชื่นชมว่า “เป็นหนึ่งไม่มีสอง ทางด้านการตรงต่อเวลา” ทั้งหมดทำไปเพื่อปูทางให้ “หลวงพ่อธัมมชโย”
    <O:p2. มีการนำเรื่องราว ประวัติของศิษย์วัดที่ทุ่มเทชีวิตแล้ว “รอดตาย หายป่วย รวยเรื้อรัง” มาโปรโมท ในทำนองเพื่อยืนยัน-กระตุ้นศรัทธา ในอานุภาพความขลัง ซึ่งที่ “จนไม่เลิก ตายอนาถ” มีเป็นจำนวนมากก็มิได้มีการกล่าวถึง
    <O:p3. มีการโปรโมทความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อธัมมชโยว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มาก ผ่านประวัติของแม่ชีจันทร์ว่าได้ถ่ายทอดวิชชาทั้งหมดให้เจ้าอาวาส พร้อมด้วยการพูดจาหาเสียงให้เจ้าอาวาสว่า “พูดอะไรแล้ว เป็นจริงทุกอย่าง” เช่นว่าต่อไปจะมีคนมาปฏิบัติธรรมเป็นล้านคน ทำบุญมากๆแล้วรวย เหตุการณ์อัศจรรย์ตะวันแก้ว แต่ที่พูดแล้วไม่จริงก็มีมาก อย่างล่าสุดที่บอกว่ากรุงเทพน้ำจะไม่ท่วมเพราะมีพญานาคมาช่วยดูดน้ำ ก็ไม่จริง ท่วมไปครึ่งเมือง และนอกจากCase study แล้วก็ยังมีการพูดถึง "เรื่องราวละเอียดๆ” เช่นเรื่องพญามาร การเกิดดับของโลก โลกนี้ โลกหน้า เหตุการณ์ปัจจุบันของต่างจักรวาลเพื่อเคล้าศรัทธาในหนาแน่น อย่างเร็วๆนี้คือการพูดถึง “พระพุทธเจ้าในอีกจักรวาลว่ากำลังประทับบนจักรแก้ว มีพระสาวกเป็นจำนวนมากกำลังเวียนประทักษิณโดยรอบพระพุทธเจ้านั้น” ผ่านรายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา
    <O:p4. มีการให้ผู้ปฏิบัติธรรม ที่อ้างว่าได้วิชชาแล้ว ออกมาเล่าเรื่องราวละเอียดต่างๆเกี่ยวกับภพภูมิ มาร วิญญาณ ที่ได้กล่าวสรรเสริญบูชาหลวงพ่อธัมมชโย ดังเทปเสียงของ “น้าจี้” ที่มีการนำมาลงใน YouTube แต่สำนักปฏิบัติธรรมกายสายอื่น ได้ทำธรรมวิจัยแล้วว่าน้าจี้พูดไม่ตรงหลักวิชชาธรรมกาย สิ่งที่พูดไม่มีในหลักวิชชา <O:p</O:p
    5. ฯลฯ<O:p

    <O:p[​IMG]
    ลักษณะพระธรรมกาย ที่วัดปากน้ำ วัดหลวงพ่อสดฯ สายอาจารย์การุณย์ และอื่นๆรับรอง
    http://www.dhammakaya.org/%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4/%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2

    [​IMG]
    ภาพพระธรรมกายหลายVersion ของวัดพระธรรมกายที่ไม่ถูกลักษณะ จนเป็นที่กังขาของสายปฏิบัติอื่น
    ซึ่งมีลักษณะ คล้อยตามวัยและใบหน้าของเจ้าอาวาส​

    ผลการปฏิบัติเอง จึงได้รู้สู่วิชชาธรรมกาย “ของจริง”
    <O:pผมเป็นคนชอบนั่งสมาธิมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว หลังจากที่รู้จักวิชชาธรรมกายจากวัดพระธรรมกาย ก็เร่งรุดหน้าปฏิบัติธรรมตามแนวทางของวัด คือการนำใจมาจรดที่ศูนย์กลายกายฐานที่7 เลย จนเห็นดวงธรรม (ปฐมมรรค) ตามแนววิชชาธรรมกายในไม่ช้าหลังจากเข้าวัด และในที่สุดเมื่อกลางเดือนกันยายน ปี พ.ศ 2553 ผมปฏิบัติจนเห็นพระธรรมกายภายใน *เพียงครึ่งองค์ส่วนบน จิตสงบตกศูนย์อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เห็นพุทธลักษณะกายธรรมภายในชัดเจน จีวรพลิ้ว เกตุดอกบัวตูม แต่ประเด็นคือ ธรรมกายที่ผมเห็น ไม่เหมือนองค์พระธรรมกายที่ทางวัดปั้นออกมาให้ดูและบูชา ผมได้แต่สงสัยอยู่ในใจ เพียงได้สอบถามจากคนในวัด เขาก็บอกว่าผมคงยังไม่เห็นของจริง แต่ผมมั่นใจของผม อีกหลายเดือนต่อมาผมจึงได้ศึกษาวิชชาธรรมกายในอินเตอร์เน็ตอย่างจริงจัง สนใจแต่ “หลักวิชชา” ไม่สนใจกระพี้เปลือกนอก จนนำไปสู่บทความ-เว็บ ของสำนักปฏิบัติธรรมกายสายอื่น ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้มิได้ให้ความสำคัญ เพราะได้รับการปลูกฝังจากทางวัด ไม่กล้าไปที่อื่นเพราะกลัวจะไม่ได้วิชชาของจริง เชื่อในเรื่องที่ว่าหลวงพ่อสดกับหลวงพ่อธัมมะเป็นหนึ่งเดียวกัน ของจริงมีเพียงที่นี่ที่เดียว( The Only One)
    *ในภายหลัง ผมจึงได้เข้าถึงพระธรรมกายเต็มองค์ เพราะได้เดินใจตามฐานทั้ง7 ตามต้นวิชชาที่วัดพระธรรมกายไม่ได้สอน ผมเข้าวัดมานานยังไม่ทราบว่าต้องเดิน7ฐาน มาทราบภายหลัง แม้เทปเสียงหลวงพ่อวัดปากน้ำก็นำนั่งไล่7ฐาน<O:p</O:p</O:p

    [​IMG]

    ผลที่ผมได้เจอคือ “วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม” มีภาพจำลองลักษณะพระธรรมกายให้ดู ปรากฏว่า “เหมือนกับที่ผมเห็น” ผมจึงมีใจน้อมไปในทางออกห่างวัดพระธรรมกาย หันมาศึกษาจากกระทู้ บทความต่างๆของวัดนี้และสำนักอื่นๆเช่นวัดปากน้ำ สายอาจารย์การุณย์ บุญมานุช เป็นต้น ทำให้ผมทราบว่า “วิชชา” ของแท้เป็นอย่างไร
    <O:pยิ่งศึกษา ยิ่งเข้าใจ ยิ่งมั่นใจ และรู้ว่าสิ่งที่วัดพระธรรมกายทำเป็นเพียงกระพี้ ไม่มีหลักวิชชาให้เราเลย ตำราของหลวงพ่อวัดปากน้ำ มี4เล่ม คือตำราทางมรรคผล ตำราคู่มือสมภาร ตำรามรรคผลพิสดาร1และ2 ไม่มีปรากฏหรือพูดถึงในวัดพระธรรมกายเลย จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่ผมคิดเองในเวลานี้ว่า “อาจเป็นเพราะ หากศิษย์วัดอ่านแล้วไม่เข้าใจ จะไม่สามารถตอบคำถามให้โยมได้ เพราะความจริงแล้ว เจ้าอาวาสเองอาจมิได้เป็นวิชชาธรรมกายเลย”

    [​IMG]
    ตำรายุคต้นวิชชา ที่ระบุ "นี่คือธรรมกาย"​

    *คู่มือสมภาร
    เป็นตำราหลักสูตรระดับกลาง ความเป็นมาเกิดจากสมเด็จพระ<WBR>สังฆราช (สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์) วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงบัญชาให้แม่ชีนวรัตน์ หิรัญรักษ์ เขียนความรู้ที่หลวงพ่อวัดป<WBR>ากน้ำสอน มาถวายแก่พระองค์ ด้วยพระองค์ทรงสนพระทัย แม่ชีนวรัตน์ก็นำความนี้ไปกราบหลวงพ่อ ศิษย์ของหลวงพ่อซึ่งประกอบด้<WBR>วย แม่ชีนวรัตน์, แม่ชีสมทรง สุดสาคร, คุณฉลวย สมบัติสุข จึงได้ร่วมกันเรียบเรียงตำร<WBR>าคู่มือสมภาร ตามความรู้ที่หลวงพ่อได้สอน<WBR>ไว้ รวมเป็นเล่มหนังสือ จัดพิมพ์ขึ้นถวายแด่สมเด็จพ<WBR>ระสังฆราช พิมพ์ในนามของ น.ส.ฉลวย สมบัติสุข เมื่อปี พ.ศ. 2492 แต่ปรากฏว่าสมเด็จพระสังฆรา<WBR>ชทรงประชวร แพทย์ห้ามใช้ความคิด จึงถวายหนังสือนี้แก่พระสาธ<WBR>ุศีลสังวร (สนธ์ กิจฺจกาโร) ซึ่งท่านเจ้าคุณรูปนี้เป็นเ<WBR>ลขานุการของสมเด็จฯ และท่านเจ้าคุณรูปนี้เป็นผู้<WBR>เขียนคำนำไว้ในตำราคู่มือส<WBR>มภารนั้นด้วย*


    ถึงแม้ว่าในวันสลายร่างคุณยายอาจารย์ วันที่3 กุมภาพันธ์ 2545 ทางวัดพระธรรมกายจะมีการพิมพ์ “ตำราคู่มือสมภาร” แจกพระสังฆาธิการที่มาร่วมงาน และได้มีการเปลี่ยนแปลงหน้าปก ของเดิมจะมีรูปพระธรรมกาย(แบบเดียวกับที่วัดปากน้ำและวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม)ซึ่งไม่เหมือนของวัดตน และได้เปลี่ยนแปลงคำนำภายในเล่มด้วย หลังจากนั้นก็มิได้มีการพิมพ์อีกเลยทั้งคู่มือสมภารและตำราสำคัญเล่มอื่นๆ เสมือนจงใจ “ทำให้ลืม” หลักวิชชาของจริงเหล่านี้ ทั้งๆที่ศิษย์ผู้ใคร่ศึกษาวิชชาธรรมกายพึงได้อ่านตำราเหล่านี้บ้าง กลับปกปิดวิชชา ปิดปัญญา โดยอ้างว่าอาจทำให้ฟุ้งได้ ยากต่อการเข้าถึงธรรม แต่ทีเรื่องทรัพย์สมบัติ ความโลภ สวรรค์ กลับประโลมกันอย่างมาก ทุกครั้งที่มีการบอกบุญ จะมีการสร้างกระแส โดยมักมีเรื่องรวยๆมาเกี่ยวข้อง อย่างไม่เกรงกลัวเลยว่าสาธุชนจะฟุ้งซ่าน ยากต่อการเข้าถึงธรรม

    <O:p(ผมคิดว่าเหตุผลของการพิมพ์ “ตำราคู่มือสมภาร” แจกในช่วงนั้นเพราะ เป็นช่วงที่วัดพระธรรมกายพึ่งผ่านเรื่องราวต่างๆมาในปี 2541-2543 เพื่อปรับความเข้าใจโดยอ้อม จึงมีการพิมพ์ตำราที่เป็นหลักวิชชาออกมาเพื่อยังศรัทธาให้เกิด)

    [​IMG]
    คู่มือสมภารฉบับวัดพระธรรมกาย ภาพพระธรรมกายที่ถูกต้องหายไป และเปลี่ยนแปลงคำนำภายใน​

    ฝากถึงศิษย์วัดพระธรรมกาย<O:p

    ขอประกาศให้ผู้ใคร่ศึกษาวิชชาธรรมกายได้ทราบโดยทั่วกันว่า หลังจากที่หลวงพ่อวัดปากน้ำได้ละสังขารลง ศิษย์ระดับแนวหน้าก็ได้แยกย้ายถิ่นฐานการสอนวิชชาออกไปเป็นสายต่างๆ ปัจจุบันสามารถระบุสำนักการสอนอย่างเป็นทางการได้ 4 สำนัก คือ<O:p
    1 .วัดปากน้ำภาษีเจริญ มีพระราชพรหมเถร(หลวงปู่วีระ) รองเจ้าอาวาสและพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระวัดปากน้ำภาษีเจริญ และคุณยายตรีธา เนียมขำ(หัวหน้าเวรทำวิชชาในสมัยนั้น) ปูชนียบุคคลที่...ได้เข้าโรงงานทำวิชชาเป็นหลัก<O:p

    2. วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม จ.ราชบุรี มีพระเทพญาณมงคล ศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระราชพรหมเถร(หลวงปู่วีระ) เป็นเจ้าอาวาส http://www.dhammakaya.org/forum/<O:p

    3. วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี มีพระเทพญาณมหามุนี ศิษย์ของแม่ชีอาจารย์จันทร์ ขนนกยูง(รักษาการหัวหน้าเวรทำวิชชาในสมัยนั้น) เป็นเจ้าอาวาส<O:p

    4. สายอาจารย์การุณย์ บุญมานุช (ประจำที่จ.จันทบุรี) ศิษย์ของแม่ชีอาจารย์ถนอม อาสไวย์ (หัวหน้าเวรทำวิชชาในสมัยนั้น)<O:p

    นอกจากนี้ ยังมีอาจารย์ฉลวย สมบัติสุข(หัวหน้าเวรทำวิชชาในสมัยนั้น)กับคณะศิษย์จำนวนหนึ่ง มิได้เปิดสอนเป็นทางการแล้ว
    <O:p

    การศึกษาวิชชาธรรมกาย ควรยึดตำราต้นวิชชาทั้ง4เล่มเป็นหลัก คือทางมรรคผล คู่มือสมภาร มรรคผลพิสดาร1 มรรคผลพิสดาร2 ซึ่งทุกท่านที่ศึกษาวิชชาธรรมกายควรได้อ่านทั้งหมด<O:p

    <O:p
    *บุคคลยุคต้นวิชชา ที่เคยได้เข้าโรงงานทำวิชชาที่ยังมีชีวิตอยู่มี3ท่าน คือ พระราชพรหมเถร คุณยายตรีธา เนียมขำ ทั้ง2ท่านอยู่ที่วัดปากน้ำ คุณครูฉลวย สมบัติสุข อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ทั้ง3ท่านยังมีชีวิตอยู่ สามารถเข้าสอบถาม ปรึกษาได้ โดยขอให้ลืมข้อมูลที่ตนได้รับมาทั้งหมดก่อน เพราะ "หลายๆสิ่งที่ได้รับมา ได้ถูกสั่งสมมา อาจจะ หักมุมไปอย่างน่าตกใจ"

    **ในบทความมีการกล่าวถึงวิชชาธรรมกาย หากท่านไม่ได้ศึกษา ศรัทธา หรือสนใจในวิชชาธรรมกาย ขอความกรุณา อย่าวิจารณ์หลักวิชชาให้เป็นวิบาก และวัดพระธรรมกายไม่เกี่ยวกับวิชชาธรรมกาย เพราะวิชชาธรรมกายที่บริสุทธิ์ไม่มีในวัดพระธรรมกาย


    [​IMG]
    เกิดมาว่าจะมาหาแก้ว
    พบแล้วไม่กำ จะเกิดมาทำอะไร
    อ้ายที่อยากมันก็หลอก อ้ายที่หยอกมันก็ลวง
    ทำให้จิตเป็นห่วงเป็นใย
    เลิกอยากลาหยอก รีบออกจากกาม
    เดินตามขันธ์สามเรื่อยไป
    เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกกันดาร เรียกนิพพานก็ได้​

    [ame="http://www.youtube.com/watch?v=zQxhI-cJ8cg"]??????????????? - ??????????????? - YouTube[/ame]​

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 26 กุมภาพันธ์ 2012
  2. nut33

    nut33 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กันยายน 2006
    โพสต์:
    52
    ค่าพลัง:
    +44
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 3 มกราคม 2012
  3. สมถะ

    สมถะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มกราคม 2006
    โพสต์:
    1,091
    ค่าพลัง:
    +972
    หลักการเรียนรู้ทางวิชชา...ให้เอาความรู้ทางหลักวิชชาออกหน้า อย่าเอาความเชื่อ(ของตนเอง)ออกหน้าเลย...

    ตำราทางวิชชาทั้ง 4 เล่ม ต้องอ่านให้หมด อ่านแล้วต้องการความชัดเจน จงเข้าหาผู้รู้ทางวิชชา จงเรียนพื้นฐานให้แน่น ให้ชัดเจน อย่าติดบุญ ติดสุข ติดสมบัติ จงเรียนให้จริง วิชชาธรรมกายเรียนทั้งชีวิตก็ไม่มีหมด วิชชาของพระพุทธเจ้าต้องเข้ากลางของกลางเรื่อยไปไม่ถอยหลังกลับ...

    ขออนุโมทนากับเจ้าของกระทู้ครับ


    ห้องสนทนาธรรม โดย "ชมรมพัฒนาใจให้สว่างใส"
    ห้องสนทนาธรรม โดย "ชมรมพัฒนาใจให้สว่างใส"
     
  4. suriyanvajra

    suriyanvajra Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2011
    โพสต์:
    281
    ค่าพลัง:
    +67
    น้อมคารวะท่านวงบุญพิเศษ

    ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ถึงแม้ไม่เป็นวิชาธรรมกายที่ถ่ายทอดโดยหลวงพ่อสด แต่ก็เป็นวิธีนั่งสมาธิแบบแรกที่ตนเคยทำก่อนเป็นลูกศิษย์พระป่า ตนพยายามน้อยเกินไปและคิดว่าคงไม่ถูกจริตเลยไม่ได้เห็นอย่างที่ท่านเห็น แต่ระลึกอยู่เสมอถึงพระคุณของหลวงพ่อสด ดิฉันเคยไปกราบศพท่านที่วัดปากน้ำแล้วน้ำตาไหล เหมือนได้พบญาติผู้ใหญ่ อยากให้วิชชาธรรมกายดั้งเดิมที่ตรงต่อนิพพานได้ปรากฎแก่ลูกหลานบ้างเพื่อบูชาพระคุณครูบาอาจารย์ หากท่านวงบุญพิเศษจะกรุณาเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ในการภาวนาที่เชื่อมถึงการเจริญวิปัสสนาแบบตรงหลักวิชาธรรมกายบ้างจะเป็นพระคุณอย่างสูง ขอบพระคุณสำหรับความจริงใจและบทความดีๆค่ะ
     
  5. ต้นไม้โพธิ

    ต้นไม้โพธิ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มกราคม 2010
    โพสต์:
    96
    ค่าพลัง:
    +85
    ลองศึกษาหลักสมถะวิปัสสนาพอสังเขปตามแนวสติปัฏฐาน๔ ถึงธรรมกายและพระนิพพานดูที่นี่นะครับ

    1. หลักปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากัมมัฏฐาน | วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
    1. หลักปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากัมมัฏฐาน


    <!-- /#breadcrumb-->



    สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงประทานหลัก คือ ธรรมเป็นอารมณ์ของสมถกัมมัฏฐาน อันเป็นพื้นฐานสำคัญให้ถึงธรรมอันเป็นรากเหง้าให้วิปัสสนาเกิด เจริญขึ้น และตั้งอยู่ เพื่อเจริญปัญญาจากการที่ได้เห็นแจ้งและรู้แจ้ง ในสภาวะของสังขารธรรม และวิสังขารธรรมคือพระนิพพานธาตุโดยปรมัตถ์ และในพระอริยสัจ 4 ตามที่เป็นจริง ไว้หลายวิธี อันผู้เจริญภาวนาพึงเลือกปฏิบัติให้ถูกจริตอัธยาศัยของตน
    ข้าพเจ้าจึงขอเสนอวิธีเจริญทั้งสมถะและวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่ให้ผลดีมีประสิทธิภาพสูง ตามหลักปฏิบัติพระสัทธรรมเพื่อทำนิพพานให้แจ้ง ที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงไว้ดีแล้ว คือวิธีเจริญสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ให้ถึงธรรมกายมรรคผลนิพพานตามรอยบาทพระพุทธองค์ ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ท่านปฏิบัติได้เข้าถึง ได้รู้เห็นและเป็นธรรมกายแล้ว จึงได้สั่งสอนศิษยานุศิษย์จนตลอดชีวิตของพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่าน และได้ถ่ายทอดสืบต่อๆ กันมาจนถึงปัจจุบัน ปรากฏผลดีเป็นอย่างสูงแก่ผู้ปฏิบัติด้วยอิทธิบาทธรรม
    โดยมี หลักปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ถึงธรรมกาย ให้เกิดอภิญญา และวิชชา คือความรู้ความสามารถพิเศษ ได้แก่ วิชชา 3 วิชชา 8 (รวมอภิญญา 6) ชื่อว่า "วิชชาธรรมกาย" เป็นพื้นฐานสำคัญแก่การเจริญวิปัสสนาปัญญาถึงโลกุตตรปัญญา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังต่อไปนี้
    1. ขั้นสมถกัมมัฏฐาน
    มีหลักวิธีปฏิบัติเบื้องต้นที่สำคัญ 3 ประการ คือ
    1. กำหนด "ฐานที่ตั้งของใจ" ไว้ ณ ศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ อันเป็นที่ตั้งกำเนิดธาตุธรรมเดิม และเป็นที่ตั้งกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม
      ศูนย์กลางกายระดับสะดือเป็นที่สุด และเป็นต้นทางลมหายใจ (เข้า-ออก)
    2. กำหนด "บริกรรมนิมิต" คือ นึกให้เห็นด้วยใจเป็นเครื่องหมายดวงแก้วกลมใส ให้ใจรวมอยู่ ณ ศูนย์กลางดวงแก้วกลมใสนั้น ตรงศูนย์กลางกายเหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ (ตามข้อ 1)
      การเพ่งดวงแก้วกลมใส มีลักษณะเป็นการเพ่งแสงสว่าง (อาโลกกสิณ) กล่าวคือ ถ้าพระโยคาวจรเพ่งแสงสว่างเป็นอารมณ์ ถึงได้อุคคหนิมิต ก็จะเห็นเป็นดวงใสสว่าง หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านจึงใช้ดวงแก้วกลมใส (แทนดวงใสสว่าง) เป็นบริกรรมนิมิต
    3. กำหนด "บริกรรมภาวนา" คือ ท่องในใจด้วยองค์บริกรรมภาวนาว่า "สัมมาอรหังๆๆ" ที่กลางของกลางจุดเล็กใส กลางดวงแก้วกลมใส ตรงศูนย์กลางกายเหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือนั้น เพื่อประคองใจให้หยุดนิ่งตรงนั้น
      คำว่า "สัมมา" เป็นคำย่อจากคำว่า "สัมมาสัมพุทโธ" แปลว่า พระผู้ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ ซึ่งหมายถึง พระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า ส่วนคำว่า "อรหัง" แปลว่า พระผู้ไกลจากกิเลสและบาปธรรมทั้งปวง ซึ่งหมายถึง พระวิสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า เมื่อบริกรรมภาวนาว่า "สัมมาอรหังๆๆ" นึกน้อมพระพุทธคุณ คือ พระปัญญาคุณ และ พระวิสุทธิคุณของพระพุทธเจ้ามาสู่ใจเราด้วย เป็นพุทธานุสสติ
    ถ้าผู้ปฏิบัติภาวนากำหนดบริกรรมนิมิต คือ นึกเห็นเครื่องหมายดวงแก้วกลมใสด้วยใจได้ยาก ก็ให้สังเกตลมหายใจเข้า-ออก ที่ผ่านและกระทบดวงแก้ว ตรงศูนย์กลางกายเหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ อยู่ตรงนั้น (เป็นอานาปานสติอีกโสดหนึ่ง) โดยไม่ต้องตามลมหายใจเข้า-ออก ก็จะช่วยให้เห็นดวงนิมิตได้ง่ายเข้า เมื่อเห็นดวงใสปรากฏขึ้นแล้ว ก็ปล่อยความสนใจในลม
    เมื่อรวมใจหยุดนิ่งตรงศูนย์กลางกายเหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ อันเป็นที่ตั้งกำเนิดธาตุธรรมเดิม ก็จะเข้าถึง และได้รู้เห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม จนถึงธรรมกาย อันเป็นกายที่พ้นโลก เป็นธาตุธรรมที่บริสุทธิ์ เป็นอุปการะสำคัญต่อการเจริญวิปัสสนาให้เกิดปัญญาจากการที่ได้เห็นแจ้งและรู้แจ้ง
    1. ในสภาวะของสังขาร คือ ธรรมอันไปในภูมิ 3 ทั้งสิ้น และธรรมที่เป็นไปในภูมิที่ 4 เฉพาะที่เป็นสังขตธรรม ตามที่เป็นจริง
    2. ในสภาวะของวิสังขาร คือ พระนิพพานธาตุโดยปรมัตถ์ อันเป็นคุณธรรมภายในของพระอริยเจ้า ทั้ง สภาวะนิพพาน ผู้ทรงสภาวะ และ อายตนะนิพพาน ตามที่เป็นจริง และ
    3. ในอริยสัจ 4 อันเป็นไปในญาณ 3 คือ สัจจญาณ กิจจญาณ และ กตญาณ มีรอบ 12
    2. ขั้นอนุวิปัสสนา
    เมื่อผู้ปฏิบัติภาวนาได้ถึงธรรมกายแล้ว ย่อมสามารถเจริญภาวนาทั้งสมถะและวิปัสสนา ให้เกิดอภิญญา ความรู้ความสามารถพิเศษ และวิชชา ได้แก่ วิชชา 3 วิชชา 8 (รวมอภิญญา 6) จึงชื่อว่า "วิชชาธรรมกาย" ให้เกิดและเจริญความรู้ความสามารถพิเศษ ให้สามารถพิจารณาเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ตามแนวสติปัฏฐาน 4 ให้เจริญ "วิปัสสนาปัญญา" เห็นแจ้งรู้แจ้งสภาวะของสังขาร อันประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง (สังขตธรรม) ว่ามีสามัญญลักษณะที่เป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ และอนตฺตา อย่างไร อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการเจริญโลกุตตรวิปัสสนา ให้เห็นแจ้งในอริยสัจ 4 เป็น "โลกุตตรปัญญา" ต่อไป
    กล่าวคือ เมื่อผู้ปฏิบัติภาวนาได้ถึงธรรมกายแล้ว
    1. พึงฝึกเจริญฌานสมาบัติให้เป็นวสี แล้วย่อมเกิดอภิญญา มีทิพพจักษุ ทิพพโสต เป็นต้น ตามระดับภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้ (การเริ่มเจริญสมถภาวนาโดยการกำหนดบริกรรมนิมิตเป็นดวงแก้วกลมใสนั้น มีลักษณะเป็นการเพ่งกสิณแสงสว่าง ชื่อว่า "อาโลกกสิณ" อันเป็นกสิณกลาง และมีผลให้เกิดอภิญญาได้ง่าย)
    2. สามารถน้อมไปเพื่อ "อตีตังสญาณ" เห็นอัตตภาพของตนและสัตว์อื่นในภพชาติ ก่อนๆ น้อมไปเพื่อ "อนาคตังสญาณ" เห็นจุติปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายที่เป็นไปตามกรรม และน้อมไปเพื่อ "ปัจจุปปันนังสญาณ" เห็นสัตว์โลกในทุคคติภูมิ ได้แก่ ภูมิของเปรต สัตว์นรก อสุรกาย และในสุคติภูมิ ได้แก่ เทวโลก และพรหมโลก ตามที่เป็นจริง ตามพระพุทธดำรัสได้
    ให้สามารถรู้เห็นสภาวะของสังขาร ได้แก่ เบญจขันธ์ของสัตว์โลกทั้งหลาย อันปัจจัยปรุงแต่งด้วย ปุญญาภิสังขาร คือความปรุงแต่งด้วยบุญคือกุศลกรรม อปุญญาภิสังขาร คือความปรุงแต่งด้วยบาปคืออกุศลกรรม และ อเนญชาภิสังขาร คือ ความปรุงแต่งที่ไม่หวั่นไหว (ด้วยรูปฌานที่ 4 ถึงอรูปฌานทั้ง 4)
    ได้เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์โลกในสังสารจักร อันเป็นไปตามกรรม โดยวัฏฏะ 3 คือ กิเลสวัฏ กัมมวัฏ และวิปากวัฏ และ
    ให้สามารถเจริญปัญญารู้แจ้งในสภาวะของสังขารธรรม คือธรรมชาติที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง (สังขตธรรม) กล่าวคือ ธรรมที่เป็นไปในภูมิ 3 ทั้งสิ้น ว่ามีสามัญญลักษณะที่เป็น อนิจฺจํ ทุกขํ และ อนตฺตา อย่างไร อย่างละเอียด และกว้างขวาง
    ให้เจริญวิปัสสนาญาณ รวบยอดผ่านถึงโคตรภูญาณของธรรมกายได้อย่างรวดเร็ว และเป็นบาทฐานให้เจริญโลกุตตรวิปัสสนาได้เป็นอย่างดี
    3. ขั้นโลกุตตรวิปัสสนา
    เมื่อพระโยคาวจรเจริญอนุปัสสนา ตามแนวสติปัฏฐาน 4 คือ มีสติพิจารณาเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ทั้ง ณ ภายใน และ ณ ภายนอก เห็นแจ้งรู้แจ้งในสามัญญลักษณะของสังขารธรรมทั้งหลายอยู่แล้วนั้น
    ธรรมกายย่อมเจริญฌานสมาบัติพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือมีสติพิจารณาเห็นอริยสัจ 4 ของกายในภพ 3 แล้วทำนิโรธ (ไม่ใช่นิโรธสมาบัติ) ดับสมุทัย ปหานอกุศลจิตของกายในภพ 3 โดยวิธีดับหยาบไปหาละเอียด ผ่านศูนย์กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม อันเป็นที่ตั้งของธาตุธรรม เห็น-จำ-คิด-รู้ คือ "ใจ" อันกิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ยึดครองอยู่ ปหานอกุศลจิต ชำระธาตุธรรม เห็น-จำ-คิด-รู้ คือ "ใจ" ของกายในกาย (รวมเวทนา จิต และธรรม) จากกายสุดหยาบถึงสุดละเอียด จนเป็นแต่ธาตุล้วนธรรมล้วนของธรรมกายที่บริสุทธิ์สุดละเอียด ถึงปล่อยวางอุปาทานในเบญจขันธ์ของกายในภพ 3 และปล่อยความยินดีในฌานสมาบัติเสียได้
    ปล่อยขาดพร้อมกันแล้ว ธรรมกายที่หยาบตกศูนย์ ธรรมกายที่บริสุทธิ์สุดละเอียดนั้นจะไปปรากฏในอายตนะนิพพานอันเป็นที่สถิตอยู่ (อายตน=วาสฏฺฐาน) ของพระนิพพานคือธรรมกายตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าและพระอรหันตเจ้า ที่ดับขันธ์เข้าปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ประทับเข้านิโรธสงบตลอดกันหมดนับไม่ถ้วน สว่างไสวด้วยธรรมรังสีของธรรมกายที่บรรลุพระอรหัตตผลแล้ว เป็นวิราคธาตุวิราคธรรม เป็นความสูญ คือว่างอย่างมีประโยชน์สูงสุดเพราะไม่มีสังขาร ชื่อว่า "ปรมัตถสูญ"
    โคตรภูจิต คือ ธรรมกายโคตรภูของพระโยคาวจรนั้นย่อมยึดหน่วงพระนิพพานอันละเอียด ประณีต สุขุมลุ่มลึกนั้นเป็นอารมณ์
    เมื่อมรรคจิต และ มรรคปัญญา อันรวมเรียกว่า มรรคญาณ ของธรรมกายมรรคของพระโยคาวจรนั้นเกิดและเจริญขึ้น ปหานสัญโญชน์ กิเลสเครื่องร้อยรัดให้ติดอยู่กับโลกอย่างน้อย 3 ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ขึ้นไปได้ ย่อมก้าวล่วงข้ามโคตรปุถุชนเป็นพระอริยบุคคลตามระดับภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้ และ ณ บัดนั้น ธรรมกายมรรค ได้แก่ ธรรมกายพระโสดาปัตติมรรค ก็จะตกศูนย์ และปรากฏผลจิต ได้แก่ ธรรมกายพระโสดาปัตติผล เข้าผลสมาบัติ พิจารณาปัจจเวกขณ์ 5 คือ พิจารณามรรค ผล กิเลสที่ละได้ กิเลสที่ยังเหลือ (ในกรณีเสขบุคคล) และพิจารณาพระนิพพาน ต่อไป
    นี้คือขั้นตอนของเจริญสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน ตามแนวสติปัฏฐาน 4 ถึงมรรคผลนิพพาน ตามรอยบาทพระพุทธองค์ ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้ปฏิบัติเข้าถึงได้รู้-เห็น และเป็นธรรมกาย แล้วได้สั่งสอนศิษยานุศิษย์ และได้ถ่ายทอดสืบต่อๆ กันมาถึงปัจจุบัน
    ข้าพเจ้าขอแนะนำให้ท่านผู้สนใจศึกษาสัมมาปฏิบัติ ให้ทดลองปฏิบัติให้เห็นผลด้วยตนเอง แล้วท่านจะซาบซึ้งในคุณของวิชชาธรรมกาย ด้วยตัวของท่านเอง
    Tweet <IFRAME style="BORDER-BOTTOM-STYLE: none; BORDER-LEFT-STYLE: none; WIDTH: 87px; BORDER-TOP-STYLE: none; HEIGHT: 21px; BORDER-RIGHT-STYLE: none; OVERFLOW: hidden" class=fb-widget src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.dhammakaya.org/%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2/1.-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%96%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99&locale=&layout=button_count&show_faces=false&width=86&action=like&font=trebuchet+ms&colorscheme=light&height=21" frameBorder=0 allowTransparency scrolling=no></IFRAME><?XML:NAMESPACE PREFIX = G /><G:pLUSONE size="medium" href="http://www.dhammakaya.org/%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2/1.-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%96%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99"></G:pLUSONE>
     
  6. ต้นไม้โพธิ

    ต้นไม้โพธิ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มกราคม 2010
    โพสต์:
    96
    ค่าพลัง:
    +85
    โพสต์ด้านบนนี้ เป็นองค์ความรู้ตามแนววิชชาธรรมกาย ที่กลั่นออกมาจากพระไตรปิฎกและอรรถกถา วิชชาธรรมกายอยู่ในฐานะอนุศาสนีย์ปาฏิหาริย์นั่นเอง

    สำนวนนี้เป็นสำนวนปริยัติ อาจจะยากสำหรับบุคคลทั่วไป แต่นำมาให้เรียนรู้ว่า นี่คือของจริง สมบูรณ์ บริสุทธิ์ถูกต้อง และได้รับถ่ายทอดสืบต่อกันมาอย่างแท้จริง ตัวจริง เสียงจริง โดยตรงจากหลวงพ่อสดวัดปากน้ำจากสายพระสู่พระ ไม่มีแอบอ้าง ไม่มีโปรโมทเกินจริง ไม่นอกคำครู ไม่เพี้ยนจากพระธรรมวินัย
     
  7. Army56

    Army56 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    1,098
    ค่าพลัง:
    +1,862
    ที่ว่าต้องเห็นเป็นแบบนั้นแบบนี้

    เห็นพระเหมือนกันแต่เห็นเป็นอีกปางอีกแบบ

    ผมไม่เชื่อว่า ภาพที่แต่ละคนได้เห็นเมื่อเข้าถึงนั้น จะต้องเหมือนกัน

    ฝรั่งบางคนนั่งแล้วเห็นพระเยซู

    คนแอฟริกาบางคนก็นั่งเห็นปิรามิด

    คุณจะว่าเขาเหล่านั้นยังไม่เข้าถึง เห็นของไม่แท้ได้หรือไม่

    อันที่จริงแล้วส่วนตัวก็ไม่เคยนั่งเห็นอะไร

    แต่อนุมานเอาว่าสิ่งที่ได้เห็นนั้น คือภาพของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จิตไร้สำนึกของแต่ละบุคคล

    แสดงออกมามากกว่า
     
  8. Army56

    Army56 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    1,098
    ค่าพลัง:
    +1,862
    แต่ที่ว่าพูดไม่จริง ไม่ตรงนั้น

    ก็พอจำได้ว่า

    ปีก่อนนั้นน้ำท่วมภาคเหนือมาก และคิดว่าจะลงมาท่วมกรุงเทพปริมณฑล

    ท่านก็ว่าไม่จริง ปีก่อนนั้นก็ไม่ท่วมจริง

    แต่ปีที่ผ่านมาผมก็ไม่เคยได้ยินท่านพูดว่า น้ำจะไม่ท่วมปทุม
     
  9. Army56

    Army56 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    1,098
    ค่าพลัง:
    +1,862
    แต่สำหรับผมแล้วถ้ายังไม่มีใครให้คำตอบเรื่องของมนุษย์ต่างดาว

    และจักรวาลได้แล้ว ผมก็ยังถือว่าเขายังไม่ใช่ที่สุดแห่งธรรม
     
  10. mazami

    mazami สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 ธันวาคม 2006
    โพสต์:
    24
    ค่าพลัง:
    +20
    อนุโมทนา สาธุ บุญรักษา ศิษย์กตัญญู ขอท่านเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป
     
  11. suriyanvajra

    suriyanvajra Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2011
    โพสต์:
    281
    ค่าพลัง:
    +67
    กราบขอบพระคุณท่านต้นไม้โพธิเป็นอย่างสูง ดิฉันมีข้อธรรมะเกี่ยวกับวิชาธรรมกายที่ต้องการสอบถามท่านผู้รู้ ตนเองไม่มีศักยภาพอที่จะตอบแต่รู้สึกอยู่นานแล้วว่าควรนำมาแลกเปลี่ยนเจ้าค่ะ
     
  12. suriyanvajra

    suriyanvajra Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2011
    โพสต์:
    281
    ค่าพลัง:
    +67
    ดิฉันได้ทราบจากหนังสือประกอบกับประสบการณ์ตนเองว่าในขันธ์ 5 ของพวกเรามีสิ่งที่เรียกว่า "เจตสิก" และ "จิต"

    เมื่อปฏิบัติธรรมแรกๆตนเองตระหนักรู้ถึง "เจตสิก" ในความหมายของ "สัญญาขันธ์" และตระหนักรู้ถึง "จิต" ในความหมายของ "วิญญาณขันธ์" แต่เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นตนรู้สึกว่า "เจตสิก" และ "จิต" เป็นได้หลายความหมาย จะดูในลักษณะขันธ์ 5 ก็น่าจะเป็นได้ทั้ง 5 ขันธ์เลย หรือจะดูในแง่ของอินทรีย์ก็สามารถเป็นได้ทั้ง 22 อินทรีย์ ฯลฯ ในที่นี้ตนขอกล่าวถึง "เจตสิก" และ "จิต" ในแง่ของ คุณลักษณะบางอย่างที่จะแสดงอาการเมื่อ "วิญญาณขันธ์" วิ่งไปสัมผัส (อาจผิดพลาดได้ กรุณาใช้วิจารณญาณ)

    ตนตีความหมายจากพระอภิธรรมได้ว่า "เจตสิก" มีอยู่ 52 ชนิด ส่วน "จิต" นั้นมีอยู่ 121 ดวง จิตและเจตสิกนั้นจะแสดงอาการได้โดยอาศัยกันและกัน หากมองในแง่ของจิต 121 ดวงแล้วในนั้นย่อมมีเจตสิก 52 ชนิด แยกประกอบกันตามเหตุปัจจัยอยู่เบ็ดเสร็จแล้วในตัว เจตสิกบางประเภทก็สามารถประกอบกับจิตได้ทุกดวง แต่เจตสิกบางประเภทก็มีความเฉพาะเจาะจงว่าต้องแสดงอาการร่วมกับจิตบางดวงเท่านั้น

    ตัวอย่างเช่น เมื่อวิญญาณขันธ์เราได้สัมผัสความสุข หากพิจารณาเจาะลึกลงไปในความรู้สึกนั้นแล้ว ท่านว่ามี "สุขเวทนาเจตสิก" ประกอบกับ "สุขสหคตกายวิญญาณจิต" แสดงอาการร่วมกัน ทั้งนี้พวกเราบางท่านอาจเรียก "สุขสหคตกายวิญญาณจิต" ว่าเป็นวิญญาณขันธ์ บางท่านก็บอกว่า "สุขสหคตกายวิญญาณจิต" เป็นเพียงอาการของวิญญาณขันธ์ไม่ใช่ตัววิญญาณขันธ์เดี่ยวๆซึ่งตนก็เห็นว่าไม่ผิดทั้ง 2 มุมมอง อุปมาเสมือนการมองดูหลอดไฟที่มีแสงสว่าง บางท่านก็รู้สึกว่าตนเห็นไฟฟ้า(วิญญาณขันธ์) แต่บางท่านก็รู้สึกว่าตนเห็นเพียงอาการสว่างของแสง(จิต)อันเกิดจากไฟฟ้า ในหลอดไฟฟ้าย่อมมีไฟฟ้าอยู่แล้วและมีอาการของไฟฟ้าอยู่ด้วยจะเห็นอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ทั้งนี้ผู้เขียนอุปมาเฉดสีพื้นฐานที่ประกอบกันเป็นคุณลักษณะของแสงสว่างว่าเป็นเสมือน "เจตสิก" ดังนั้น "จิต" (แสงสว่าง) และ "เจตสิก" (เฉดสีพื้นฐานที่ประกอบกันเป็นแสง) จึงแสดงอาการร่วมกันเสมอ จิตสีแดงสว่างย่อมประกอบไปด้วยเจตสิกที่มีสีแดงเป็นหลัก ส่วนจิตสีม่วงสว่างย่อมมีทั้งเจตสิกสีแดงและเจตสิกสีน้ำเงินมาประกอบ เป็นต้น

    ดังนั้นตนจึงขอเรียกจิตทั้ง 121 ดวงนี้ที่มีอยู่ในขันธ์พวกเราว่า "จิตเจตสิก" เพราะมันประกอบกันอยู่ และจะแสดงอาการได้เมื่อมี "วิญญาณขันธ์" วิ่งผ่าน

    จากประสบการณ์ของตนพบว่า เวลาที่ตนใช้อุปทาน(ความยึดมั่นถือมั่น)เกาะเกี่ยวกับ "จิตเจตสิก" "จิตเจตสิก" ก็จะแสดงอาการเพียงดวงเดียวกระจ่างชัดซึ่งสามารถเปลี่ยนชนิดไปได้เรื่อยๆแต่จะยังคงมีดวงเดียวในหนึ่งขณะเวลา แต่เมื่อตนปล่อยอุปทานไปบ้าง "จิตเจตสิก" จะไม่ค่อยแสดงตัวเด่นชัดนักและสามารถแสดงอาการได้มากกว่า 1 ดวงในหนึ่งขณะเวลาแล้วแต่เหตุปัจจัย เช่น ขณะนอนหลับบางครั้งตนก็พิจารณาเรื่องราวบางอย่างอยู่พร้อมทั้งรับรู้เรื่องที่ผู้คนคุยกันหน้าบ้านได้ในขณะเดียวกันเป็นต้น เสมือนว่ามโนวิญญาณังวิ่งผ่าน "ปัญญาเจตสิก" ที่อยู่ใน "ติเหตุกจิต" ไปพร้อมๆกับ โสตะวิญญาณังวิ่งไปรับรู้เสียงผ่าน "ผัสสะเจตสิก" ที่อยู่ใน "โสตวิญญาณจิต" เป็นต้น

    ตนได้อ่านพบจากธรรมะในเว็ปของน้องสหายธรรมท่านหนึ่งและหนังสือเล่มหนึ่งประกอบกับการตีความหมายประสบการณ์บางอย่างของตนว่า ผู้ที่จะนิพพานนั้นถึงแม้ปล่อยอุปทานไปแล้ว "จิตเจตสิก" จะแสดงออกเพียงดวงเดียวเพราะว่าท่านมีเหลืออยู่เพียงดวงเดียว (ผิดกับตนที่เมื่อปล่อยอุปทานแล้วมีหลายดวง) และสุดท้ายเมื่อ "จิตเจตสิก" ดวงนั้นในขันธ์ท่านสลายหายไป (ในมุมมองของตนเอง) หรือรวมกับธรรมชาติ (ในมุมมองของธรรมชาติ) จึงเรียกได้ว่าท่านเข้าถึงนิพพาน

    ตนเข้าใจว่าการที่พวกเรามาปฏิบัติธรรมกันนั้นคือการเพิ่มศักยภาพในการสลายตัวของจิตเจตสิกทั้ง 121 ดวงจนเหลือเพียงดวงเดียวและหายไปในที่สุด หรือหากมองอีกมุมหนึ่งก็คือเพิ่มศักยภาพการรวมตัวของจิตทั้ง 121 ดวงให้กลายเป็นดวงใหญ่ๆดวงเดียวและรวมกับธรรมชาติจนไม่มีสิ่งใดเรียกได้ว่าเป็นจิต ตนเดาว่าการ "ภาวนา" ของแต่ละสำนักคงเป็นไปเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวของดวงจิตเจตสิกจนกระทั่งเข้าสู่สภาวะไร้จิตเจตสิกในที่สุด
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 มกราคม 2012
  13. suriyanvajra

    suriyanvajra Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2011
    โพสต์:
    281
    ค่าพลัง:
    +67
    ในหนังสือที่วัดปากน้ำแจกเรื่องหลักการสอนสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น ดิฉันมีติดตัวไว้หลายสิบปีแล้ว เป็นหนังสือเล่มแรกที่ตนนำมาใช้หัดภาวนา แต่อนิจจาตนเองไร้สามารถ ไม่อาจเข้าถึงแม้แต่เบื้องต้นของวิชาได้ แต่แม้กระนั้นตนเองก็ยังมีความมั่นใจอยู่ลึกๆว่าวิชานี้ถึงนิพพานได้จริง จึงขออนุญาตท่านผู้รู้ทั้งหลายแสดงความเห็นและตั้งคำถามดังต่อไปนี้ค่ะ

    1. การตั้งนิมิตควรเริ่มตั้งแต่การเอาดวงแก้วเข้าสู่รูจมูกเคลื่อนที่ไปตามฐานทั้ง 7 ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ฐานสะดือหรือเหนือสะดือใช่หรือไม่ ? เพราะสมัยที่ตนฝึกใหม่ๆนั้นไม่ได้เอาดวงแก้วเข้าสู่รูจมูกและลงมาตามฐานต่างๆ แต่ตนมาตั้งดวงแก้วที่ฐานสะดือเลย ตั้งไปก็ไม่เห็นดวงแก้วเห็นแต่สีของจักระสะดือเหลืองๆส้มๆแดงๆ

    2. ดวงแก้วถือเป็นองค์ภาวนาชนิดหนึ่ง ต้องทำให้ขึ้นใจจนปรากฎขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องใช้อุปทานเจตนาใช่หรือไม่ ? เหมือนการฝึกภาวนาพุทโธจนพุทโธปรากฎขึ้นเองเวลาเราเผลอๆหรือตกใจใช่หรือไม่ ?

    3. การฝึกหยุดลงในกลางของกลางดวงแก้วนั้นเป็นการใช้อุปทานกดความรู้สึกลงไปในดวงแก้ว คล้ายๆกับการใช้อุปทานพากเพียรท่องพุทโธในตอนฝึกภาวนาพุทโธใช่หรือไม่ ? เมื่อทำซ้ำๆกันจนชินแล้วเราจะเข้าไปหยุดอยู่กลางดวงแก้วได้เองโดยไม่ต้องเจตนาเหมือนกับเราภาวนาพุทโธเองโดยไม่ได้เจตนาใช่หรือไม่ ?

    4. เมื่อหยุดลงกลางดวงแก้วได้ถูกส่วนแล้วเหตุใดจึงเห็นอีกดวงปรากฎขึ้น ? หากหยุดได้จริงๆทำไมยังมีการเคลื่อนมาปรากฎของดวงแก้วอีกดวงได้อีก ? ที่ว่าหยุดนั้นให้หยุดอะไร ? และเมื่ออีกดวงปรากฎขึ้นท่านก็ให้เราหยุดลงกลางดวงแก้วนั่นอีก แสดงว่าที่เราว่าเราหยุดได้นั้นมันไม่ได้หยุดจริงใช่หรือไม่ ?

    5. ดวงแรกที่มาปรากฎชื่อว่า "ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน" ตนเข้าใจว่าเป็นพื้นฐานในการเจริญ "ธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน" โดยใช้จักษุวิญญาณังและมโนวิญญาณังให้ทำงานประสานกัน ผู้ฝึกวิชาธรรมกายต้องเข้าถึงดวงนี้ให้ได้ก่อนจึงจะไปต่อได้เพราะต่อไปจะต้องใช้จักษุวิญญาณังสอนมโนวิญญาณังและใช้มโนวิญญาณังสอนจักษุวิญญาณังไปพร้อมๆกัน หากไม่สามารถเข้าถึงได้แสดงว่าไม่เหมาะกับวิชาธรรมกายใช่หรือไม่ ?

    6. ดวงที่ผุดต่อขึ้นมากลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐานชื่อว่า "ดวงศีล" หมายความว่าหากเราสามารถหยุดได้ในระดับแรกความรู้สึกขณะที่หยุดนั้นเรียกว่า "ศีล" ใช่หรือไม่ ? หากเราต้องการเข้าถึงอารมณ์ขณะตนเองมีศีลที่บันทึกไว้ตามความหมายในจิตเจตสิกที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดก็สามารถเข้าถึงได้ในลักษณะนี้ใช่หรือไม่ ? ดวงศีลนี้สามารถปรากฎได้ตลอดเวลาแม้เราดำเนินชีวิตประจำวันใช่หรือไม่ ? หากเราดำเนินชีวิตโดยมีดวงศีลนี้ปรากฎอยู่แสดงว่าเราดำเนินชีวิตอยู่อย่างมีศีลใช่หรือไม่ ? ศีลในที่นี้หมายถึงศีลอะไร ?

    7. ดวงที่ผุดต่อขึ้นมากลางดวงศีลชื่อว่า "ดวงสมาธิ" หมายความว่าหากเราสามารถหยุดได้ในระดับที่สองความรู้สึกขณะที่หยุดนั้นเรียกว่า "สมาธิ" ใช่หรือไม่ ? หากเราต้องการเข้าถึงอารมณ์ขณะตนเองมีสมาธิที่บันทึกไว้ตามความหมายในจิตเจตสิกที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดก็สามารถเข้าถึงได้ในลักษณะนี้ใช่หรือไม่ ? ดวงสมาธินี้สามารถปรากฎได้ตลอดเวลาแม้เราดำเนินชีวิตประจำวันใช่หรือไม่ ? หากเราดำเนินชีวิตโดยมีดวงสมาธินี้ปรากฎอยู่แสดงว่าเราดำเนินชีวิตอยู่อย่างมีสมาธิใช่หรือไม่ ? สมาธิในที่นี้หมายถึงสมาธิชนิดไหน ?

    8. ดวงที่ผุดต่อขึ้นมากลางดวงสมาธิชื่อว่า "ดวงปัญญา" หมายความว่าหากเราสามารถหยุดได้ในระดับที่สามความรู้สึกขณะที่หยุดนั้นเรียกว่า "ปัญญา" ใช่หรือไม่ ? หากเราต้องการเข้าถึงอารมณ์ขณะตนเองมีปัญญาที่บันทึกไว้ตามความหมายในจิตเจตสิกที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดก็สามารถเข้าถึงได้ในลักษณะนี้ใช่หรือไม่ ? ดวงปัญญานี้สามารถปรากฎได้ตลอดเวลาแม้เราดำเนินชีวิตประจำวันใช่หรือไม่ ? หากเราดำเนินชีวิตโดยมีดวงปัญญานี้ปรากฎอยู่แสดงว่าเราดำเนินชีวิตอยู่อย่างมีปัญญาใช่หรือไม่ ? ปัญญาในที่นี้หมายถึงปัญญาชนิดไหน ?

    9. ดวงที่ผุดต่อขึ้นมากลางดวงปัญญาชื่อว่า "ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ" หมายความว่าหากเราสามารถหยุดได้ในระดับที่สี่ความรู้สึกขณะที่หยุดนั้นเรียกว่า "วิมุตติญาณทัสสนะ" ใช่หรือไม่ ? หากเราต้องการเข้าถึงอารมณ์ขณะตนเองมีวิมุตติญาณทัสสนะที่บันทึกไว้ตามความหมายในจิตเจตสิกที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดก็สามารถเข้าถึงได้ในลักษณะนี้ใช่หรือไม่ ? ดวงวิมุตติญาณทัสสนะนี้สามารถปรากฎได้ตลอดเวลาแม้เราดำเนินชีวิตประจำวันใช่หรือไม่ ? หากเราดำเนินชีวิตโดยมีดวงวิมุตติญาณทัสสนะนี้ปรากฎอยู่แสดงว่าเราดำเนินชีวิตโดยใช้วิมุตติญาณทัสสนะใช่หรือไม่ ? วิมุตติญาณทัสสนะในที่นี้หมายถึงญาณทัสสนะแบบไหน ?

    ตนเองเดาว่าวิชชาธรรมกายในเบื้องต้นเป็นวิชชาที่กระตุ้นเอาจิตเจตสิกดวงที่เป็น "ศีล" "สมาธิ" "ปัญญา" และ "วิมุตติญาณทัสสนะ" ที่มีอยู่ในขันธ์ 5 ของพวกเราทุกคนให้แสดงตัวออกมา เพื่อให้พวกเราเข้าใจความรู้สึกของ "ศีล" "สมาธิ" "ปัญญา" และ "วิมุตติญาณทัสสนะ" ที่พวกเราทุกคนมีอยู่แล้วในตัวเอง หากเราเข้าถึงได้เฉพาะเมื่อนั่งสมาธิเราก็มีสิ่งเหล่านี้เฉพาะเมื่อนั่งสมาธิ หากผู้ที่สามารถเข้าถึงดวงต่างๆนี้ได้แล้วในสมาธิมีโอกาสสังเกตตนเองขณะดำเนินชีวิตประจำวันอาจได้พบว่าบางเวลาก็มีดวงศีลบางเวลาก็ไม่มี เวลาที่เรากระทำกิจตามปกติแล้วบังเกิดดวงศีลขึ้นมานั่นคือเวลาที่เรามีศีล เราย่อมรู้ได้ด้วยตนเองไม่ต้องไปสอบถามใครว่าตนมีหรือไม่มี/ผิดหรือไม่ผิดศีล กล่าวคือสามารถสอนตนเองได้จากดวงจิตเจตสิกที่มีอยู่แล้วในตน...ไม่รู้ว่าเข้าใจถูกหรือเปล่า
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 มกราคม 2012
  14. suriyanvajra

    suriyanvajra Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2011
    โพสต์:
    281
    ค่าพลัง:
    +67
    ตนเข้าใจว่าการภาวนาแบบใช้ดวงแก้วของธรรมกายนั้นน่าจะนับเป็นการกระตุ้นจิตเจตสิกภายใน 121 ดวงที่เกี่ยวข้องกับ "พุทธะภาวะ" ให้แสดงตนออกมา ซึ่งในความหมายนี้แล้วการภาวนาแบบพุทโธก็กระตุ้นได้เช่นกันเพราะมีการเอ่ยถึงพระนามของพระพุทธเจ้าแต่อาจมีการแสดงออกที่แตกต่างกัน แม้การระลึกถึงพระพุทธเจ้า (พุทธานุสติ)
    พระธรรม (ธรรมานุสติ) พระสงฆ์ (สังฆานุสติ) ก็น่าจะถือเป็นการกระตุ้นจิตเจตสิกในส่วนปฏิบัติธรรมของพวกเราออกมาได้เช่นกัน เมื่อจิตเจตสิกเหล่านั้นได้รับการกระตุ้นจนแสดงตนออกมาแล้ว พวกเราย่อมสามารถใช้อุปทานตนเองไปการหยิบจับจิตเจตสิกเหล่านี้มาสอนตนเองได้ (เดิมเราไม่รู้จักมัน จึงต้องฝึกตนมากมาย และอาศัยผู้อื่นสอน) หากพวกเราสามารถดึงจิตเจตสิกเหล่านี้ออกมาได้ในชีวิตประจำวัน วิถีการดำเนินชีวิตของพวกเราจะทวีศักยภาพในสลายหรือรวมตัวจิตเจตสิกทั้ง 121 ดวงให้กลายเป็นดวงเดียวจนกระทั่งเข้าถึงสภาวะไร้จิตเจตสิกในที่สุด

    หมายความว่า สุดท้ายแล้วแม้ "จิตเจตสิกพุทธะ" ที่พวกเราใช้อุปทานจับมายาวนานเพื่อสั่งสอนตนเอง ก็จะต้องถูกปล่อยให้สลายหรือรวมตัวกับธรรมชาติก่อนเราจึงจะนิพพานพ้นจากสังสารวัฏไปได้
     
  15. กำนันธงชัย

    กำนันธงชัย Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    120
    ค่าพลัง:
    +75
    เกิดอะไรขึ้นครับ น้องวงบุญพิเศษ

    ช่วยวัดมานาน เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ผมติดต่อpm ไปแล้วน่ะครับ

    ขอชัดๆด้วย
     
  16. suriyanvajra

    suriyanvajra Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2011
    โพสต์:
    281
    ค่าพลัง:
    +67
    ตนขออนุญาตกล่าวต่อถึงสิ่งที่ระบุไว้ในหนังสือ "หลักการสอนสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน" ต่อดังนี้

    10. ในหนังสือบอกว่าเมื่อเราเอาใจไปหยุดอยู่ที่กลาง "ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ" จนถูกส่วนแล้ว จะมีรูปกายมนุษย์ผุดขึ้นมาเรียกว่า "กายมนุษย์ละเอียด" ในหนังสือกล่าวว่ากายนี้เองที่ทำหน้าที่ฝัน ปกติพวกเราสามารถสัมผัสกายนี้ได้โดยการนอนหลับฝัน แต่เมื่อฝึกวิชาธรรมกายแล้วท่านว่าเราจะสามารถสัมผัสกายที่ทำหน้าที่ฝันนี้ได้ทั้งๆที่ยังไม่หลับ ตนเข้าใจว่าผู้ที่ฝึกมาถึงขั้นนี้จนชำนาญแล้วน่าจะสามารถเข้าถึงกายนี้ได้ในการยืน เดิน นั่ง นอน ตามปกติในชีวิตประจำวัน ? เมื่อพบกายมนุษย์ละเอียดนี้แล้วในหนังสือท่านว่าให้เราพากายมนุษย์ละเอียดนี้นั่งนำใจไปหยุดไว้ที่กลางดวงธรรมเหมือนอย่างที่เราทำในรูปกายหยาบที่จับต้องได้ของเรานี้ ในหนังสือท่านว่าเมื่อหยุดได้ถูกส่วนแล้วจะมี "ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน" ผุดขึ้นมาจากการมนุษย์ละเอียด และหากเราสามารถนำใจไปหยุดไว้ที่กลางดวงนี้ได้อีกก็จะมี "ดวงศีล" ผุดขึ้นมา ต่อมาหากเราสามารถนำใจไปหยุดไว้ที่กลางดวงนี้ได้อีกก็จะมี "ดวงสมาธิ" ผุดขึ้นมา หากเรานำใจไปหยุดไว้ตรงกลางดวงนี้อีกก็จะมี "ดวงปัญญา" ผุดขึ้นมา และเมื่อทำอย่างเดิมต่อไปอีกก็จะมี "ดวงวิมุติญาณทัสสนะ" ผุดขึ้นมา ตนเข้าใจว่าความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นขณะที่มี "ดวงศีล" ปรากฎคือการที่เรามีศีลของมนุษย์แท้ ? เมื่อใดที่เราดำเนินชีวิตตามปกติเช่น คุย พูดจา ฯลฯ แล้ว "ดวงศีล" ที่มีอยู่ในกายมนุษย์ละเอียดนี้หายไปอาจหมายถึงว่าเราไม่มีศีลของมนุษย์แท้ ? สำหรับ "ดวงสมาธิ", "ดวงปัญญา" และ "ดวงวิมุติญาณทัสสนะ" ก็น่าจะแสดงถึงภาวะการมีสมาธิ, ปัญญา, ญาณทัสสนะ แบบมนุษย์แท้ของตัวเราเองได้เช่นกัน ? ตนเดาว่าการเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดแบบนี้ได้ทั้งเวลาที่นั่งสมาธิและเวลาดำเนินชีวิตตามปกติคือการกระตุ้นและทำความรู้จักกับจิตเจตสิกดวงที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์แท้ที่มีอยู่แล้วในตัวเราเอง เราจะได้ทราบว่าการกระทำแบบใดเป็นของมนุษย์แท้แบบใดไม่ใช่จากการแสดงออกของดวงนิมิตต่างๆเหล่านี้ ?

    11. เมื่อเราเอาใจไปหยุดอยู่กลาง "ดวงวิมุติญาณทัสสนะ" ของกายมนุษย์ละเอียดตามขั้นตอนที่เคยทำมาตั้งแต่ต้น หนังสือบอกว่าเราจะได้พบ "กายทิพย์ละเอียด" ผุดขึ้นมาซึ่งมี "ดวงศีล", "ดวงสมาธิ", "ดวงปัญญา" และ "ดวงวิมุติญาณทัสสนะ" ภายในเช่นกัน ตนเข้าใจว่า "ดวงศีล", "ดวงสมาธิ", "ดวงปัญญา" และ "ดวงวิมุติญาณทัสสนะ" ที่ปรากฎในกายนี้เป็นจิตเจตสิกส่วนที่เป็นเทพเทวาของพวกเราเอง ? การเข้าถึงกายทิพย์และดวงศีล ฯลฯ แบบนี้ได้ในชีวิตประจำวันจะทำให้เราได้ทราบว่าการกระทำทางกายวาจาใจอย่างใดของเราที่เป็นเทพและอย่างใดที่ไม่ใช่ ? ศีล สมาธิ ปัญญา ญาณ ของภูมิเทพเป็นอย่างไรก็น่าจะสามารถสัมผัสได้ด้วยการเข้าถึงกายเทพและดวงนิมิตต่างๆอย่างนี้ ?

    ......
    ในหนังสือมีกล่าวต่อไปถึง
    กายรูปพรหม
    กายรูปพรหมละเอียด
    กายอรูปพรหม
    กายอรูปพรหมละเอียด
    กายธรรม
    กายธรรมละเอียด
    กายพระโสดา
    กายพระโสดาละเอียด
    กายพระสกิทาคา
    กายพระสกิทาคาละเอียด
    กายพระอนาคามี
    กายพระอนาคามีละเอียด
    กายพระอรหันต์
    กายพระอรหันต์ละเอียด
    ว่าสามารถปรากฎขึ้นมาได้ด้วยการภาวนาหยุดตรงกลางดวงนิมิตแบบเดิม

    ตนเข้าใจว่าเมื่อผู้ปฏิบัติเข้าถึงกายแต่ละกายได้ในชีวิตประจำวัน ประสบการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวันจะสอนวิธีดำเนินชีวิตตามแบบจิตเจตสิกของกายนั้นๆว่าเขาดำเนินชีวิตกันอย่างไร ? กายโสดาบันเขาดำเนินชีวิตกันอย่างไร ? ศีลโสดาบันปรากฎในชีวิตประจำวันอย่างไร ? โสดาบันใช้ปัญญาอย่างไร ? โสดาบันมีญาณทัสสนะแบบไหน ? กายอรหันต์เป็นอย่างไร ?

    แต่ทั้งนี้ตนเห็นว่าการเข้าถึงกายต่างๆเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ปฏิบัติสำเร็จธรรมกลายเป็นกายนั้นเสมอไป เนื่องจากการนำใจไปหยุดไว้ที่ดวงนิมิตต่างๆเป็นเพียงการใช้อุปทานเกาะกับวิญญาณขันธ์วิ่งไปกระตุ้น "จิตเจตสิก" ส่วนเทพพรหมและอริยะที่มีบรรจุอยู่แล้วในขันธ์ 5 ของพวกเราทุกคนออกมา เพียงเพื่อให้ตัวเราได้รู้จักและเข้าใจสภาวะธรรมของเทพพรหมและอริยะต่างๆได้ทั้งที่ยังไม่สำเร็จธรรมในขั้นนั้น เพียงเพื่อให้พวกเราได้รู้ว่าตนควรฝึกบำเพ็ญบารมีในชีวิตประจำวันอย่างไร "จิตเจตสิก" ส่วนเทพพรหมและอริยะจึงแสดงตัวออกมา เพื่อให้พวกเราได้รู้ว่าตนควร "เผากิเลส" หรืออาจเรียกได้ว่า "สลายจิตเจตสิก" หรือ "รวมจิตเจตสิก" อย่างไรจนธรรมกายนั้นๆแสดงตัวออกมาได้ตามปกติโดยไม่ต้องใช้เจตนาบังคับ

    ตนเข้าใจว่าเมื่อผู้ปฏิบัติเข้าถึงธรรม "จิตเจตสิก" จะลดลงเรื่อยๆ ความหลากหลายแปรปรวนในอารมณ์จะน้อยลงเองดดยอัตโนมัติ ในหนังสือที่ตนมีกล่าวว่าจิตเจตสิกจะลดจาก 121 ดวงเหลืออยู่ 12 ดวงเมื่อเข้าสู่ภูมิพรหมโดยสมบูรณ์แล้ว

    ตนเดาว่าผู้ที่สำเร็จอรหันต์โดยสมบูรณ์แบบไม่ย้อนกลับน่าจะมี "จิตเจตสิก" เหลืออยู่ดวงเดียว ? หากใช้วิชาธรรมกายดูคงเห็นเป็นกายพระอรหันต์ละเอียดอยู่กายเดียว ไม่มีกายอื่นเหลืออยู่แล้ว เวลาที่กายนี้สลายไปน่าจะเป็นเวลาที่ท่านเข้าสู่นิพพาน ?
     
  17. suriyanvajra

    suriyanvajra Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2011
    โพสต์:
    281
    ค่าพลัง:
    +67
    ตนเข้าใจว่าท่านที่ไม่ได้ฝึกวิชาธรรมกายมาแต่มีตาทิพย์ที่มีความละเอียดเหมาะสมย่อมสามารถเห็นกายต่างๆนี้ได้เช่นกัน บางท่านก็เข้าถึงภูมิต่างๆแบบไม่ย้อนกลับได้โดยไม่จำเป็นต้องมองเห็นหรือรับทราบเรื่องธรรมกายนี้แต่อย่างใด ท่านย่อมสามารถสังเกตตนเองได้โดยใช้มโนวิญญาณังตามปกติว่าอารมณ์ใดบ้างของตนที่หายไปโดยไม่จำเป็นต้องใช้จักษุวิญญาณังประกอบการพิจารณาก็ได้ ทั้งนี้คำว่า "หายไป" มีความหมายหลายประการไม่ได้หมายถึงหาไม่เจอแต่เพียงอย่างเดียว ความข้อนี้น่าจะแจ้งชัดในท่านที่ปฏิบัติแล้วบังเกิดผลจริง
     
  18. ธรรมเกิน

    ธรรมเกิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 เมษายน 2011
    โพสต์:
    487
    ค่าพลัง:
    +140
    ขออนุโมทนาบุญให้คุณวงบุญพิเศษด้วยความจริงใจที่สุดครับ จากที่เคยต่อสู้กับวัดธรรมกายผ่านตัวหนังสือกับคุณวงบุญฯมาก้อหลายๆครั้ง ความคิดเห็นอาจไม่ตรงกัน แต่ยังไงเสีย ผมก้อดีใจครับ ที่น้องวงบุญ มองเห็นความจริง ที่ผมเชื่อว่าชาวพุทธทุกคนที่นับถือศาสนาพุทธอย่างจริงจัง เมื่อเกิดเข้าใจไปในทางที่ไม่ถูกต้องเป็นเพราะคนกลุ่มหนึ่งที่ใช้ศาสนาพุทธเราเป็นหนทางในการที่จะทำอะไรบางอย่างให้บรรลุถึงความต้องการโดยเอาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาบิดเบือนไปในทางที่ไม่ถูกต้อง แต่ยังไงเสีย เราชาวพุทธที่หลงมัวเมาไปกับคำหลอกลวงของพวกอมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมได้รับแสงสว่างจากองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ชี้ทางสว่างให้พบกับความถูกต้องของพระธรรมคำสอน ผมจึงยินดีกับการที่อย่างน้อยปีใหม่นี้ ยังมีผู้ที่เคยหลงไปกับสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ได้กลับมาเป็นพุทธศาสนิกชนเหมือนเดิม หวังว่า น้องวงบุญจะมีโอกาสเป็นกระบอกเสียงอีก 1 เสียง เพื่อดึงเหล่ามนุษย์ผู้หลงผิดให้ขึ้นมาจากขุมนรกนั้นๆอีกแรงนะครับ ใช้ช่องทางอินเตอร์เน็ตเล่าถึงเปลือกเน่าๆของเขาให้หลายๆคนได้รับรู้ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อเขาอีก....
     
  19. วงบุญพิเศษ

    วงบุญพิเศษ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    486
    ค่าพลัง:
    +649
    ผมกำลังศึกษาวิชชาธรรมกาย สิ่งที่ต้องแสวงหาคือพระรัตนตรัยภายในของธรรมภาคพระ ผมศึกษาจากต้นแหล่งวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เห็นกายธรรมตรงตามที่ครูบาอาจารย์ที่สืบทอดวิชชารับรอง
     
  20. ต้นไม้โพธิ

    ต้นไม้โพธิ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มกราคม 2010
    โพสต์:
    96
    ค่าพลัง:
    +85
    @<!-- google_ad_section_start(weight=ignore) -->suriyanvajra<!-- google_ad_section_end --><SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_5524466", true); </SCRIPT>

    สาธุครับ ที่สนใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สังเกตุแล้วคุณมีความเป็นบัณฑิตและเปิดกว้างในการสิกขาเรียนรู้

    ปัญหาของหลายๆท่าน คือการ "หลงสำนวน" และ "ถูกกักด้วยความรู้ของตน"

    เช่น ปฏิบัติมาในสำนวนอภิธรรม เช่นสายนามรูป พองยุบ พอมาเจอสายพุทโธ ที่ท่านเน้น ศีล สมาธิ ปัญญา สำนวนพระสูตร ก็เลยคุยกันไม่รู้เรื่อง พาลไปตัดสินผู้อื่นด้วยสำนวนของตน ทั้งๆที่คือสิ่งเดียวกันนั่นแหละ

    บ้างก็ตีความองค์ธรรมในความรู้ของตน จนถูกขังเอาไว้แต่ในความรู้ของตนเท่านั้น ไม่เปิดใจที่จะสิกขาเรียนรู้แลกเปลี่ยนกันเลย ทั้งๆที่คือสิ่งเดียวกันนั่นแหละ

    ครับ ว่างๆจะเข้ามาเสวนาต่อ ที่คุณแลกเปลี่ยนเทียบเคียงมา ใช้ได้เลยทีเดียวครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...