ขุนแผนรุ่นแรกหลวงพ่อรัตน์วัดป่าหวาย

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,192
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1773581266002.jpg FB_IMG_1773581089483.jpg FB_IMG_1773581270154.jpg
    ลองอ่านเรื่องหลวงพ่อเปลี้ยกับการสร้างลิงฮากันครับ หลวงพ่อเปลี้ย วัดชอนสารเดช เดิมชื่อผ่อง เกิดเมื่อ ๔ พ.ย. ๒๔๕๗ ที่บ้านดินเปล้า อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรของนายชุ่ม นางคำ โพธิ์นอก ด้วยขาท่านเสีย ลีบข้างหนึ่งจึงเรียก นามท่านว่าเปลี้ย พออายุได้ ๑๗ ปี ท่านได้บวชเป็นสามเณรที่วัดบ้านเหลื่อม ตำบลวัดโพธิ์ อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อ ๖ พฤษภาคม ๒๔๗๔ โดยมีอาจารย์ช้างเป็นพระอุปัชฌาย์ พออายุครบ ๒๐ ปี ๒ พ.ค.๒๔๗๗ ท่านก็ได้บวชที่วัดบ้านค่าย มีพระครูวิจิตา เป๊นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการแบนเป็นพระกรรมวาจารย์ พระมหาบัวเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ฉายา "คุณสัมปันโน"
    หลวงพ่อท่านมาอยู่วัดชอนสารเดชตั้งแต่ปี ๒๔๙๒ มีหลวงปู่ทรัพย์ เป็นเจ้าอาวาส หลังจากท่านแจ้งความประสงค์ขอมาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ หลวงปู่ทรัพย์ก็ไม่ขัดข้อง นานไปก็ถ่ายทอดสรรพวิชาต่างๆให้ท่านจนหมดสิ้น หลวงพ่อเปลี้ยท่านมีเมตตาเป็นเลิศ ท่านจำวัดไม่กางมุ้ง ไม่จุดยากันยุง ท่านบอกว่า "ให้มันมากัด กินจนอิ่มแล้วมันก็ไปไม่มากัดอีก" !
    ลิงฮา ของหลวงพ่อเปลี้ย วัดชอนสารเดชนี้ ท่านตั้งใจสร้างเป็นหนุมาน ให้มีอิทธิฤทธิ์ตามแนวคิดความเชื่อให้มีพลกำลังแข็งแรง อยู่ยงคงประพัน แต่ท่านสร้างหนุมานของท่านให้มีอริยาบท ยิ้มแย้ม อย่างอารมณ์ดี ชาวบ้านเห็นต่างขนานนามให้เป็น "ลิงฮา"
    ลุงใจ อ่อนละมัย เล่าว่า ครั้งที่ไปหามวลสารเพื่อมาสร้างลิงฮา ที่ศาลพระกาฬ ลพบุรี ปรากฎว่ามีลิงในศาลติดตามมาด้วย ๔ ตัว ทั้ง ๔ ตัวเป็นลูกน้องหนุมาน ตามมาเป็นสักขีพยานในการสร้างลิงฮา หลวงพ่อเปลี้ยท่านปลุกเสกลิงฮานี้ด้วยฌาณอันกล้าแข็ง เรียกว่าเสกจนหนุมานกระโดดออกจากบาตรได้ เหตุที่ท่านทำได้เช่นนี้เพราะท่านมีพลังจิตกล้าแข็งสามารถเข้าออกฌากิดความณได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เห็นความอัศจรรย์ในการสร้างวัตถุมงคลของท่าน จนสามารถคุ้มครองป้องกันผู้พกพา เป็นเสน่ห์เมตตามหานิยมอย่างแรงกล้า ตามที่หลวงพ่อท่านเสกไว้
    แม่ค้าตลาดบ้านชอนคนหนึ่งเล่าว่า ตั้งแต่ได้ลิงฮาของวัดชอนมาอยู่ที่ร้าน ตอนเช้าก็จุดธูปอธิษฐานขอให้ขายดี เมื่อเปิดร้านแล้วก็เกิดความมั่นใจอารมณ์ดี เหมือนกับอารมณ์ลิงฮา อารมณืดีตลอดวัน ลูกค้าก็เหมือนต้องจังงันของเรา เข้ามาซื้อของที่ร้าน ขายดีทั้งวัน ทุกวันนี้ยังพกติดตัวอยู่เสมอ มีคนมาขอเช่ามากมายแต่ก็หวงแหนยิ่งมิยอมปล่อยให้ใครเด็ดขาด
    ชายคนหนึ่งได้ลิงฮามาเลี่ยมแขวนคอ ขี่มอเตอร์ไซค์ไปธุระ ขากลับมาก็มีคนมาถามว่าไปเอาลิงที่ไหนมานั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ !! ทุกคนจึงสรุปว่าเป็นปาฏิหารย์ของลิงฮาที่แขวนคอมานั้นมากกว่า
    วัตถุมงคลทุกชนิดของหลวงพ่อมีประสบการณ์
    ขอบพระคุณบทความของคุณ อำพล เจน

    สมเด็จฝังเกศารุ่น1 ปี2538 (พร้อมเหรียญรุ่นแรก) ประสพการณ์ยืนยันว่ามีเส้นเกศาครับ เพราะผู้สร้างได้ขอเส้นเกศาหลวงพ่อเปลี้ย คุณสัมปันโน จากอาจารย์สำรวย (สมัยนั้นมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดชอนสารเดช) เมื่อสร้างเสร็จได้นำวัตถุมงคล รุ่นทวีทรัพย์ มาถวายและให้หลวงพ่อเปลี้ยฯ ปลุกเสก และนำออกมา
    แจกงานประจำปี หลังวันตรุษสงกรานต์ จะมีการทอดผ้าป่าฯที่ศาลาหลวงพ่อใหญ่ โดยมีหลวงพ่อเปลี้ยฯ เป็นประธานรับมอบ และจะแจกวัตถุมงคล รุ่นทวีทรัพย์ แก่ญาติโยมที่นำผ้าป่ามา
    ทอด (ถวาย) ที่วัดชอนสารเดช
    วัดถุมงคลรุ่นนี้น่าเก็บมากๆครับ 1.แจกฟรี 2.สวยและมีเส้นเกศาฯ 3.หลวงพ่อเปลี้ยฯ ชอบใจ และได้กล่าวว่า "มันต้องสวยแบบนี้ซิ ถึงมีศักดิ์ศรีหน่อย" 4.ราคาย่อมเยาว์
    พระสมเด็จทวีทรัพย์ผสมเกศา

    ......

    เหรียญเจ้าสัวหลวงปู่เปลี้ยวัดชอนสาระเดช รุ่นประสบการณ์
    หลวงปู่เปลี้ย วัดชอนสารเดช
    นายดาบตำรวจหนังเหนี.ย.ว
    December 31, 2016 Ampol Jane หลวงปู่เปลี้ย, อำพล เจน
    หลังจากหลวงปู่เปลี้ยมรณภาพไปเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๔๐

    เพียงไม่กี่วันเท่านั้น

    นสพ.ท้องถิ่น สร้างสรรค์ ลพบุรี ก็ลงข่าวใหญ่ประจำฉบับ

    นายดาบตำรวจปล้ำจับคนร้ายถูกคนร้ายล้วงปืn
    ออกมากดปากลำกล้องใส่ท้องของนายดาบตำรวจ

    แล้วเหนี่ยวไก ๒ นัd

    ลั่นโป้งทุกนัd .. กระสุnดี ไม่ด้าน

    แต่กระสุbไม่เข้าหนังนายดาบตำรวจทั้ง ๒ นัด

    หลังจากนั้นกำลังใจก็มา

    ปล้ำแย่งปืnคนร้ายได้

    และจับกุมคนร้ายได้สำเร็จ

    ——-

    นายดาบตำรวจท่านนี้แขวนเหรียญเจ้าสัวของหลวงปู่เปลี้ย

    ( บทความจากfacebook : )

    ลองอ่านเรื่องหลวงพ่อเปลี้ยกับการสร้างลิงฮากันครับ หลวงพ่อเปลี้ย วัดชอนสารเดช เดิมชื่อผ่อง เกิดเมื่อ ๔ พ.ย. ๒๔๕๗ ที่บ้านดินเปล้า อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรของนายชุ่ม นางคำ โพธิ์นอก ด้วยขาท่านเสีย ลีบข้างหนึ่งจึงเรียก นามท่านว่าเปลี้ย พออายุได้ ๑๗ ปี ท่านได้บวชเป็นสามเณรที่วัดบ้านเหลื่อม ตำบลวัดโพธิ์ อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อ ๖ พฤษภาคม ๒๔๗๔ โดยมีอาจารย์ช้างเป็นพระอุปัชฌาย์ พออายุครบ ๒๐ ปี ๒ พ.ค.๒๔๗๗ ท่านก็ได้บวชที่วัดบ้านค่าย มีพระครูวิจิตา เป๊นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการแบนเป็นพระกรรมวาจารย์ พระมหาบัวเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ฉายา "คุณสัมปันโน"
    หลวงพ่อท่านมาอยู่วัดชอนสารเดชตั้งแต่ปี ๒๔๙๒ มีหลวงปู่ทรัพย์ เป็นเจ้าอาวาส หลังจากท่านแจ้งความประสงค์ขอมาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ หลวงปู่ทรัพย์ก็ไม่ขัดข้อง นานไปก็ถ่ายทอดสรรพวิชาต่างๆให้ท่านจนหมดสิ้น หลวงพ่อเปลี้ยท่านมีเมตตาเป็นเลิศ ท่านจำวัดไม่กางมุ้ง ไม่จุดยากันยุง ท่านบอกว่า "ให้มันมากัด กินจนอิ่มแล้วมันก็ไปไม่มากัดอีก" !
    ลิงฮา ของหลวงพ่อเปลี้ย วัดชอนสารเดชนี้ ท่านตั้งใจสร้างเป็นหนุมาน ให้มีอิทธิฤทธิ์ตามแนวคิดความเชื่อให้มีพลกำลังแข็งแรง อยู่ยงคงประพัน แต่ท่านสร้างหนุมานของท่านให้มีอริยาบท ยิ้มแย้ม อย่างอารมณ์ดี ชาวบ้านเห็นต่างขนานนามให้เป็น "ลิงฮา"
    ลุงใจ อ่อนละมัย เล่าว่า ครั้งที่ไปหามวลสารเพื่อมาสร้างลิงฮา ที่ศาลพระกาฬ ลพบุรี ปรากฎว่ามีลิงในศาลติดตามมาด้วย ๔ ตัว ทั้ง ๔ ตัวเป็นลูกน้องหนุมาน ตามมาเป็นสักขีพยานในการสร้างลิงฮา หลวงพ่อเปลี้ยท่านปลุกเสกลิงฮานี้ด้วยฌาณอันกล้าแข็ง เรียกว่าเสกจนหนุมานกระโดดออกจากบาตรได้ เหตุที่ท่านทำได้เช่นนี้เพราะท่านมีพลังจิตกล้าแข็งสามารถเข้าออกฌากิดความณได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เห็นความอัศจรรย์ในการสร้างวัตถุมงคลของท่าน จนสามารถคุ้มครองป้องกันผู้พกพา เป็นเสน่ห์เมตตามหานิยมอย่างแรงกล้า ตามที่หลวงพ่อท่านเสกไว้
    แม่ค้าตลาดบ้านชอนคนหนึ่งเล่าว่า ตั้งแต่ได้ลิงฮาของวัดชอนมาอยู่ที่ร้าน ตอนเช้าก็จุดธูปอธิษฐานขอให้ขายดี เมื่อเปิดร้านแล้วก็เกิดความมั่นใจอารมณ์ดี เหมือนกับอารมณ์ลิงฮา อารมณืดีตลอดวัน ลูกค้าก็เหมือนต้องจังงันของเรา เข้ามาซื้อของที่ร้าน ขายดีทั้งวัน ทุกวันนี้ยังพกติดตัวอยู่เสมอ มีคนมาขอเช่ามากมายแต่ก็หวงแหนยิ่งมิยอมปล่อยให้ใครเด็ดขาด
    ชายคนหนึ่งได้ลิงฮามาเลี่ยมแขวนคอ ขี่มอเตอร์ไซค์ไปธุระ ขากลับมาก็มีคนมาถามว่าไปเอาลิงที่ไหนมานั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ !! ทุกคนจึงสรุปว่าเป็นปาฏิหารย์ของลิงฮาที่แขวนคอมานั้นมากกว่า
    วัตถุมงคลทุกชนิดของหลวงพ่อมีประสบการณ์
    ขอบพระคุณบทความของคุณ อำพล เจน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จทวีทรัพย์หลวงปู่เปลี้ย ผสมเกศา องค์นี้เห็นเกศาชัดเจนด้านล่างองค์พระครับ

    IMG_20260315_202917.jpg IMG_20260315_202951.jpg IMG_20260315_203026.jpg IMG_20260315_203057.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,192
    ค่าพลัง:
    +21,459
    4-wm (2).jpg 3-wm (3).jpg

    ประวัติ หลวงพ่อรัตน์ วัดป่าหวาย

    ต.หนองบัว อ.บ้านค่าย จ.ระยอง

    หลวงพ่อรัตน์ อตฺตสาโร สืบทอดพุทธาคมสายหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่

    โดยได้ศึกษาร่ำเรียนจากหลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับศิษย์เอกหลวงปู่ทิม หลวงพ่อรัตน์เป็นศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่ทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้งรูปสุดท้าย

    ได้รับมรดกจากหลวงปู่ทาบ ทั้งวิชาอาคม,สีผึ้งเขียว และกระดานชนวนอายุนับร้อยปีอีกทั้งยังเคยติดตามหลวงปู่ทาบ ไปวัดหนองกระบอกเพื่อแลกเปลี่ยนวิชากับหลวงพ่อลัดจึงได้เคล็ดวิชาการสร้างเสกแพะ ตำราหลวงปู่อ่ำ

    จากหลวงพ่อลัด วัดหนองกระบอกมาอีกด้วยหลวงพ่อรัตน์จึงนับได้ว่า เป็นผู้รอบรู้ศาสตร์วิชาสายระยองอย่างครบถ้วน

    หลวงพ่อรัตน์ อตฺตสาโรมีนามเดิมว่า รัตน์ นามสกุล บุญสม

    เกิดที่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2484

    บิดาชื่อ สด มารดาชื่อ แช่ม มีพี่น้อง 8 คนหลวงพ่อรัตน์ เป็นคนที่ 2 ครอบครัวมีอาชีพทำนา,ทำไร่ เป็นเกษตรกรเมื่ออายุได้ 7 ขวบ ได้เข้าศึกษาที่วัดใหม่กระบกขึ้นผึ้งซึ่งหลวงพ่อรัตน์ สนใจเรียนด้านคงกระพัน และ หนังเหนียว มากกว่าวิชาเรียนปกติอีกทั้งยังชอบทดลองวิชาที่เรียนมา ว่าได้ผลจริงไหมเมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4ก็ต้องออกมาช่วยครอบครัวทำงานพอโตมา ก็ได้เข้ารับการเกณฑ์ทหารแต่ไม่ถูกทหาร

    เมื่ออายุครบ 20 ปี ก็ได้อุปสมบทที่วัดใหม่กระบกขึ้นผึ้งโดยมีหลวงพ่อลัด วัดหนองกระบอก เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้จำพรรษาอยู่ที่นั่น เนื่องจากเป็นวัดใกล้บ้านของท่านได้ศึกษาวิชาจากหลวงปู่ทาบ ซึ่งท่านก็เมตาสอนให้

    แบบเต็มที่ ทั้งวิชา ทำน้ำมนต์,การหุงสีผึ้งเขียววิชาของหลวงปู่ทาบนั้นจะหนักไปทางด้านเมตตาจากนั้นหลวงพ่อรัตน์ ก็ได้สึกออกมามีครอบครัว

    มีบุตร 3 คน แล้วจึงย้ายครอบครัวมาประกอบอาชีพทำนา,ทำไร่อยู่แถวบ้านป่าหวายสมัยก่อนแถบนี้ไม่มีวัด ไม่มีโรงเรียนพอจะทำบุญก็ต้องออกไปทำที่วัดหนองกรับจนชาวบ้านร่วมใจกันสร้างโรงเรียน ในบ้านป่าหวายและสร้างวัดขึ้นด้วย แต่ก็ติดขัด ไม่มีพระอยู่ประจำ ทุกๆปี ต้องไปนิมนต์พระจากวัดอื่นมาจำพรรษาที่นี่ต่อมา ปี พ.ศ. 2530หลวงพ่อรัตน์ก็ช่วย หาพระมาอยู่ประจำที่วัดป่าหวายนี้ ไปๆมาๆ เลยได้มาบวชเอง และได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าหวายนี้ และได้รับการแต่งตั้ง จากเจ้าคณะอำเภอ ให้เป็นผู้ดูแลวัดป่าหวาย

    ในช่วงปี 2530-2533 หลวงพ่อรัตน์ได้เริ่มเรียนวิชาคาถาอาคมต่างๆ จากหลวงพ่อสาคร อย่างจริงจังและเทียวมา ต่อวิชาเพิ่มเติมอยู่เสมอเนื่องจากวัดป่าหวาย และวัดหนองกรับนั้นห่างกันไม่กี่กิโลเมตร สมัยที่อยู่วัดหนองกรับ ยังได้มีโอกาสศึกษาวิชา กับหลวงพ่อทองศิษย์หลวงพ่อวงษ์วัดบ้านค่าย ผู้เป็นศิษย์เอกของหลวงปู่สังข์เฒ่า วัดเก๋งจีนอีกด้วยหลวงพ่อสาคร ท่านเมตตาสอนวิชาให้หลวงพ่อรัตน์อย่างไม่ปิดบังวิชาสร้างพระเครื่อง, เคล็ดวิชาบวงสรวงเสกแพะ วิชาทำน้ำมนต์,เจิมบ้าน,เจิมรถและยังได้รับมอบผงพรายกุมาร ไว้เพื่อสร้างพระอีกด้วยหลวงพ่อรัตน์ท่าน เริ่มสร้างวัดอย่างจริงจัง

    เมื่อปี พ.ศ. 2534 โดยได้รับความช่วยเหลือจากหลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับโดยได้สร้างเมรุเผาศพก่อน เพราะสมัยนั้นเวลามีคนตาย ก็ต้องนำไปเผาที่วัดหนองกรับและมาเริ่มสร้างอุโบสถ เมื่อปี พ.ศ. 2537ได้ยกช่อฟ้าในปี พ.ศ. 2542ต่อด้วยการสร้างศาลา และกุฏิสงฆ์ตามลำดับ หลวงพ่อรัตน์ วัดป่าหวาย นับว่าเป็นพระนักพัฒนาอีกทั้งยังรอบรู้เวทย์วิทยาคม ในสายระยอง

    อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ จึงไม่แปลกที่วัตถุมงคล ที่ท่านสร้าง และเสกไว้นั้น ทั้ง พระขุนแผนรุ่นแรก,สมเด็จนักเลงโต,แพะเขาควายฟ้าผ่า,ตะกรุดโทนล้วนได้รับความนิยมและเกิดประสบการณ์มากมายกับผู้ที่นำไปใช้จนใครที่มี ก็ต่างหวงแหนถ้ามีโอกาสไปเที่ยวระยอง อย่าลืมไปกราบท่านนะครับ เข้าหาง่ายเมตาสูง เป็นช้างเผือกแห่งเมืองระยองอีกรูปนึงที่กราบไหว้ได้สนิทใจครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ขุนแผนรุ่นแรกหลวงพ่อรัตน์วัดป่าหวายงานปิดทองฝังลูกนิมิต ปี ๒๕๔๖ หลวงพ่อสาครวัดหนองกรับหลวงพ่อรัตน์ วัดป่าหวายปลุกเสก

    ให้บูชา 150 บาทครับส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260315_205158.jpg IMG_20260315_205225.jpg IMG_20260315_205249.jpg
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,192
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1773592280595.jpg

    ๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่หลอ นาถกโร ๏
    วันนี้วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ เป็นวันเจริญอายุวัฒนมงคล ครบรอบ ๘๒ ปี พระราชวชิรสภณ หรือ หลวงปู่หลอ นาถกโร วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม
    (วัดถ้ำพวง) อ.ส่องดาว จ.สกลนคร นามเดิมชื่อ หลอ นามสกุล ประทาเพชร เกิดเมื่อวันที่ ๗ เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๕ ๑๑ ค่ำ ปี มะเมีย
    ณ บ้านเลขที่ ๘๙ หมู่ที่ ๘ ตำบลเหล่าบก
    อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี
    โยมบิดาชื่อ นายทัง ประทาเพชร
    และโยมมารดาชื่อ นางตุ่น ประทาเพชร
    ท่านเคยรับราชการหรือเคยปฏิบัติงานสำคัญมาแล้ว

    # บรรพชา

    วันที่ ๑๕ เดือน เมษายน พ.ศ.๒๕๐๒ วัดคามวาสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร พระอุปัชฌาย์ พระครูพุฒิวราคม วัดคามวาสี ตำบลตาลเนิ้ง อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร

    # อุปสมบท

    วันที่ ๑๕ เดือน เมษายน พ.ศ.๒๕๐๖ ที่วัดคามวาสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร พระครูพุฒิวราคม พระอุปัชฌาย์ หลวงปู่ประสาร ปญฺญาพโล พระกรรมวาจาจารย์ และมี พระปั่น ญาณวโร พระอนุสาวนาจารย์

    # วิทยฐานะ

    (๑) พ.ศ.๒๔๙๙ สำเร็จการศึกษาชั้น ป.๔ โรงเรียน บ้านหนองแสง
    อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
    (๒) พ.ศ.๒๕๑๒ สอบไล่ได้ น.ธ. เอก สำนักเรียน วัดคามวาสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร

    หลังจากท่านพระอาจารย์วัน อุตตโม ได้มรณภาพลงด้วยอุบัติเหตุเครื่องบินตกที่จังหวัดปทุมธานี และได้จัดงานพระราชทานเพลิงศพเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่หลอ นาถกโร ท่านก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสแทนมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๔ เป็นต้นมา ได้ดูแลวัดวาอาราม ดูแลพระภิกษุสามเณร ตลอดจนอุบาสกอุบาสิกามาโดยตลอด
    ขอย้อนอดีตไปนิดหนึ่งในช่วงหลวงพ่อใหญ่ (ท่านพระอาจารย์วัน อุตตโม) ยังมีชีวิตอยู่นั้นท่านได้วางโครงการช่วยเหลือชาวบ้าน การก่อสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล และอ่างเก็บน้ำหลาย ๆ อ่าง ในเขตพื้นที่อำเภอส่องดาว ตลอดทั้งต่อน้ำประปาให้ทุกโครงการนั้น ได้ดำเนินการต่อจนสำเร็จลุล่วงได้ดีทุกโครงการ คงถือได้ว่าหลวงปู่หลอได้ช่วยเจตนารมณ์ของครูบาอาจารย์ให้สำเร้๗ลุงล่วงไปด้วยดีทุกประการ เมื่อได้สร้างสำเร็จแล้วก็ได้มอบให้ทางหมู่บ้านเป็นผู้ดูแลแต่ละโตรงการตะละหมู่บ้าน โครงการเหล่านั้นก็ได้ใช้น้ำมาตลอดจนทุกวันนี้ ส่วนรายละเดียดต่าง ๆ นั้น ได้เขียนไว้ในภาคที่ ๕ แล้ว
    ต่อจากนั้นมาหลวงปู่หลอก็ได้เป็นผู้นำของหมู่คณะรักษาปฏิปทาข้อวัติปฏิบัติของครูบาอาจารย์เอาไว้ให้คงเส้นคงวา ในเมื่อไม่มีอาจารย์แล้วจำเป็นต้องเป็นตัวของตัวเองสิ่งใดเป็นว่าไม่าดีไม่งามจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสยก็พยายามดต่ตัวออกห่าง สิ่งใดเห็นว่าจะเป็นสิ่งที่จะนำมาซึ่งความเจริญในตัวและหมู่คณะก็พยายามทำสั้งนั้นมาเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีเรื่องข้อวัติปฏิบัตินี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ถ้าหมากไม่พิถีพิถันก็อาจละเลยเมินเสียได้ง่าย ๆ พระเจ้า พระสงฆ์ จะอยู่ในพระพุทธศาสนาได้ก็ต้องอาศัยข้อวัติปฏิบัติเป็นพื้นฐานที่เรียกว่าอาสัยธรรมเป็นเครื่องอยู่นั้นเอง
    คำว่าธรรม มีทั้งภายนอกและภายใน ภายนอกก็คือ ข้อวัติธรรม ที่ทำกันมาเป็นประจำทั้งเข้าเย็น คือตอนเช้าควรทำอะไร ตอนเย็นควรทำอะไร อันนี้เราทำเป็นประจำอยู่แล้ว ส่วนข้อธรรมภายในคือ หว้พระสวดมาตต์ทำจิตใจให้เกิดด สงบตามกำลังความสามารถของแต่ละคน ถ้ามีข้อวัติปฏิบัติเห่านี้ เป็นประจำเรียนกว่า มีสิ่งที่ยึดเหนี่ยวรั้งใจเอาไว้ ไม่คลอนแคลน มีความมั่นคงทางด้านจิตใจ มีอะไรมากระทบก็ไม่อาจเอนเอียงหวั่นไหวไปได้ มีอะไรมากระทบก็ไม่อาจเอนเอียงหวั่นไหวไปได้ เรียกว่ามีธรรมเป็นเครื่องอยู่ จินใจมีความอาลัยอาวรณ์ในเพศพรหมจรรย์ของตนะเอง ไม่เกิดความเหนื่อยหน่ายเฉื่ยชา เมื่อเป็นอย่างนี้ รจึงเรียนกว่าเป็นผู้มีกำลังใจที่มีความเข้มแข็งและมีความอดทน

    ส่วนทางด้านวัดวาอาราม ที่อยู่ ที่อาศัย สิ่งใดเห็นว่าจะสมควรเพิ่มเติมเสริมต่อก็ช่วยทำไปเรื่อย ๆ ตามแต่ความจำเป็น เป็นต้นว่า กุฎิที่พักสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ห้องน้ำ ห้องสุขา ถนนหนทาง ไปมาให้สะดวกสบาย วัดถ้ำพวงถือว่าเป็นวัดที่ใหญ่โตพอสมควร มีเนื้อที่ประมาณ ๗๐๐ กว่าไร่ ประกอบกับมีสถานที่สำคัญไว้กราบไหว้สักการะบูชาหลายอย่าง โดยเริ่มต้นจากกวงพ่อมงคลมุจลินท์ พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อพระอาจารย์วัน อุตตโม และสังเวชนียสถานทั้ง ๔ ตำบล เมื่อมีความสำคัญอย่างนี้เกิดขึ้น ผู้คนทั้งหลายก็หลั่งไหลมาทุกทิศทกทางนับวันจะมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ทั้งใกล้และไกล โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ วันสงกรานต์ วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา เป็นต้น มีผู้คนมากราบไหว้มาเป็นพิเศษ ส่วนวันธรรมดา และวันเสาร์ อาทิตย์ก็ยังคงมีมากพอสมควร
    สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ถือเป็นปูชนียสถาน เป็นสถานที่ดึงดูดจิตใจของชาวพุทธทั้งหลาย ให้หันหน้าเข้าวัด ยึดศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ เพราะการเข้าวัดไม่เสียประโยชน์ เป็นการสร้างกำไรในชีวิต ผู้มาเยือนได้กราบไหว้บูชา เป็นขวัญตาขวัญใจ อิ่มอกอิ่มใจ บางคนไปถึงบ้านแล้วก็อยากจะกลับมาอีก ทั้งหมดที่เล่านี้เป็นบ่อเกิดของบุญกุศลจริง ๆ และอีกอย่างสถานที่เหล่านี้ก็อยู่บนภูเขา มีหน้าผาโดยรอบ มีจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงาม เป็นที่ตื่นตาตื่นใจของท่าที่มาพบเห็น สังเวชนียสถานทั้ง ๔ ก็เป็นสิ่งที่หาดูได้ยาก มีแห่งเดียวเท่านั้นในเมืองไทย แม้สังเวชนียสถานทั้ง ๔ จะเล็กกว่าของจริงในจำนวน ๒-๓ แล้ว เรายังพยายามเน้นความเหมือนจริงอีกด้วย สิ่งใดที่ไม่มีความจำเป็นเราจะไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อสร้างเสร็จแล้วชาวพุทธทั้งหลายก็นิยมชมชอบ หลวงปู่หลอเป็นผู้นำในการก่อสร้างก็หายเหนื่อย ทั้งที่ก่อสร้างทั้งแล้งทั้งฝน จำนวน ๖ ปีเต็ม ๆ ไม่ขาดวรรคขาดตอน ถือว่าเป็นการก่อสร้างที่ยาวนานพอสมควร แต่ก็ถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ จึงขออนุโมทนาทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องใการก่อสร้างสิ่งท้งหลายเหล่านี้ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ลำพังหลวงปู่หลอคนเดียวคงไม่สามารถทำให้สำเร็จลงได้ ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นผลงานชิ้นสำคัญของหลวงปู่หลออีกชิ้นหนึ่ง ใช้งบประมาณในการก่อสร้างเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๖,๓๐๒,๒๐๔ บาท
    ด้านการก่อสร้างอาคารเรียนของโรงเรียนอุดมสังวรวิทยา หลวงปู่หลอ ท่านเล่าว่า อดีตที่ผ่านมาประมาณปี พ.ศ.๒๕๓๙ ได้มองเห็นการเรียนของลูกหลานบ้านหนองแซง บ้านโนนสะอาดและบ้านอาสารักษาดินแดนไม่มีโรงเรียน จำเป็นต้องเดินทางไปเรียนที่โรงเรียนชุมชนส่องดาว ระยะทางเกินกว่า ๓ กิโลเมตร นักเรียนได้รับความลำบากในการเดินทางไปเรียน หลวงปู่หลอท่านจึงคิดหาวิธีที่จะก่อตั้งโรงเรียนขึ้น ประกอบกับในตัวอำเภอส่องดาวก็ไม่มีโรงเรียนเป็นของตัวเอง ในที่สุดก็ได้ซื้อที่ดินของนายคำบุญ แก้วขาว จำนวน ๒๐ ไร่ ในราคา ๖๐๐,๐๐๐ บาท เป็นเงินงบประมาณจากคณะคุณอาคม ทันนิเทศ ๐๑ กรุงเทพฯ มีนบุรี
    นอกจากนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก ส . ส . อวยชัย สุขรัตน์ เป็นเงิน ๑,๑๒๐,๐๐๐ บาท เพื่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราวและใช้ทำการเรียนการสอนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ เป็นต้นมา แต่ด้วยอำนาจแห่งกาลเวลา อาคารชั่วคราวหลังนั้นได้ชำรุดไปมาก หลวงปู่หลอท่านจึงคิดสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ โดยได้รับงบประมาณจากคุณเฉลียว อยู่วิทยา เจ้าของบริษัท กระทิงแดง จำกัด เป็นผู้บริจาคให้ เมื่อได้รับงบประมาณก็ลงมือสร้างไปเรื่อย ๆ โดยใช้แบบแปลนของกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ คือแบบอาคารเรียน ๒๖๑ ล /๔๑ หลังคาทรงไทย สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก สูง ๓ ชั้น ความยาว ๘๑ เมตร กว้าง ๑๐.๕๐ เมตร รวม ๑๘ ห้องเรียน ประกอบด้วยห้องพิเศษคือหนึ่งห้องประชุมใหญ่ หนึ่งห้องพักครู และหนึ่งห้องพยาบาล งบประมาณทั้งสิ้น ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยใช้เวลาในการก่อสร้าง ๑๒ เดือน เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่กลางปี ๒๕๔๙ กำหนดเสร็จกลางปี ๒๕๕๐ นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นอาคารเอนกประสงค์ได้อีกด้วย ปัจจุบันโรงเรียนอุดมสังวรวิทยาเปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ๑ ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ประมาณ ๑๐๐ กว่าคน มีครูอาจารย์ ๘ คน และนับเป็นผลงานที่สำคัญของท่านหลวงปู่หลออีกชิ้นหนึ่ง นอกจากนี้หากเห็นว่าสิ่งใดสมควรที่จะช่วยเหลือสงเคราะห์อย่างไรก็ได้ช่วยเหลือไปตามกำลังความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอารามที่อยู่ใกล้เคียงก็ดี โรงเรียนก็ดี ทางราชการก็ดี ได้ช่วยเหลือเรื่อยมา

    ปัจจุบัน พระราชวชิรโสภณ หลวงปู่หลอ นาถกโร
    ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดถ้ำอภัยดำรงธรรม
    (วัดถ้ำพวง) ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว
    จังหวัดสกลนคร
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญรุ่น ๑ บุญบันดาลหลวงปู่หลอ วัดถ้ำพวง วัดถ้ำพวงศิษย์พระอาจารย์วันอุตตโม

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260315_232901.jpg IMG_20260315_232929.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,192
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1773726066416.jpg

    วันดี เวลาดี ฤกษ์ดี
    ท่านได้ ใช้แท่งดินสอพองเขียนอักขระมนต์ลงบนแผ่นกระดานชนวนแล้วลบเป็นผงองครักษ์ เมื่อเข้าพรรษา วันไหนฤกษ์ดีก็จะเขียนอักขระมนต์ด้วยแป้งดินสอพองทำเป็นผงองครักษ์เก็บไว้

    ชีวประวัติ
    ของ พระครูสุวรรณพัฒนกิจ
    (หลวงพ่อขุนทอง สจุจวโร (โหมดตาด))
    ประวัติหลวงพ่อขุนทอง สจุจวโร
    ชีวประวัติ หลวงพ่อขุนทอง สจุจวโร
    หลวงพ่อขุนทอง สาวไร เกิดวันศุกร์ที่ ๓๐ ดูลาคน ๒๒๔๙๙๙๓ ตรงกลับขึ้น ๑๐ ค่ำ
    เดือน ๑๒ ปีมะเมีย แม่ชื่อชม (แย้มยิ้ม) พ่อชื่อยัง โหมดตาด เกิดที่คลองสี่บ้านตาปลื้ม ยายสุข
    แข้มยิ้ม ตำบลสามวาตะวันออก อำเภอมีนบุรี จังหวัดพระนคร มีพี่น้อง ๘ คน หลวงพ่อขุนทอง
    สจุจวโร เป็นบุตรคนที่ ๔ ในจำนวน ๔ คน (ชาย 4 หญิง 4)
    ชีวิตปฐมวัย และชีวิตในวัยหนุ่ม
    หลวงพ่อขุนทอง สจุจวโร เกิดในครอบครัวชาวนาที่อบอุ่น เมื่อท่านอายุยังเยาว์
    ได้รับความดูแลเอาใจใส่จาก โยมพ่อ และ โยมแม่ เป็นอย่างดี และเป็นที่รักเอ็นดูของตาปลื้ม แย้ม
    ยิ้ม (ตาปลื้มท่านเป็นหมอโบราณ มีวิชาอาคมทางไสยศาสตร์ และโหราศาสตร์ รักษาด้วยวิชวิชาอาคม
    ในการเสกเป้าด้วยเวชมนต์ และมีฐานเป็นตาด้วย(พ่อของโขมแม่)) เมื่ออายุตั้งแต่ ๕ ถึง ๑๓ ๑๓ ปี
    หลวงพ่อจึงถูกฝึกให้เล่าเรียนวิชาอาคมตั้งแต่ยังเล็กๆ และติดสอยห้อยตามตาปลื้มไปรักษาคนไข้ ที่
    ถูกของทางไสยศาสตร์หรือผีเข้า เพราะ ว่าช่วงนั้นมีคนที่มีวิชาอาคมทางไสยศาสตร์มาก ใช้ในทางที่
    ถูกที่ดีก็ดี ใช้ในทางผิดก็มี(ลองของ) หลวงพ่อมีความสนใจจึงได้เล่าเรียนวิชาจึงได้รับการ
    ถ่ายทอดประสิทธิ์ ประสาทวิชาการต่างๆ ประกอบด้วย คาถาอาคมทางไสยศาสตร์
    โหราศาสตร์ และยาสมุนไพรแผนโบราณ จากตาปลื้ม เมื่ออายุคบเกณฑ์ต้องเข้าเรียนหนังสือ
    โยมพ่อก็พามาฝากเข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดลำกระดาน โดยโรงเรียนสมัยนั้น ไม่มีห้องเรียน
    เหมือนสมัยนี้ ต้องเรียน หนังสือบนศาลาวัด รวมกัน ปด ถึง ป๕ ต้องนั่งกลับพื้นกระดานบนศาลา
    โดยใช้กระดานชนวนเป็นเเผ่นเขียนเรียนแทนสมุด โดยมีครูโกมล คงกะพันธ์ (ครูแกะ) เป็นครู
    สอน จนจบประถม ๔(ป.๔) จากโรงเรียนวัดลำกะดาน แล้วมาฝึกและร่ำเรียนวิชาอาคมจากตา
    ปลื้มต่อเวลาไปรักษาคนไข้ ท่าน ได้ติดตามไปรักษาคนไข้ด้วย เมื่อตาปลื้มทำพิธีไหว้ครู ก็ได้รับ
    หลวงพ่อเข้าพิธีครอบครูด้วย เท่ากลับว่าหลวงพ่อได้เป็นลูกศิษย์ตาปลื้ม เมื่อตาปลื้มไปรักษา

    คนไข้ ก็จะเห็นเด็กไว้ผมจุกเปีย นั่งพายหัวเรือ ตาปลื้มนั่งกลางลำเรือ ส่วนหลวงพ่อนั่งพายท้ายท้ายเรือ
    เป็นที่เห็นกันประจำ
    ชีวิตเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร
    หลวงพ่อขุนทอง สจุจวโร เมื่ออายุ ๑๔ ปี ท่านได้ไปบวชเป็นสามเณร ที่วัดสุทธิ
    สะอาดได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาคาถาอาคม ไสยศาสตร์ จากพระภิกษุเงิน (น้องโยมแม่) เป็นหมอทาง
    ไสยศาสตร์ รักษาด้วยอาคมเสกเป้ามนต์ และสมุนไพร ต่อมามีโรคระบาทหลวงพ่อได้ติดโรคที่ระ
    บาทป่วยหนักตอนนั้นยังบวชเป็นสามเณร โยมพ่อได้รับกลับมารักษาที่บ้าน โดยไปรับหมอ
    เสริม จากคลองแปดวามาฉีดยารักษาจนหาย และหมอเสริมท่านได้พูดทำนานายว่าถ้าหลวงพ่อ
    บวชพระแล้วจะไม่สึก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒ ได้สึกจากสามเณร กลับมาช่วยทำนาอยู่ กับป้านาค
    แสงทองแจ่ม (แย้มยิ้ม) อยู่1๒ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔ อายุ๒๐ปีคบเกณฑ์ทหาร ได้ไปเกณฑ์ทหาร
    กับโขมชุ่ม แย้มยิ้ม รุ่นเดียวกันโดยแจวเรือ ไปที่ว่าการอำเภอมึนบุรี จังหวัดพระนคร โดยโยมชุ่ม
    จับได้ใบแดงถูกทหาร แต่หลวงพ่อท่านจับได้ใบดำจึงไม่ถูกทหาร ขากลับจากเกณฑ์ทหารยังได้
    แวะซื้อข้าวโพดคั่วมาฝากน้องๆ ในปีนั้น(พ.ศ.ศ.๒๔๔๘ )
    ท่านได้บวชเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษกาคม ๒๔๔๔๔๔ เวลา ๗.๑๕ 1.
    ที่วัดลำกะดาน ตำบลสามวาตะวันออก อำเภอมืนบุรี จังหวัดพระนคร โดยมีพระครูอุดมนิริยคุณ
    (หลวงพ่อกล่ำ อุกกโม) วัดพระยาสุเรนทร์ เป็นอุปัชฌายะ พระอธิการบุญมี(ธมมิกข) วัดสุทสุทธิ
    สะอาด เป็นกรรมวาจาจารย์ พระอธิการสั่น ปสนโน (พระครูประสาธน์สุกิจ) วัดคู้บอนเป็นอนุ
    สาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "สจุจวโร"
    การจำพรรษา
    พรรษาแรก พ.ศ. ๒๔๕๔ ท่านแล้วได้ดูแลเก็บกวาด และดูแลข้าวของวัดลำกลำกะดาน
    ในปีนั้นมีพระบวชจำพรรษาอยู่มากประมาณ ๒๕ รูปแต่ไม่มีเจ้าอาวาส มีกุฏิอยู่ ๒ ๓ ๓ หลัง กุฏิ
    หลังแรกเป็นกุฏิไม้ หลังคามุงจาก (ได้บูรณะเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๕5 คือกุฏิหลวงตานัด หรือกุฏิโต๊ะน้ำ
    ชาในปัจจุบัน) ได้สร้างกุฏิที่ ๒ ใต้ถุนกุฏิ ท่านได้ทำเป็นที่เก็บเรือบด เรือเข็มทอง (เก็บไว้ใช้ตอน
    หน้าน้ำ) และมีศาลาไม้หลังใหญ่ สองชั้นอยู่ด้านหน้าติดกับลำคลองลำกะดาน (สมัยก่อน วัด
    สภาพเหมือนเกาะกันดานหน้าน้ำ น้ำจะล้อมลอบวัด จะมาวัด หน้าน้ำต้องมาทางเรือ หน้าแร้งต้อง
    เดินมาด้านหน้าวัดจะมีสะพาน ไม้ข้ามมาวัด) พระที่บวชแล้วไม่มีฏอยู่ต้อง ไปพักอยู่ที่ศาลา โดย
    ศาลาหลังนี้ใช้เป็นศาลาทำบุญ และทำพิธีกรรมต่างๆตามเทศการ และที่สำคัญด้านนอกใช้เป็นที่
    เรียนหนังสือด้วย ปัจจุบันนี้ศาลาหนังนั้นได้ชำรุดถูกเรื้อถอนไปแล้ว ได้มีการสร้างขึ้นมาแทน

    ใหม่ สองชั้น ที่ใช้เป็นศาลาทำบุญ ทำพิธีกรรมต่างๆตามเทศการ และเป็นหอฉันท์(ศาลา สัจจวโร)
    ทุกวันนี้
    ต่อมาปี ๒๕๑๒ ได้สร้างศาลาหอฉัน หอสวดมนต์ต่อรวมกุฏิที่ ๒ รวมกัน ด้านใต้ถุน
    กุฏิ ท่านได้ทำเป็นที่เที่เก็บเรือบดเรือเข็มทอง (เก็บไว้ใช้ตอนหน้าน้ำ) ด้านใต้ถุนหอฉัน หอสวด
    มนต์ ท่านได้เป็นที่เก็บเก็บข้าวของใช้(ถ้วย ชาม ของใช้ต่างๆ)
    ท่าน ได้ศึกษาวิชาคาถาอาคมทางไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ และตำรายาสมุนไพรแผน
    โบราณที่ได้ร่ำเรียนมาสมัยเป็นเด็กจากตาปลื้ม และหมอเงิน มีความชำนาญ และศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น
    ท่าน ได้เริ่มรักษาคนไข้ วิธีการรักษาของท่านด้วยการร่ายมนตร์คาถาแล้วเป้าอาคมทางไสยศาสตร์
    รักษาด้วยเสกดินดูดถอน รักษาด้วยยาสมุน ไพรแผน โบราณ ท่านได้ศึกษาทางโหราศาสตร์ ดูฤกษ์
    ยามต่างๆ เพิ่มเติมจากตำรา และศึกษาการคำนวณดูฤกษ์ยามจากปฏิทิน ข้างขึ้นข้างแรม มา
    ผนวกกับการรักษาคนไข้ ทำให้มีผู้คนเริ่มรู้จักมากขึ้น เพราะผู้คนที่มารักษาจากท่าน ท่านจะดู
    วันเวลาที่มารักษา ถ้าวันดีเวลาดีฤกษ์ดี ท่านก็จะรักษาและรักษาหายทุกราย ถ้าวันเวลาไม่ดี ท่านจะ
    ไม่รักษา หรือท่านจะบอกวิธีให้ไปทำ หรือแนะนำเอาสิ่งของนั้นออกไป คนที่ถูกของ ผีเข้า เป็น
    อัมพฤตอัมพาต มารักษาหายแทบทุกราย เหมือนกับมีญาณมองเห็นหรือหยั่งรู้ล่วงหน้า ทำให้มี
    ผู้คนเลื่อมใสศรัทธามากขึ้น หลวงพ่อท่านเป็นพระสงฆ์ที่มีเมตตาต่อผู้คนทุกชนชั้นเสมอกัน
    โดยเฉพาะผู้ที่มี ความทุกข์ร้อนเข้ามาขอพึ่งจะ ได้รับความเมตตาอนุเคราะห์อย่างเต็มที่ หลวงพ่อ
    ท่านเป็นพระที่พูดน้อยไม่ยึดติดกับความสบาย ถือสมถะดูแลพัฒนาวัด มีอยู่ครั้งหนึ่งโยมได้รับคำ
    บอกเล่าจากเพื่อนว่าหลวงพ่อเป็นพระที่หน้าเลื่อมใส ตั้งใจจะมาทำบุญกับหลวงพ่อ เมื่อมาถึงก็
    เห็นพระกำลังขนดินดินอยู่ก็ถามหาอาจารย์ทอง อยู่ไหนครับท่าน หลวงพ่อท่านก็ยิ้ม แล้วท่านก็ถาม
    และสนทนา
    ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส
    จนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ ท่านได้รับการแต่งตั้งจากพระครูมีนธรรมภาณ (ฉุย) ให้ดำรง
    ตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดลำกะดาน (พระ อธิการขุนทอง สจจวโร) เป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัด
    ลำกะคาน เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสแล้ว ท่านเริ่มพัฒนาปฏิสังขรณ์ดูแลวัดสร้างกุฏิ
    เพิ่มขึ้นมีพระมากแต่มีกุฏิน้อย เพาระช่วงนั้น วัดกันดานมาก ไปมาลำบาก หน้าน้ำต้องใช้เรือใน
    การเดินทาง หน้าแล้งต้องเดินเท้าเท่านั้น หลวงพ่อก็ขังรักษาผู้คน ที่เจ็บป่วย หรือมีทุกข์ร้อน ที่มา
    ให้ท่านรักษา เมื่อรักษาหายก็เกิดศรัทธา มาสร้างกุฏิ สร้างศาลาท่าน้ำถวาย ท่านได้ศึกษาจาก
    ตำราในคัมภีร์ในพระ ไตรปิฎก ได้ศึกษาร่ำเรียนฝึกฝนวิชา ที่ได้มาจาก(ตาปลื้ม และหมอเงินซึ่งเป็น
    ตา และ น้า ) วันดีเวลาดีฤกษ์ดี ท่านได้ใช้แท่งดินสอพองเขียนอักขระมนต์ลงบนแผ่นกระดาน

    ชนวนแล้วลบเป็นผงองครักษ์ เมื่อเข้าพรรษา วันไหนฤกษ์ดีก็จะเขียนอักขระมนต์ด้วยแป้งดินสี
    พองทำเป็นผงองครักษ์เก็บไว้
    ในหนึ่งพรรษา(สามเดือน)จึงได้ผงองครักษ์ มาสร้างพระสมเด็จนั่งบัวพิมพ์เล็ก ได้
    ประมาณ ๘ - ๘ องค์เท่านั้น จึงได้มีพระผงสมเด็จนั่งบัวพิมพ์เล็ก ออกมาแจกตั้งแต่นั้นมา ในแต่ละ
    ปีก็จะมีพระผงสมเด็จนั่งบัวพิมพ์เล็กออกมาแจกทุกปี จึงไม่มีรุ่นต่อมาได้สร้างพระผงสมเด็จนั่ง
    บัวพิมพ์ใหญ่
    เมื่อพ.ศ. ๒๕๑๓ หลวงปู่เมฆ มาอุปสมมบท(บวช)เมื่ออายุ ๖๒ ปี ที่วัดนังคัลจันตรี
    (วัดคลอง ๗) ตำบลลำลูกกา อำเภอลำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยมี พระครูพิทักษ์ธัญสาร(หลวง
    พ่อตุ๊ย) วัดนังคัลจันตรี (วัดคลอง ๗) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการชิด วัดแจ้งลำหิน เป็นพระพระ
    กรรมวาจาจารย์(คู่สวด) และพระอธิการขุนทอง สจุจวโร (หลวงพ่อทอง สัจจวโร ตอนนั้น) วัดลำ
    กะดาน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ (คู่สวด) ได้ฉายา "สัจจาสโภ" แล้วขอมาจำพรรษาที่วัดลำกะ
    ดาน หลวงพ่อทอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ (เป็นคู่สวดผู้บวชให้) หลวงปู่เมฆ ถือว่าเป็นอาจารย์
    หลวงปู่เมฆ
    เมื่อพ.ศ.๒๕๕๑๔ หลวงพ่อท่านได้เริ่มก่อสร้างโบสถ์หลังใหม่ขึ้นเนื่องจากหลังเก่า
    คับแคบเล็กและเก่า จึงได้โถมที่ด้านทิศเหนือ ซึ่งที่ตรงนั้นเป็นสระน้ำและติดกับโกดังเก็บศพ
    จึงได้ริ่มสร้างโบตถ์หลังใหม่ขึ้น และได้มีเพรียญรุ่นแรกขึ้น (เพรียญ สจุจาโร)
    โดยมีโยมฮก และเฮียหลิ่ม คลอง๗ ลำลูกกาเป็นผู้สร้าง
    มีเหรียญทองแดงสร้างขึ้นจำนวนเท่าพ.ศ. คือ ๒๕๕๑๔ เหรียญ. (มีปั๊มเกินเผื่อเสียประมาณ ๕๐
    เหรียญ) และมีเหรียญเนื้อเงินสร้างประมาณ ๑๐๐ เหรียญเศษ สร้างเพื่อเป็นที่ระลึกผู้ที่มีจิตศรัทธาใน
    การสร้างพระอุโบสถ จึงได้มีเหรียญรุ่นแรกคือ เหรียญ สจุจวโร (๒๕๕๕๑๔) (ข้อมูลการสร้าง ผู้เขียน
    ไม่ทราบจำนวนที่แท้จริงครับ) ในปี ๒๕๒๖๒๖ ลุงพิน มาปั๊มเสริมถวายหลวงพ่อ ปี ๒๕๒๒๖
    ประมาณ ๒๐,๐๐๐ เหรียญ หลังจากนั้นอาจารย์ไวพจน์ เอาแม่พิมพ์มพ์มาปัมทองคำ ๖๓ เหรียญในปี
    ๒๕๔๘ และ สก. วิรัช ได้นำแม่พิมพ์เดิมมาปั๊มทองคำ ๒๕ เหรียญ และเนื้อเงินอีกกี่เหรียญไม่ทราบ
    จำนวน แต่สังเกตุได้เป็นเหรือญญูหูตัน ไม่ได้เจาะห่วง ในปี ๒๕๕๕๐ และสารวัตรโย ยืมมาปั๊มทองคำ
    ในปี ๕๒๒หรือ๕๓ ไม่แน่ใจ อีก ๕ เหรียญ แต่ ๘ เหรียญหลังนี้มีดอกโค๊ตแค่นี้แหละเท่าที่ผู้เขียนรู้มา

    คัดลอกบางส่วนจากหนังสือประวัติหลวงปู่ทอง
    สมชาย โหมดตาดผู้เขียน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ ขออนุญาตนำมาถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ

    พระผงนั่งบัวผสมเกศา(เห็นชัดในองค์พระและเหรียญหลวงปู่ทองรวม ๒ องค์

    ให้บูชา 270 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260317_131040.jpg IMG_20260317_131106.jpg IMG_20260317_130905.jpg IMG_20260317_130935.jpg IMG_20260317_130958.jpg IMG_20260317_130749.jpg IMG_20260317_130820.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 มีนาคม 2026 at 01:47
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,192
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1773737783845.jpg

    พระปิดตาจัมโบ้รุ่นแรกพิมพ์ใหญ่ ปี ๒๕๔๑ หลวงพ่อสร้างเองทำเองเสกเองทุกขั้นตอน

    พุทธอนุชา. นี้คือครูใหญ่สายวิชาโลกุตระธรรม. ธรรมที่พ้นโลก.เป็นครูใหญ่ของ. หลวงพ่อสมบูรณ์. วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร. ใครยกครูเรียนวิชากับหลวงพ่อแล้ว. ถือว่าเป็น ศิษย์ พระอานนท์เถระเจ้า.
    เป็นศิษย์หลวงพ่อสมบูรณ์. เป็นศิษย์ในสายวิชาโลกุตระธรรม.
    “คำว่าไม่มีอย่าได้มี”
    ประวัติพุทธาคมพระครูไพบูลย์รัตนาภรณ์
    ( หลวงพ่อสมบูรณ์ รตนญาโณ)วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร บางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานครพระครูไพบูลย์รัตนาภรณ์ ( สมบูรณ์ รตนญาโณ ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร บางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ หรือ นามเดิม สมบูรณ์ บุญมา ( ชาย ) เกิดวันพุธที่ ๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๐๑ ตรงกับแรม ๖ ค่ำ เดือน ๘๘ ปีจอ ณ.บ้านหนองหว้า ต.หนองไฮ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เป็นบุตรคนเดียวของ นาย เลี้ยง บุญมา และ นาง ฝ้าย วิสเกษ ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา ในวัยเยาว์ ได้จบการศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านนาโนน ต.หนองไฮ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ วิชาอาคมในครั้งแรกที่ได้ศึกษาเล่าเรียนนั้น เริ่มจากแม่ ที่ได้ถ่ายทอดวิชา ท้าวก่ำกาดำ,คาถามหาเสน่ห์,คาถาเป่าฝี เป่าพิษปลาดุก เป่าพิษแมงป่อง,สะเดาะก้างติดคอ,สะเดาะลูกออกจากท้อง,คาถาคัดเลือด ต่อมา ได้เรียนวิชาจากพ่อ เป็นวิชา ตำราพรหมชาติ,ตำราหมอดู เพื่อที่จะทำหน้าที่แทนผู้เป็นพ่อแม่ ในการช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก ด้วยความที่ชอบวิชาอาคม จึงได้ไปขอเรียนวิชา พรายกระซิบ จาก อาจารย์ฆราวาส บ้านหนองเรือ เรียนวิชา คาถาสาริกา,คาถาแก้พิษงูเห่า จาก อาจารย์ฆราวาส ชาวเขมร บ้านยางแรด เรียนวิชาผูกหุ่นพยนต์,ปั้นวัวควายธนู จาก ทายกวัดหนองไฮ ใน จ.ศรีสะเกษ ทั้งหมด วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๑ ตรงกับขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะเส็ง ได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ.พัทสีมาวัดสระกำแพงใหญ่ ต.กำแพง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ โดยมีพระอธิการเครื่อง สุภทฺโท ( พระมงคลวุฒิ ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สุข โกวิโท เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระสมชาย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า รตนญาโณ ซึ่งแปลว่า ผู้มีญาณเพียงดั่งแก้ว หลังจากอุปสมบทแล้ว หลวงพ่อสมบูรณ์ ได้กราบลาพระอุปปัชฌาย์ ไปพำนักจำพรรษาอยู่ที่ วัดพงพรต ต.หนองห้าง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เพื่อไปศึกษาพระธรรมวินัยและการปฏิบัติสมาธิตลอดจนทั้งพุทธาคม โดยมี หลวงปู่เสาร์ เจ้าอาวาส วัดพงพรต เป็นผู้อบรมสั่งสอน และซึ่งในขณะนั้น หลวงปู่ใหญ่ลา วัดพงพรต มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมาก ด้วยทั้งตะกรุดโทน,ตะกรุดฝนแสนห่า เป็นที่ต้องการของชาวบ้านทั้งคนในพื้นที่และนอกพื้นที่ อีกทั้งในตอนนั้น หลวงปู่ใหญ่ลา ก็ชราภาพมากแล้ว หลวงพ่อสมบูรณ์ จึงได้อยู่รับใช้ปรนนิบัติ พร้อมทั้งศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมกับ หลวงปู่ใหญ่ลา วิชาที่ได้เรียนมานั้น มีวิชา ตะกรุดโทน,ตะกรุดฝนแสนห่า,ตะกรุดเมตตามหานิยม,อ้อป่อง ในพรรษาแรกของการบวช หลวงพ่อสมบูรณ์ ได้แสวงหาวิชาความรู้ต่อ จากอาจารย์ฆราวาส ชื่อ อาจารย์บุญทัน บุญมา เป็นอ้อหมอรำ ให้กับ หลวงปู่เครื่อง วัดสระกำแพงใหญ่ ซึ่งมีศักดิ์เป็น อาแท้ๆ จึงสอนวิชา อ้อป่อง ให้ จากนั้น หลวงพ่อสมบูรณ์ ก็ได้เรียนวิชา อ้อป่องและคาถาอาบน้ำว่าน ๗ อังคารจาก อาจารย์นัน บุญมา ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงแท้ๆด้วยเช่นกัน และ สุดท้าย ก็ได้เรียนวิชา แม่น้ำทั้ง ๕ ไล่ผี ถอนของ แก้คุณไสย จาก หลวงปู่เครื่อง วัดสระกำแพงใหญ่ ก่อนที่จะได้รับอารธนาจากศรัทธาญาติโยม นิมนต์ให้มาเป็นรักษาการเจ้าอาวาสอยู่ที่ วัดนาโนน ต.หนองไฮ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เมื่อมาอยู่เพียงไม่นาน ก็ได้เรียนวิชา ต้มสีผึ้งผีหุง จาก พระอาจารย์บุญส่ง วัดนาโนน ( หลวงลุง ) และได้ศึกษา ตำราธรรม ๙ โกฏิ อยุู่ที่วัดนาโนน พร้อมตำราพระเวทย์ต่างๆอีกด้วย หลังจากที่ได้ศึกษาเล่าเรียนจนเชี่ยวชาญในทุกแขนงวิชาที่เรียนมานั้น ในปี พุทธศักราช ๒๕๒๔ จึงได้ออกธุดงค์ จาก วัดนาโนน ไปกราบนมัสกการพระธาตุพนม เพื่อไปอธิษฐานจิตต่อหน้าพระบรมสารีริกธาตุ ที่ปรารถนาไว้ ปี พุทธศักราช ๒๕๒๖ ได้เข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาบาลี ที่ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร โดยการสอบท่องปาฏิโมกให้ได้ หลวงพ่อสมบูรณ์ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สอบเข้าสังกัดวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหารได้ หลังจากที่สอบผ่านแล้ว ก็ได้มาอยู่ คณะ ๔ ซึ่งเป็นคณะเดียวกันกับเจ้าคุณพระเทพรัตนโมลี เจ้าอาวาสในสมัยนั้น ในขณะที่ได้อยู่ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหารนั้น ก็ได้พบตำราสมุดข่อยโบราณสมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งเป็นสมบัติตกทอดของวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร หลวงพ่อสมบูรณ์จึงได้ศึกษาพระยันต์ต่างๆ จากตำราสมุดข่อยโบราณ ฝึกฝนจนเชี่ยวชาญจนสำเร็จ ปีพุทธศักราช ๒๕๒๘ หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา นะปัดตลอด จาก อาจารย์สมาน อดีตเจ้าคณะ๔ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ปีพุทธศักราช ๒๕๓๗ หลวงพ่อสมบูรณ์ ได้เดินทางไปปฏิบัติธรรมที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม ก็ได้พบกับ พระอาจารย์แดง วัดสันกำแพง จ.หนองคาย (จ. บึงกาฬในปัจจุบัน ) พระอาจารย์แดง ได้มอบตำราสำเร็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์ ให้แก่หลวงพ่อสมบูรณ์ไว้เพื่อเรียนพระยันต์คาถาอาคม ต่อมา หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา คาถานะโมตาบอด จาก หลวงปู่เทพา วัดเซกา จ.หนองคาย ( ปัจจุบัน พระราชภาวนาโสภณเจ้าคณะจังหวัดบึงกาฬ ) ปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา นะโมตาบอด,พระเจ้า๑๖พระองค์กับหลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน จ.ศรีสะเกษ ต่อมา หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา มนต์พยัคฆ์ จาก พระอาจารย์เสือ วัดบ้านตาโกน จ.ศรีสะเกษ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๘-๒๕๔๙ หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชาอาจอจาซิม(หมากินความคิด)กับอาจารย์สมุทร ต่อมามีเณรจากวัดพลับได้นำตำราใบลานโบราณมาถวายหลวงพ่อสมบูรณ์ ซึ่งหลวงพ่อสมบูรณ์ก็ได้เป็นผู้แปล และ เผยแพร่ พระคาถาโลกุตตรธรรม ทั้ง ๑๙ บท ทั้งหมด หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา คาถาขุนแผนผูกจิต,คาถาเสกกุมาร จากพระอาจารย์อภิชาติ วัดเกาะสุวรรณนาราม ดอนเมือง ( เป็นคาถาของ หลวงปู่กล้าย วัดหงส์ฯ ) สุดท้าย หลวงพ่อสมบูรณ์ ได้ศึกษาร่ำเรียน วิชาโหราศาสตร์ และ เป็นผู้กำเนิดวิชา ตะกรุดคู่ชีวิตหนุนดวง อันลือลั่น ในปัจจุบัน
    ผู้สร้างเจดีย์พุทธาคมรตนญาณมุนีศรีนครลำดวน พระธาตุหนุนดวง วัดนาโนน อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระปิดตาจัมโบ้รุ่นแรกหลวงพ่อสมบูรณ์ วัดหงส์

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260317_155321.jpg IMG_20260317_155351.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,192
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1773735918735.jpg

    วัดนี้ไม่มีการจำหน่ายวัตถุมงคลพระที่แจกญาติโยม และศิษยานุศิษย์ในวันสำคัญต่างๆมีเกือบ100 รุ่น
    สร้างแจกโดยไม่ใช้เงิของวัดแต่อย่างใดพระครูสุจิตราภิวัฒน์(ธ)หรือหลวงพ่อเดช เตชจิตโตวัดสังฆมงคลบ้านช่อกระถินต.หนองปลิงอ.เมืองจ.นครสวรรค์
    วัตรปฏิบัติของท่าน งดงาม เรียบง่ายให้ความเมตตาต่อ
    ลูกศิษย์ทุกคนแม้แต่พระอาจารย์ดิเรก วัดหนองทราย จ.สุพรรณบุรี ยังต้องนิมนต์ หลวงพ่อเดช ฯ ไปปลุกเสกวัตถุมงคลของท่านทุกรุ่น รวมทั้ง หมอลักษณ์ ฯ ฟันธง ยังให้ความเคารพ และศรัทธา หลวงพ่อเดช ฯ เป็นอย่างยิ่ง วัตถุมงคลของท่านเป็นที่ศรัทธา และหวงแหน เนื่องจาก มีประสบการณ์ต่าง ๆ มาแล้วมากมาย
    - เนื้อหลัก(ทองคำ-เงิน-นวะ) สร้างตามจำนวนสั่งจองในราคาต้นทุนของโรงงาน
    - เนื้อล่าง(ทองแดง-ทองเหลือง-ดิน-ผง) จัดสร้าง โดย ท่านพระครูกิตติคุณาธาร(พระครูเกียรติ ชัยเปรม) รองเจ้าวาส และศิษยานุศิษย์ เพื่อญาติโยมเนื่องในงานมงคลต่าง ๆ เช่น กฐิน ผ้าป่า และงานวันเกิดของ หลวงพ่อเดช ฯ โดยไม่ใช้เงินของวัดแต่อย่างใด.

    พระครูสุจิตตาภิวัฒน์ (หลวงพ่อเดช เตชจิตฺโต) วัดสังฆมงคล จ.นครสวรรค์

    พระครูสุจิตตาภิวัฒน์ (หลวงพ่อเดช เตชจิตฺโต) เดิมมีนามว่า เดช เกิดในสกุล ขจีแสง เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2483 ที่ปากน้ำโพ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ โยมบิดาชื่อนายสง่า ขจีแสง โยมมารดาชื่อ นางชุบ ทับจัน จบการศึกษาชั้นประถมปี่ 4 จากโรงเรียนโฆษิตตาราม อ.ป้อมปราบศัตรูพ่าย จ.กรุงเทพมหานคร

    หลวงพ่อเดช ท่านอุปสมบทเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2505 ณ.วัดเขาหน้าผา ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็นวัดเทพสถาพร ต.บ้านแดน อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์โดยมี พระครูวิทิตธรรมขันธ์เป็นพระอุปัชฌา พระครูสังฆรักษ์ทรงชัยเป็นพระอนุสาวนาจารย์(พระคู่สวด) พระใบฎีกาอุทัยเป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลังอุปสมบท หลวงพ่อเดช ได้ศึกษาพระธรรมวินัย จบนักธรรมชั้นตรี และได้ศึกษาหลักธรรมะปฎิบัติบำเพ็ญ ศิล สมาธิ ปัญญา อยู่เนืองนิตย์ ด้วยวัตรปฎิบัติของท่าน จึงเป็นที่ศรัทธาแก่ญาติโยมและศิษยานุศิษย์ที่อยู่ทั่วประเทศ ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งของ จ.นครสวรรค์ ที่ได้รับรับนิมนต์เข้าร่วมงานปลุกเสกและพิธีพุทธาภิเษกกับพระเกจิอาจารย์ชื่อดังมากมายอย่างต่อเนื่อง

    ประมาณปี 2513 หลวงพ่อเดช ได้เข้ามาจำพรรษาที่วัดสังฆมงคล ปี พ.ศ.2520 หลวงพ่อเดช ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสังฆมงคล ต.หนองปลิง อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ท่านก็เริ่มทำนุบำรุงซ่อมบูรณะปฎิสังขร วัดมาโดยตลอด
    กระทั่งปีพ.ศ.2543ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร (จร.ชร.)ที่ “พระครูสุจิตตาภิวัฒน์”และได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัต (จร.ขท.)ในราชทินนามเดิม(วัดสังฆมงคล เป็นวัดในสังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต)

    หลวงพ่อเดช ท่านเป็นพระเกจิสายธรรมยุต ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดนครสวรรค์มากท่านหนึ่ง วัตถุมงคลของท่านล้วนมีประสบการณ์สูง หลวงพ่อเดช ท่านเป็นพระนักพัฒนาที่น่ากราบไหว้ มีจริยวัตรงดงาม มีเมตตาจิตสูง ชอบให้ความช่วยเหลือชาวบ้านมา โดยตลอด โดยไม่ถือตัว
    _________________________________________________

    ในการประชุมมหาเถรสมาคม เป็นกรณีพิเศษ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๕ เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๕ และครั้งที่ ๑/๒๕๖๖ เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๖ ที่ประชุมมีมติให้เลื่อนขั้นพระครูสัญญาบัตรผู้ดำรงตำแหน่งพระสังฆาธิการบริหารกิจการคณะสงฆ์

    การนี้ พระครูสุจิตตาภิวัฒน์ (หลวงปู่เดช เตชจิตฺโต) วัดสังฆมงคล ตำบลหนองปลิง อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ได้รับเลื่อนเป็น พระครูสัญญาบัตรเทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก (ทผจล.ชอ.) ในราชทินนามเดิม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ กลุ่ม หลวงพ่อเดชวัดสังฆมณฑล

    พระผงรูปเหมือนผสมเกศาโรยแร่นิลกาฬ รุ่น สมปราถนา

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260317_151029.jpg IMG_20260317_151059.jpg IMG_20260317_151128.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,192
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1773731188344.jpg FB_IMG_1773731190996.jpg

    หลวงพ่อหมอสุดยอดพระเกจิ เพื่อนรักของหลวงพ่อคูณ พระเกจิองค์เดียวที่หลวงพ่อคูณ มวนและจุดยาสูบให้
    พระสงฆ์ที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำยกย่องว่าเป็น
    “…เจ้าของธนาคาร…”
    ขออนุญาตยกบทความของคุณพยุงศักดิ์ เศรษฐมาตย์
    ที่ได้รวบรวมเรื่องราวของท่านไว้
    มาเผยแพร่บารมีองค์หลวงพ่อนะครับ
    : เจ้าของธนาคาร :
    ครั้งหนึ่ง ราวปี พ.ศ 2532
    หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
    มาร่วมงานเททองหล่อพระที่วัด
    แห่งหนึ่งใน อ.ท่าเรืองานนั้น
    หลวงพ่อหมอ ก็ไปร่วมงานด้วย
    ผู้คนที่มาในงานต่างมาห้อมล้อม
    หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
    กันมากมายเพื่อกราบขอเมตตา
    ขอบารมีจากท่าน
    ระหว่างที่ผู้คนห้อมล้อมท่านอยู่นั้น
    หลวงพ่อฤษีลิงดำ ก็ได้ชี้ไปที่
    หลวงพ่อหมอที่นั่งอยู่คนละฝั่งกัน
    กับท่านแล้วพูดว่า
    " ผู้ใดมีบารมี ผู้ใดจะโชคดีโน้น...
    ไปขอหลวงพ่อหมอโน้น นี้แหล่ะ
    เจ้าของธนาคารตัวจริง
    ไปกราบขอท่านไป "
    เป็นคำกล่าวของครูบาอาจารย์ผู้รู้ซึ้ง ซึ่งภูมิธรรมของกันและกัน
    " ปราชญ์ย่อมรู้ในปราชญ์ ".
    หลวงพ่อประเสริฐ(หมอ) โอภาโส
    วัดโคกกระต่ายทอง ท่าเรือ อยุธยา
    พระเกจิอาจารย์ผู้ทรงฤทธิ์อภิญญา
    วาจาสิทธิ์หูทิพย์ ตาทิพย์
    วัตรปฏิบัติแปลกๆ ทำตัวแปลกๆ
    จนชาวบ้านหาว่าท่านเป็น " พระบ้า "
    คน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร นับถือท่านมาก
    เรื่องโชคลาภนั้นเป็นเลิศนัก
    ผู้สร้างตำนานโรงทานอันลือลั่น
    ฝ่ามือมหาลาภ วัตถุมงคลท่านศักดิ์สิทธิ์นัก
    เรื่องหวยเรื่องเบอร์นั้นท่านโดงดังมาก
    แนวทางปฏิบัติ กิน เดิน นั่ง นอน ท่านจะภาวนาตลอดเวลา กิจสำคัญของท่านที่ขาดไม่ได้เลยคือการ ออกบิณฑบาต
    โปรดญาติโยม เรื่องราวพิสดาร
    ปาฏิหาริย์ ความศักดิ์สิทธิ์
    อัศจรรย์พันลึก วัตรปฏิบัติแปลกๆ
    จนชาวบ้านเรียก " พระบ้า "
    ปริศนาธรรมคำคมหลวงพ่อหมอ
    * ศรัทธาตัวเดียว
    ผู้ปฏิบัติต้องมีศรัทธาอย่างแรงกล้า
    ถึงจะได้พบธรรมะเบื่องสูง ที่ไม่มีตัวตน *
    * ธรรมะต้องเกิดในดวงจิต
    ดวงใจถึงจะเป็นของจริง *
    * สมาธิเปรียบเหมือนต้นไม้ ศีลเหมือนพื้นดินสมาธิอาศัยศีล เหมือนต้นไม้อาศัยดิน *
    * เรากางร่มก่อน ร่มถึงจะมากางเรา
    ถ้าเรามีศีลมีธรรมแล้ว ศีลธรรมก็มารักษาเราเป็นเรื่อง ปัจจัตตัง อัตตะโน นาโถ
    (ทำเอง รู้เอง เห็นเอง) *
    เรื่องราวทั้งหลายทั้งปวง ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้คือเรื่องราวพิสดาร ปาฏิหาริย์ ประสบการณ์ต่างๆ คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง
    จากบันทึกของศิษย์และคำบอกเล่าจาก ลพ.ทอง เจ้าอาวาสวัดโคกกระต่ายทอง รูปปัจจุบัน
    เรื่องราวปาฏหาริย์ พิสดารลึกลับ
    ของหลวงพ่อหมอ ยังมีอีกมากเล่ากันเจ็ดวันเจ็ดคือก็ไม่หมด เอาพอหอมปากหอมคอ
    ให้รู้ว่า พระดีๆ เก่งๆ ที่ทรงฤทธิ์อภิญญา แบบนี้ยังมีให้เราได้ค้นหากันอยู่
    " โยมไม่ทันท่าน แต่ได้พระท่านไปบูชา ก็เหมือนได้แก้ววิเศษของท่านแล้ว "
    ( หลวงพ่อทอง เจ้าอาวาสวัดโคกกระต่ายทอง เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันได้กล่าวไว้ )
    ชาติภูมิ
    หลวงพ่อหมอ โอภาโส
    ถือกำเนิดในสกุล จันทรส ณ บ้านบักเขียบ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ
    เกิดเดือน ๑๒ ปีมะโรง พ.ศ.๒๔๕๘
    เดิมท่านชื่อว่า เพชร แล้วเปลี่ยนมาเป็น ประเสริฐส่วนชื่อ หมอ นั้นชาวบ้านพร้อมใจกันตั้งให้ท่านเพราะกิตติศักดิ์ของท่านนั้นเอง
    หลวงพ่อหมอ ท่านเป็นพระอริยะสงฆ์อีกรูปหนึ่งผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัตชอบ ท่านใช้ชีวิตในสมณเพศอย่างเป็นประโยชน์ยิ่ง ไม่เคยสะสมเงินทองมาเป็นของส่วนตัวมีเท่าไหร่ท่านนำไป บริจาก สร้าง แจก เพื่อก่อประโยชน์ต่อบวรพุทธศาสนา เลี้ยงเด็กกำพร้าและเด็กยากจนที่อยู่ในความอุปการะคุณของท่านทั้งหมด
    สงเคราะห์ญาติโยมผู้ตกทุกข์ได้ยาก
    จากวัตรปฎิบัติแบบแปลกๆ ของท่าน เเม้ยางคนที่ไม่เข้าใจ มองท่านอย่างผิวเผินว่าท่าน ออกจะแปลกๆ พิกลไม่เหมือนพระสงฆ์ทั่วไป
    การออกธุดงค์ของทาานก็แปลก ไม่เคยมีกลดหรือมุ้งติดตัวเลย จะมีเพียงแค่จีวรห่มกาย และบาตรใบเดียวเท่านั้น
    แต่เมื่อได้สัมผัสได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ
    วัตรปฏิบัติ อุบายธรรม หลักคำสอนต่างๆ ของท่านแล้ว ความสงสัยในตัวท่านนั้น ก็จะคลายสิ้น.
    ______________________________
    : นวโกวาทเป็นครู :
    หลวงพ่อหมอ ท่านว่าท่านเอาตำราเป็นครู
    เอานวโกวาทเป็นครู ภูมิธรรมที่เกิดขึ้นนั้นได้จากตำรา
    หลวงพ่อหมอ เคยปรึกษาหารือสนทนาธรรมกันกับ หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง ถึงนวโกวาท
    ซึ่งในนวโกวาทนี้เขาบอกไว้ทุกเรื่อง ทุกเหลี่ยมทุกมุม
    แต่ไม่ปฏิบัติกัน
    ท่านว่าคนที่จะบรรลุธรรมะ คือ ศรัทธาตัวเดียว ไม่ได้เรียนมามากท่านเอ่ยตามพระวินัยสนใจให้มากรักษาตามนวโกวาทให้ดีๆ
    ศรัทธาตัวเดียว ผู้ปฏิบัติต้องมีศรัทธาอย่างแรงกล้า ถึงจะได้พบธรรมะเบื่องสูง ที่ไม่มีตัวตน.
    ___________________________
    : หมอ :
    ที่มาของคำว่า หมอ
    ที่ อ.ตะพานหินคือมีญาติโยมผู้หญิงที่ตั้งท้องมากราบ หลวงพ่อหมอ แล้วถามว่าเด็กในท้องเป็นยังไง ปรากฏว่าหลวงพ่อหมอ ท่านบอกเพศ วัน เดือน ปี ที่เด็กจะเกิดไว้ ชึ่งพอถึงเวลาก็คลอดตามที่หลวงพ่อพูดตรงทั้งหมด ทำให้เป็นเรื่องที่แปลกมาก คนท้องในสมัยนั้นแห่กันมาถามหลวงพ่อจนวุ่นวาย
    เท่านั้นยังไม่พอบางคนมาขอให้ท่านแผ่บารมีรักษาอาการเจ็บป่วยให้หาย ท่านก็รักษาตามนิมิตของท่านบางท่าน หลวงพ่อหมอ ให้ไปกินก๋วยเตี๋ยวสามชามก็หาย
    บางคนโดนท่านถีบ ท่านพลักก็หายหรือบางท่านโดนตบก็มีส่วนใหญ่ ญาติโยมไปหาหลวงพ่อแล้วท่านทำให้หายหมด คนตะพานหินจึงเรียกท่าน หลวงพ่อหมอ ตั้งแต่นั้นมา
    สมัยที่หลวงพ่อหมอ ท่านออกธุดงค์ ปฏิบัติตัวแปลกๆ เป็นคนสติไม่ดี ดำเนินจิตตามนิมิตรบอก
    การธุดงค์หลวงพ่อหมอ มีอัฏฐบริขารติดตัวเพียงจีวรห่มกาย และบาตรเท่านั้น กลดมุ้งไม่เคยมีแต่แปลกผิวหลวงพ่อหมอ ไม่มีรอยยุงกัดเลย.
    ______________________________
    : พระบ้า :
    ลูกศิษย์ท่านหนึ่งชาวตะพานหิน เล่าว่ามีชาวบ้านแถวบ้านตนเอง ไปดูหลวงพ่อหมอ อยากรู้ว่าพระบ้าเป็นอย่างไร ก็ได้พบหลวงพ่อหมอ เมื่อได้สัมผัสหลวงพ่อหมอ อย่างจริงจังแล้วขนลุกรู้สึกได้ทันทีว่า
    พระองค์นี้ไม่เพียงมิใช่พระบ้า แต่เป็นพระที่ไม่ธรรมดาและเป็นพระที่เก่งมากๆ เสียด้วย นึกคิดอะไรในใจท่านรู้หมด ก่อนหวยออกไม่กี่นาที
    หลวงพ่อหมอ ท่านได้เขียนเลขเล่นๆ ไว้ 6 ตัว พอหวยออกมา รางวัลที่ 1 ออกตรงแป๊ะไม่มีคลาดเคลื่อนเลยทั้ง 6 ตัว
    แบบนี้จะเป็นพระบ้าได้อย่างไร.
    ______________________________
    : ยาสีฟันรักษาโรคประหลาด :
    คนนครสวรรค์ผู้หนึ่ง ได้ดูถูกปรามาสว่า
    หลวงพ่อหมอ เป็นพระผีบ้า
    จู่ๆได้เกิดเป็นโรคประหลาด เป็นก้อนเนื้อขึ้นตามผิวหนังของแขนทั้งสองข้าง ไปหาหมอรักษาโรงบาลไหนก็ไม่หาย รู้สึกปวดทรมานมาก
    ก็เลยนึกได้ว่าก่อนเป็นนั้น ตนเองนั้นได้ดูถูกปรามาสหลวงพ่อหมอ ว่าเป็นพระผีบ้า
    ก็เลยจะมาขมาหลวงพ่อหมอ
    เมื่อเจอหน้ากัน ยังไม่ทันได้พูดอะไร
    หลวงพ่อหมอ ถามขึ้นก่อนโดยทันทีว่า
    " เป็นบ้ามั๊ย โยมคนนี้จึงตอบท่านไปว่า ไม่บ้าครับ หลวงพ่อหมอ ก็พูดขึ้นว่า เอ้อ..แก่ก็ยอมรับแล้วว่า ข้าไม่บ้า แล้วหลวงพ่อหมอ ก็บอกให้ไปซื้อยาสีฟันจากร้านที่ท่านบอก ให้เอามาทาแล้วจะหายภายใน 7 วัน "
    เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งที่ยาสีฟันที่หลวงพ่อหมอ
    บอก ให้ไปซื้อมาทา สามารถรักษาอาการทุกข์ทรมานจากโรคประหลาดที่เป็นอยู่นั้น หายอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งที่ไปรักษาจากโรงพยาบาลมาหลายแห่งแล้วไม่หาย.
    _____________________________
    : จากตะพานหินสู่วัดโคกกระต่ายทอง :
    หลังจากที่หลวงพ่อหมอได้อยู่สร้างความเจริญทางวัตถุที่วัดพฤษะวันโชติการาม
    ควบคู่กับปลูกฝังรากแห่งความศรัทธาต่อบวรพุทธศาสนาให้เกิดขึ้นและฝังลึกในจิตใจชาวตะพานหินและละแวกใกล้เคียงเป็นเวลาหลายปี
    ร้านค้าชาวจีนหรือเหล่าศิษย์ในอ.ตะพานหิน
    จะมีรูปท่านบนหิ้งพระทุกร้าน
    พระอาจารย์ทองอยู่ แห่งวัดสุทัศน์ กรุงเทพฯ
    ได้ยินกิตติศัพท์ชื่อเสียงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านได้ไปพบท่าน
    จึงขอให้ท่านนำกฐินมาทอดที่
    วัดบัวงาม ต.จำปา อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา เมื่อท่านนำกฐินมาทอดแล้ว
    ชาวบ้านท่าเรือเลื่อมใสศรัทธาท่านมากต่างปรึกษากันว่าจะหาวัดให้ท่านมาอยู่ จึงนิมนต์ให้ท่านมาอยู่ที่ วัดโคกกระต่ายทอง ซึ่งวัดนี้เป็นวัดโบราณเก่าแก่มาก เป็นวัดร้างมานานแล้ว อยู่ที่ ต.จำปา อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา.
    ______________________________
    : #เดินข้ามแม่น้ำป่าสัก :
    ครั้งหลวงพ่อหมอ มาอยู่ วัดโคกกระต่ายทอง ท่านได้นั่งรถไฟมาลงที่ท่าเรือ แล้วเดินเท้ามายังวัดชุมแสง เพื่อที่จะข้ามท่าเรือ มายังวัดโคกกระต่ายทอง
    ซึ่งอยู่ตรงข้ามคนละฝั่งแม่น้ำกัน
    ขณะที่หลวงพ่อหมอ มาถึงท่าวัดชุมแสงนั้น เป็นเวลาค่ำแล้วจึงไม่มีเรือข้ามฝากไปยังท่าวัดโคกกระต่ายทอง
    ทันใดนั้นหลวงพ่อหมอ ได้เดินลงเหยียบบนผิวน้ำอัศจรรย์ยิ่งตัวท่านยืนอยู่เหนือผิวน้ำแล้วเดินข้ามแม่น้ำไปยังท่าวัดโคกกระต่ายทอง
    โดยที่มีชาวบ้านเห็นเหตุการณ์ว่าเห็นพระเดินข้ามแม่น้ำ บ้างก็ว่าท่านเหยียบยืนบนฝาบาตรลอยข้ามแม่น้ำในครั้งนั้น
    จนเป็นที่กล่าวขานล่ำลือไปทั่วในเขต อ.ท่าเรือ ในสมัยนั้น
    (เรื่องราวจาก ลพ.ทอง เจ้าอาวาสวัดโคกกระต่ายทอง รูปปัจจุบัน).
    ______________________________
    : สหมิกธรรม :
    หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่
    ให้ความเคารพนับถือ ยอมรับในคุณธรรมของ
    หลวงพ่อหมอ เป็นพระองค์เดียวที่หลวงพ่อคูณ มวนและจุดยาให้สูบ เรียกว่าท่านเป็นเพื่อนชี้กันเลยทีเดียว ท่านทั้งสองต่างรู้ภูมิกัน
    อันที่จริงหลวงพ่อคูณ ท่านเคารพนับถือในองค์หลวงพ่อหมอ มาก หลวงพ่อหมอ ท่านจะอายุมากกว่า หลวงพ่อคูณ 8 ปี
    หลวงพ่อคูณ ท่านกล่าวว่า
    " หลวงพ่อหมอ เก่งกว่ากูเยอะ ".
    ____________________________
    : เขาดีกว่ากูอีก :
    หลวงพ่อพรหม ถาวโร วัดช่องแค นครสวรรค์
    บอกแก่ชาวบ้านช่องแค
    สมัยที่หลวงพ่อหมอ ท่านออกธุดงค์ ปฏิบัติตัวแปลกๆ ทำตัวเป็นคนสติไม่ดี ดำเนินจิตตามนิมิตรบอก
    ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อหมอ ได้ธุดงค์ผ่านไปแถวช่องแค อ.ตาคลี ชาวบ้านที่พบเห็นต่างโจษขานกัน กับความแปลกประหลาดในวัตรปฏิบัติแปลกๆของท่านที่ไม่เหมือนพระทั่วไป จนชาวบ้านบางส่วนมองท่านว่าเป็นพระบ้า
    ด้วยความสงสัยจึงนำเรื่องราวไปถาม
    หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ว่ามีพระสติไม่ดีนุ่งจีวรเก่าๆ มาธุดงค์ปักกรด แถวช่องแค ชาวบ้านเอาภัตตาหารไปถวายบางวันไม่ฉันนั่งนิ่งทั้งวัน บางทีชาวบ้านมาพบเจอฉันภัตตาหารกลางคืน
    บางวันมีญาติโยมที่ศรัทธา มานั่งห้อมล้อมเยอะเพราะไปถามอะไรท่าน ในเรื่องที่ตนเองทุกร้อนใจ ท่านรู้ตอบถูกหมด รู้ทุกอย่างที่ชาวบ้านถาม บ้างก็มาให้ท่านทำน้ำมนต์ ให้ดูดวง บ้างก็มารักษาให้ท่านพ่นเป่า บ้างก็มาขอหวย มีทั้งคนที่นับถือ มีทั้งคนที่มาก่อกวนท่าน เพราะหาว่าท่านเป็นพระบ้า
    ชาวบ้านจึงนำเรื่องนี้ไปถามหลวงพ่อพรหม
    ว่าเป็นพระบ้า หรือ อย่างไรกันแน่
    หลวงพ่อพรหม นั่งนิ่งสักพักแล้วท่านบอกกับโยม
    ที่สงสัยในตัวหลวงพ่อหมอว่า
    " เขาดีกว่ากูอีก "
    จึงไม่มีใครกล้าไปตอแยก่อกวนหลวงพ่อหมออีกเลย.
    ______________________________
    : ฝ่ามือมหาลาภ :
    เรื่องมหาลาภ ของหลวงพ่อหมอนั้นว่ากันว่าขลังเป็นยิ่งนัก
    ฝ่ามือมหาลาภของท่าน นับว่าเป็นของวิเศษนัก
    หลวงพ่อหมอ ท่านจะเน้นไปทางด้าน
    โชคลาภ โภคทรัพย์ เงินไม่ขาดมือ
    ในวัตถุมงคลของท่านมักจะมีรูปฝ่ามือมหาลาภของท่าน วางประทับอยู่ด้านหลังวัตถุมงคลนั้นๆ
    ไม่ว่าจะเป็นเหรียญ หรือพระสมเด็จ
    จะมีรูปฝ่ามือมหาลาภ ของท่านประทับอยู่ข้างหลังขององค์พระเกือบทุกรุ่น
    ฝ่ามือมหาลาภที่ประทับไว้ด้านหลังวัตถุมงคลของท่านนั้นยังแฝงไว้ด้วยซึ่งปริศนาธรรรม
    ว่าฝ่ามือของท่านนั้นค่อย ช่วยเหลือ ผลักดัน
    ส่งเสริม อุปถัมภ์ค้ำชู มิให้ตกต่ำ
    วัตถุมงคลของท่านนั้นจะดีไปในทาง
    โชคลาภ โภคทรัพย์ เมตตา ค้าขาย เจริญก้าวหน้า ทำมาหากินคล่องตัว ทั้งยังคุ้มครองป้องกัน
    นักเสียงโชคและคนค้าขาย ควรหามาบูชายิ่งนัก
    วัตถุมงคลของท่านนั้นราคาไม่แพง เพราะคนไม่ค่อยรู้จักท่าน
    แต่ที่น่าแปลกคือหาไม่ค่อยได้ไม่ค่อยพบเจอ.

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ๑.พระปิดตาฝังตะกรุดสภาพมีรอยบิ่นด้านข้างซ้ายขวาแต่ไม่โดนองค์พระ
    ๒.รูปถ่ายสีสะพายบาตรนั่งหน้าพระประธานได้ยืน
    ยกชุด ๒ องค์

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260317_135904.jpg IMG_20260317_135923.jpg IMG_20260317_135946.jpg IMG_20260317_140007.jpg IMG_20260317_140034.jpg IMG_20260317_140057.jpg IMG_20260317_140120.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...