ทำอย่างไรจึงจะเจอเนื้อคู่....?

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย คนมีกิเลส, 13 มีนาคม 2008.

  1. NooF

    NooF เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    154
    ค่าพลัง:
    +112
    อนุโมทนาบุญด้วยนะครับ

    อ่านแล้วชักอยากมีคู่บ้างแล้วสิ แต่ไม่เอาคู่กรรมนะ T_T
     
  2. อรมณีจันทร์

    อรมณีจันทร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    993
    ค่าพลัง:
    +499
    เจอแล้ว ช้ำ
     
  3. deedeeman

    deedeeman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 มกราคม 2006
    โพสต์:
    138
    ค่าพลัง:
    +258
    อนุโมทนา สาธุครับวัฎฎะสงสาร ช่างยาวนานเสียนี่กระไร ตราบที่ยังเวียนว่าย คงได้เจอคู่แท้บ้างล่ะน่า
     
  4. J.Sayamol

    J.Sayamol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 เมษายน 2008
    โพสต์:
    6,190
    ค่าพลัง:
    +21,530
    ศาสตร์ และศิลป์แห่งการใช้ชีวิตคู่...

    ชีวิตคู่ คือชีวิตที่ชายหญิงผู้มีใจรักกัน ตัดสินใจมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน และเมื่อทั้งสองฝ่ายมาใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกัน ต่างก็ปรารถนาที่จะมีชีวิตคู่ที่เป็นสุข มีความรักที่มั่นคง เข้าใจกัน ช่วยเหลือกัน เอื้ออาทรห่วงใจกัน มีครอบครัวที่สมบูรณ์เพียบพร้อมด้วยพ่อแม่ลูกดำรงชีวิตอยู่สุขสบาย ไม่มีความทุกข์เดือดร้อนใจในการใช้ชีวิตคู่ แต่ความปรารถนาเช่นนี้จะสำเร็จผลตามที่ปรารถนาของคู่รักทุกคู่ย่อมเป็นไปไม่ได้ ย่อมสมความปรารถนาบ้าง ไม่สมความปรารถนาบ้าง แล้วแต่หลักในการใช้ชีวิตคู่ของแต่ละคนเป็นสำคัญ สำหรับหลักในการใช้ชีวิตคู่นั้นแต่ละคู่ก็ใช้ปฏิบัติ กันในรูปแบบที่หลากหลาย จากคำบอกเล่าของญาติผู้ใหญ่ จากเพื่อน ๆ บ้างข่าวสารต่าง ๆ บ้าง จากแนวคิดของตนเองบ้าง หลักการใช้ชีวิตคู่ที่ปฏิบัติกันอย่างเช่นนี้ ทุกคู่ต่างมุ่งหวังเพื่อใช้ชีวิตคู่อยู่เป็นสุข แต่จะอยู่เป็นสุขได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลักที่กำลังใช้ปฏิบัติอยู่ว่าถูกต้องเหม าะสมหรือไม่ หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมขั้นมาตามหลักที่พระพุทธองค์ ตรัสสอนไว้ เพื่อวัตถุประสงค์ให้ผู้ใช้ชีวิตคู่อยู่เป็นสุข ส่วนจะอยู่เป็นสุขได้หรือไม่ อยู่ที่การประพฤติปฏิบัติว่าจะทำได้มากน้อยเพียงไร ผู้เรียบเรียงเป็นเพียงผู้บอก เปรียบเสมือนผู้ชี้ขุมทรัพย์ ประดุจจุดแสงประทีปในที่มืดให้สว่างฉะนั้น ในการนำเสนอนั้น จะกล่าวถึงความรักเกิดขึ้นได้อย่างไรเป็นลำดับแรก ดังนี้:-

    ความรักเกิดขึ้นได้อย่างไร

    สรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนมีจุดเริ่มต้น แม้การแต่งงานก็ต้องมีจุดเริ่มต้นเช่นกัน จุดเริ่มต้นที่ทำให้ได้แต่งงานกัน นั่นคือความรัก และคำว่าความรักนี้ เป็นคำที่มีความหมายในเชิงบาก เป็นความดีในตัวเอง เป็นความรู้สึกที่คนได้แสดงออกมาทางอารมณ์ และความรักจะเกิดขึ้นได้ ก็มาจากความเกี่ยวข้อติดต่อกัน 2 กรณ์ คือ

    (1) การเห็นกัน
    (2) การได้ยิน ขออธิบายในกรณีทั้ง 2 นี้ก่อน

    1.การเห็นกัน คือ ทั้งฝ่ายชายและฝายหญิงจะรักกันได้ ต้องได้เห็นกันเมื่อเห็นกันแล้ว ได้พิจารณาดูว่าแต่ละฝ่ายมีรูปร่างหรือผิวพรรณงดงามน่าดูชมหรือไม่ พิจารณาส่วนต่าง ๆ ว่า ผม ใบหน้า นัยน์ตา มือเท้า เป็นต้น ว่ามีลักษณะงามน่าดูน่าชมหรือไม่ เมื่อเห็นกันแล้ว พอใจ ชอบใจ คิดผูกพัน นี้คือสาเหตุที่ทำให้เกิดความรัก

    2.การยิน คือทั้งฝ่ายชาย และฝ่ายหญิงจะรักกันได้ ต้องได้ยินชื่อเสียง มีคนมาบอกให้ฟัง หรือมีผู้บอกให้รู้ว่า ในหมู่บ้านโน้น มีชายหรือหญิงที่มีรูปร่างหรือผิวพรรณน่าดูน่าชม ไม่ว่าจะเป็นผมก็งาม ใบหน้าก็สวย นัยน์ตาก็หวาน ตา หู จมูก ริมฝีปาก ก็มีลักษณะดีมาก ฟันเรียบ ปากสวย มือ เท้า นิ้ว และเล็บ ดูสะอาดเรียวงดงาม น่าดูน่าชมเมื่อมี ผู้มาแนะนำเช่นนี้บ่อย ๆ ก็จะซาบซึ้งพอใจชอบใจ คิดผูกพัน ในการณ์ที 2 ในบัจจุบันเรียกว่าพ่อสื่อแม่ชัก แต่เมื่อไม่มี 2 กรณีนี้ จุดเริ่มต้นของความรักย่อมเกิดขึ้นแล้วดำเนินไปตามลำดับ


    ความรักคืออะไร

    ก่อนที่ชายหญิงจะมาเป็นคู่แต่งงาน หรือคู่มงคลสมรส ทั้งสองคนจะต้องมีความเข้าใจกัน มีอุปนิสัยใจคอพอเข้ากันได้ เห็นอกเห็นใจกันแล้วพัฒนาเป็นความรัก เมื่อพูดถึงความรัก มีนิยามความรักไว้ว่าอย่างไร พระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชนิพนธ์สรุปความรักไว้ว่า

    ความรักเหมือนโรคา บันดาลตาให้มืดมน
    ไม่ยินและไม่ยล อุปสรรคใดใด
    ความรักเหมือนโคถึก กำลังคึกผิขังไว้
    ย่อมโลดจากดอกไป บ่ยอมอยู่ ณ ที่ขัง
    ถึงหากจะผูกไว้ ก็ดึงไปด้วยกำลัง
    ยิ่งห้ามก็ยิ่งคลั่ง บ่หวนคิดถึงเจ็บตาย

    นักปราชญ์บางท่านให้นิยามความรักไว้ด้วยบทกลอนว่า

    คือน้ำผึ้ง คือน้ำตา คือยาพิษ
    คือหยาดน้ำ อมฤต อันชื่นชุ่ม
    คือเกสร ดอกไม้ คือไฟรุม
    คือความกลุ้ม คือความฝัน นั่นแหละรัก

    บางท่านให้ยามความรักไว้ด้วยบทกลอนในหมู่เพื่อน ๆ ว่า

    อุปไมย อุปมา หลังคาบ้าน
    เพียงได้ผ่าน ก็จะเปรม เกษมสันต์
    ไม่เห็นหน้านาง เห็นหลังคาบ้าน ก็เหมือนกัน
    ความรักเป็น เช่นนั้น ฉะนี้แล

    ความหมายแห่งความรัก

    ความหมายแห่งความรักนี้ มีปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาได้ให้คำนิยามไว้แตกต่างกันดังนี้

    พุทธทาสภิกขุ กล่าวถึงความรักว่า หมายถึง ความใจกว้าง เห็นแก่ผู้อื่น จนไม่มีตัวตนเหลืออยู่ ไม่มีเรา ไม่เขา ไม่เห็นแก่ตัว จึงเห็นแก่มนุษย์ทั้งหลาย เห็นแก่ความถูกต้อง และรักผู้อื่นได้โดยธรรมชาติเกิดป็นสุญญตา ว่างจากตัวตน และเป็นอันเดียวกันหมด


    พระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตฺ) กล่าวถึงความหมายแห่งความรักไว้ 2 ประการด้วยกัน คือ ประการแรกความรักที่เป็นเมตตา หมายถึงความปรารถนาดีอยากให้ผู้อื่นมีความสุข ประการที่สองความรักที่เป็นสิเหนะ หมายถึงความรักที่เกิดจากตัณหา หรือราคะ ซึ่งถือว่าเป็นความรักฝ่ายอกุศล

    พระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) กล่าวถึงความหมายแห่งความรักว่าหมายถึงศิลปะแห่งการใ ห้และการรับ ซึ่งหมายถึงการให้และการรับสิ่งเพลิดเพลินใจ และความปรารถนาดี

    พันเอกปิ่น มุทุกันต์ กล่าวถึงความหมายแห่งความรักว่าหมายถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่งของร่างกาย และจิตใจที่เกิดขึ้นเพื่อสนองความต้องการตามธรรมชาติของมนุษย์

    วศิน อินทสระ กล่าวถึงความหมายแห่งความรักว่าหมายถึงอารมณ์สุขที่เ จือด้วยใคร่ในกามคุณ 5 และหมายถึงความงามความอ่อนโยนทางจิตใจ ซึงถือว่าเป็นความรักที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง

    จากคำนิยามดังกล่าวมานี้ สรุปได้ว่า ความรัก หมายถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของมนุษย์ที่แสดงออกทั้งทางร่างกาย และอารมณ์ที่เจอปนด้วยกิเลสอย่างหนึ่ง และที่มีปรารถนาดีซึ่งมีความอ่อนโยนทางจิตใจอย่างหนึ่่ง เมื่อทราบถึงความหมายแห่งความรักแล้ว ควรทราบถึงประเภทแห่งความรักสักเล็กน้อย

    ประเภทแห่งความรัก

    ประเภทแห่งความรักนั้น ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาไม่มีกล่าวไว้ชัดเจนนัก แต่เมื่อสรุปก็มีอยู่ 2 ประเภท คือ

    (1) ความรักที่ประกอบด้วยตัณหาราคะ
    (2) ความรักที่ประกอบด้วยเมตตา

    ความรักอย่างที่หนึ่ง เป็นความรักที่อยากได้ ใจหวังครอบครองสิ่งที่รักว่าเป็นของตน ยึดมั่นถือมั่นด้วยความกำหนัดยินดี มีความใคร่ใจกระสันพะวงหา เช่น ความรักของหนุ่มสาวผู้ขาดความหยั่งคิด ขาดเหตุผล เป็นต้นว่า ผมรักคนนี้เพราะเธอสวย มีเสน่ห์ และเธอรวย หรือฉันรักคนนี้เพราะเขาหล่อ พูดไพเราะอ่อนหวาน เอาใจเก่ง แต่งตัวดี มีรสนิยมเมื่อพอใจรักกันแล้ว และได้เสียกันก่อนวัยอันควร ผลสุดท้ายจบลงด้วยความเศร้าปนความผิดหวัง เป็นความคิดแค้นชิงชังเป็นที่สุด

    ความรักอย่างที่สอง เป็นความรักที่ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขมีจิตอันแผ่ไมตรี และคิดทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น ทั้งประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อผู้อื่นอยู่เป็น นิตย์ เช่นความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกปรารถนาให้ลูกมีความ สุข หรือความรักของครูอาจอาจารย์ที่มีต่อศิษย์ หวังให้ศิษย์มีความสุข ประสบความสำเร็จในชีวิต หรือความรักของพระพุทธองค์ทีมีต่อสัตว์โลก ปรารถนาให้สัตว์โลกมีความสุข ความรักเช่นนี้ถือว่าเป็นความรักแท้

    จากเรื่องนี้ทำให้ทราบว่า ความรักประกอบด้วยตัณหาราคะจะทำให้เศร้าหมองใจ มีความมัวเมา ลุ่มหลง ขาดเหตุผล ขาดสติ จัดเป็นความที่ทำให้ชิวิตพร่อง ดังนั้น เมื่อริอ่านจะมีความรัก ก็จงเลือกทีจะมีความรักให้เป็น มีความรักอย่างไรที่จะมิให้มีความทุกข์ ส่วนความรักที่ประกอบด้วยเมตตา ที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดี มีเหตุผล มีสติ ไม่มีความลุ่มหลง จัดเป้นความรักที่ทำให้ชิวิตสมบูรณ์ เป็นความรักในอุดมคติตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา

    ในเรื่องประเภทแห่งความรักนี้ มีบางท่าน ได้สรุปความรักในพระพุทธศาสนา โดยแบ่งเป็น ความรักฝ่ายดีที่เรียกว่ากุศล ก็คือ เมตตา หมายถึงความรักปรารถนาจะให้เป็นสุข กับความรักฝ่ายชั่วที่เรียกว่าอกุศล เช่น ราคะ ความกำหนัดยินดี ตัณหา ความทะยานอยาก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีบางท่าน ได้กล่าวถึงปรัชญาแห่งความรักไว้ว่า หลักการในการดำเนินชีวิตบางอย่างที่เกี่ยวกับปรากฏกา รณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่งของร่างกายและจิตใจ ที่เกิดมีขึ้นเพื่อสนองความต้องการ ความปรารถนาอารมณ์ หรือความรู้สึกตามธรรมชาติของมนุษย์

    ในบางครั้ง บางกรณี ความรักมิใช่จะเกิดขั้นได้ง่าย ๆ บางคนเกิดมาทั้งชาติ หาคู่รัก หรือคนที่จะมาเป็นครองมิได้เลย บางคนเกิดมามีอายุเลยเบญจเพสแล้ว จึงได้พบกับคู่รัก บางคนเกิดมาใช้ชีวิตมาครึ่งชีวิตแล้วจึงได้พบคู่รัก บางคนเกือบจะเป็นไม่ใกล้ฝั่งแล้ว จึงได้พบกับคนที่เป็นคู่รัก และได้แต่งงานกัน

    คำว่า คู่รัก หมายถึง คู่ชาย-หญิงที่รักกัน คือหญิงเป็นที่รักของชายและชายเป็นที่รักของหญิง ชายจึงเรียกหญิงที่ตนรักว่า คู่รัก และหญิงก็เรียกชายที่ตนรักว่า คู่รัก เกี่ยวกับเรื่องนี้ ราชบันฑิตท่านหนึ่ง เคยเขียนจดหมายบอกลูกไว้ว่า ลูกเอ๋ย อันคนที่รักกันก็ย่อมหวังจะอยู่ร่วมเรียงเคียงหมอนเป็นคู่ครองชิวิตของกัน และกันให้ยืนยาวตราบจนสิ้นชีวิต นี้เป็นความหวังของคู่รักทั่ว ๆ ไป แต่จะสมหวังทุกคู่ไปก็หาไม่ เพราะอะไรเพราะรู้เรื่องความรักไม่เหมือนกัน คนที่รู้เรื่องความรักดี เขาจะสามารถถนอมความรักไว้ได้นานแสนนาน ส่วนผู้ที่ไม่รู้เรื่องความรักก็อาจมีคู่รักพร้อมกับ มีคู่ร้างแล้วก็กลายเป็นคู่ชัง และอาจเป็นคู่พยาบาลต่อไปด้วยเหตุนี้ ท่านสุนทรภู่จึงกล่าวไว้ว่า “จะหาคู่สู่สมนิยมหวัง จงระวังชั่วช้าอัชฌาลัย”

    จากหนังสือ ศาสตร์และศิลป์แห่งการใช้ชีวิตคู่ ของ สุชญา ศิริธัญภร
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 มีนาคม 2009
  5. entomo62

    entomo62 สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    28
    ค่าพลัง:
    +8
    อนุโมทนาครับ


    ยังไม่เจอเนื้อคู่เหมือนกัน แหะ แหะ
     
  6. กรวี

    กรวี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มกราคม 2009
    โพสต์:
    113
    ค่าพลัง:
    +263
    เนื่องจากแรงอธิษฐานนั้นฉุดรั้งไว้ หรือบางครั้งจิตใจมีสังหรณ์อยู่เสมอว่ารอคอยใครอยู่ ทั้งที่ไม่รู้ว่ารอคอยใคร

    ^
    ^
    ^
    จริงนะ จิตบอกแบบนี้มาตั้งแต่จำความได้แระ ...
    ไม่สนใจใครมะมองใคร ถ้าเจอแบบถูกชะตากันจริงๆน่ะ
    ชอบก้อแค่ชอบ รักก้อแค่รัก ...ก้อแค่นั้น

    สุดท้ายสาวๆท่านใดที่หัวอกเดียวกันกะเรามาสร้างคานทอง
    อยู่ด้วยกันเต๊อะ กิกิกิ...
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 มีนาคม 2009
  7. Guide_Raito

    Guide_Raito เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 สิงหาคม 2007
    โพสต์:
    892
    ค่าพลัง:
    +2,990
    ครับบบบ
     
  8. Numsai

    Numsai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    5,778
    ค่าพลัง:
    +87,677
    เห็นด้วยค่ะ อิอิ...การมีคู่นั้น ความรักอย่างเดียวไม่พอค่ะ ต้องมีความเข้าใจ และอดทนในการครองคู่ ถึงแม้ว่าหลายคนที่จะได้คู่ที่มีศรัทธา ศีล ปัญญา และจาคะใกล้เคียงกัน ก็ยังมีทุกข์เรื่องขันธ์ ๕ ความเจ็บป่วย เรื่องเศรษฐกิจ และอื่นๆ เฮ้อ..การเกิดมันเป็นทุกข์จริง ๆ

    อยุ่คนเดียวดีที่สุด แต่ถ้าใครเผลอไปมีคู่แล้ว ก็เป็นกำลังใจให้นะคะ

    บุญรักษาค่ะ

    Numsai

    ;aa5
     
  9. Ton_Ton

    Ton_Ton เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    1,249
    ค่าพลัง:
    +4,750
    ยังหาไม่เจอครับ
    แต่ว่าไปไม่มีก็ดีครับ ตอนนี้เวลาหมดภาระทางโลกจะได้ไปบวชสร้างบารมีเต็มๆซักที

    มีคนบอกว่าเจอแน่แต่ไม่เห็นเจอซักที ฮะฮะ
     
  10. มุทิตา2525

    มุทิตา2525 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 ธันวาคม 2007
    โพสต์:
    95
    ค่าพลัง:
    +80
    เนื้อคู่ ถ้าเป็นคนไม่ดี ก็ไม่ขอเจอเลยดีกว่า
     
  11. doodee1

    doodee1 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    458
    ค่าพลัง:
    +1,718
    เจอแต่เนื้อหลายแดดฮะ แฟนไม่เคยมี มีแต่รักเมีย(ป๋า)
     
  12. doggy_demon

    doggy_demon สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2006
    โพสต์:
    8
    ค่าพลัง:
    +0
    รู้สึกเหมือนรอใครอยู่เหมือนกัน พอคบกะใครก็จะรู้สึกว่าคนนี้ไม่ใช่เสมอ

    รอนานนัก ลาอธิษฐานซะดีมั้ยเนี่ย
     
  13. มอมแมมน่ารัก

    มอมแมมน่ารัก เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    94
    ค่าพลัง:
    +841
    เจอแต่คู่เวรคะ คนแรกเป็นคู่เวรกันห้าปี ตอนนี้หมดเวรเป็นเพื่อนกันแล้ว
    คนที่สองเป็นคู่เวรมาสองปี ตอนนี้ยังมีแรงอาฆาตอยู่ พยายามอโหสิอยู่ ยากจัง
    ตอนนี้รอคนใหม่มาสองเดือนแล้วนะ แต่เป็นโสดก็สบายใจดี
     
  14. สุธรรมพจน์

    สุธรรมพจน์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    97
    ค่าพลัง:
    +157
    สาธุครับ

    อยากเจอคนที่ใช่

    เพราะคนที่เจอก็คิดว่ายังไม่ใช่..
     
  15. ฅนยอง

    ฅนยอง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24
    ค่าพลัง:
    +3
    ได้ความกระจ่างขึ้นมากเลยครับ ขอบคุณมากครับ
     
  16. ฅนยอง

    ฅนยอง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24
    ค่าพลัง:
    +3

    อดทนนะครับ เพื่อเป็นการชดใช้กรรมให้หมดไป แล้วจะได้มีความสุขในชาติต่อๆไป
     
  17. brint

    brint Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    53
    ค่าพลัง:
    +60
    ยังไม่เจอเยยคร่า เฮ่อ เหงาได้อีก
    ไม่รู้เนื้อคู่เกิดรึยังน๊า
     

แชร์หน้านี้

Loading...